26 ธันวาคม 2561

กรมควบคุมโรค ชวนชุมชนร่วมค้นหาจุดเสี่ยงบนท้องถนนป้องภัยช่วงปีใหม่


กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

เชิญชวนคนในชุมชนร่วมค้นหาจุดเสี่ยงหรือจุดอันตรายบนท้องถนนในพื้นที่หรือหมู่บ้าน เพื่อเตือนประชนชนและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 นี้  พร้อมแนะนำ 3 แนวทางในการปรับปรุงจุดเสี่ยง ทั้งการกำจัดปัญหาให้หมดไป การทำปัญหาให้เห็นเด่นชัด และการกำหนดมาตรการ




วันนี้ (26 ธันวาคม 2561) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงจุดเสี่ยงหรือจุดอันตรายต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน คือตำแหน่งที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีการบาดเจ็บ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูง โดยอาศัยสถิติการเกิดอุบัติเหตุเป็นดัชนีในการกำหนด ส่วนใหญ่เกิดในทางโค้ง ทางแยก จุดกลับรถ บริเวณสภาพถนนที่มีความบกพร่อง โดยใช้ความถี่ของการเกิดอุบัติเหตุ จำนวนคนเจ็บ คนเสียชีวิต บ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุในจุดนั้น


สำหรับวิธีแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยง เมื่อทราบปัญหาที่มาจากปัจจัยเรื่องถนนและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนต่อไป คือ การนำเสนอข้อมูลจุดเสี่ยงที่ได้จากการวิเคราะห์ ในการประชุมระดับต่างๆ ทั้งท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด เพื่อเสนอปัญหาจุดเสี่ยงเพื่อร่วมกันหารือข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขต่อไป โดยมี 3 แนวทางในการปรับปรุงจุดเสี่ยง 



ดังนี้ 1.การกำจัดปัญหาให้หมดไป เช่น การปิดจุดกลับรถ เคลื่อนย้ายวัตถุอันตรายออกจากพื้นที่ การสร้างจุดกลับรถที่ปลอดภัย ทำวงเวียน ปรับปรุงสิ่งแวดล้อม เป็นต้น  2.การทำปัญหาให้เห็นเด่นชัด ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นปัญหา เพื่อเตือนผู้ขับขี่ให้รู้ปัญหาล่วงหน้า เช่น ทาสีสะท้อนแสงที่วัตถุอันตรายให้เห็นชัดเจน การติดตั้งป้ายเตือน การติดตั้งสัญญาณไฟ การทำให้ทัศนวิสัยดีขึ้น เป็นต้น  3.การกำหนดมาตรการ เพื่อปรับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่ การห้ามย้อนศร ห้ามกลับรถ เป็นต้น


นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่จะมาถึงนี้ กรมควบคุมโรค ชวนชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้นำชุมชน ตำบล/หมู่บ้าน ช่วยกันค้นหาจุดเสี่ยงหรือจุดอันตรายเป็นท้องถนนในพื้นที่ และแก้ปัญหาของจุดเสี่ยงในเบื้องต้นในชุมชน โดยการทำให้จุดนั้นเห็นเด่นชัดขึ้น เพื่อเตือนผู้ใช้รถใช้ถนนให้รู้ความเสี่ยงล่วงหน้า หรือบริเวณทางข้างหน้ามีความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การติดตั้งป้ายเตือน ปักธงแดง ทาสีสะท้อนแสงที่วัตถุ ทำสัญลักษณ์เตือนให้เห็นเด่นชัด โดยกรมควบคุมโรคได้จัดทำข้อมูลด้านวิชาการสนับสนุนการจัดการแก้ไขจุดเสี่ยงเบื้องต้นให้ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ได้  สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค 0 2590 3889 หรือที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ผส. ร่วมกับ กคช.เดินหน้าโครงการออมเวลา นำร่องเขตชุมชนดินแดง


วันนี้ (26 ธันวาคม 2561) เวลา 14.00 น. ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายปรเมธี วิมลศิริ) เป็นประธานเปิดโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม โดยมี นางไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ การเคหะแห่งชาติ และผู้อยู่อาศัยในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 เข้าร่วมในพิธีเปิด



โดยจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนในพื้นที่ดูแลซึ่งกันและกันในรูปแบบธนาคารเวลาเพื่อเปิดการดำเนินงานพื้นที่นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพัฒนาคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยใช้รูปแบบของธนาคารเวลา โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 200 คน  ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 บริเวณหัวมุมถนนวิภาวดีรังสิต ตัดกับถนนอโศก - ดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ



นายปรเมธี กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากการเคหะแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติศูนย์บริการสาธารณสุข 4 ดินแดง และเทศบาลตำบลช่องลม อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่อาคารโครงการฟื้นฟูชุมชนเมืองดินแดง ระยะที่ 1 เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่นำร่อง มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพื่อยกระดับระบบการดูแลผู้สูงอายุ และระบบการให้บริการด้านสวัสดิการผู้สูงอายุให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตลอดจนเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับทุกคนทุกวัยในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และจะขยายการดำเนินงานธนาคารเวลาให้ครบทั้ง 50 เขต กรุงเทพมหานคร

ซึ่งการดำเนินโครงการธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. ได้สนับสนุนพื้นที่ที่ดำเนินงานโครงการธนาคารความดีเข้าร่วมการเป็นพื้นที่นำร่องและมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจเข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่อง รวมมีพื้นที่นำร่องโครงการธนาคารเวลาในส่วนภูมิภาคจำนวน 42 พื้นที่ 28 จังหวัด

นายปรเมธี กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการออมเวลา จิตอาสาใส่ใจพัฒนาสังคม เป็นการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการจัดสวัสดิการ และการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ ซึ่งธนาคารเวลาสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ เป็น 1 ในมาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง สังคมผู้สูงอายุ โดยศึกษารูปแบบการดำเนินงานธนาคารเวลาในต่างประเทศนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมให้คนในสังคมดูแลซึ่งกันและกัน


โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจิตอาสาจะได้รับการดูแลหรือการตอบแทนอื่น ๆ ตามเวลาจำนวนที่สะสมไว้โดยการดำเนินการที่ชุมชน อาคารแปลงจี ดินแดง ประกอบด้วยกิจกรรมสร้างสุขฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ การจัดบริการรับ - ส่ง ไปโรงพยาบาล การให้คำปรึกษา ดูแลความสะอาดภายในห้องผู้สูงอายุ สำหรับผู้อยู่อาศัย จำนวนทั้งสิ้น 956 คน เป็นผู้สูงอายุจำนวน 252 คน และมีจิตอาสาธนาคารเวลา จำนวน 21 คน

“ทั้งนี้ กระทรวง พม. จึงขอฝากทุกท่านได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของสังคมผู้สูงอายุ และส่งเสริมให้คนในสังคมร่วมดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุได้ และขอให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุร่วมกันต่อไป และขอเชิญชวนผู้สนใจ เข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา

โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟสบุ๊ค ธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ หมายเลข 0-2642-4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300” นายปรเมธี กล่าวตอนท้าย


นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า แม้โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จะเป็นโครงการใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จ แต่ผู้อยู่อาศัยในอาคารเป็นผู้อยู่อาศัยเดิมที่มาจากโครงการเคหะชุมชนดินแดง ซึ่งถือเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่กันมายาวนานกว่า 50 ปี ดังนั้นการอยู่อาศัยร่วมกันของคนในชุมชนจะเป็นเสมือนครอบครัวใหญ่ที่คอยดูแลพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เมื่อมีโครงการธนาคารเวลาเข้ามา ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดึงดูดจิตอาสาให้เข้ามาดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้น สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1

ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยในโครงการฯ 956 คน แบ่งออกเป็นผู้สูงอายุ 252 คน ผู้พิการ 12 คน และผู้ป่วยติดเตียง 1 คน ปัจจุบันการดำเนินงานโครงการธนาคารเวลาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากคณะกรรมการเฉพาะกิจอาคารโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 จำนวน 12 คน มีอาสาสมัครที่จะเข้ามาเป็นจิตอาสาคอยให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุ 20 คน และจะมีการรับสมัครอาสาสมัครในโครงการธนาคารเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับผู้สูงอายุในโครงการฯ ต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาโครงการธนาคารเวลา สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์กรมกิจการผู้สูงอายุ www.dop.go.th เว็บไซต์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.m-society.go.th เฟซบุ๊กธนาคารจิตอาสา (FB : Jitarsabank) หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ โทร. 0 2642 4306 หรือ สายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300














ทีคิวเอ็ม จับมือ 8 พันธมิตรประกันภัย จัดโปรดักท์ประกันภัยครบทุกความคุ้มครอง


ให้ประกันภัยดูแลคุณ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือตัวท่านเอง
หมดกังวลกับทรัพย์สินของท่าน ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปีใหม่
ให้ประกันภัยดูแลคุณ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือตัวท่านเอง



ทีคิวเอ็ม จับมือ 8 พันธมิตรประกันภัย จัดโปรดักท์ประกันภัยครบทุกความคุ้มครอง ภายใต้โครงการ 
“เที่ยวปีใหม่สบายใจ ฝากบ้านไว้กับ...ประกัน” ที่ซื้อปุ๊บ คุ้มครองปั๊บ ให้ความคุ้มครองทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้คนไทยที่ออกเดินทางเที่ยวปีใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศเลือกช้อปได้อย่างจุใจ เพิ่มความสบายใจก่อนเดินทาง
บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด โบรคเกอร์ประกันภัยชั้นนำ เห็นความสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ในวงการประกันภัย โดยจับมือกับ 8 พันธมิตรประกันภัยชั้นนำ ได้แก่


บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยวิวัฒน์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดเตรียมโปรดักส์ทั้ง ประกันภัยบ้านอยู่อาศัย  ประกันภัยรถยนต์  ประกันภัยการเดินทาง และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ที่ครอบคลุมทุกความเสี่ยงในการเดินทางท่องเที่ยววันหยุดยาว และโครงการนี้ยังได้ร่วมมือกับ บริษัท ทีคิวอาร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาประกันภัยต่อและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรวมไปถึงนำเสนอการพัฒนาธุรกิจอย่างครบวงจร มาช่วยพัฒนาโปรดักส์ประกันภัยในครั้งนี้ด้วย



ซึ่งผลิตภัณฑ์ประกันภัยครั้งนี้ มีให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ประกันภัยบ้านอยู่อาศัย ที่คุ้มครอง ไฟไหม้ ไฟฟ้าลัดวงจร ความเสียหายจากน้ำ ภัยธรรมชาติ ฯลฯ รวมทั้ง ขยายความคุ้มครองการถูกขโมยงัดแงะ โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีใครอยู่บ้าน โดยทุนคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท ด้วยเบี้ยเริ่มต้นเพียง 700 บาท หรือหากมีประกันอัคคีภัยบ้านอยู่แล้ว ก็สามารถเลือกซื้อประกันภัยทรัพย์สิน ที่คุ้มครองสิ่งของภายในบ้าน ที่มีทุนประกันให้เลือกสูงสุดถึง 500,000 บาท และประกันภัยการเดินทางที่มีให้เลือกทั้งแบบเดินในประเทศและต่างประเทศ
ที่ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท และพิเศษสำหรับช่วงนี้คือประกันภัยรถยนต์ประเภท 2+ และ 3+ ที่มีให้เลือกแบบทั้งระยะสั้น (30 วัน) และคุ้มครองเต็มปี ประกันภัยรถยนต์เสริม Motor Add On ที่ให้เงินชดเชยค่าเดินทางกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือฝ่ายถูก ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่มีความคุ้มครองพิเศษ เช่น คุ้มครองอุบัติเหตุจากเข้าร่วมเทศกาลประจำปีสูงสุด 400,000 บาท  


รวมถึงประกันแบบแพคเกจที่รวมเอา ความคุ้มครองสำหรับเทศกาลเดินทาง ที่รวมการประกันอุบัติเหตุเดินทาง การประกันภัยโจรกรรม และการประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เอาไว้ในกรมธรรม์เดียวกัน ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 205 บาท สำหรับคุ้มครองการเดินทางภายใน 5 วัน 


ด้าน ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า  “ในด้านวงการประกันภัยได้เห็นสถิติการเกิดอุบัติเหตุ มีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวของทุกปี จึงเกิดความเป็นห่วง โดยเฉพาะทีคิวเอ็มได้พูดมาโดยตลอดว่า อยากเห็นคนไทยทำประกันภัยเพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่วงการประกันภัยได้   จับมือร่วมกันออกผลิตภัณฑ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ในช่วงเดินทางท่องเที่ยวปีใหม่ ออกมาให้ผู้บริโภคได้ซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมจากประกันภัยเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อเพิ่ม  ความสบายใจ ให้ท่องเที่ยวกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น” 


ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า 
“เพื่อให้โปรดักส์เข้าถึงผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ทีคิวเอ็มจึงได้จัดช่องทางการเลือกซื้อทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงการประกันภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ตลอดเวลา โดยตั้งเป้ายอดขายโครงการนี้ไว้ 200 ล้านบาท และที่สำคัญนอกจากได้รับบริการที่ดีจากพันธมิตรประกันภัยทุกรายแล้ว ลูกค้ายังจะได้รับบริการเพิ่มเติมจากทีคิวเอ็มอีกด้วย” 
 ทุกผลิตภัณฑ์ประกันภัยสามารถซื้อได้ที่ทีคิวเอ็ม ไม่ว่าจะเป็นในช่องทางไลน์


เฟสบุ๊ก ‘TQM Insurance Broker’
หรือเว็บไซต์ www.tqm.co.th  และโทรศัพท์ 1737
ที่สำคัญให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และผู้บริโภคยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเคลมประกัน ‘TQM Beside’ เพื่อให้เกิดความง่ายดายหากต้องเคลมประกันภัย รวมทั้งทุกกรมธรรม์ที่ซื้อในโครงการนี้ ยังมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรถยนต์โตโยต้ายารีส รวม 2 คัน มูลค่ากว่า 1,000,000 บาท 

ทีคิวเอ็ม ไม่หยุดทำดีที่สุดเพื่อคุณ

#ทีคิวเอ็ม #ทีคิวเอ็มไม่หยุดทำดีที่สุดเพื่อคุณ #เที่ยวปีใหม่สบายใจฝากบ้านไว้กับประกัน #TQM







25 ธันวาคม 2561

ซุปเปอร์ริช สีเขียว สาขา จิวเวลรี่ เทรด เซ็นเตอร์


พร้อมเปิดพื้นที่ใหม่ ชั้น 3
โซน Bangkok Fashion Outlet แล้ววันนี้ !!
 

พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ !!! “ ซุปเปอร์ริช สีเขียว ”สาขา “ จิวเวลรี่ เทรด เซ็นเตอร์ ” 
เปิดพื้นที่ให้บริการใหม่ ณ ชั้น 3 โซน Bangkok Fashion Outlet เพื่ออำนวยความสะดวก
ให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย รับประกันเรทดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือพื้นที่ที่กว้างขึ้น


ลูกค้าทุกท่านสามารถเข้ามาใช้บริการ หรือแวะไปเยี่ยมชมบูธใหม่ของเรากันได้ ตั้งแต่วันนี้ หรือสามารถสอบถามข้อมูล รวมถึงบริการสั่งจองเงินล่วงหน้า ได้ที่

• Call center 02-254-4444
• ช่องทางออนไลน์
- Line@ / Facebook / Twitter / Application : SuperrichTH
• www.superrichthailand.com

สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่ดีที่สุด พร้อมการให้บริการที่ประทับใจได้แล้ววันนี้ ที่ “ ซุปเปอร์ริช สีเขียว ” ทั้ง 13 สาขา

บัตรประจำตัวประชาชน แบบอแนกประสงค์ (Smart Card) แทนบัตรประจำตัวคนพิการ


พก. MOU บัตรประจำตัวประชาชน แบบอแนกประสงค์ (Smart Card) 
แทนบัตรประจำตัวคนพิการมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 
สำหรับคนพิการทั่วประเทศ

วันนี้ (25 ธ.ค. 61) เวลา 14.00 น. ณ ห้องภานุมาศ ชั้น 10 โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร นางธนาภรณ์  พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อการใช้บัตรประจำตัวประชาชน แบบอแนกประสงค์ (Smart Card) แทนบัตรประจำตัวคนพิการโดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับกรมการปกครอง  และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บูรณาการข้อมูลคนพิการของประเทศไทย เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2562 สำหรับคนพิการทั่วประเทศ








นางธนาภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้คนพิการทุกประเภทมีศักยภาพ ดำรงชีวิตอิสระ สู่สังคม อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 ตามมาตรา 20 ว่าด้วยสิทธิและสวัสดิการด้านคนพิการ ทางด้านการแพทย์ การศึกษา อาชีพทางสังคม การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก บริการล่ามภาษามือ สัตว์นำทาง เบี้ยความพิการ ผู้ช่วยคนพิการ การปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย และคนพิการที่ไม่มีผู้ดูแล ให้มีสิทธิได้รับการจัดสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยและการเลี้ยงดูจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งคนพิการจะได้รับสิทธิสวัสดิการต่างๆ ได้โดยการยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวคนพิการต่อนายทะเบียน ทั้งนี้ พก. ได้พัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์เพื่อการให้บริการออกบัตรประจำตัวคนพิการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้คนพิการสามารถพกพาบัตรประจำตัวคนพิการ แทนสมุดประจำตัวได้อย่างสะดวก ซึ่งเริ่มใช้งานมาตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน


นางธนาภรณ์ กล่าวต่อไปว่า จากนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นให้หน่วยงานราชการปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อปรับรูปแบบของระบบราชการ ให้น่าเชื่อถือ ไว้วางใจได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชน พก. จึงได้ร่วมกับ กรมการปกครอง และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บูรณาการข้อมูลคนพิการของประเทศไทยเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนพิการ ในวันนี้ จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการใช้บัตรประจำตัวประชาชน แบบอแนกประสงค์ (Smart Card) แทนบัตรประจำตัวคนพิการ “ทุกสิทธิคนพิการ ผ่านบัตรประชาชนใบเดียว : One Card All Rights” ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการข้อมูลสู่ Big Data ด้วยการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงฐานข้อมูลของ 3 หน่วยงาน ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และนำข้อมูลมาใช้ปรับปรุงงานบริการภาครัฐ คนพิการสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนใบเดียวในการติดต่อราชการและรับสิทธิสวัสดิการต่างๆ ของภาครัฐได้ 




เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการในการเข้าถึงบริการภาครัฐได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นและลดการใช้เอกสาร
กรมการปกครอง โดย ร้อยตำรวจโท อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาระบบบูรณาการฐานข้อมูลประชาชน และการบริการภาครัฐ (Linkage Center) โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นดัชนีในการจัดเก็บข้อมูลและมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักบริหารการทะเบียน ทำระบบให้บริการตรวจสอบข้อมูล (Services) และปรับปรุงระบบการให้บริการทำบัตรประจำตัวคนพิการ รองรับการใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) และเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อทดแทนการใช้สำเนาเอกสาร พร้อมกับให้การสนับสนุนเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างฐานข้อมูลประชาชน ฐานข้อมูลสุขภาพ ฐานข้อมูลคนพิการ และสนับสนุนการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชน ให้กับคนพิการที่ยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน


สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยนายแพทย์ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่าด้านการรักษาพยาบาล การสนับสนุนการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนให้กับคนพิการที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อการใช้บัตร Smart Card ในการรับสิทธิสวัสดิการภาครัฐ ได้ทำการแลกเลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลกับ สปสช. เพื่อเปลี่ยนแปลงสิทธิประกันสุขภาพ และจัดส่งข้อมูลคนพิการให้กับสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เพื่อบันทึกลงในบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Chip Smartcard) 

ทั้งนี้ สปสช. ได้เพิ่มช่องทางการตรวจสอบข้อมูลรายบุคคล ผ่าน Web services เพื่อลดผลกระทบการใช้สิทธิการรักษาพยาบาล ในกรณี ที่คนพิการต้องรับบริการฉุกเฉิน ณ โรงพยาบาล และหน่วยบริการของ สปสช. เพื่อให้การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างครอบคลุม ทั่วถึง คนพิการได้รับความสะดวกในการติดต่อราชการ
ในปี 2562 คนพิการสามารถใช้บัตรประชาชน ในการติดต่อลงทะเบียนคนพิการ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ได้ที่ศูนย์บริการคนพิการทุกแห่งทั่วประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 25 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป ซึ่ง พก. ได้พัฒนาระบบงานสำหรับให้หน่วยงานตรวจสอบข้อมูลคนพิการผ่านทาง www.dep.go.th  หรือ Web services ของ พก. ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน และผ่านทางระบบ Linkage Center ของกรมการปกครอง 

24 ธันวาคม 2561

นางเงือกน้อยซิลีโกะ ได้ขนสาหร่ายซิลีโกะไปแจกความอร่อย

สาหร่าย "ซิลีโกะ" ขอร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตใหม่ทุกคน 


นางเงือกน้อยซิลีโกะ ขอร่วมแสดงความยินดี
เรียนจบทั้งทีต้องแสดงความยินดีกันหน่อย! ใครที่กำลังมองหาของขวัญรับปริญญาอยู่ละ
ก็ ที่จบการศึกษาประจำปี 2560 จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม  งานนี้นางเงือกน้อยซิลีโกะ
ได้ขนสาหร่ายซิลีโกะไปแจกความอร่อยกันถึงในรั้วมหาลัยกันเลย ภายใต้คอนเซปต์
"อร่อยไม่ธรรมดา"






23 ธันวาคม 2561

ขยี้ตาแป๊บ !! สวยมาแต่ไกล

บุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนภายนอกมองเห็น 
สามารถบ่งบอกความใส่ใจในตัวเองของแต่ละคน



การเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่ตั้งใจจริง มุ่งมั่นอยากจะพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น กับสาวคางยืนที่แม้แต่ลูกสาวยังต้องเอ่ยค่ำว่า “แม่จ๋า อย่ายิ้ม” ที่งานนี้วอนขอให้รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” และศัลยแพทย์มือเทพ คุณหมอโอชางฮยอน จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ช่วยเนรมิตให้เธอกลายเป็นคุณแม่ที่ดูดีในสายตาของลูกสาว สร้างความมั่นใจให้กับตัวเองและความประทับใจให้เพื่อนๆ ของลูก ที่รับประกันว่าใครๆ ได้เห็นรอยยิ้มแสนหวาน และดวงตาแสนสวยของสาวเจ้าก็ต้องประทับใจไปตามๆ กัน อย่างแน่นอน !!!



“Let me in Thailand 4 Reborn” และ  “รพ.บาโนบากิ”
ร่วมเนรมิตฝันจากหญิงสาวที่แม้แต่ลูกยังไม่อยากให้คุณแม่ยิ้ม
กลายเป็นคุณแม่ที่มีรอยยิ้มแสนหวาน!


จุดเปลี่ยนเริ่มดูแลตัวเองจากสาวน้อยชีวิตสุขสบายเข้าขั้นร่ำรวย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาลบ้านของเธอล้มละลาย พ่อแม่และเธอต้องมาทำงานก่อสร้าง มิหน่ำซ้ำเธอยังมา
ตั้งท้องตอนอายุแค่ 17 ปี แต่วิบากกรรมเธอยังไม่จบเมื่อเธอ ตั้งท้องได้ 6 เดือน สามีก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ซึ่งปัจจุบันนี้เธอต้องเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว แถมลูกสาววัยเพียง 10 ขวบของเธอยังมักเรียกเธอว่า “อีคางยาว” จากขากรรไกรที่ยื่นยาว จนทำให้เธอต้องอดทนกับคำล้อเลียนของคนรอบข้าง แม้กระทั่งลูกสาวของตัวเอง แต่วันนี้รายการ “Let me in Thailand 4 Reborn” ร่วมกับ ศัลยแพทย์โอชางฮยอน
จาก โรงพยาบาลศัลยกรรมบาโนบากิ ได้ช่วยเนรมิตฝันของเธอที่อยากจะมีรอยยิ้มที่สวยงาม ไม่ต้อง
เป็นคุณแม่ที่ “แม่จ๋า อย่ายิ้ม” ได้อย่างน่าประทับใจ ตั้งแต่ ผ่าตัดขากรรไกร, ปรับรูปหน้า โหนกแก้ม,กราม,คาง เพื่อแก้ไขปัญหาคางยื่น พร้อมด้วยศัลยกรรมจมูก ให้ได้ทรงสวยรับกับใบหน้า, เย็บ
กล้ามเนื้อตา ให้ดวงตาดูสดใส โตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ, ฉีดฟิลเลอร์ใบหน้า เพื่อเติมร่องลึกให้เต็ม
และฉีดเสต็มเซลล์ทำให้เธอดูสุขภาพผิวที่ดีขึ้น จนวันนี้จากคุณแม่คางยาวกลายเป็นคุณแม่ยิ้มแสนหวาน เป็นคุณแม่ที่ดูดีในสายตาของลูกสาว และกล้าออกไปส่งลูกที่โรงเรียนรวมทั้งพบปะกับเพื่อนๆ ของลูก แถมสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองที่จะตั้งใจทำงานเพื่อเลี้ยงลูกสาวให้มีความสุขต่อไป





การเปลี่ยนแปลงตัวเองอาจจะทำให้สาว ๆ รู้สึกกลัวหรือกังวล ไม่แน่ใจในอนาคต บางคนอาจจะรู้สึก
ขี้เกียจ ไม่มีแรงใจที่อยากจะทำ แต่เพราะโลกนี้ต้องหมุนต่อไป เราเองก็ต้องเดินไปข้าง ปัญหา
คางยื่น คางยาว จมูกไม่มีดั้ง หรือปัญหาใดๆ ก็ตาม..คุณสามารถสวย หล่อ เพอร์เฟ็ค อย่างปลอดภัย
กับทีมศัลยแพทย์มืออาชีพ อย่าง “มาย กรเอก” เช่นนี้ได้ง่ายๆ

ติดต่อจองคิว  พร้อมเข้ารับคำปรึกษาฟรีในประเทศไทยได้ที่ 
“ศูนย์ให้คำปรึกษา บาโนบากิ” ซอยทองหล่อ 3 
โทร 02-392-2890, 099-112-4777
Line Official ID : คลิก http://line.me/ti/p/@thaibanobagi
หรือแอ้ดมาที่ @thaibanobagi (มี@ ด้วยค่ะ) และ www.thailandbanobagi.com