23 กรกฎาคม 2561

รพส.ทองหล่อ เปิดบริการ “Senior care center”

ตอบโจทย์เจ้าของสุนัขสูงวัย บริการครบวงจร
ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง 




“Senior Care Center เป็นวอร์ดเฉพาะสุนัขสูงวัยโดยเฉพาะ โดยจัดพื้นที่ให้อยู่ในห้องที่ใช้คอกไม้กั้นแทนการใช้กรง เพื่อให้สุนัขรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบาย ไม่อึดอัด โดยมีพยาบาลที่ผ่านการฝึกอบรม คอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบอาการผิดปกติสามารถแจ้งสัตวแพทย์ให้เข้ามาตรวจได้ทันที มีบริการป้อนข้าว ป้อนยา ป้อนน้ำ เช็ดตัวและทำความสะอาด รวมถึงมีสัตว์แพทย์ที่มีความรู้ด้านสุนัขสูงวัยโดยเฉพาะให้การรักษา โดยเจ้าของสุนัขสามารถเลือกโปรแกรมการดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัยได้แบบรายเดือนหรือแบบยาวได้หลายเดือนตามที่ต้องการ ซึ่ง Senior Care Center เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยให้บริการเต็มรูปแบบใน 3 สาขา ได้แก่ พระราม 9 พระราม 2 และปิ่นเกล้า ทั้งนี้ในสาขาอื่นๆ ก็สามารถให้บริการได้ด้วยเช่นกัน

 

นางสาวเมสินี วิสิฐนรภัทร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวถึงที่มาของการเปิดให้บริการ Senior care center หรือ ศูนย์ดูแลสัตว์เลี้ยงสูงวัย ว่า ปัจจุบันมีสุนัขสูงวัยจำนวนมากที่เจ้าของไม่มีเวลาเพียงพอที่จะดูแลได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากสุนัขสูงวัยต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าปกติ และสุนัขสูงวัยโดยส่วนมากนั้นจะมีปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต และอัลไซเมอร์ ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และต้องการการดูแลเป็นพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อเข้าใจถึงความต้องการของเจ้าของสุนัขสูงวัยจึงได้ริเริ่มเปิดให้บริการ Senior care center ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของสุนัขที่ไม่มีเวลาดูแล รวมทั้งยังเป็นการยกระดับชีวิตของสุนัขสูงวัยให้มีคุณภาพที่ดีและมีความสุขด้วย


นอกจากบริการ Senior Care Center แล้ว โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อยังมีบริการรับฝากเลี้ยงสัตว์ สำหรับเจ้าของที่ติดภารกิจระหว่างวันหรือเดินทางไปพักผ่อนในวันหยุด ให้บริการด้วยสถานที่ที่กว้างขวาง สะอาด ปลอดภัย พร้อมเจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกผ่อนคลายเหมือนอยู่บ้าน และเจ้าของมั่นใจไร้กังวล


ผู้สนใจบริการ Senior Care Center และบริการฝากเลี้ยงสามารถติดต่อได้ที่
โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ
รายละเอียดเพิ่มเติม www.facebook.com/ThonglorPet หรือ Line: @jaothonglor


เปิดฉาก“BIG CHANGE TO BIG CHANCE”

เรียนรู้ประเทศไทยยุคดิจิทัลปรับตัวสู่โลกอนาคต


เริ่มแล้ว ETDA กับการก้าวสู่ปีที่ 8 “Future Economy and Internet Governance :  Big Chang to Big Chance” จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ของคนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ พบกูรูวงการไซเบอร์โลกที่จะมาให้ความรู้พร้อมเจาะลึกทุกประเด็นกว่า 30 หัวข้อ พร้อมหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ขนทัพเทคโนโลยีและแนวคิด เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพิ่มมูลค่ามาโชว์เต็มพื้นที่ระหว่างวันที่  23 – 25 กรกฎาคม 2561 ณ รอยัล พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

การจัดงาน “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” ครั้งนี้ มีผู้ร่วมสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), Impeva, RSA, Palo Alto Networks, บริษัท ACinfotec จำกัด, บริษัท Bay Computing จำกัด, CISCO System (Thailand) Ltd., บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด,Total Access Communication (DTAC),บริษัท G-able จำกัด,Giggamon, SCG, IBM, NEC Corporation(Thailand)Ltd. และ True Online


พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการจัดงาน 8 ปี “Future Economy and Internet Governance : Big Change to Big Chance” จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ถือเป็นเวทีที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมงานมองเห็นภาพการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ Digital Economy ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงประเทศไทยสู่เวทีโลก ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ของคนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงและก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยให้มีความยั่งยืน


ทั้งนี้ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่เทคโนโลยีดิจิทัล  เข้ามามีบทบาทในชีวิตคนจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการผลิต การค้าการบริการ และกระบวนการทางสังคมอื่น ๆ รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นประเทศไทย
จึงเร่งปรับตัวนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทย  สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน





ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่ารัฐบาล
มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานรากเพื่อเข้าถึงชุมชนและในทุกระดับ ซึ่งการจัดงาน “Future Economy and Internet Governance: Big Change to Big Chance”  ช่วยกระตุ้นให้ทุกองค์กรและทุกคนเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Thailand อย่างเต็มรูปแบบรวมทั้งเสริมสร้างองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติที่ดีในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ประเทศ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพแก่ผู้ประกอบการ และสร้างงานให้กับประชาชน รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจที่จะนำไปสู่การลงทุนด้านดิจิทัลของบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ


 นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานตลอดระยะเวลา 3 วันไม่ต่ำกว่า 5,000 คน จะมีการจัดแสดง EXHIBITION    & SHOWCASE ที่เป็นไฮไลท์ทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยในส่วนไฮไลท์ของ ETDA ได้มีการจัดโซน ETDA Pavilion เพื่อแสดงผลงานและโครงการที่สำคัญของETDAได้แก่ Cybersecurity Park, e-Commerce Park, Digital Tourism, Durian Platform, Big Data Analytics และ Digital ID ขณะที่โซนของผู้สนับสนุน และพาร์ทเนอร์ทั้งจากไทยและต่างประเทศ ได้เตรียมนำเสนอเทคโนโลยีที่น่าสนใจ และไม่เคยเผยแพร่ที่ใดมาก่อนทั้งด้าน Cybersecurity, e-Commerce, และ Digital Technology ด้วย


พร้อมกันนี้ภายในงานยังจัดให้มีสัมมนาจากกูรูชื่อดังทั้งในประเทศและต่างประเทศที่มารวมตัวกันในงานเพื่อให้ความรู้กับหัวข้อสัมมนาที่เจาะลึกทุกประเด็นถึง 30 หัวข้อตลอด 3 วันเต็ม นอกจากนี้งานยังจัดให้มีโซน ของ Job Matching กับบริษัทชั้นนำในแวดวงดิจิทัล เพื่อให้นักศึกษา พนักงาน และประชาชนสามารถสมัครงานกับบริษัทชั้นนำได้ทันที ในสายงานด้าน Digital Technology, e-Commerce, Cybersecurity, Digital Financial, Internet และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานยังมี ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะอีคอมเมิร์ซ และดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม Knowledge Sharing Class รวมคอร์สความรู้เพื่อพัฒนาธุรกิจและบุคลากรเฉพาะด้านแบบฟรีๆ ทั้งเรื่อง  e-Tax Invoice, Trusted e-Document เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และแชร์ความรู้เกี่ยวกับ GDPR เพื่อปรับตัวกับแนวทางการคุ้มครองข้อมูล   ส่วนบุคคล


สำหรับงานดังกล่าวจะเน้นใน 3 เรื่องสำคัญตามแต่ละวัน วันแรก คือ (Future Economy) เรื่องของเศรษฐกิจอนาคตควรเป็นอย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่า การมาของ IoT จะเกิดภัยคุกคามอะไรบ้าง การมาของ Blockchain Technology มีแนวคิดแล้วจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรวันที่ 2 (Today's Economy Waiting to Change) จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจวันนี้มีอะไรที่กำลังเปลี่ยน และต้องเปลี่ยน อย่างข้อมูลสถิติตลาดอีคอมเมิร์ซ การใช้ Content เพื่อสร้างจุดแตกต่างทางธุรกิจ วันสุดท้ายคือ (Internet Governance) ธรรมาภิบาลอินเทอร์เน็ตสิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนจากประสบการณ์ในเวทีระดับโลก และการเผยแพร่สถิติพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตล่าสุด



ทั้งนี้ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องเข้ามามีส่วนร่วมและเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงประเทศ  สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลกับงานก้าวสู่ปีที่ 8“Future Economy and Internet Governance: Big Change to Big Chance” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 25 กรกฎาคม 2561เวลา 10:00 - 20:00 น.ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามข้อมูลได้ที่ www.etda.or.th/bigchange2018/ ,FB: ETDA Thailand

20 กรกฎาคม 2561

แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส


ESAN EXPO 2018 
กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน1 หรือกลุ่มจังหวัดสบายดี มี 5 จังหวัด คืออุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู เลย และบึงกาฬ  ยกของดีแต่ละจังหวัดทั้งในด้านอาหาร ดนตรี วิถีชีวิต วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของอีสานยุคใหม่
ในการเป็นดินแดนแห่งโอกาส จัดงาน ESAN EXPO 2018 

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน ESAN EXPO 2018 
“แซ่บอีสานบน ดินแดนแห่งโอกาส” ในวันนี้ (20 ก.ค. 61) กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า งาน ESAN EXPO 2018 จัดขึ้นสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 เพื่อให้ทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงผู้ประกอบ สามารถแข่งขันทางการค้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี สร้างการยอมรับในสินค้าและบริการของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพร้อมกับขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในทุกรูปแบบ



กระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งในการดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ  ตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2561-2564 ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจการค้าเติบโตจากฐานรากสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ภายในปี 2564 ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินยุทธศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัดทั้งหมด 18 กลุ่มด้วยกัน โดยแบ่งตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ขนาดใหญ่ ได้แบ่งเป็น กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ,กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2, กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ได้เกิดการพัฒนาและเจริญเติบโตไปพร้อมกัน

กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 มี 5 จังหวัด คือหนองคาย อุดรธานี บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู มียุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญคือ เป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยังเป็นประตูสู่อาเซียนตะวันออกและสาธารณรัฐประชาชนจีน  ทำให้กลุ่มจังหวัดนี้มีศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้าจากต่างประเทศให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้มากขึ้น นอกจากนี้ในกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 1 ยังมีจุดแข็งในด้านสินค้าเกษตร อาหารพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมทั้งการบริการด้านท่องเที่ยว

ในลุ่มน้ำโขง  จึงเป็นการสร้างโอกาสและความเป็นธรรมทางการค้าในกลุ่มจังหวัด เพื่อให้ผู้ผลิตและเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย และผู้บริโภคในกลุ่มจังหวัดได้รับความเป็นธรรมและผลประโยชน์จากการค้า
ที่เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง


กิจกรรมภายในงาน ESAN Expo 2018 รวบรวมร้านค้ามากว่า 200 ร้านค้า ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผ้าทอพื้นเมือง อาหารท้องถิ่น เครื่องประดับ ของใช้ สมุนไพร สินค้าศิลปหัตกรรม และสินค้านวัตกรรมจากภาคอีสาน พร้อมจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดสบายดี นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการที่เกี่ยววิถีชีวิตของคนอีสาน การประกวดทำอาหาร ประกวดร้องเพลง ประกวดภาพถ่าย และการแสดงของเหล่าศิลปินลูกอีสานมากมายทุกวัน อาทิ อี๊ด โปงลาง วงโตโน่แอนด์เดอะดัสต์ โจนัส  ด๊อกเตอร์แคน นกน้อย อุไรพร และวงเดอะพาราไดซ์บางกอก

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 24 กรกฎาคม 2561 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


งานแสดงสินค้า JAKOTHA FESTIVAL 2018 (JAPAN,KOREA,THAI)


เพื่อต้อนรับเทศกาลวันแม่ 2561 ปีนี้ยิ่งใหญ่อลังการกับบูธต่างๆ จากญี่ปุ่น เกาหลี และไทย 
ที่พร้อมใจกันมาประชันสินค้ามากมายหลากหลายยี่ห้อ ทั้งลด แลก แจก แถม นาทีทองทุกวัน 
และร่วมกิจกรรมลุ้นรับรางวัลใหญ่พวงมาลัยมะลิทองคำอีกด้วย นอกจากนี้ ยังจะได้รับความ
สนุกสนานจากมายากล มินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน AF และดารานักแสดงมีชื่อมาร่วมให้ความ
สนุกสนานบนเวทีกันแบบเต็มอิ่ม






วันแม่ปีนี้ ชวนกันไปเที่ยว งานแสดงสินค้า JAKOTHA FESTIVAL 2018 (JAPAN,KOREA,THAI)
ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9-12 สิงหาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. ณ ลานจัดกิจกรรมไทยซินสแควร์ ติดสถานี BTS พระโขนง ทางออกที่ 1

19 กรกฎาคม 2561

โอกาสครั้งสำคัญงานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 ครั้งยิ่งใหญ่

Thailand 2018 World Stamp Exhibition ที่สุดของ
การรวบรวมแสตมป์
และสิ่งสะสมหายากจากทั่วโลก มูลค่ากว่าหลายพันล้านบาท



สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกาศจับมือร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย พร้อมด้วยพันธมิตรจากหลายภาคส่วน แถลงข่าวจัดงานงานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 หรือ Thailand 2018 World Stamp Exhibition
ซึ่งเป็นงานแสดงไปรษณียากรโลก ครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0”
โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่  28 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2561 ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน คาดว่าจะมีนักสะสมแสตมป์จากทั่วทุกมุมโลกให้ความสนใจเข้าร่วมงาน
ในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก

ดร.ประกอบ จิรกิติ นายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์
ดร.ประกอบ จิรกิติ นายกสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า งานแสดงตราไปรษณียากรโลก ประจำปี 2561 (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ ส่งเสริม และยกระดับการสะสมตราไปรษณียากร ให้เป็นไปตามมาตราฐานสากล และเปิดโอกาสให้นักสะสมแสตมป์ชาวไทยได้พบปะกับนักสะสมแสตมป์จากนานาประเทศทั่วโลก ที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประกวดแสตมป์ พร้อมชมงานในครั้งนี้ รวมทั้งเป็นการสร้างมิตรภาพและแลกเปลี่ยนความรู้ วัฒนธรรม รวมถึงแสดงเอกลักษณ์ของประเทศไทย และช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศไทย

การจัดงานในครั้งนี้ อยู่ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0” ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้สนับสนุนหลักพร้อมด้วยพันธมิตรทุกภาคส่วน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร การจัดแสดงสิ่งสะสมส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แสตมป์และสิ่งสะสมที่หายากจากทั่วโลก โดยเฉพาะสิ่งสะสมไฮไลท์ การจัดแสดงจดหมายจากตัวแทนการค้าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมถึงการตอบรับของนักสะสมแสตมป์ที่ส่งผลงานเข้าร่วมแสดงและประกวดกว่า 2,600 เฟรม หรือประมาณ 500 กว่าผลงาน โดยมีมูลค่ารวมกว่าหลายพันล้านบาท



ด้านนางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน งานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) ครั้งนี้ เป็นการรวบรวมแสตมป์จากนานาประเทศทั่วโลก ผลงานประกวดแสตมป์ระดับนานาชาติ และสิ่งสะสมหายากจากทั่วทุกมุมโลก จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยทุกเพศทุกวัยจะได้มาชมแสตมป์ชุดต่าง ๆ เพื่อเป็นการเรียนรู้ถึงเรื่องราวของนานาประเทศ ผ่านไปรษณียากร รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและยกระดับกิจกรรมการสะสมตราไปรษณียากรในทุกรูปแบบ ให้เป็นที่แพร่หลายและกว้างขวางในระดับโลก

โดยทางไปรษณีย์ไทยผู้สนับสนุนหลัก ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการแสตมป์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ในแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งได้ออกแบบและจัดพิมพ์ตราไปรษณียากรที่ระลึกของงานทั้งหมด 5 แบบนำเสนอเรื่องราวของการท่องเที่ยวเมืองรอง ตามโครงการ 55 เมืองรองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งได้คัดสรรแหล่งท่องเที่ยวจาก 5 จังหวัดใน 5 ภูมิภาค ทั้งหมด 5 แบบ ประกอบด้วย 1. สะพานทาชมภู จังหวัดลำพูน 2. อุทยานบัว จังหวัดสกลนคร 3. หาดทรายดำ จังหวัดตราด 4. หมู่บ้านทำกลอง จังหวัดอ่างทอง และ 5. ซุ้มประตูหิน จังหวัดสตูล ซึ่งแสตมป์แต่ละแบบจะแสดงถึง ความสวยงาม ของสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละภูมิประเทศที่แตกต่างกัน โดยจะจัดจำหน่ายครั้งแรกที่งาน Thailand 2018 World Stamp Exhibition



สำหรับงานแสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561 (Thailand 2018 World Stamp Exhibition)
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2561 
ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรี

18 กรกฎาคม 2561

คามูส์ นำเสนอ “คอนยัคที่ดีที่สุดในโลก”

ลิ้มรสบอร์เดอรีส์ และอิลิแกนซ์ พร้อมดื่มด่ำ
กับอาหารค่ำสุดหรูสไตล์ฝรั่งเศส


คามูส์ ไวน์ แอนด์ สปิริต แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำสัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบครอบครัว และเชี่ยวชาญด้านการผลิตคอนยัคมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1863 นำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชั้นนำที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมายสู่ตลาดเมืองไทย ใน งานเปิดตัว5 คอนยัคชั้นเลิศแห่งคามูส์ พร้อมดื่มด่ำกับอาหารค่ำสุดหรูสไตล์ฝรั่งเศส  ณ ร้านอาหารลีออง กรุงเทพฯ ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2561  
 
อิตาเลเซีย ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนยัค คามูส์ในประเทศไทย จัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้สื่อมวลชน
และแขกผู้มีเกียรติได้ร่วมลิ้มชิมรสของ 5 คอนยัคชั้นเลิศ แห่งคามูส์ ได้แก่ คามูส์ บอร์เดอรีส์ วีเอสโอพี (CAMUS BORDERIES VSOP), คามูส์ บอร์เดอรีส์ เอ็กซ์โอ  (CAMUS BORDERIES XO), คามูส์ เอ็กซ์โอ อิลิแกนซ์ (CAMUS XO ELEGANCE), คามูส์ เอ็กซ์ตร้า อิลิแกนซ์ (CAMUS EXTRA ELEGANCE) และคามูส์ เอ็กซ์ตร้า ดาร์ก & อินเทนส์ (CAMUS EXTRA DARK & INTENSE) 
ซึ่งทุกรุ่นเป็นสุดยอดเครื่องดื่มคอนยัคที่เคยคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย

มร. แม็กซองค์ โกยเนียร์ ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คามูส์ ไวน์ แอนด์ สปิริต ให้เกียรติเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้เพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดื่มคอนยัคแต่ละรุ่นว่า “ภารกิจของเรา คือ การผลิตและจัดจำหน่ายคอนยัคที่ดีที่สุดในโลก ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 150 ปี ในการมอบคุณภาพที่เป็นเลิศแก่นักดื่มทั่วโลก จุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ คือการนำเสนอความหลากหลายในรสชาติของคอนยัคที่เราผลิต  และต้องการให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักดื่มที่อยากสัมผัสรสชาติอันละเมียดละไมแห่งแบรนด์คามูส์ โดยจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและรสชาติ
ที่โดดเด่นอย่างน่าอัศจรรย์ของคอนยัคแต่ละรุ่นของเรา”

บอร์เดอรีส์ (Borderies) คือ แหล่งกำเนิดไร่องุ่นสำหรับการผลิตคอนยัค ซึ่งมีชื่อเสียงจากเครื่องดื่มบรั่นดีที่ให้กลิ่นหอมเข้มข้น คามูส์ คือ นามสกุลของตระกูล  ดังเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่สุดในเขตบอร์เดอรีส์  ซึ่งครอบครองพื้นที่การผลิตคอนยัคอยู่ประมาณ 5% ในปัจจุบัน บรั่นดีในตระกูลคามูส์ บอร์เดอรีส์ มีการกลั่นและบ่มในถังไม้แยกแต่ละรุ่น โดย รุ่นบอร์เดอรีส์ วีเอสโอพี ให้กลิ่นหอมของฝักวานิลลา และเปลือกส้ม เจือด้วยรสหวานหอมกลิ่นดอกไม้ รุ่นบอร์เดอรีส์ เอ็กซ์โอ โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของเนยที่เข้มข้น หรูหราและนุ่มนวล เคล้ากลิ่นหอมของผลไม้และดอกไม้ พร้อมรสชาติของเครื่องเทศที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ในขณะที่ รุ่นเอ็กซ์โอ เอเลแกนซ์ มอบความสมดุลของรสชาติด้วยกลิ่นของพลัม เฮเซลนัท และชะเอมได้อย่างกลมกล่อม รุ่นเอ็กซ์ตร้า อิลิแกนซ์ มอบสัมผัสที่สลับซับซ้อนของขนมอบ พร้อมกลิ่นอ่อนๆของดอกไวโอเล็ต และวอลนัท สุดท้าย รุ่นเอ็กซ์ตร้า ดาร์ก & อินเทนส์ มอบความเข้มข้นของ
ครีมมี่ ตามด้วยความหอมของเนยพร้อมกลิ่นของความเผ็ดร้อนแบบเจือจางจากดาร์คช็อคโกแลต
 
สำหรับเคล็ดลับการดื่มคอนยัค แห่งคามูส์ ให้อร่อย สามารถดื่มได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การดื่มแบบไม่ใส่ส่วนผสมใดๆ เลย การดื่มควบคู่ไปกับน้ำแข็ง การดื่มผสมกับโซดา หรือ  การดื่มผสมกับวิสกี้ 
จะทำให้ได้รสสัมผัสที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดนี้คุณจะได้รสสัมผัสแห่งความสดชื่น ความกระปรี้กระเปร่า และความละมุนละไม จากความเข้มข้นของคอนยัคชั้นเลิศอย่างที่ไม่เคยพบที่ไหนมาก่อน โดยเฉพาะคอนยัคที่มาจากเขตบอร์เดอรีส์ หรือหากคุณเป็นคนที่รักการดื่มไปพร้อมการรับประทานอาหาร สามารถทำทั้ง 2 กิจกรรมนี้ ควบคู่ไปด้วยกันได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณรับรสชาติแห่งความหวาน และความเผ็ดอ่อนๆ ของคอนยัคบางส่วนได้ดีขึ้น โดยคุณสามารถเลือกดื่มในช่วงเวลาใดก็ได้ 

เนื่องจาก  เวลาไม่มีผลต่อการทำให้รสชาติของคอนยัคเสียแต่อย่างใดแต่สิ่งที่สำคัญคือ การเลือกใช้
แก้วที่เหมาะสมกับการดื่มคอนยัคต่างหากที่มีผล ควรเลือกใช้แก้วทรงทิวลิป (Tulip shaped)  ในการดื่มคอนยัค เพราะจะช่วยเผยให้รสชาติ และกลิ่นหอมของผลไม้และดอกไม้ ของคอนยัคออกมาได้ชัดเจนขึ้น

ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อ คามูส์ คอนยัค จะต้องดูที่มา และแหล่งผลิต หากมาจากเขตไร่องุ่นบอร์เดอรีส์ ประจำตระกูลคามูส์ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบหายาก และเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในการผลิตคอนยัค จะทำให้ได้รสชาติที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์  เข้มข้น และอบอวลไปด้วยความหอมละมุนจากกลิ่น
ของดอกไม้ และผลไม้ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถหาได้จากคอนยัคทั่วไป รวมถึงดูอายุของการบ่มคอนยัค หากเป็นคอนยัคที่บ่มมานาน จะยิ่งเผยรสชาติที่ซับซ้อน และน่าอัศจรรย์ขึ้น

ในงานนี้ผู้บริหารหนุ่ม จักรกฤต เบเนเดทตี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลเซีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ความต้องการเครื่องดื่มคอนยัคชั้นดีในประเทศไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น นักดื่มคอนยัคในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล้วนแต่ชื่นชอบในแบรนด์ เฮาส์ ออฟ คามูส์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตคอนยัคชั้นนำของโลก โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทุกแบรนด์ที่เรานำเสนอในงานนี้ล้วนมีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย ทั้งได้รับเกียรติจากแบรนด์คามูส์มาจัดแสดงเครื่องดื่มคอนยัครุ่นต่างๆ ถือเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอรสชาติที่เข้มข้นชั้นเลิศ รวมถึงแบรนด์ใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จักในหมู่นักดื่มคอนยัคชาวไทย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสกับรสชาติที่เข้มข้น แรงและล้ำลึกของคอนยัคคามูส์”

ในโอกาสนี้ การเปิดตัวในประเทศไทย คามูส์ ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์บรั่นดีคุณภาพสูง  เพื่อให้เป็น
ที่รู้จักและแพร่หลายในหมู่นักชิมและผู้บริโภค รวมถึงจัดกิจกรรมการลิ้มรสชาติขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานขั้นสูงของสินค้าทั้งรุ่นบอร์เดอรีส์ และอิลิแกนซ์ ในรูปแบบของการจัดงานแบบใกล้ชิด ที่เราพร้อมมอบข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกคน 

สามารถสัมผัสความหอมของคอนยัคชั้นเลิศได้แล้วที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป
สอบถามข้อมูลเพิ่ม
เติมได้ที่ 02 261 7990 หรือ http://www.italasiagroup.com/home

เปิดตัว OPPO Find X ดีไซน์แห่งอนาคต ไร้รอยบาก-ซ่อนกล้อง 3D

‘ออปโป้’ ทำเซอร์ไพรส์กลางงานฉลอง 10 ปี! 
เปิดตัว OPPO Find X ดีไซน์แห่งอนาคต 



ครั้งแรกที่แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์กับแบรนด์รถยนต์ไฮเอนด์ระดับโลกโลโก้ของ Automobili Lamborghini ถูกแกะสลักไว้บน OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ด้วยเทคโนโลยีพิเศษทำให้โลโก้ดูนูนขึ้นมาจากตัวโทรศัพท์โดดเด่นมีมิติ ไม่ว่าคุณจะมองจากมุมใดก็ตามโลโก้จะดูโดดเด่นนูนขึ้นเหนือตัวโทรศัพท์เสมอ นอกจากนี้ Automobili Lamborghini Edition ยังรองรับเทคโนโลยี SuperVOOCซึ่งจะช่วยให้การชาร์จไฟได้รวดเร็วขึ้นทวีคูณโดยให้กำลังไฟ 10V5A ให้กำลังชาร์จได้สูงสุดถึง 50Wเพียง 35 นาที เต็ม 100%



แบรนด์สมาร์ทโฟนขวัญใจวัยรุ่นอย่างออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ทำเซอร์ไพรส์กลางงานครบรอบ 10 ปี (10th Year Anniversary) เปิดตัว OPPO Find X สมาร์ทโฟนแห่งอนาคต ดีไซน์หน้าจอไร้รอยบากพร้อมนวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D และมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Chargeในราคา 29,990บาทจะเริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.พร้อมรับของแถมสุดพิเศษเพียบ

และอีกรุ่นไฮเอนด์ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ซึ่งมีความพิเศษที่มาพร้อมนวัตกรรมล่าสุดที่ล้ำกว่าเดิม SuperVOOCชาร์จเพียง 35 นาที เต็ม 100% ราคา 49,990บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้

สำหรับงานครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ได้เล่าประวัติว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้เข้ามาทำการตลาดและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแบรนด์แรก อาทิ หน้าจอแสดงผล 2K เป็นเจ้าแรก หรือนวัตกรรมชาร์จไวอย่าง VOOC Flash Charge เป็นต้น ทำให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้สมาร์ทโฟนออปโป้ครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดในตลาดประเทศไทย และตำแหน่งอันดับ 4 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง (อ้างอิงข้อมูลจาก Canalysและ IDC)



คุณสุทธิพงศ์ อมรประดิษฐ์กุล ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวภายในงานเปิดตัวว่า การเปิดตัว OPPO Find X จะเป็นการเริ่มเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของออปโป้ หลังจากการคิดและการถกเถียงร่วมกัน สรุปได้ว่าการมอบสมาร์ทโฟนแห่งโลกอนาคตให้กับทุกท่านถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุด

“OPPO Find X เป็นเสมือนกับการค้นหาซึ่งเป็นดีเอ็นเอของออปโป้ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีและความสวยงาม” คุณสุทธิพงศ์กล่าว


OPPO Find X  สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Series Find  หลังทิ้งช่วงการเปิดตัว OPPO Find 7 นานถึง 4 ปี โดย OPPO Find X มีความพิเศษที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการ สมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยหน้าจอแสดงผลสุดขอบอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยีซ่อนกล้องและเซ็นเซอร์ Stealth 3D Cameras  ดีไซน์ขอบโค้งแบบ Panoramic ที่เป็นหนึ่งเดียว


OPPO Find X สมาร์ทโฟนดีไซน์จอแสดงผลขอบโค้งมน Panoramic รุ่นแรกของโลกให้มุมมองกว้างสุดขอบ ด้วยหน้าจอแสดงผลOLED กว้างถึง 6.42 นิ้ว อัตราส่วน 19.5 : 9 และสัดส่วนพื้นที่แสดงผล 93.8%
นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3 มิติ (Stealth 3D Cameras)


OPPO Find X  ใช้นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D (Stealth 3D Cameras) ซึ่งจะเลื่อนขึ้นและลงโดยอัตโนมัติ เพียงผู้ใช้กดแอพพลิเคชั่นถ่ายรูปด้วยเวลาไม่เกิน 0.6 วินาที โดยมีความแข็งแรงทนทานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 5 ปี จากทดสอบแล้วสามารถเลื่อนขึ้นลงได้ไม่ต่ำกว่ำ 300,000 ครั้ง ดีไซน์ไล่เฉดสีที่งดงามดั่งอัญมณี



OPPO ได้เพิ่มเฉดด้วยการผ่านกระบวนการต่างๆ บนพื้นผิวฝาหลังแบบสามมิติ ปกป้องพิเศษด้วย Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ตัวเครื่องดูแวววาวล้ำค่าเหมือนอัญมณี
โดยมี 2 สี ได้แก่ สี Bordeaux Red และ Glacier Blue

เทคโนโลยีสแกนใบหน้า 3 มิติ (3D Structured Light Facial Recognition)
นวัตกรรมนี้ OPPO Find X รวบรวมระหว่างเทคโนโลยี Flood Illuminator และ เซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรดซึ่งประมวลจุดต่างๆบนใบหน้ามากกว่า 15,000 จุด ทำให้สามารถสร้างโมเดลหน้า 3D ของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเพื่อการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าที่ปลอดภัย โดยความผิดพลาดจากการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของ OPPO Find X อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 50,000 และแม้จะทำการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าในที่มืด ก็ยังแม่นยำเช่นเคยด้วยเซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรด

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล และ 3D AI Beauty
กล้องหน้าบน OPPO Find X จะมีความละเอียดอยู่ที่ 25 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์อัจฉริยะ Sony IMX 576 รวมถึงที่ขาดไม่ได้เลยคือ AI Beauty ที่ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์และสร้างโครงหน้าผู้ใช้งานเป็นโมเดล 3D ได้ จึงสามารถปรับได้แม้กระทั่งโครงหน้าอย่าง รูปหน้า ทรงจมูก ดวงตา คาง และโหนกแก้ม ตามใจชอบ


กล้องหลังคู่ AI 16 + 20 ล้านพิกเซล
ไม่เพียงแค่กล้องหลังคู่ แต่ยังยกระดับการถ่ายภาพด้วยระบบ AI ไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ AI Portrait Mode ซึ่งให้ผลถ่ายบุคคลที่โดดเด่นด้วยการจัดแสงแบบสตูดิโอ โดยมีโหมดแสงไฟให้เลือกหลากหลายถึง 9 แบบ และ AI Scene Recognition 2.0 ที่สามารถประเมินประเภทของภาพ และปรับแต่งภาพให้อัตโนมัติอย่างเหมาะสม

 VOOC Flash Charge ชาร์จไวและปลอดภัย พร้อมกับระบบชาร์จไฟไว VOOC Flash charge ที่ชาร์จเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ชาร์จเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถคุยโทรศัพท์ต่อได้สบายๆ กว่า 2 ชั่วโมง ทั้งยังมี AI ผู้ช่วยอัจฉริยะบริหารพลังงานแบตเตอรี่ด้วย

Qualcomm Snapdragon 845AIE, RAM 8GB , ROM 256GB
คุณ Goh Thiah Liang ผู้ดำรงตำแหน่ง Country Manager Malaysia, Thailand and Philippines แห่ง Qualcomm International ให้เกียรติขึ้นมาพูดในงานเปิดตัว OPPO Find X ในฐานะตัวแทนพาร์ทเนอร์อันทรงเกียรติ และเนื่องในโอกาสที่ OPPO Find X ได้รับการขับเคลื่อนด้วยชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE

คุณ Goh Thiah Liang กล่าวว่า Qualcomm รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ออปโป้ประสบความสำเร็จล้นหลามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่าน และขอบคุณที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีซึ่งกันและกันมาโดยตลอด รวมถึงดึงขุมพลังของชิปเซต Qualcomm ออกมาใช้อย่างเต็มเปี่ยมบนสมาร์ทโฟนที่น่าอัศจรรย์


“เมื่อชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE รวมกันกับสมาร์ทโฟน OPPO Find X จะมอบแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทย” คุณ Goh Thiah Liang กล่าว

สำหรับ OPPO Find X มาพร้อมกับ CPU ที่แรงที่สุดในโลกขณะนี้ แต่ใช้พลังงานที่น้อยกว่า ซึ่งมาพร้อมกับชิพประมวลผลกราฟิก Adreno 630 ด้วย เพิ่มการประมวลผลกราฟิก 30% และลดการใช้พลังงานลง 30% ในขณะที่ก็มีชิปเซต Snapdragon ที่มาพร้อมปัญหาประดิษฐ์ AIE ด้วย ช่วยสนับสนุนให้ OPPO Find X เป็นดั่งผู้ช่วยคู่ใจได้


OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition

แบรนด์รถยนต์ไฮเอนด์ระดับโลกโลโก้ของ Automobili Lamborghini ถูกแกะสลักไว้บน OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ด้วยเทคโนโลยีพิเศษทำให้โลโก้ดูนูนขึ้นมาจากตัวโทรศัพท์โดดเด่นมีมิติ Automobili Lamborghini Edition ยังรองรับเทคโนโลยี SuperVOOC  ซึ่งจะช่วยให้การชาร์จไฟได้รวดเร็วขึ้นทวีคูณโดยให้
กำลังไฟ 10V5A ให้กำลังชาร์จได้สูงสุดถึง 50W  เพียง 35 นาที เต็ม 100%

OPPO Find Xสนนราคา 29,990 บาท เริ่มเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.ที่ออปโป้แบรนด์ช็อป
และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยจะได้รับของแถมสุดพิเศษมากมาย ประเดิมด้วยหูฟังเฮดโฟน Marshall Major Bluetooth , VIP Card ประกันหน้าจอแตกนานถึง 1 ปี , ชุดขาตั้งกล้อง และที่ชาร์จแบบไวสำหรับรถยนต์

ขณะที่ OPPO Find X Automobili Lamborghini Editionสนนราคาอยู่ที่ 49,990 บาท โดยเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้น



ร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยจากสมาร์ทโฟนออปโป้ (OPPO) ได้ที่ออปโป้ แบรนด์ช็อปทุกสาขาทั่วประเทศเร็วๆ นี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ Facebook : https://www.facebook.com/oppothai และ Website: www.oppo.com/th หรือ โทร. 02-126-3700