19 มกราคม 2561

วัชมนฟู้ด เดินหน้าจัดงาน “โคเรียฟรุ๊ตเฟสติวัล 2018”


ยกขบวนผลไม้แบรนด์ “อิพมาชุม” จัดโปรแรงเอาใจผู้บริโภค


บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลไม้เกรดพรีเมี่ยมทุกชนิด เบอร์ 1ของประเทศไทยด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี เดินหน้าจัดงาน “โคเรียฟรุ๊ตเฟสติวัล 2018” ยกขบวนผลไม้ท็อปฮิตจาก แบรนด์ “อิพมาชุม” ได้แก่ สาลี่หิมะเกาหลี ซินโก, สตรอเบอรี่เกาหลี จุ๊กฮยัง และ ส้มเจจูเกาหลี ลดราคาจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษเอาใจผู้บริโภค ทางด้านผลประกอบการปี 2017 อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือโตขึ้นร้อยละ
 2 – 3 หรือ 2,600 ล้านบาท ตามเป้าที่ตั้งไว้  โดยในปี 2018 นี้ บริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านผลไม้ ส่งผลให้ปีหน้ามีอัตราการเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 50 และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,500 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าแตกไลน์ 3 ธุรกิจใหม่ Fruit to go (ผลไม้ตัดแต่งพร้อมทาน), Cold Pressed Juice (น้ำผลไม้สกัดเย็น) และ เตรียมสร้างแบรนด์ลุยธุรกิจ Café จับกลุ่มคนรุ่นใหม่





นางสาววิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการ  บริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลไม้เกรดพรีเมี่ยมทุกชนิด อันดับ1ของประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริษัท วัชมนฟู้ด จัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อโปรโมทสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด โดยปี 2018 เริ่มกิจกรรมแรกของปีด้วยงาน “โคเรียฟรุ๊ตเฟสติวัล 2018” โดยเราขนขบวนผลไม้ยอดฮิตของแบรนด์ “อิพมาชุม” ได้แก่ สาลี่หิมะเกาหลี ซินโก ที่ชาวเกาหลียกให้เป็น คิงส์ออฟฟรุ๊ต การันตีว่าเป็นสาลี่ที่อร่อยที่สุด ผลไซส์ใหญ่ เนื้อฉ่ำน้ำ รสหวานทานง่าย, สตรอเบอรี่เกาหลี จุ๊กฮยัง สตรอเบอรี่เกรดพรีเมี่ยมยอดขายอันดับ 1 จากเกาหลี ฮ่องกง และสิงคโปร์ ผลใหญ่ การันตีรสชาติหวานละมุน เนื้อนุ่ม อร่อยเหมือนกันทุกลูก และ ส้มเจจูเกาหลี ที่มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ชุ่มคอ แคลอรี่ต่ำ เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก โดยทางบริษัท วัชมนฟู้ด ได้พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีทางการค้าระหว่างไทย – เกาหลีมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับความร่วมมือจากทางแบรนด์ อิพมาชุม เป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งทุกครั้งที่เรามีการจัดงานกิจกรรมทางการตลาด ทางบริษัทแม่ที่เกาหลีก็จะมาร่วมงาน พร้อมทั้งสังเกตและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทย เพื่อทำการวางแผนการทำงานร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับคำปรึกษาที่ดีจากทาง บริษัท เอที เซ็นเตอร์ แบงค็อก ในการช่วยคัดสรรแบรนด์ผลไม้ที่มีคุณภาพในประเทศเกาหลี และยังให้ความช่วยเหลือการดำเนินงานต่างๆ ระหว่างบริษัทฯ และคู่ค้าทางประเทศเกาหลีอีกด้วย

ในส่วนของผลประการบริษัทฯ ปี 2017 แม้จะมีความซบเซาอยู่หลายเดือน แต่ภาพรวมของตลาดผลไม้นำเข้าในประเทศไทยในครึ่งปีหลังยังคงคึกคัก ด้วยอานิสงของกระแสรักสุขภาพ กอปรกับค่านิยมการซื้อสินค้าคุณภาพดี ในราคาที่สมเหตุผล ส่งให้ผลประกอบการของบริษัทฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ คือโตขึ้นร้อยละ 2 – 3 หรือ 2,600 ล้านบาทตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยในปี 2018 นี้ บริษัทได้เซ็นสัญญากับบริษัทผลไม้ยักษ์ใหญ่ ส่งผลให้ปี2018 มีอัตราการเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 50 และตั้งเป้ายอดขายของปี 2018 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาท

ทางด้านทิศทางการตลาด บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงกำลังซื้อของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาศัยอยู่ในเมือง เน้นถึงความสะดวกรวดเร็ว และมีกำลังซื้อในระดับกลาง จึงแตกไลน์ 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ Fruit to Go ผลไม้ตัดแต่งพร้อมรับประทาน เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชีวิตในเมือง สามารถซื้อแล้วรับประทานได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาล้าง ปลอก และหั่นรับประทานเอง ในตอนนี้ทางบริษัทฯ มีการทำโปรเจ็ค Fruit to Go ร่วมกับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการลองตลาด ยังมีการปรับเปลี่ยนชนิดของผลไม้ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า คาดว่าจะเห็นโปรดักส์แบบสมบูรณ์ 100% พร้อมกันทั่วเขตกรุงเทพฯ ไม่เกินกลางปี 2018 นี้


อีกหนึ่งธุรกิจที่เรากำลังเดินหน้าเตรียมการคือ Cold Pressed Juice น้ำผลไม้สกัดเย็นพร้อมดื่ม โดยมองเห็นว่าบริษัทฯ มีศักยภาพทั้งวัตถุดิบและต้นทุนที่พร้อมมากอยู่แล้ว ซึ่งเราได้มีการชิมรางการทำน้ำผลไม้คั้นสดวางขายที่เทสโก้โลตัสบางสาขา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงทำให้มองเห็นความต้องการของธุรกิจตัวนี้ ในส่วนของ Cold Press Juice อาจต้องใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงการวางแผนการตลาด คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้จะสามารถออกวางจำหน่ายได้ และอีกธุรกิจที่บริษัทฯ เตรียมการอยู่คือการสร้างแบรนด์ทำ Café สืบเนื่องมาจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคในปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ เริ่มใช้ชีวิตประจำวันอยู่ใน Café ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่จะใช้เวลาว่างนั่งเล่นใน Café เท่านั้น เราจึงผุดไอเดียทำ Café ที่มีเมนูทั้งเครื่องดื่มและของว่างที่ใช้ส่วนผสมหลักจากผลไม้ของวัชมนฟู้ด อีกทั้งยังวางแผนเอา Fruit to Go และ Cold Pressed Juice เข้ามาวางจำหน่าย ในส่วนของ Café คาดว่าไม่เกินปลายปี 2018 จะพร้อมเปิดแน่นอน



“วัชมนฟู้ด มุ่งมั่นในการเป็นผู้นำ ในการนำผลไม้นำเข้าที่แปลกใหม่ และหลากหลายมาสู่คนไทยเสมอ คนไทยต้องได้บริโภคผลไม้ ในช่วงเวลาดีที่สุด เทียบเท่า ที่ต่างประเทศได้บริโภคกัน เพราะยุคปัจจุบันทุกๆ สิ่งรอบตัวต้องรวดเร็วอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงไม่หยุดพัฒนา ทั้งสินค้า และบริการ เพื่อให้ลูกค้าของ
เรา ได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด ในราคาที่สมเหตุ เพราะวัชมนฟู้ดใส่ใจในทุกๆ เรื่องของผู้บริโภคเสมือนดั่งคน
ในครอบครัว เสมอมา สามารถติดตามกิจกรรมดีๆ จาก วัชมนฟู้ดได้ที่ Facebook: Vachamon food “นางสาววิภาวีกล่าวสรุป

สำหรับโปรโมชั่นต้อนรับปีใหม่ในงาน “โคเรียฟรุ๊ตเฟสติวัล 2018” บริษัทฯ นำผลไม้ตัวท็อปของแบรนด์ “อิพมาชุม” มาลดราคาได้แก่ สาลี่หิมะเกาหลี ซินโก จากลูกละ 199 บาท ลดเหลือลูกละ 149 บาท, สตรอเบอรี่เกาหลี จุ๊กฮยัง จากแพ็คละ 499 บาท ลดเหลือแพ็คละ 399 บาท และ ส้มเจจูเกาหลี จากลูกละ 129 บาท ลดเหลือลูกละ 99 บาท โปรโมชั่นนี้ลดราคาตั้งแต่ วันที่ 19 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 วางจำหน่ายเฉพาะบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ทุกสาขาในเขตกรุงเทพฯ เท่านั้น





18 มกราคม 2561

Bangnara Smart Trade Fair 2018


ช้อป ชม ชิมของดีของดังเมืองนรา ในงาน
 “Bangnara Smart Trade Fair 2018”  
ณ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต  วันที่ 25-29 มกราคมนี้



ยกทัพของดีของดังเมืองนรา มาเสิร์ฟถึงเมืองกรุงอีกครั้ง ให้ช้อป ชม ชิมแบบเต็มอิ่ม  ในงาน “Bangnara Smart Trade Fair 2018”  บางนรา เปิดเส้นทางการค้าสู่สากล  จากผู้ประกอบการ OTOP, SMEs, วิสาหกิจชุมชน เครือข่าย Biz club กว่า 100 ชีวิตที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวเอกลักษณ์เฉพาะของชาวนราธิวาส พร้อมจำหน่ายสินค้าเด่นที่ขึ้นชื่อ กิจกรรมเวิร์คช้อปสาธิตการทำเรือกอและจำลอง การเพ้นท์ลายเครื่องปั้นดินเผา การสานกระจูด ในวันที่ 25-29 มกราคม 2561  ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตจังหวัดปทุมธานี


 นายสุรพร  พร้อมมูล  ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  เปิดเผยว่า จังหวัดนราธิวาสร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนราธิวาส เปิดประตูการค้าชายแดนใต้ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสทางการตลาด การค้า การลงทุน มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล ด้วยการจัดงาน “Bangnara Smart Trade Fair 2018”  บางนรา เปิดเส้นทางการค้าสู่สากล  งานแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีของดังเมืองนราธิวาส ในวันที่ 25-29 มกราคม 2561  ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จังหวัดปทุมธานี โดยภายในงานมีผู้ประกอบการจากนราธิวาสกว่า 100 ชีวิต มาร่วมออกร้านรวมกว่า 70 บูธ ประกอบไปด้วย กลุ่มของใช้ ของตกแต่งบ้าน เช่น ใบไม้สีทองมงคล ของที่ระลึก เครื่องปั้นดินเผา  กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย เช่น ผ้าบาติก  ผ้าปาเต๊ะ  ฯลฯ กลุ่มอาหาร อาทิ ปลากุเลาตากใบ ราชาแห่งปลาเค็ม ซึ่งหาซื้อได้ยาก สละอินโด โดดเด่นด้วยความหอม  กรอบ อร่อย  กรือโป๊ะ ข้าวเกรียบจากปลาสด ที่ใครได้ลิ้มรสแล้วจะติดใจ เป็นของฝากขึ้นชื่อ มีให้เลือกทั้งรสดั้งเดิม สาหร่าย  และสไปซี่ โรตี ชาชัก และข้าวยำใบยอ หรือข้าวยำทรงเครื่องนราธิวาส  สูตรเฉพาะของชาวนราที่มีรสชาติเด็ด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป และสินค้าเกษตรท้องถิ่น อาทิ ข้าวหอมกระดังงา  ทุเรียนกวน สบู่รังนก ผลิตภัณฑ์จากนมแพะ  เป็นต้น



 ภายในงานยังมีการสาธิตการทำเรือกอและจำลอง การเพ้นท์ลายเครื่องปั้นดินเผา  และการสานกระจูด ซึ่งเป็น  ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จัก และเห็นคุณค่าในความงามของผลิตภัณฑ์  นอกจากนี้ยังมีบริษัท WE CHAT  มาให้คำปรึกษา แนะนำด้านการออกแบบ  การสมัครใช้บริการด้วยตนเอง ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย กับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและต้องการนำสินค้าออกไปขายยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และให้ความสนใจสินค้าไทยอย่างมาก





สำหรับงาน “Bangnara Smart Trade Fair 2018”  บางนรา เปิดเส้นทางการค้าสู่สากล จะมีขึ้น
ระหว่างวันที่ 25-29 มกราคม 2561  ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ปทุมธานี ชั้น G 
โซนร้านทอง และหน้าบิ๊กซี  ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์
จังหวัดนราธิวาส  โทรศัพท์  073-511098

16 มกราคม 2561

THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS

เปิดฉากครั้งนี้จะยิ่งใหญ่กว่าที่เคย


การเบิกตัว 6 เมนเทอร์พร้อมประชันความแซบ THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS


รายการเรียลลิตี้ เฟ้นหาสุดยอด THE FACE หน้าใหม่ของเมืองไทย กลับมาอย่างยิ่งใหญ่และเรียกเสียงฮือฮากว่าทุกครั้งในซีซั่น 4 กับ “THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS” ที่จะรวมเหล่าตัวท็อปที่เคยร่วมแข่งขันในรายการจากทุกซีซั่น ให้กลับมาฟาดฟันความสามารถกันอีกครั้งแบบไม่มีใครยอมใคร
รับประกันความแซ่บกว่าครั้งก่อนๆ ด้วยชาเลนจ์ที่เข้มข้นที่สุด และเซอร์ไพรส์ที่สุด โดยเหล่าลูกทีมตัวท็อปจะผ่านการเลือกเฟ้นอีกครั้งจากเมนเทอร์ ซึ่งล้วนเป็นไอคอนแถวหน้าของวงการบันเทิงไทยถึง 6 คน! นำโดยซูเปอร์สตาร์ตัวแม่สุดเริ่ด The One and Only 


ลูกเกด-เมทินี  กิ่งโพยม เมนเทอร์ระดับไอคอนของรายการทุกซีซั่นทั้งหญิงและชาย ร่วมด้วยเมนเทอร์สุดแซ่บซี้ดระดับตัวแม่ไม่แพ้กันทั้ง “บี-น้ำทิพย์ จงรัชตวิบูลย์” และ “คริส หอวัง” นอกจากนี้ยังได้เมนเทอร์สาวสวยสุดสตรองที่จะมาเพิ่มดีกรีความเผ็ชให้กับการแข่งขันอีก 3 คนคือ “พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์”, “ริต้า-ศรีริต้า เจนเซ่น” และ “พิม-ซอนย่า คูลลิ่ง”  ในส่วนของหน้าที่พิธีกรประจำซีซั่นนี้ยังคงเป็นขวัญใจสาวๆ “ขุน-ชานนท์ อักขระชาตะ” กลับมาเพิ่มความสนุกให้กับรายการอีกเช่นเคย “THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS” อากาศทุกวันเสาร์ เวลา 18.20 น. ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  และ ช่อง 3HD  เริ่มเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้


เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ผู้อำนวยการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่า สำหรับ THE FACE THAILAND ในซีซั่น4 นี้ จะเป็นซีซั่นALL-STARS ซึ่งก็เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากตั้งแต่ประกาศเปิดตัวเลยก็ว่าได้ ซีซั่นนี้เราจะรวบรวมผู้เข้าแข่งขันที่เคยร่วมรายการจากทุกซีซั่นให้กลับมาคัดตัวกันอีกครั้ง ซึ่งทุกคนต่างเป็นที่รู้จักในกลุ่มแฟนรายการอยู่แล้ว ก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะมีใครมาบ้าง และคนที่เราเอาใจช่วยจะผ่านเข้ารอบมั้ย เพราะครั้งนี้ก็จะเป็นการคัดเลือกอย่างเข้มข้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากทุกคนต่างเคยผ่านประสบการณ์จากในรายการมาแล้ว

 ​พิเศษกว่านั้นสำหรับ THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS ได้เมนเทอร์ระดับตัวแม่ที่มีประสบการณ์สูงมาก มาร่วมในรายการถึง 6 คน โดยในการแข่งขันจะแบ่งเป็น 3 ทีม เมนเทอร์ทีมละ
 2 คน โดยแฟนๆ รายการจะได้ร่วมลุ้นกันว่าแต่ละทีมจะได้เมนเทอร์เป็นใครคู่กับใคร และผู้เข้าแข่งขันคนใดจะผ่านการคัดเลือกจากเมนเทอร์ทั้ง 6 คนให้ได้กลับมาร่วมรายการอีกครั้ง เรียกว่าทุกคนต้องงัดความสามารถออกมาสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใครตั้งแต่ตอนแรก เพื่อให้ตัวเองผ่านเข้ารอบเป็น 1 ในผู้เข้าแข่งขัน THE FACE THAILAND 4 ALL-STARS แต่ใครบ้างที่จะผ่านเข้ารอบ หรือเมนเทอร์คนไหน
จะได้ลูกทีมเป็นใครบ้าง?  อยากให้ทุกคนไปลุ้นกันในตอนแรกของรายการ  ที่จะออกอากาศ  วันที่ 10 กุมภาพันธ์ นี้ รับรองว่ามีเซอร์ไพรส์แน่นอน


โดยรายการซีซั่นนี้มีทั้งหมด 13 ตอน และในแต่ละตอนจะมีมาสเตอร์ คลาส และแคมเปญ ชาเลนจ์ เหมือนเช่นเคย แต่จะท้าทายความสามารถเพิ่มขึ้นในหลายๆ ด้านจากโจทย์ที่ยากยิ่งขึ้น ส่วนการผลิตรายการในซีซั่นนี้ก็เรียกว่าเป็นการผนึกกำลังของเจน 3 กันตนา ในการร่วมสร้างสรรค์รายการ The Face ครั้งนี้ให้พิเศษยิ่งกว่าเดิมทั้งคุณเต๊นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก, คุณสตางค์-ดิษย์ลดา ดิษยนันท์ รวมทั้งคุณพลอย-รัตนรัตน์ เอื้อทวีกุล โดยสถานที่ถ่ายทำหลักของเราจะอยู่ที่สตูดิโอเดอะเฟส กันตนา มูฟวี่ทาวน์ ศาลายา

อีกความพิเศษกว่าซีซั่นก่อนๆ คือเราได้ร่วมมือกับ LINE TV เพื่อที่จะออกอากาศ THE FACE THAILAND 4 ALL-STARSให้ทางบ้านได้ชมกันแบบสดๆ ผ่านทาง LINE TV,  LINE TV Official Account และ LINE TODAY พร้อมกับทางช่อง 3 และช่อง 3HD รวมทั้งอัพเดททุกตอนให้ได้ชมย้อนหลังเฉพาะทาง LINE TV เท่านั้น เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ชมที่อาจจะดูไม่ทันในเวลาออกอากาศปกติ รวมทั้งสามารถชมรายการจากแอพลิเคชั่น LINE TV ได้อย่างสะดวกจากโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่”   
 


สำหรับผู้ชนะTHE FACE THAILAND 4 ALL-STARSจะได้ร่วมงานกับ Maybelline New York แบรนด์เครื่องสำอางอันดับ 1 ของโลก ในฐานะ The Face of Maybelline และยังได้เป็น Brand Endorser กับ เทรซาเม่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมอันดับ 1 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ...และที่สุดแห่งความฝันของผู้หญิงทุกคนคือการได้ถ่ายแฟชั่นเซ็ตและร่วมเดินทางไปปารีสแฟชั่นวีคพร้อมกับสุดยอดนิตยสารแฟชั่นชั้นนำระดับโลก ฮาร์เปอร์ส บาซาร์ ไทยแลนด์ นอกจากนี้ ยังได้เป็น Brand Ambassadorของ BMN ผู้พัฒนาเชิงพาณิชย์ในระบบรถไฟฟ้า MRTอีกทั้งยังได้ร่วมงานกับสถานีวิทยุโทรทัศน์ ไทยทีวีสีช่อง3 พร้อมเซ็นต์สัญญาเป็นนักแสดงกับกันตนากรุ๊ปจำกัด (มหาชน) ที่ผลิตทั้งละคร ภาพยนตร์ พร้อมด้วยเงินรางวัลอีก 1 ล้านบาท
 

เตรียมชมความสนุก  สุดเซอร์ไพรส์ ที่มากกว่าทุกซีซั่นที่ผ่านมา กับ THE FACE THAILAND 4 ALL-STARSเริ่มออกอากาศเทปแรกวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 18.20น.ทางช่อง 3 ช่อง 3HD และ
 LINE TV,  LINE TV Official Account และ LINE TODAY ชมรีรันเวลา 20.00 น

ทางแอพพลิเคชั่น LINE TV หรือเว็บไซต์tv.line.me รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ผ่านทาง www.facebook.com/thefaceth หรือ อินสตราแกรม thefacethailand

11 มกราคม 2561

กาแฟที่คุณดื่มรสชาติเป็นอย่างไร?

รู้จัก สุดว๊าวต้องลองจิบ กาแฟน้ำแร่



กาแฟส่วนใหญ่นั้นมีรสชาติขมหรือเปรี้ยว แล้วแต่นักดื่มกาแฟแต่ละท่านจะเลือกดื่ม แต่ยังมีกาแฟรส
ชาติฝาดซึ่งถือเป็นรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ โดยรสชาตินี้เกิดจากการเก็บกาแฟที่ยังไม่สุกมาคั่วดื่ม ทำ
ให้รสชาติของกาแฟฝาดไม่น่าดื่ม ทาง Mineral coffee และ Chamod coffee เลือกเก็บกาแฟทีละเมล็ดเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกแล้วเท่านั้น ทำให้กาแฟมีคุณภาพและรสชาติดี



ที่ตลาดนัดธรรมชาติ ปากซอยพระรามเก้า 17 ถนนพระราม9 เป็นอีกแห่งหนึ่งของ โครงการ ธรรมธุรกิจ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมือง มีกิจกรรมพิเศษ อย่างเช่น การทาสีบ้านดิน ที่เราใช้หลายมือหลายเท้า ช่วยกันก่อ ช่วยกันสร้างจนเป็นหลังขึ้นมา จึงควรแวะมาเดินชมสินค้าปลอดสารเคมี สัมผัสกับธรรมชาติ สบายตา สบายใจพร้อมดื่มเครื่องดื่ม เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องอาหารจากธรรมชาติ ธุรกิจที่ใช้ธรรมะทำธุรกิจ ที่รวบรวมสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพลิกฟื้นผืนดิน ฟื้นฟูธรรมชาติ ปลูกธรรมในใจ ทำมาหากินด้วยความสุข ส่งต่อความเป็นธรรมสู่สังคม เริ่มต้นเล่าง่ายด้วยการจัดตลาดนัดธรรมชาติที่นี่  ทุกเสาร์ – อาทิตย์ เป็นการถาวร





Mineral coffee และ Chamod coffee หนึ่งในแบรนด์กาแฟ ที่เราคุ้นหูและคุ้นตากันดี ก็คือ แหล่งปลูกกาแฟ ที่จังหวัดเชียงรายเกิดขึ้นได้ด้วยพระราชวิสัย ทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  โดยได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้จัดตั้งเพื่อแก้ปัญหาการปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอยของราษฎรทางภาคเหนือ เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชผักและผลไม้ทดแทนแก้ปัญหาผลผลิตถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง เพื่อช่วยเหลือด้านการรับซื้อผลผลิตในราคาเป็นธรรมโดยนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในเครื่องหมายการค้าต่างๆ

นอกจากของกิน ความเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด จากของใช้จาก ธรรมชาติแท้ ไปจนถึงไขสันหลัง จากลูกศิษย์ อจย. และ อจจ.แล้ว เพื่อนๆ ที่นี่ก็มีความเป็นกันเองแลดูมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มทักทายถือเป็นจุดอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจวิถีชีวิตของ ปลูกธรรมในใจ ทำมาหากินด้วยความสุข

โครงการธรรมธุรกิจ ก่อตั้งโดย อ.ยักษ์ -ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (ประธานธรรมธุรกิจ),อ.โจน จันใด (รองประธานธรรมธุรกิจ),คุณหนาว – พิเชษฐ โตนิติวงศ์ (ผจก.ธรรมธุรกิจ) ได้นำพากลุ่มชาวนาธรรมชาติ (ชาวไร่และชาวนาดั้งเดิม) และกสิกรอินดี้ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ยักษ์กะโจน ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า

Mineral coffee และ Chamod coffee ดื่มง่ายๆ สดชื่นมากๆ ในเวลาเดียวกัน แปลกดี
วันนี้ มีผลิตภัณฑ์ออกมาสู่ท้องตลาดมากมาย ทั้งเครื่องดื่ม กาแฟที่เราเจอ รสชาติดีมากกว่ากาแฟดำที่เคยดื่ม เมื่อ เราได้ชิมกาแฟดำ จาก

เกษตรกรไทย ที่ดอยชมหมอก ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายแหล่งกำเนิดน้ำแร่คุณภาพดี อากาศเย็นบริสุทธิ์ มีทะเลหมอกน้ำแร่ปกคลุมตลอดทั้งปี เหมาะกับการปลูกกาแฟและเป็นที่อยู่ศัยของชะมดป่า สมกับเป็น ดอยชมหมอก ขุมทรัพย์แห่งขุนเขา แหล่งปลูกกาแฟน้ำแร่คุณภาพดี ติดอันดับโลก Toptotravel อยากทำความรู้จักกับ กาแฟน้ำแร่ และ กาแฟชะมดไทย ที่คุณวศิน คชสาร แนะนำว่า Mineral เป็นกาแฟที่มีคาแฟอินน้อยที่สุด มีกลิ่นหอมรส

ชาตินุมนวล โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์  ต้นกำเนิดกาแฟน้ำแร่ และ กาแฟชะมดไทย คุณภาพดีติดอันดับโลก ด้วยความตั้งใจของครอบครัวเมื่อ 6

ปีที่แล้ว ถ่ายทอดการเรียนรู้วิถีชีวิตคนบนดอย ตามรอยศาสตร์พระราชา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ซึ่งเราสามารถหาซื้อสินค้าเหล่านี้ได้อย่างสะดวกสบายตามร้านค้าและห้างร้านทั่วไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้สำหรับพระวิสัยทัศน์องค์พ่อหลวง ที่ช่วยเราชาวไทยให้ได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรในภาคเหนือและ Mineral coffee และ  Chamod



coffeeกาแฟแบบดริฟคุณภาพดีระดับโลกอยู่ที่นี่

โดยรีวิวนี้ toptotravel Variety จะขอรีวิววิธีการชงกาแฟน้ำแร่ + กาแฟชะมด แบบบรรจุกล่อง
 HOW TO DRIP COFFEE.

ขั้นตอนการชงกาแฟ แบบดริปกาแฟ
1. เตรียม เมล็ดกาแฟคั่วแล้ว จำนวน 10 กรัม ถ้าต้องการรสเข้ม สามารถเพิ่มปริมาณกาแฟได้อีก
2. บดกาแฟ โดยปรับความละเอียดระดับ filter หรือที่เรียกว่าการบดหยาบ
3. วางกระดาษกรองลงในดริปเปอร์ เทน้ำร้อนเพื่อล้างฟิลเตอร์กระดาษ เป็นการอุ่นกระดาษ และเพื่อลดกลิ่นของกระดาษ
4. เทผงกาแฟให้ลงตรงกลางของฟิลเตอร์ เขย่าหรือเกลี่ยผงกาแฟให้เรียบเสมอกัน
5. การรินน้ำร้อน โดยในช่วงที่หนึ่ง จะเรียกว่า Pre-Infusion โดยค่อยๆ รินน้ำร้อน เริ่มจากตรงกลางแล้วววนออกด้านนอก ให้ผงกาแฟพอชุ่มน้ำ

ในขั้นตอนนี้จะเป็นการคายก๊าซที่อยู่ในผงกาแฟ โดยที่น้ำยังไม่ไหลลงมา ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที
6. เริ่มรินน้ำร้อนโดยแบ่งเป็นช่วงๆ ให้น้ำร้อนไหลผ่านผงกาแฟ ในช่วงที่สองและช่วงที่สาม จะรินน้ำร้อนในปริมาณมากขึ้น ให้น้ำร้อนไหลผ่าน

ผงกาแฟ และช่วงสุดท้าย ให้รินน้ำช้าลง จนน้ำหนักของน้ำกาแฟที่ชั่งได้เท่ากับ 120 มิลลิลิตร
7. เทน้ำกาแฟ ลงแก้ว พร้อมดื่มได้เลย !

เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้กาแฟ น่าทานมากขึ้น
- ในการรินน้ำร้อย ห้ามให้น้ำขาดช่วง จนผงกาแฟแห้ง เพราะจะทำให้ผงกาแฟเฝื่อน ฝาด ขม ตามมา
- ไม่เทน้ำให้โดนฟิลเตอร์กระดาษตรงๆ หรือให้น้ำร้อน โดนกระดาษ เพราะจะทำให้กลิ่นของฟิลเตอร์ติดลงมาที่กาแฟ
- การเทน้ำร้อน ควรให้ทั่วสม่ำเสมอ โดยเริ่มจากตรงกลางแล้วหมุนออกมาด้านนอก ยิ่งเทน้ำเน้นลงตรงไหน กาแฟส่วนนั้นก็จะโดนสกัดออกมา

มาก ดังนั้นจึงต้องเทให้เท่ากัน
- ไม่ควรให้น้ำขังหรือผงกาแฟเป็นโคลนเวลาชง อาจจะเป็นเพราะเครื่องบดกาแฟได้ละเอียดหรือหยาบไป ไม่สม่ำเสมอ ทำให้รสชาติเปลี่ยน
- น้ำยิ่งร้อนยิ่งสกัดกาแฟออกมาได้เยอะ อยากได้รสชาติแบบไหนขึ้นอยู่กับความชอบ และที่มาของเมล็ดของกาแฟ
- หากมีรสชาติเข้มมากไป ลองปรับลด ปริมาณผงกาแฟ หรือ ปริมาณน้ำร้อนได้
- อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมในการชงกาแฟอยู่ระหว่าง 88-94 องศาเซลเซียส แบบ ที่มีจำหน่าย ..... ให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน

โดยรีวิวนี้จะพูดในส่วนของข้อมูลผลิตภัณฑ์ สรรพคุณ ราคา และรสชาติ ใครพร้อมแล้วไปชิมพร้อมๆ กันเลย!  สืบเนื่องจากรีวิวกาแฟคุณภาพดี กลิ่นหอม อร่อยไม่ควรพลาดไป! วันนี้เรากลับมากับรีวิวภาคต่อของร้านแห่งนี้  คอนเซ็ปต์ของ คือการเนรมิตรร้านให้กลายเป็นสถานที่สังสรรค์และแฮงค์เอ้าท์ของชาวกรุงฯ ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นไฮไลท์ของร้าน

แฮงค์เอ้าท์ดีๆ สักร้าน จะเป็นอะไรไปไม่ได้ หากไม่ใช่เครื่องดื่ม! และของรับประกันเลยว่า นอกจากจะมีบรรยากาศสุด ชิลเหมาะแก่การมานั่งเล่น และมีเมนูอาหารแปลกๆ แหวกๆ ให้ลองทานแล้ว เมนูดริ้งของที่นี้ก็ไม่เป็นสองลองใคร  โดยเฉพาะในเรื่องหน้าตา

และพรีเซ็นเทชั่นที่สวยงาม มาพร้อมกับลูกเล่นแพรวพราวที่จะทำให้หลายคนอดใจไม่ไหว ต้องหยิบมือถือมาแชะรูปรัวๆเก็บไว้ก่อนจะดื่มด้วยความสูงและอากาศที่เย็นเหมาะสม น้ำแร่กลั่นตัวเป็นทะเลหมอก เพิ่มความชุ่มชื่นปกคลุมทั่วทั้งโครงการ เสมือนลมหายใจที่หล่อเลี้ยงต้น

กาแฟให้เจริญงอกงามสมบูรณ์เต็มที่ และเพิ่มชีวิตชีวาให้กับชะมดที่อยู่ในป่าธรรมชาติ “ดอยชมหมอก ขุมทรัพย์แห่งขุนเขาคอนเซ็ปต์ของ Mineral coffee & Chamod coffee  คือการเนรมิตรร้านให้กลายเป็นสถานที่สังสรรค์ของชาวกรุงฯ ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นไฮไลท์ของร้านจิบกาแฟหวานชุ่มคอ
กลิ่นหอมละมุนคุณภาพดีสักร้าน จะเป็นอะไรไปไม่ได้ หากไม่ใช่เครื่องดื่ม!



และToptotravel ของรับประกันเลยว่า CHAMOD COFFEE นอกจากจะมีกลิ่นหอมสุดชิล เหมาะแก่การมาจิบกาแฟ และบรรยากาศโดย ตลาดนัดธรรมชาติ มีเมนูอาหารแปลกๆ  ให้ลองทานแล้ว เมนูดริ้งของ
Mineral coffee และ Chamod coffee  ที่นี้ก็ไม่เป็นสองลองใคร  โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพของกาแฟ และพรีเซ็นเทชั่นที่สวยงาม

มาพร้อมกับลูกเล่นแพรวพราวที่จะทำให้หลายคนอดใจไม่ไหว ต้องหยิบมือถือมาแชะรูปรัวๆ เก็บไว้ก่อนจะดื่มด้วยความสูงและอากาศที่เย็นเหมาะสม น้ำแร่กลั่นตัวเป็นทะเลหมอก เพิ่มความชุ่มชื่นปกคลุมทั่วทั้งโครงการ เสมือนลมหายใจที่หล่อเลี้ยงต้นกาแฟให้เจริญงอกงามสมบูรณ์ เต็มที่ และเพิ่มชีวิตชีวาให้กับชะมดที่อยู่ในป่าธรรมชาติ “ดอยชมหมอก ขุมทรัพย์แห่งขุนเขา


ร้านค้า MINERAL COFFEE กาแฟดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ กาแฟคัดพิเศษ แพ็กเกจสุดเก๋มาพร้อมกับราคาสุดคุ้ม ไม่จัดไม่ได้เริ่มต้นที่เครื่องดื่มเมนูแรก แค่ฟังชื่อก็ WOW แล้ว CHAMOD COFFEE 
ดริฟเทใส่แก้วเป็นอันเสร็จ รสชาติเข้มๆ ได้กลิ่นหอมเย้าย้วนของเมล็ดกาแฟคั่วสำหรับใครที่มองหาร้านนั่งดื่มนั่งคุยบรรยากาศสบายๆ ลองแวะมาที่ ตลาดนัดธรรมชาติ สักครั้งดูสิค่ะ แล้วจะติดใจ!


CHAMOD COFFEE จากแนวคิดเริ่ม เพาะเลี้ยงชะมดแล้วปล่อยคืนสู่ป่า ให้อยู่อาศัยในโครงการตามธรรมชาติ เมื่อกาแฟสุกมีกลิ่นหอม รสชาติหวาน เป็นผลไม้ที่ชะมดโปรดปราน จึงพากันออกมากินอย่างมีความสุข ทุกเช้าเราเก็บกาแฟชะมดจากในสวน มาล้างทำความสะอาด แล้วตากบนยอดดอยชมหมอกที่มีอากาศบริสุทธิ์ ด้วยวิธีการผลิตกาแฟชะมดจากธรรมชาติ สู่ขบวนการสรรสร้างกาแฟคุณภาพดี ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ

ดอยชมหมอกเป็นแหล่งกำเนิดน้ำแร่ธรรมชาติไหลเป็นน้ำซับแพร่กระจายปกคลุมพื้นที่โครงการ สวนกาแฟอาราบิก้าห้อมล้อมด้วยป่าธรรมชาติ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของชะมดป่า ความสูงและอากาศเย็น น้ำแร่กลั่นตัวเป็นทะเลหมอก เพิ่มความชุ่มชื่นปกคลุมไร่กาแฟ ตั้งอยู่บนแนวลาด เอียงของภูเขา จึงมีเศษหินผุที่พังทลายจากยอดเขาไหลลงมาปนกับดิน เมื่อฝนตกจะละลายแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ทำให้เหมาะกับการปลูกกาแฟคุณภาพดีในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ ได้กาแฟคุณภาพดีทัดเทียมนานาชาติ มีกลิ่นหอมและมีรสชาติที่นุ่มนวลอ่อนละมุน



MINERAL COFFEE
กาแฟอาราบิก้า สายพันธุ์ดี ทริปปิก้า และเบอบอน ใส่ใจดูแลสวนกาแฟอย่างถูกวิธี  ในแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ โดยทีมที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกกาแฟในแหล่งน้ำแร่ในพื้นที่เหมาะสม อากาศเย็นทำให้กาแฟสุกช้า กาแฟจึงมีเวลาดูดซับสารอาหารและแร่ธาตุนานอีกทั้งยังได้รับความชุ่มชื้น จากทะเลหมอกน้ำแร่ กาแฟจึงมีความสมบูรณ์เพราะมีไม้ใหญ่เป็นร่มเงา อากาศเย็น ดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุ แหล่งน้ำแร่คุณภาพดี กาแฟจาก สวนของเราจึงมีกลิ่นและรสชาติที่โดดเด่น การผลิตเลือกเก็บกาแฟเชอรี่เฉพาะลูกที่สุกสมบูรณ์เต็มที่ ด้วยมือทีละเมล็ด ใช้น้ำแร่ในขบวนการ ผลิต ตั้งแต่นำมาล้างทำความสะอาด และคัดแยกเมล็ดที่ไม่สมบูรณ์ออก ด้วยสูตรเฉพาะ จากนั้นนำไปตากแดดในพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์บนยอดเขาสูง เม็ดกาแฟแห้งเหมาะสมนำมาเก็บบ่มเม็ดกาแฟคุณภาพ จากนั้นนำมาสีและคัดขนาดก่อนนำไปคั่วทดสอบโดย Q-grader จึงได้ กาแฟน้ำแร่ที่มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ของ MINERAL COFFEE


Mineral coffee และ Chamod coffee มีกาแฟแบบดริฟให้ได้ลิ้มลองกัน จิบกาแฟรสชาติกลมกล่อม ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ ชงได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง เพื่อผลิตกาแฟชะมด จากธรรมชาติ ที่เป็นสูตรเฉพาะ จึงมั่นใจได้ว่า กาแฟของเรามีคุณภาพดี กลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของ CHAMOD COFFEE สนใจเมล็ดกาแฟ ติดต่อสอบถามได้นะคะ
รายละเอียดของ  www.mineralcoffee.co.th

#ตลาดนัดธรรมชาติ#ดอยชมหมอก #chommhokmountain #mineralcoffee #กาแฟน้ำแร่
#chamodcoffee #กาแฟชะมด #coffee  #กาแฟ #ทะเลหมอกน้ำแร่ #ทะเลหมอก #อากาศเย็นบริสุทธิ์
#ฐานธรรมฯพระราม๙#ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชากลางเมืองหลวง





BSM ไฟเขียวขาย PP 200 ล้านหุ้น ซื้อโครงการ The Teak มูลค่า 145 ล้านบาท

ผถห. BSM ไฟเขียวขาย PP 200 ล้านหุ้น
ซื้อโครงการ The Teak มูลค่า 145 ล้านบาท

ผู้ถือหุ้น “บิวเดอสมาร์ท” โหวตอนุมัติขาย PP 200 ล้านหุ้น ระดมทุนซื้อโครงการ The Teak มูลค่า 145 ล้านบาท สยายปีกเข้าลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ ย้ำชัดหนุนธุรกิจเติบโตระยะยาว



นายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ BSM เปิดเผยว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯมีมติอนุมัติให้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อบุคคลในวงจำกัด หรือ Private Placement: PP จำนวน 200,000,000 หุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.65 บาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130,000,000 บาท กำหนดวันเสนอขายหุ้น PP ภายในเดือนมกราคม 2561 เพื่อเข้าลงทุนในโครงการ The Teak Sukhumvit 39 จากบริษัท แอล เค เอช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 70 ยูนิต สำหรับเป็นที่พักอาศัยในย่านใจกลางสุขุมวิท ในราคา 145.00 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าที่ดิน และค่าใช้จ่ายเตรียมการเบื้องต้น อาทิ ค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายทางการตลาด เป็นต้น ปัจจุบันโครงการดังกล่าวมียอดการจองซื้อจำนวน 68 ยูนิต จากทั้งหมด 70 ยูนิต หรือคิดเป็น 97.14% ของจำนวนห้องชุดทั้งหมด โดยคณะกรรมการได้อนุมัติจัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่คือ บริษัท ทีค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว โดยบิวเดอสมาร์ทถือหุ้น 99.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้การลงทุนในโครงการดังกล่าวจะเป็นการขยายธุรกิจ รวมถึงเพิ่มช่องทางการรับรู้รายได้ และกำไร


นายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ BSM

“เราขอขอบคุณผู้ถือหุ้นของบริษัทฯที่ให้ความเชื่อมั่นในการเสนอขายหุ้น PP ในครั้งนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมากสำหรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ เนื่องจากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเสริมสร้างการเติบโตของเราในระยะยาว และที่สำคัญโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่มีศักยภาพสูง และได้การตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเราขอยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายแผนธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ และผลตอบแทนที่ดีสำหรับบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นทุกท่านที่ได้ให้ความไว้วางใจในครั้งนี้” นายสัญชัยกล่าว

09 มกราคม 2561

คูน เอสเตท ผุด คูเปอร์ สยาม เติมเต็มย่านนวัตกรรมแห่งสยาม

ฉีกทุกคอนเซ็ปต์!!
ครั้งแรกของวงการอสังหาฯ คอนโดแนวคิดใหม่ ‘Combo Loft’

คูเปอร์ สยาม ฉีกคอนเซ็ปต์ของคอนโดมิเนียมทุกรูปแบบที่เคยมีมา ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ชีวิตอิสระทั้งทำงาน และพักอาศัย คูน เอสเตท จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ในการออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว บุกตลาดนิชพรีเมียม เข้ามาเติมเต็มผังเมืองใหม่ในย่านนวัตกรรมแห่งสยาม เพื่อยกระดับให้เป็นมหานครต้นแบบในด้านนวัตกรรม ฉีกคอนเซ็ปต์คอนโดด้วยแนวคิดใหม่เป็นครั้งแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยแนวคิด ‘Combo Loft’ คอนโดมิเนียมสไตล์ลอฟท์เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทได้ และโซนที่พักอาศัยพรีเมี่ยมในชั้นสูง (Sky Residence) แห่งแรกในเมืองไทย เหมาะกับกลุ่ม Gen Y และ กลุ่มคนที่มีไลฟ์สไตล์ยุคใหม่  มูลค่าโครงการกว่า 1,300 ล้านบาท

 
นายธเนศ อรุณวณิชย์พร กรรมการบริหาร บริษัท คูน เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า คูเปอร์ สยาม ฉีกคอนเซ็ปต์ของคอนโดมิเนียมทุกรูปแบบที่เคยมีมา ด้วยการนำคอนเซปต์ที่มีอยู่ในต่างประเทศตามใจกลางเมืองใหญ่เข้ามาพัฒนาเป็นคอนเซปต์แรกในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ชีวิต และพฤติกรรมคนยุค 4.0 และ Gen Y มีอิสระในการใช้ชีวิต เสพเทคโนโลยี ชีวิตติดออนไลน์ เปิดกว้างทางความคิด และวัฒนธรรม เป็นมนุษย์หลายงาน ที่ต้องรองรับทั้งการอยู่อาศัยและการทำงานไปพร้อมๆ กัน โดยมีจุดเด่นเป็นห้องสไตล์ Combo Loft อย่างแท้จริงและสามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทได้ เพดานสูงถึง 4.6 เมตร พื้นที่สูงโปร่งและกว้าง ซึ่งเราตั้งเป้าเจาะกลุ่มคนไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ ใช้ชีวิตทันสมัยในแบบของตัวเอง และชื่นชอบการใช้จ่าย  เพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง บนถนนรองเมือง ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ  เพียง 8 นาที ใกล้สิ่งอำนวย
ความสะดวกทุกอย่าง ในราคาเฉลี่ยเพียง 138,000 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น





คูเปอร์ สยาม เป็นโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์สูง 24 ชั้น 188 ยูนิต แบ่งเป็นโซน Combo Loft แบบ Single และ Double ขนาด 41-71 ตารางเมตร โซนพักอาศัยชั้นสูง หรือ Sky Residence แบบ 1,2 ห้องนอน ขนาด 30 – 67 ตารางเมตรและ เพนท์เฮ้าส์ดูเพล็กซ์ 3 ห้องนอน ขนาด 188 – 220 ตารางเมตร โดยใช้ลิฟท์แยกโซนเพื่อความเป็นส่วนตัว  ภายในออกแบบตกแต่งให้มีอิสระในการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัย เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ และมีเอกลักษณ์ และคงไว้ซึ่งความโอ่อ่าหรูหรา พื้นที่ส่วนกลางได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตในรูปแบบต่างๆ  พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน อาทิ Co-working space ห้องประชุมส่วนตัว และห้องอเนกประสงค์ ศาลาชมวิว สระว่ายน้ำพร้อมจากุชซี่ ฟิตเนส ห้องสำหรับเล่นเกมส์ สวนลอยฟ้า เพิ่มความสะดวกด้วยรถรับส่งจากโครงการไปยังสถานที่ต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบุญครอง สยามสแควร์ และบีทีเอสสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ เป็นต้น


นายธเนศ กล่าวเสริมว่า โครงการตั้งอยู่ในทำเลย่านสยาม-ปทุมวัน ซึ่งกำลังจะถูกพัฒนาให้เป็น ‘ย่านนวัตกรรม’ (Innovation District) ซึ่งเป็นแนวโน้มล่าสุดในการวางผังเมืองของรัฐบาลที่ได้ให้ทุนตั้งต้นกว่า 230 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน สร้างตลาดนวัตกรรม นำไปสู่การสร้างชุมชนใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของมหานครทั่วโลก ประกอบกับแผนงานการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้ง โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และมอเตอร์เวย์ สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์มองว่า จะมีการเปลี่ยนเทรนด์ของคอนโดที่ชัดเจนขึ้นเพื่อให้สอดรับกับเทรนด์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป


นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริเวณโซนพื้นที่ย่านปทุมวัน โดยเฉพาะบนถนนรองเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชนเก่าแก่ใจกลางเมือง ถูกจับจองพื้นที่มาเป็นเวลานาน แต่อยู่ใกล้กับสยามในระยะที่สามารถเดินไปได้ ซึ่งในอนาคตพื้นที่บริเวณนี้จะถูกพัฒนาให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อรองรับย่านนวัตกรรม ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ตามเมืองที่เริ่มมีการขยายตัว  โดยเฉพาะโครงการที่เป็นไฮไรส์ คูเปอร์ สยาม จึงเป็นโครงการน่าลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นโครงการแรกที่อยู่ในบริเวณนี้ซึ่งเปิดราคาได้อย่างคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะหากรอให้เมืองขยายมาก่อนคงหาราคาแบบนี้ไม่ได้แน่นอน อีกทั้งยังมีตลาดการศึกษาซึ่งมีดีมานด์ใหม่ทุกปี ไม่สิ้นสุด ในแง่ของดีมานด์-ซัพพลายในย่านปทุมวันนั้น ซัพพลายที่สร้างเสร็จแล้วมีเพียง 12,906 ยูนิต หรือคิดเป็น 10% ของซัพพลายทั้งหมด และที่กำลังก่อสร้างมีเพียง 4,013 ยูนิต หรือคิดเป็น 13% ของซัพพลายทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ในขณะที่ความต้องการคอนโดในย่านนี้มีสูงโดยอัตราการขายของคอนโดในย่านนี้สูงถึง 86% โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 4 ล้านบาท


นางสาวอลิวัสสากล่าวโดยสรุปว่าโครงการที่มีราคา 4 ล้านบาท โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 138,000 บาท/ต่อตารางเมตร และมีการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม นับว่าหาได้ยากมากในทำเลใจกลางเมืองอย่างนี้


โครงการ คูเปอร์ สยาม จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท พร้อมรับส่วนลดพรีเซลล์สูงสุด 100,000 บาท ลดพรีเซลล์สูงสุด 100,000 บาท

เมื่อลงทะเบียนออนไลน์ผ่าน www.coopersiam.com

สอบถามรายละเอียดโครงการ
โทร. 089 459 5399
 line@CooperSiam

07 มกราคม 2561

ประสบการณ์รับประทานอาหารลอยฟ้าระดับ 5 ดาวหนึ่งเดียวในโลก

ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย


ครั้งแรกในประเทศไทย ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างสวนเบญจสิริกับไดโนซอร์ แพลนเน็ต

เปิดตัว  “ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย” ปรากฏการณ์อาหารค่ำสุดหรูลอยฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อต้อนรับลูกค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์ดินเนอร์ลอยฟ้ากับมื้ออาหารสุดหรูระดับ 5 ดาว จัดเตรียมโดยเชฟชื่อดังจากเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท บนความสูงเหนือระดับหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งได้รับการรับรองความปลอดภัยระดับโลกสูงสุดตามมาตรฐาน TUV ของเยอรมัน   โดยภายในงานเลี้ยงเปิดตัวได้รับเกียรติจาก นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, คุณเพลินพิศ หมื่นพล ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยวแห่งประทศไทย พร้อมด้วยแขกวีไอพีและเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังร่วมงานคับคั่ง อาทิ

วู้ดดี้ มิลินทจินดา กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ โดยแขกวีไอพีได้สัมผัสประสบการณ์และร่วมดื่มด่ำ
กับทัศนียภาพอันงดงามเหนือท้องฟ้า ณ ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ระหว่างศูนย์การค้า  ดิ เอ็มโพเรียม (บีทีเอส สถานีพร้อมพงษ์) สวนเบญจสิริ และไดโนซอร์ แพลนเน็ต โดยลูกค้าสามารถใช้บริการ รับ-ส่งจาก Uber Thailand เพื่อมอบประสบการณ์สุดประทับใจเพียงหนึ่ง
เดียวในโลกที่ท่านจะไม่มีวันลืม


ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย ดำเนินงานมาแล้วในกว่า 45 ประเทศทั่วโลก อาทิ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ โคลัมเบีย จีน มาเก๊า เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น สวีเดน ไต้หวัน โปรตุเกส และเปิดให้บริการในประเทศไทย  เป็นประเทศที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความร่วมมือของดีไอทีเอส เอเชีย (DITS Asia), ดิ เอ็มโพเรียม กรุ๊ป, โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ซึ่งเป็นพันธมิตรบริการอาหารอย่างเป็นทางการ  และ Uber Thailand พันธมิตรบริการรับ-ส่งอย่างเป็นทางการ ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตามแผนแคมเปญ ปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน (Amazing Thailand Tourism 2018) เพื่อมอบประสบการณ์รับประทานอาหารที่โดดเด่นแตกต่างสุดประทับใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย”


ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย จะใช้เครนเทเลสโคปิคจากยุโรปน้ำหนัก 200 ตัน ทำหน้าที่ยกชุดโต๊ะอาหารพร้อมแขกทั้ง 22 ท่าน บนเก้าอี้รัดเข็มขัดนิรภัยให้ลอยขึ้นกลางอากาศ ให้แขกได้เพลิดเพลินกับบริการอาหารดินเนอร์มื้อหรูแบบ 4 คอร์ส ระดับ 5 ดาวร่วมกัน และชื่นชมทัศนียภาพอันสวยงามของท้องฟ้ายามเย็นและยามค่ำของมหานครกรุงเทพฯ โดยมีบริการอูเบอร์รับส่งถึงพื้นที่จัดงานอย่างสะดวกสบาย เพื่อมอบประสบการณ์แห่งมื้ออาหารอันน่าประทับใจตลอดค่ำคืน



มร. ฟริโซ พอลเดอร์วาร์ต ผู้บริหารจากดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย กล่าวว่า
 “ประเทศไทยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผู้นำในเอเชียสำหรับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์มื้ออาหารรสเลิศทุกรูปแบบ แต่ ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย จะเป็นการรับประทานอาหารมื้อหรูแบบไฮเอนด์ที่เสิร์ฟเหนือระดับพื้นดินเป็นครั้งแรก สำหรับแขกทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยจะนำแขกทุกท่านให้ได้ประสบการณ์รับประทานอาหารลอยฟ้า ซึ่งเราภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้กล่าวว่า เป็นครั้งแรก
ที่ดินเนอร์ อินเดอะสกาย เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่จะได้เปิดตัวในประเทศไทย โดยขณะนี้มีลูกค้า
ทั้งชาวไทยและต่างชาติให้ความสนใจจำนวนมากและบัตรขายหมดอย่างรวดเร็ว”


นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “ในระยะเวลาหลายปี
ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่เดินทางมายังประเทศไทยทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและธุรกิจ นอกจากความสะดวกสบายและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพแล้ว ยังมองหาอาหารและประสบการณ์หลากหลายแปลกใหม่ โดยถือว่าอาหารเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยว การเปิดตัวของดินเนอร์ อินเดอะสกาย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่กรุงเทพฯกำลังจะมีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ของการรับประทานอาหารที่น่าตื่นเต้น และมีชื่อเสียงในระดับโลก สอดคล้องและตอบสนองทั้งความต้องการของประชาชนชาวไทยที่ชื่นชอบประสบการณ์รับประทานอาหารชั้นเลิศและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทย ซึ่งต่างต้องการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และมีคุณภาพ
ซึ่งเราหวังว่าจะช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่มาเยือนประเทศไทยประทับใจ เป็นการช่วยประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานครและประเทศไทยด้วยเช่นกัน”



มร. โยฮานส์ เบิร์กสตรอม จากดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย กล่าวว่า “ดินเนอร์ อินเดอะสกาย
ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย DIN4112 ของเยอรมนีในด้านข้อกำหนดด้านโครงสร้างต่างๆ และได้รับการรับรองคุณภาพระดับมาตรฐาน TUV ชั้นนำระดับโลกของเยอรมัน
ด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี จากการดำเนินงานในกว่า 45 ประเทศทั่วโลก ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ได้ตรวจสอบและทดสอบการให้บริการอย่างถี่ถ้วน  เพื่อรับรองความปลอดภัยให้แก่แขกทุกท่านที่มาใช้บริการ”


วู้ดดี้ มิลินทจินดา กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ โดยแขกวีไอพีได้สัมผัสประสบการณ์และร่วมดื่มด่ำ
กับทัศนียภาพอันงดงามเหนือท้องฟ้า ณ ใจกลางกรุงเทพฯ

นางไพพรรณ  หลักแหลม ผู้จัดการใหญ่ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ กล่าวว่า 
รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ "ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย ตั้งอยู่ระหว่างศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์  สวนเบญจสิริ และไดโนซอร์ แพลนเน็ต บนพื้นที่ของโครงการ ดิ เอ็มสเฟียร์ ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับโลกใจกลางเมือง เพื่อให้ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศไทยได้สัมผัสประสบการณ์สุดตื่นเต้นและหนึ่งเดียวในโลกนี้

มร. อาร์วิน รันดาห์วา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ดีไอทีเอส เอเชีย กล่าวว่า “ดินเนอร์ อินเดอะสกาย ประเทศไทย เปิดให้บริการเป็นประเทศที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าจะช่วยเติมเต็มประสบการณ์รับประทานอาหารครั้งสำคัญในชีวิตแก่แขกทุกท่านให้สมบูรณ์แบบ เราตื่นเต้นอย่างมากที่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทย ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ในการทำให้งานครั้งนี้ประทับอยู่ในความทรงจำของทุกท่าน”

ท่านที่สนใจเปิดประสบการณ์ดินเนอร์ลอยฟ้า สามารถจองที่นั่งออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ www.dinnerinthesky.co.th       วันจันทร์-ศุกร์ ราคา 4,990 บาท และวันเสาร์-อาทิตย์ ราคา 5,390 บาท รวมอาหาร 4 คอร์ส จากเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท โดยจะมีบริการวันละ 2 รอบ ได้แก่ รอบ Sunset เวลา 18.00 น. และรอบ City Lights เวลา 19.30 น. โดยให้บริการรอบละ 60 นาที



สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและจองที่นั่ง โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ รายละเอียดคลิ๊ก

#ditsthailand