06 ตุลาคม 2569

ออน สมฤทัย กับลุคสุดเป๊ะ เผยเสน่ห์และความมั่นใจกลาง Paris Fashion Week 2026

จากกรุงเทพฯ สู่ปารีส “ออน สมฤทัย” Global Content Creator และ Fashion Personality จากประเทศไทย ปรากฏตัวในฐานะหนึ่งในแขกรับเชิญคนสำคัญของ ZIMMERMANN ใน Paris Fashion Week 2026 ร่วมชมโชว์คอลเลกชั่น Spring/Summer 2027 ของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติออสเตรเลีย ท่ามกลางบรรยากาศแฟชั่นระดับโลกของกรุงปารีส

สำหรับฤดูกาล Spring/Summer 2027 ZIMMERMANN ยังคงสะท้อนเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านซิลูเอตที่มีความเป็นเฟมินีน รายละเอียดอันประณีต และภาษาของแฟชั่นที่ผสานความโรแมนติกเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผลงานของ ZIMMERMANN ยังได้รับความสนใจจากเหล่าเซเลบริตี้และแฟชั่นไอคอนระดับโลก ทั้ง Naomi Watts, Oprah Winfrey และ Jessica Chastain

การปรากฏตัวของออนในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่ง Fashion Moment ที่น่าจับตามอง เมื่อเธอถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านลุคของ ZIMMERMANN ได้อย่างโดดเด่น พร้อมสะท้อนมุมมองด้านแฟชั่นที่ชัดเจนและเป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางหนึ่งในเวทีแฟชั่นที่สำคัญที่สุดของโลกอย่าง Paris Fashion Week

ด้วยภาพลักษณ์ในฐานะ Global Content Creator ออน สมฤทัย กำลังเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของครีเอเตอร์ไทยที่ก้าวเข้าสู่บทสนทนาของแฟชั่นระดับสากลอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเดินทางสู่ Paris Fashion Week แต่ยังเป็นการปรากฏตัวที่สะท้อนถึงพลังของครีเอเตอร์ไทยบนเวทีแฟชั่นโลกได้อย่างน่าสนใจ




นอกเหนือจากบทบาทในฐานะ Global Content Creator และ Fashion Icon แล้ว “ออน สมฤทัย” ยังเป็นที่รู้จักในฐานะภรรยาของ “หมอสอง นพรัตน์” และคุณแม่ของ “น้องเฟรญ่า (Freyana)” หากแต่การปรากฏตัวครั้งนี้ได้เผยอีกหนึ่งบทบาทที่น่าจับตามองของเธอในฐานะครีเอเตอร์ไทยบนเวทีแฟชั่นระดับสากล ถ่ายทอดตัวตนและมุมมองด้านแฟชั่นผ่านหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของ Paris Fashion Week ได้อย่างเป็นธรรมชาติและโดดเด่น

#AonSomrutai #AonSomrutaiEra #ZIMMERMANN
#ParisFashionWeek #PFW #GlobalContentCreator
#FashionIcon #ThaiFashionIcon #GlobalFashion

คาร์เปท อินเตอร์ ในเครือ TCM Corporation คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2569

คาร์เปท อินเตอร์ ในเครือ TCM Corporation คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2569 ตอกย้ำพลังนวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน

บริษัท คาร์เปท อินเตอร์แนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ คาร์เปท อินเตอร์ บริษัทในเครือ TCM Corporation ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้านองค์กรนวัตกรรม จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สะท้อนความมุ่งมั่นในการนำความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการองค์กรไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การใช้งาน การออกแบบ และสิ่งแวดล้อม โดยเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ


การได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของคาร์เปท อินเตอร์ ในการพัฒนาองค์กรด้วยนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการเข้ากับการพัฒนากระบวนการทำงานและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว

สำหรับคาร์เปท อินเตอร์ นวัตกรรมคือการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาทั้งองค์กร ตลอดจนผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีความโดดเด่นด้านการออกแบบ และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม อันนำไปสู่คุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาว ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของผู้บริหาร บุคลากร และพันธมิตรในการบูรณาการความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน เพื่อนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการทำงานและขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปี คือ "วันนวัตกรรมแห่งชาติ" ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในฐานะ "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย" รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 จึงไม่เพียงเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันขององค์กร แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญให้ คาร์เปท อินเตอร์ มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และการบริหารจัดการ พร้อมร่วมมือกับบุคลากรและพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

คาร์เปท อินเตอร์ มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม ควบคู่กับคุณภาพ ความโดดเด่นด้านการออกแบบ และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมพัฒนาศักยภาพองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แถลงข่าวการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งเพื่อน้อง ได้อิ่มท้อง พี่อิ่มใจ”

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิร่วม น้ำใจต้านภัยเอดส์ และ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วย คุณสุจิตรา หมวดพล และคุณปิยะวัฒน์ เตชะปฏิมานนท์ จัดแถลงข่าวการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “โบว์ลิ่ง กลิ้งเพื่อน้อง ได้อิ่มท้อง พี่อิ่มใจ” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

ซึ่งจัดโดย มูลนิธิร่วมน้ำใจ ต้านภัยเอดส์ ในวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ เพื่อหารายได้สมทบทุน ค่าอาหารสามมื้อ และค่าอุปกรณ์การเรียนให้แก่นักเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


05 ตุลาคม 2569

THANN Wellness Destination Ayutthaya

 


ช่วงเวลาที่ดีในการแจก Refreshing Drink สไตล์ THANN เพื่อให้แขกผ่อนคลายจากการเดินทางความพิเศษของ Refreshing Drink สไตล์ THANN อยู่ที่การนำปรัชญา Holistic Wellness (สุขภาวะแบบองค์รวม) มาผสมผสานเข้ากับศาสตร์แห่งสมุนไพรและพฤกษชาติอย่างลงตัวส่วนผสมจากสมุนไพรและพฤกษชาติตามธรรมชาติเมนูเครื่องดื่มเน้นการใช้สมุนไพรไทย ผลไม้สด และชาพรีเมียม โดยไม่มีสารเคมีปรุงแต่งหรือน้ำตาลสังเคราะห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากธรรมชาติแท้ ๆ รสชาติเพื่อการผ่อนคลาย THANN มีความเชี่ยวชาญด้านสุคนธบำบัด (Aromatherapy) นำเอกลักษณ์ของกลิ่นสมุนไพร เช่น ตะไคร้, ใบเตย, ดอกอัญชัน, ส้ม หรือขิง มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยกระตุ้นทั้งประสาทสัมผัส รสชาติ และกลิ่น ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายตั้งแต่จิบแรกสดชื่น
ที่จังหวัดอยุธยา ทริปท่องเที่ยวนี้ ออกแบบมาอย่างสมดุล และดีเยี่ยม ได้ทั้งการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนและการพักผ่อนเชิงสุขภาพ (Wellness) ท่ามกลางธรรมชาติของอยุธยา ดื่มด่ำกับความหรูหราที่ผสานอย่างลงตัวกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บรรยากาศริมแม่น้ำน้อย ที่โอบล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี
ทุกการพักผ่อนคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่เพียงเติมเต็มความสงบให้จิตใจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีพลัง ด้วยประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับ ท่ามกลางความสมดุลของธรรมชาติและความสงบอันเป็นเอกลักษณ์
THANN Wellness Destination Ayutthaya ถือเป็นหนึ่งในรีสอร์ทเพื่อสุขภาพระดับลักชัวรียอดฮิตที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสสักครั้ง ด้วยเหตุผล แนวคิด All-Inclusive ด้าน Wellness ที่แท้จริงรวมทุกอย่างไว้ในแพ็กเกจ ทั้งห้องพัก อาหาร 3 มื้อ และทรีตเมนต์สปา/กิจกรรมเวลเนส ทำให้ผู้เข้าพักผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจุกจิกเพิ่มเติม
สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับสปาและทรีตเมนต์ระดับสากลต่อยอดความเชี่ยวชาญจากแบรนด์ THANN ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยใช้ผลิตภัณฑ์สปาธรรมชาติคุณภาพสูง พร้อมเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญ คอยดูแลให้อย่างพิถีพิถัน
Afternoon Tea ที่ THANN Wellness Destination ริมแม่น้ำน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา Afternoon Tea ริมแม่น้ำ….. บ่ายนี้พักใจจากความวุ่นวาย ลองให้เวลาตัวเองกับชุดน้ำชาที่ค่อยๆละเมียดในทุกคำ ทั้งของหวาน ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังร้อยเรียงเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านขนมและเครื่องดื่มในทุกคำ เหมาะสำหรับการนัดพบคนพิเศษ หรือการใช้เวลาในวันหยุดอย่างมีคุณค่า ความประณีตสะท้อนวัฒนธรรมขนมและของว่าง ในชุดได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยดึงเอกลักษณ์กลิ่นอายท้องถิ่นหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาผสมผสาน กับศาสตร์การทำเบเกอรี่ร่วมสมัย
พิเศษสุด….สิทธิ์เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี: เติมเต็มวันหยุดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยการเดินชมงานศิลปะหรือโบราณวัตถุล้ำค่า ช่วยเพิ่มคุณค่าทางจิตใจหลังอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชา
คุ้มค่ากับประสบการณ์ในราคาเพียง 1,000 บาท/ต่อชุด ได้ทั้งความเพลิดเพลินด้านรสชาติและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมควบคู่กันไปบรรยากาศริมแม่น้ำ
เงื่อนไขและข้อกำหนด:
- กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า เท่านั้น
- กำหนดให้สั่งชุดน้ำชายามบ่ายท่านละ 1 ชุด
- ให้บริการเฉพาะ วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์
การได้ลองไปสัมผัสโซน Aromatherapy Bath หรือ ออนเซนของ THANN Wellness Destination ด้วยตัวเอง ถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ
การได้แช่น้ำปรับอุณหภูมิสลับไปมา 3 ระดับ พร้อมสูดกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยเอกลักษณ์สไตล์ THANN ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ เป็นประสบการณ์การ "Reset" ร่างกายและจิตใจที่หาจากที่อื่นได้ยากมาก
- Aromatherapy Bath ผ่อนคลายกับบ่อแช่ตัวที่อุณหภูมิต่างกัน 3 ระดับ
พร้อมผ่อนคลายกับกลิ่นหอมจากน้ำมันระเหยที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
การสลับแช่น้ำในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน 3 ระดับ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดสะสมตื่นตัวและผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว
- Salt Therapy Room ศาสตร์การบำบัดด้วยเกลือ (Halotherapy) บรรเทาอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงแก้ปัญหาโรคผิวหนัง หรือผื่นแพ้ต่างๆ
- Spa Treatment เพื่อความผ่อนคลายที่มีให้เลือกกว่า 12 รายการ สถานที่กว้างขวาง ตกแต่งทันสมัย เน้นโทนสีธรรมชาติ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมผลิตภัณฑ์ห้องน้ำเต็มรูปแบบจากแบรนด์ THANN
- คลาสออกกำลังกาย กิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ
เพราะชีวิตที่ดี คือชีวิตที่พบความสมดุลจากภายใน กิจกรรม Wellness ฟรีตลอดวัน: มีตารางกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส, คลาสออกกำลังกายในน้ำ (Aqua Exercise), รวมถึงการทำเวิร์กช็อปต่างๆ



ขอมอบราคาพิเศษสำหรับ toptotravelvariety
เมื่อนำโค้ด DTW-toptotravel
มาจองห้องพักได้ที่ Line OA : @thannwellness
ราคาสำหรับ 2 ท่าน 1 คืน มีแพคเกจให้เลือก 2 แบบ
- ห้อง Deluxe Room แพคเกจ Room with Breakfast ราคา 5,500 บาท
- ห้อง Deluxe Room แพคเกจ All Inclusive ราคา 15,500 บาท
สามารถจองได้ภายใน 15 ตุลาคม 2569 และเข้าพักได้ถึง 20 ธันวาคม 2569

สนามกอล์ฟ บลูแคนยอน คันทรี่ คลับ ประกาศความร่วมมือด้านการดูแลสนามกอล์ฟกับ Sports Turf Solutions ยกระดับมาตรฐานสนามสู่ระดับสากล

ภูเก็ต ประเทศไทย: 5 ตุลาคม 2569 บลูแคนยอน คันทรี่ คลับ (Blue Canyon Country Club) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการดูแลและบริหารจัดการสนามกอล์ฟ ประกาศความร่วมมือด้าน Agronomy Support Partnership กับบริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ (Sports Turf Solutions) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสนามกอล์ฟและหญ้าสนามในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมศักยภาพทีมงาน พัฒนาคุณภาพสนามสู่มาตรฐานระดับแชมเปี้ยนชิป และวางแนวทางการบริหารจัดการสนามอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบลูแคนยอนในการยกระดับคุณภาพสนามและประสบการณ์การเล่นกอล์ฟ โดยนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมาผสานกับความเข้าใจในสภาพสนามและภูมิอากาศเขตร้อนของทีมงานบลูแคนยอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการรักษาคุณภาพสนามให้ได้มาตรฐานตลอดทั้งปี


ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว มร. แบรด เบอร์เกส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ (Sports Turf Solutions) พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ จะทำงานร่วมกับทีม Agronomy และทีมดูแลสนามของบลูแคนยอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ติดตามคุณภาพสนาม และร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาในระยะยาว ขอบเขตการทำงานครอบคลุมตั้งแต่การดูแลและพัฒนาสุขภาพของหญ้า (Turf Health) การยกระดับสภาพสนามให้เหมาะสมกับมาตรฐานการแข่งขันระดับแชมเปียนชิป (Championship Playing Conditions) การนำแนวทางการบำรุงรักษาที่คำนึงถึงความยั่งยืนมาใช้ (Sustainable Maintenance Practices) การบริหารทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Resource Efficiency) ตลอดจนการวางแผนพัฒนาสนามกอล์ฟในระยะยาว (Long-term Course Development)

นางพันธิภา เบอร์เกส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ กล่าวว่า “บลูแคนยอน คันทรี่ คลับเป็นสนามกอล์ฟที่มีชื่อเสียงและมีพื้นฐานด้านคุณภาพสนามที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การดูแลสนามกอล์ฟในภูมิอากาศเขตร้อนก็มีความท้าทายเฉพาะตัว ทั้งในด้านสุขภาพของหญ้า สภาพการเล่น และการบริหารทรัพยากร ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการให้คำปรึกษา แต่เป็นการทำงานร่วมกับทีมของบลูแคนยอนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ระดับภูมิภาค และแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มาต่อยอดสิ่งที่ทีมงานทำได้ดีอยู่แล้ว และพัฒนามาตรฐานสนามให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

ด้าน มร. เดเนียล บุญกุลยา ผู้จัดการทั่วไป บลูแคนยอน คันทรี่ คลับกล่าวว่า “การยกระดับคุณภาพสนามเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาบลูแคนยอนในระยะยาว เราจึงให้ความสำคัญทั้งกับการลงทุนในสนาม การพัฒนาทีมงาน และการนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเสริมศักยภาพ การได้ร่วมงานกับทีม สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ ซึ่งมีประสบการณ์ดูแลสนามกอล์ฟในหลายประเทศทั่วเอเชีย จะช่วยให้ทีมของเราสามารถต่อยอดมาตรฐานการทำงาน และพัฒนาสภาพสนามให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ เพื่อมอบประสบการณ์การออกรอบที่ดีที่สุดให้กับสมาชิกและนักกอล์ฟจากทั่วโลก”

ความร่วมมือกับสปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาบลูแคนยอน คันทรี่ คลับในระยะยาว โดยให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพสนาม บุคลากร เทคโนโลยีการดูแลสนาม และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิป ควบคู่กับการสร้างระบบการดูแลสนามที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

MK Restaurants คว้า 2 รางวัล Gold และ Bronze จาก Marketing Excellence Awards 2026 ตอกย้ำความสำเร็จแคมเปญฉลอง 40 ปี

MK Restaurants ตอกย้ำความสำเร็จด้านการตลาดจากแคมเปญฉลองครบรอบ 40 ปี “40 ปี เอ็มเค ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ” คว้า 2 รางวัลจากเวที Marketing Excellence Awards 2026 ได้แก่ รางวัล Gold สาขา Excellence in Anniversary Marketing และ รางวัล Bronze สาขา Excellence in Out-of-Home Advertising สะท้อนพลังของความผูกพันระหว่าง MK และลูกค้าที่เติบโตร่วมกันมาตลอด 4 ทศวรรษ และกลายเป็นคุณค่าของแบรนด์ที่ยากจะลอกเลียนแบบ

หัวใจของแคมเปญ คือการนำ “ความทรงจำที่ทุกคนมีร่วมกับ MK” กลับมาถ่ายทอดใหม่ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ ภาพยนตร์โฆษณา ที่หยิบอินไซต์จากประสบการณ์จริงของลูกค้ามาถ่ายทอดความสัมพันธ์ของครอบครัว เพื่อน และคนรัก ไปจนถึงการนำ “กรอบรูป MK” ภาพจำที่คุ้นเคย ขยายสู่ Billboard ทั่วประเทศ และ “กรอบรูปยักษ์” หน้าร้าน ชวนผู้คนกลับมาบันทึกช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกันอีกครั้ง 

พร้อมทั้งยังพาความทรงจำกลับมาให้สัมผัสได้จริงผ่าน MK Original การรีโนเวทสาขาแรกที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ให้กลับมามีบรรยากาศและประสบการณ์ที่หลายคนคิดถึง ควบคู่กับการนำ “ชุดครอบครัวดั้งเดิม” ที่นำเสนอสุกี้ในรสชาติที่ทุกคนรัก เพื่อให้คนไทยทุกครอบครัวได้มารวมตัวกันอีกครั้งในการสร้างประสบการณ์ที่อบอุ่นเช่นเคย

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีและภูมิใจที่แคมเปญนี้ได้รับการยอมรับจากเวที Marketing Excellence Awards 2026 ทั้ง 2 รางวัลถือเป็นกำลังใจสำคัญสำหรับทุกคนที่อยู่เบื้องหลัง และต้องขอขอบคุณลูกค้าที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ สำหรับ MK วาระครบรอบ 40 ปีไม่ใช่เพียงการมองย้อนกลับไป แต่เป็นการนำ Brand Legacy ที่เรามี มาต่อยอดและสร้างสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้แบรนด์ยังคงเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันต่อไป”

กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก


กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030” 

กรมการท่องเที่ยวแสดงความยินดีกับผลการจัดอันดับ Travel & Tourism Development Index (TTDI) 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 จาก 110 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 ในการจัดอันดับครั้งก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก สอดคล้องกับแนวทางโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยว ที่มุ่งยกระดับความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก




นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับ TTDI 2026 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สะท้อนปัจจัยและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งการที่ประเทศไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 มาอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก โดยเฉพาะจุดแข็งด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ถือเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2025 โดยมุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอย่างแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่พัก บริษัทนำเที่ยว และชุมชน ให้สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เทียบเคียงระดับสากล และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำโดยกรมการท่องเที่ยวและวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายความยั่งยืนระหว่างประเทศ ได้แก่ Green Destinations Foundation องค์กรระหว่างประเทศด้านมาตรฐานและการรับรองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรด้านมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับ TTDI 2026 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สะท้อนปัจจัยและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งการที่ประเทศไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 มาอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก โดยเฉพาะจุดแข็งด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ถือเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2025 โดยมุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอย่างแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่พัก บริษัทนำเที่ยว และชุมชน ให้สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เทียบเคียงระดับสากล และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำโดยกรมการท่องเที่ยวและวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายความยั่งยืนระหว่างประเทศ ได้แก่ Green Destinations Foundation องค์กรระหว่างประเทศด้านมาตรฐานและการรับรองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรด้านมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”

แผนงานสำคัญของ Thailand Green Tourism Plan 2030 คือการพัฒนา 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ให้เป็นเครื่องหมายมาตรฐานด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ของ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และองค์ความรู้จาก Green Destinations Foundation รวมถึง Travelife for Tour Operators เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการสามารถยกระดับการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานระดับสากล และ 2) การพัฒนาบุคลากรให้เป็น Thailand Green Master Coach และ Thailand Green Coach เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยว ให้พร้อมกับการก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก 

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้ายว่า “การขยับสู่อันดับที่ 38 ของประเทศไทยใน TTDI เป็นผลสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นการทำงานร่วมกันของกรมการท่องเที่ยวกับทุกภาคส่วน ในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ทำให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก”

03 ตุลาคม 2569

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน Tout à fait Thaï 2026

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน “Tout à fait Thaï 2026 — เทศกาลไทยในกรุงปารีส” ณ สวนบากาแตล (Parc de Bagatelle) กรุงปารีส โดยมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมสารนิเทศ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ตลอดจนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ทีมประเทศไทย พร้อมคู่สมรส และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้ารับเสด็จ

ในการเสด็จครั้งนี้ ได้ทอดพระเนตร ศิลปวัฒนธรรม อาหาร กีฬา Wellness การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และนวัตกรรม ตลอดจนสินค้าและบริการของไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความสนใจ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การบริโภคสินค้าไทย ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

นอกจากนี้ยังเสด็จทอดพระเนตร บูธ ททท. ผ่านการนำเสนอเส้นทางชากาแฟจากโครงการหลวงและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ให้นักท่องเที่ยว ได้ชิมกาแฟอราบิกาชั้นดีของไทย เส้นทางผ้า และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ผ่านการทำเข็มกลัด ดอกไม้ผ้าติดเสื้อจากผ้าไหมปักธงชัย จากจังหวัดนครราชสีมา พวงอุบะมาลัยตกแต่งพัดจักสานจากชุมชนบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชุดระบายสีตกแต่งภาพชุดไทยและ อาหารไทยแม่เหล็กจากไม้รีไซเคิล จากโรงไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการทำถุงผ้าย้อมครามสกลนครบุหงาดอกไม้หอม scents of Thailand ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว


สำหรับงาน “Tout à fait Thaï 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ สวนบากาแตล กรุงปารีส
ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำ “ประเทศไทยขนาดย่อม” มาสู่กรุงปารีส เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสและผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายประเทศได้สัมผัสเสน่ห์และศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่หลากหลาย ก่อนนำไปสู่การสร้างความสนใจและความสัมพันธ์ที่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว อันสอดคล้องกับแนวทางการทูตวัฒนธรรมยุคใหม่ที่มุ่งให้กิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และโอกาสใหม่ ๆ ระหว่างประเทศ

#amazingthailand #เสน่ห์ไทย

SHEEP สานต่อความหวาน เปิดตัว Kuromi & My Melody ดึง “ตี๋ตี๋–ป๋อ” เสริมทัพพรีเซ็นเตอร์ พร้อมขยายตลาด OPPO

SHEEP แบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทยที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและรายละเอียด เดินหน้าตอกย้ำการเป็น Lifestyle Brand ผ่านการสร้างสรรค์คอลเลกชันที่นำคาแรกเตอร์ระดับโลกมาผสานเข้ากับงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ เปิดตัวเคสมือถือคอลเลกชันล่าสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SHEEP : SWEET TREAT Final EP.” ถ่ายทอดความหวานผ่าน 2 คาแรกเตอร์ยอดนิยมจาก Sanrio อย่าง Kuromi และ My Melody พร้อมเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” คู่จิ้นสุดฮอตในฐานะพรีเซ็นเตอร์คู่ใหม่ของแบรนด์SHEEP


นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย) Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด เปิดเผยว่า “คอนเซปต์ของแคมเปญ “SHEEP SWEET TREAT” คือการนำเสนอ ‘รสชาติความหวานในหลากหลายสไตล์’ ผ่านคาแรกเตอร์ระดับโลกที่เป็นที่รักของคนทุกวัยอย่างSanrio เพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ๆ บนอุปกรณ์แก็ดเจ็ต โดยในซีซั่นแรกที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เสิร์ฟรสชาติทั้ง5 ผ่าน 3 พรีเซ็นเตอร์ และ2 Special Friends Flavor 01 : Hello Kitty ถ่ายทอดโดยพั้นรักแมว-พันธิตา บุญชวน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ,Flavor 02 : Pochacco มีไดม่อน- วรัญญ์ เครือบุตร มาเป็น Special Friends ,Flavor 03 : Little Twin Stars ได้ เจนเย่ - เมธิกา จีรนรภัทร มาเป็น Special Friends ,Flavor 04 : Pompompurin ถ่ายทอดผ่านวรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ ,Flavor 05 : Cinnamoroll ได้ มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ เช่นกัน
ขณะที่ Season 2 ซึ่งเป็น Final EP. ของแคมเปญ เราได้ “ตี๋ตี๋- วันพิชิต นิมิตภาคภูมิและป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล คู่จิ้นที่มาแรงในขณะนี้ มาเป็นพรีเซนเตอร์ขอ SHEEP พร้อมร่วมถ่ายทอด 2 Flavor สุดท้ายในEP. นี้ โดย ป๋อ เป็นตัวแทน Flavor 06 : My Melody ถ่ายทอดความหวาน ของสีชมพู เติมความน่ารัก สดใส และอ่อนโยน ส่วนตี๋ตี๋ เป็นตัวแทน Flavor 07 : kuromi ถ่ายทอดความหวานผ่านโทนสีม่วงและดีไซน์ที่สะท้อนความซุกซนและมีเสน่ห์
การเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวของSHEEP ในการนำพลังของพรีเซ็นเตอร์มาต่อยอดการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทั้งคู่ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์คนที่ 4 และ 5 ของแบรนด์ ร่วมแท็คทีมเสริมทัพกับพรีเซ็นเตอร์เดิมที่เรามีอยู่แล้วอย่าง พั้นรักแมว, เติ้ล -เฟิร์สวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางของ SHEEP ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคาแรกเตอร์ของแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านทั้งงานดีไซน์และบุคลิกของศิลปิน


อีกหนึ่งความพิเศษครั้งนี้ SHEEPได้พัฒนาเคสสำหรับผู้ใช้OPPO Reno 16 อีกด้วย เพื่อรองรับผู้บริโภคที่หลากหลาย สะท้อนแนวทางของแบรนด์ในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้กว้างยิ่งขึ้น เพิ่มเติมจากไอโฟนและซัมซุงที่มีอยู่เดิม โดยคอลนี้เริ่มตั้งแต่ iPhone 13 Pro Max – iPhone 18 Series และ Samsung Galaxy S25 Ultra – S26 Ultra รวมถึงอุปกรณ์เสริม SHEEP Phone Wallet สำหรับใส่บัตร ทั้งแบบตั้งใช้งานได้และแบบใส่บัตรทั่วไป, SHEEP Phone Grip, SHEEP Phone Charm รวมถึงเคสสำหรับ iPad และ AirPods เติมเต็มคาแรกเตอร์Sanrio ให้สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในหลากหลายรูปแบบ โดยเคสลาย Kuromi มีให้เลือก 2 ดีไซน์ ในโทนสีม่วงและสีดำ ขณะที่ My Melody มี 2 ดีไซน์ ในโทนสีชมพูและแบบใส
นอกจากนั้นในงานนี้SHEEP ยังได้สานต่อความร่วมมือกับ BEARHOUSE ร้านชานมชื่อดัง เป็นครั้งที่2 ร่วมเติมความหวาน โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า แบรนด์SHEEP ด้วยเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่รังสรรค์เฉพาะแคมเปญนี้ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
ล่าสุดแบรนด์ SHEEPได้รับรางวัล EXCELLENCE AWARD สาขา MARKETING จากงาน Sanrio Southeast Asia Licensing Conference 2026 จากโปรเจกต์ SHEEP: SWEET TREAT ตอกย้ำความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง SHEEP และ Sanrio พร้อมสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและรางวัลที่มีความหมายสำหรับ SHEEP ในฐานะแบรนด์ไทย เป็นอย่างมาก
การเดินทางของSHEEP : SWEET TREAT ตั้งแต่EP.1-Final EP. ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ แต่เป็นการต่อยอดแนวคิดในการนำคาแรกเตอร์ที่ผู้คนชื่นชอบมาสร้างเป็นไอเทมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเลือก “Flavor” ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง เพราะสำหรับ SHEEP แล้ว แก็ดเจ็ตไม่ได้มีไว้เพียงใช้งาน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกเล่าตัวตนและสไตล์ของคนที่เลือกใช้
ร่วมค้นหาความหวานในแบบของคุณ ผ่านคอลเลคชั่นพิเศษได้ทั้ง 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store 3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านAppleSheep 8สาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์ ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่


ติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.applesheepth.com, Line: @applesheep,
Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

เปิดใจ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ “เจ้าของสวนสยาม”

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน?

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดใจถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังอุทกภัยครั้งรุนแรงทำให้พื้นที่สวนน้ำและสวนสนุกทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ต้องหยุดให้บริการอย่างน้อยครึ่งปี ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท

46 ปีที่ผ่านมา สวนสยามสร้างความสุขและความทรงจำให้คนไทยมาหลายรุ่น แต่วันนี้…สถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือ กลับต้องจมอยู่ใต้น้ำต่อหน้าต่อตา พร้อมอนาคตของพนักงานและครอบครัวหลายพันชีวิตที่ฝากไว้กับสวนแห่งนี้

ดร.ไชยวัฒน์ ส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมายังสวนสยาม และวอนขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อลมหายใจให้สวนสยามได้มีโอกาสฟื้นกลับมาเปิดประตูต้อนรับคนไทยอีกครั้ง เพราะสำหรับชายคนนี้ สวนสยามไม่ใช่เพียงธุรกิจ .....แต่คือทั้งชีวิตและจิตใจ



จากสถานที่แห่งความสุขที่อยู่คู่คนไทยมา 46 ปี วันนี้เหลือเพียงคำถามว่า…สวนสยามจะกลับมาได้อีกครั้ง หรือจะต้องเหลือไว้เพียงความทรงจำ

ลิ้งค์ เพื่อรับชมคลิป :  https://www.youtube.com/watch?v=bclRiHHdadA


01 ตุลาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง


กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง เงินสะพัดกว่า 7,510 ล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ยังเหลืออีก 1 ไตรมาส!

กรมการท่องเที่ยวเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม–กันยายน) มีการแจ้งขออนุญาตถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 7,510 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถทำลายสถิติรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แล้ว ทั้งที่ยังเหลือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์จากทั่วโลก และศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ตัวเลขการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีจำนวนกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำแล้ว 423 เรื่อง และมีมูลค่าการลงทุนกว่า 7,510 ล้านบาท ที่สำคัญคือสามารถสร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างจากนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย บุคลากรและทีมงานที่มีประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตจากทั่วโลก” นายจาตุรนต์กล่าว

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ยังคงเดินหน้าส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการถ่ายทำระดับโลก ผ่านมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งมี Cash Rebate สูงสุดถึง 30% รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในพื้นที่ต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำในประเทศไทย

สำหรับสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศไทย 7,510 ล้านบาท โดยประเทศที่สร้างรายได้จากการถ่ายทำสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. สหรัฐอเมริกา 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท

2. สหราชอาณาจักร 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท

3. ฟินแลนด์ 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท

4. เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท

5. เยอรมนี 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท

6. อินเดีย 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท

7. สเปน 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท

8. จีน 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท

9. สิงคโปร์ 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท

10. ฝรั่งเศส 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากแนวโน้มการเติบโตของการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยวคาดว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะยังคงมีการถ่ายทำและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้รวมทั้งปี ทะลุสถิติ 7,717 ล้านบาทของปี 2568 และมีโอกาสแตะระดับ 8,000–10,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “Filming Paradise” และการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

วู่หลิง ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION


วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท  “DARION” กระแสตอบรับแข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเปิดตัว “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ชูแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

กรุงเทพฯ – 1 ตุลาคม 2569 – บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show
ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง





WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง
นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจและการตอบรับของแบรนด์ในประเทศไทยว่า WULING ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ WULING ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ที่ทำได้รวม 5,033 คัน แบ่งเป็น BINGO จำนวน 285 คัน, DARION จำนวน 3,298 คัน และ PORTA จำนวน 1,450 คัน โดย DARION ยังคงเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดของแบรนด์” 

โดยสถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DARION ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9% สะท้อนความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง

นายพิทยากล่าวต่อด้วยว่า “ผลตอบรับจาก DARION เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ WULING มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว”

เปิดศึกตลาด SUV ด้วย “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซส์ PPV ในราคาจับต้องได้ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว WULING EKSION รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง WULING พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

Mr. Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว EKSION ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ WULING ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัวและรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้

เราภูมิใจนำเสนอ “EKSION” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น EKSION จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว”

ใหญ่กว่าที่คิด เติมความสบายครบทั้ง 7 ที่นั่ง
WULING EKSION มีขนาดตัวรถ 4,745 x 1,850 x 1,755 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง จัดวางแบบ 2+3+2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระเริ่มต้น 320 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะ 

สำหรับระบบขับเคลื่อน EKSION เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 69.2 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน CLTC และรองรับ DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ประมาณ 20–35 นาที 

WULING EKSION ยังได้รับการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, หน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทุกแถว, Wireless Charger 50W และฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก 

ด้านความปลอดภัย EKSION มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อม Transparent Chassis รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS อาทิ Adaptive Cruise Control, Autonomous Emergency Braking, Lane Keeping Assist และ Blind Spot Detection 

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วน 74.9% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถ 

“รถใหญ่ ราคาเข้าถึงง่าย” อีกทางเลือกรถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวไทย
วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) วาง EKSION ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความรู้สึกและขนาดรถในระดับใกล้เคียงรถ PPV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ยังต้องการความคล่องตัวของ SUV และพลังงานไฟฟ้า 100% โดยบริษัทต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ขนาดใหญ่และ 7 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น 

EKSION ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่นั่งสบาย มีจำนวนที่นั่งเพียงพอสำหรับสมาชิกหลายคน แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกใช้รถตู้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังต้องการดีไซน์ SUV ที่มีความคล่องตัวและตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้มีเพียง “พื้นที่ที่มากขึ้น” แต่คือโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในทุกวัน 

WULING EKSION – “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”
WULING EKSION ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท
รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท
พร้อมรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 

โปรโมชั่นเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท
1. จองวันนี้ถึง 31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท
2. รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท
3. รับฟรี! Wallbox 7kw พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท
4. รับฟรี! แพกเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท




รถ EKSION ล็อตแรกถึงโชว์รูม WULING ทั่วประเทศแล้ว ผู้สนใจติดต่อนัดหมายเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ EKSION ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเชตกรุงเทพมหานคร พบกับรถยนต์ไฟฟ้า WULING ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ EKSION EV, STARLIGHT DARION EV, PORTA EV และ BINGUO EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ายอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING ปี 2569 ที่ 8,000 คัน หลังจากยอดขายสะสมในช่วง 8 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 5,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ WULING ในประเทศไทย 

#WulingEKSION #GoBigGoEksion #ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น #WulingThailand