25 พฤษภาคม 2569

4 องค์กรหลัก ผสานความร่วมมือ หนุนท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ “สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร”


จังหวัดสุโขทัย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท.) สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “สุขทันที...




ที่เที่ยวสุโขทัย กำแพงเพชร” ระหว่างวันที่ 19 - 22 พฤษภาคม 2569  นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยววัยเก๋ากว่าห้าสิบชีวิตลงพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน พร้อมส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองมรดกโลกและเมืองน่าเที่ยวของภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของเมือง ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน 

นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ภาพรวมเชิงนโยบายของจังหวัดสุโขทัย ทางด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายในการพัฒนาจังหวัดโดยมุ่งไปสู่คำที่เรียกว่า “สุโข สุขี ที่สุโขทัย” ส่วนหนึ่งที่เป็นนโยบายสำคัญคือเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยมีเอกลักษณ์ ประเพณีที่โดดเด่น มีศิลปะ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าค้นหา 

นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งคือ การสืบสาน รักษา ต่อยอด ความเป็นมรดกโลก เพื่อสร้างอาชีพ สร้าง คุณค่าและสร้างรายได้ให้กับคนที่นี่ วันนี้หน่วยงานที่จะเป็นกำลังหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย เรามีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ผู้จัดการอพท. สุโขทัย มาผนึกกำลังกัน รวมทั้งการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ร่วมกันในการบูรณาการในการส่งเสริมกิจกรรม  





ในส่วนของจังหวัดไม่อยากให้จังหวัดสุโขทัยมีแค่การท่องเที่ยวลอยกระทงอย่างเดียว อยากให้มีกิจกรรมตลอดปี ท่านผู้ว่าฯ ก็ได้สนับสนุนให้แต่ละอำเภอมีกิจกรรมให้มากที่สุด นโยบายอย่างหนึ่งคือ ทุกอำเภอต้องไปหางานดี งานอีเวนท์ที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละอำเภอ  ตรงนี้สอดคล้องกับนโยบายของกรมการปกครอง ที่ให้แต่ละอำเภอทำโครงการนายอำเภอพาเที่ยว เป็นภาพในการดำเนินการเชิงนโยบาย ส่วนของกิจกรรมก็อยากให้เกิดทุกช่วง แม้หน้าฝนเอง เดือนนี้ก็มีสองกิจกรรม วันที่ 7 มิถุนายนจะมีการวิ่งเทรลครั้งที่ 3 ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมืองมรดกโลก และวันที่ 11  มิถุนายนเป็นการเปิดเขาหลวง 

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร (ททท.)เปิดเผยว่า ในส่วนของททท.เอง ดูแลด้านการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างชาติ จะเห็นว่าจังหวัดสุโขทัยมีความน่าสนใจ เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวล้านกว่าคน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นจังหวัดสุโขทัยทั้งเก้าอำเภอ มีแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ทั้งอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีมาตรฐาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอขายกับนักท่องเที่ยวได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท. ) เปิดเผยว่า อพท.ประกาศพื้นที่นี้เป็นพื้นที่พิเศษที่ทำงานตั้งแต่ต้นน้ำกับกลางน้ำ อพท. ไปเตรียมศักยภาพชุมชนโดยผ่านเครื่องมือที่เป็นรางวัลต่าง ๆ 





ที่ทำประสบความสำเร็จมาแล้วคือ การขับเคลื่อนเมืองสุโขทัยจากเมืองมรดกโลก มรดกความทรงจำ จนได้รับรางวัลเมืองสร้างสรรค์ ทางด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน นับเป็นหนึ่งในเก้าเมืองของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลจากยูเนสโก นอกจากนี้เราต่อยอดเมืองที่เรียกว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการเสนอเข้ารับเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของโลก หรือ Learning City  

รางวัลต่างๆ เป็นตัวชี้วัดในการพัฒนาท้องถิ่นหรือเป็นเข็มทิศในการพัฒนาเมืองของเรา ผ่านมิติของการทำการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวที่สำคัญคือการทำท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นในสุโขทัย เกิดขึ้นจากแรงบันดาลไทย หรือแรงบันดาลใจของความเป็นคนสุโขทัย พร้อมยินดีต้อนรับในฐานะเป็นเจ้าบ้านที่ดี

นางวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) กล่าวว่า  หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามต่าง ๆ ออกไปให้เป็นที่รู้จัก พี่น้องคนไทยเองรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วโลก เราภูมิใจกับผืนแผ่นดินไทยทุกที่ โดยเฉพาะวันนี้เรามาที่จังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชร เพื่อที่จะประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของที่นี่ 



โดยนำคณะกรรมการบริหารชมรม ฯ สมาชิกสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเก๋า เดินทางร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัด ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และธรรมชาติ”





ตลอดเส้นทางการเดินทาง คณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร อุทยานแหล่งมรดกโลกอันทรงคุณค่า ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตลาดท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่ยังคงเอกลักษณ์ของชาวสุโขทัยและกำแพงเพชรไว้อย่างงดงาม พร้อมร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อแขนงต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยในช่วง Green Season

กิจกรรมในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย






#สุขทันทีที่เที่ยวสุโขทัยกำแพงเพชร
#ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว​
#ชสท #อพท​ #AmazingThailand
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุโขทัย
#จังหวัดสุโขทัย #จังหวัดกำแพงเพชร



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก ขอเชิญชวนร่วมสืบสานงานประเพณี “ขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ)”

โดยมี “อาจารย์คฑา ชินบัญชร” นำทัพสายบุญร่วมกิจกรรมพลังบุญ เสริมสิริมงคลหนุนดวงชะตา               การท่องเที่ยวแห่งประเทศฯไทย (ททท.) สำนักงานตาก ขอเชิญชวนร่วมสืบสานและสัมผัสพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ในงาน “ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ)” ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม – ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ ณ วัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยปีนี้มีความพิเศษ ททท.สำนักงานตาก ได้เชิญนักพยากรณ์ชื่อดัง   “อาจารย์คฑา ชินบัญชร” เดินทางมาร่วมกิจกรรมพลังบุญ นำสื่อมวลชนและผู้ศรัทธาเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อเสริมพลังชีวิตและหนุนดวงชะตา             

ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) เป็นประเพณีที่ชาวบ้านตากสืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการสักการะองค์พระบรมสารีริกธาตุ และบวงสรวงขอพรเทวดาในการเริ่มฤดูทำนา โดยจะจัดในวันขึ้น ๑๔ และ ๑๕ ค่ำ เดือนเก้าเหนือ ซึ่งในแต่ละปีวันที่และเดือนสากลจะไม่ตรงกัน เนื่องจากนับตามปฏิทินล้านนา (อยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี) บรรยากาศในงานจะเต็มไปด้วยพลังแห่งความเลื่อมใส ศรัทธา โดยเฉพาะในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า ผู้คนจะจัดเตรียมเครื่องคาว หวาน ธูป เทียน ดอกไม้ ตกแต่งประดับประดาสวยงาม มารวมกันบริเวณเชิงสะพานบุญ แล้วเคลื่อนขบวนไปตามสะพานบุญ ขึ้นสู่บันไดนาคผ่านประตูไปยังองค์พระธาตุ เพื่อบูชาเครื่องสักการะขอพรให้การทำนาลุล่วงไปด้วยดี ฝนตกต้องตามฤดูกาล ภายในงานมีกิจกรรมและขบวนแห่ตามประเพณีดั้งเดิมที่น่าสนใจดังนี้ :

-พิธีถวายผ้าห่มองค์พระบรมธาตุ: ร่วมห่มผ้าองค์เจดีย์สีทองรายล้อมด้วยเจดีย์ย่อย  ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีมะเมีย

-ขบวนแห่ปัจจัยไทยทานและผ้าห่มธาตุ: เริ่มเคลื่อนขบวนจากบริเวณหนองเล่ม ผ่าน "สะพานบุญ" มุ่งสู่องค์พระบรมธาตุอย่างตระการตา

-ขบวนตุงไชยและต้นเงินต้นทอง: ตกแต่งตามแบบศิลปวัฒนธรรมล้านนาอย่างสวยงาม สะท้อนความเลื่อมใสของคนในท้องถิ่น

กราบหลวงพ่อทันใจ: ขอพรความสำเร็จจากพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองตาก

กิจกรรมพลังบุญกับอาจารย์คทา: มีการนำสวดมนต์รับพลังบวก แนะนำเคล็ดลับการไหว้ขอพรองค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ และการทำบุญหนุนดวงชะตาตามหลักทักษา



นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก  กล่าวว่างานประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า (เหนือ) นี้เป็นประเพณีพื้นถิ่นที่มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เกิดปีมะเมีย เนื่องจากวัดพระบรมธาตุแห่งนี้ มีลักษณะเป็นพระเจดีย์ใหญ่สีทอง รายล้อมด้วยเจดีย์ย่อย คล้ายกับพระเจดีย์ชเวดากอง  ซึ่งบรรจุพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย และขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาอันเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเดินทางร่วมบุญครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้

สอบถามรายละเอียดได้ที่ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศฯไทย (ททท.) สำนักงานตาก
โทรศัพท์ ๐ ๕๕๕๑ ๔๓๔๑-๓

FACEBOOK : ททท.สำนักงานตาก : TAT Tak Office

#สุขทันทีที่เที่ยวตาก #สุขทันที่ที่ร่วมงานแห่ผ้าขึ้นธาตุปีมะเมีย #ทททสำนักงานตาก

23 พฤษภาคม 2569

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน 

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 


ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต 

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”   

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 


ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/
และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes
และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม

22 พฤษภาคม 2569

เอปสัน ผนึก All Thailand Golf Tour เสริมพลังวงการกอล์ฟไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

เอปสัน ประเทศไทย ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการ All Thailand Golf Tour ในฐานะOfficial Office Equipment & Supplies พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์และโซลูชันสำหรับองค์กรเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานภายในสนามแข่งขัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความคล่องตัวในการจัดการแข่งขันระดับอาชีพ พร้อมสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

All Thailand Golf Tour ถือเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์กอล์ฟอาชีพหลักของประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักกอล์ฟไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ โดยมีบริษัท สปอร์ต แมนเนจเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้จัดการแข่งขัน  


นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวย การบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันมีนโยบายในการสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล มอเตอร์สปอร์ต หรือกีฬากอล์ฟ โดยก่อนหน้านี้เอปสันเคยร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Honda LPGA Thailand มาแล้ว และสำหรับ All Thailand Golf Tour ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการกอล์ฟไทย ที่ช่วยพัฒนานักกีฬาไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในประเทศ กีฬากอล์ฟสะท้อนแนวคิดที่สอดคล้องกับเอปสัน ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ และสมาธิ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่เราให้ความ สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท การเข้ามาสนับสนุนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เอปสันจะได้มีส่วนร่วมสนับสนุนวงการกีฬาไทย พร้อมนำเทคโนโลยีของเอปสันเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการแข่งขันให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ” 

ในการแข่งขันครั้งนี้ เอปสันได้นำเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce C579R และ Epson EcoTank L15150 เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทีมจัดการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสารการแข่งขัน สกอร์การ์ด ตารางการแข่งขัน และเอกสารด้านการจัดการต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความถูกต้อง รวดเร็ว และความพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยเครื่องพิมพ์ที่นำมาใช้ยังใช้เทคโนโลยี Heat-Free Technology ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนของทั้งเอปสันและพันธมิตรผู้จัดการแข่งขัน ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

นอกเหนือจากโซลูชันด้านการพิมพ์ เอปสันยังมีเทคโนโลยีด้านการฉายภาพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจกอล์ฟและการฝึกซ้อมกีฬาได้ เช่น Epson Laser Projector สำหรับระบบ Golf Simulator ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มสนามกอล์ฟและศูนย์ฝึกซ้อมแบบ Indoor Golf โดยสามารถฉายภาพสนามกอล์ฟเสมือนจริงได้อย่างคมชัด สีสันสมจริง และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เอปสันมองว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับ


ทั้งการจัดการแข่งขัน การฝึกซ้อมของนักกีฬา และประสบการณ์ของผู้ชมกีฬาไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจด้านกอล์ฟและการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ในอนาคต” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย

ชิลีเตรียมจัดการประชุมสุดยอดชิลี-อาเซียน ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

 พร้อมนำคณะฯ  เข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX 2026

ชิลีเดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดงาน Chile–ASEAN Business Summit 2026 เวทีธุรกิจและการค้าระดับภูมิภาค ซึ่งกำหนดจัดในกรุงเทพมหานคร    ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – Anuga Asia งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย

การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของ ProChile องค์กรสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศชิลี ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกและสนับสนุนผู้ประกอบการชิลีสู่ตลาดโลก เป้าหมายของการประชุม ดังกล่าวสะท้อน ถึงความมุ่งมั่น ของชิลีในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวกับประเทศสมาชิกอาเซียน



กิจกรรมหลากหลายในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะจัดขึ้น ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และภายในงาน T้HAIFEX 2026 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ โดยเน้นการส่งเสริมการค้า การจัดหาสินค้า โลจิสติกส์ และโอกาสความร่วมมือเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากชิลีและอาเซียนยังมีโอกาสเข้าศึกษาดูงานในศูนย์การผลิตและกระจายสินค้าหลายแห่งในประเทศไทย

ปัจจัยหนุนที่เป็นนัยสำคัญในการจัดการประชุมสุดยอดนี้คือมูลค่าทางการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีอยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.5%

นอกจากสินค้าหลักอย่างทองแดงและลิเทียมแล้ว การส่งออกสินค้าอื่นๆ ของชิลีมายังอาเซียนก็เติบโตต่อเนื่องอย่างชัดเจน โดยช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ขยายเพิ่มขึ้นเกือบ 87% และในปี 2568 มีมูลค่า 986 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 


การส่งออกที่โดดเด่นเป็นพิเศษสินค้าอาหาร การส่งออกอาหารจากชิลีสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในรอบทศวรรษ จาก 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 เป็น 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สนองตอบความความต้อง การของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งอาหารทะเล ปลาแซลมอน ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่ว ผลไม้อบแห้ง และผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ

ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกทองแดงรายสำคัญของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ส่งออกสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ เชอร์รี วอลนัท พลัม เฮเซลนัท และไวน์ เป็นต้น ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมเกษตร และอาหารของชิลีสร้างมูลค่าการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 24.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 180 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ชิลียังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ระดับโลกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่อันดับสองของลาตินอเมริกา และติดอันดับ 10 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่ของโลก ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

การประชุมสุดยอดที่กรุงเทพฯ ในปีนี้ จะมีบริษัทชั้นนำจากชิลีเข้าร่วมรวม 28 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารทะเล ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วและผลไม้อบแห้ง ไวน์และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ธุรกิจเกษตร บริการด้านเพาะเลี้ยง   สัตว์น้ำ และนวัตกรรมอาหาร นอกจากนี้ ในคณะผู้แทนที่เดินทางมาร่วมประชุม ยังมีตัวแทนจากสมาคมการค้าของชิลีอีก 3 แห่ง ได้แก่ Fruits from Chile, Faenacar และ ChileNuts ซึ่งล้วนเป็นตัวแทน ภาคการส่งออก สำคัญ ที่กำลังเติบโตในตลาดเอเชีย

ไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพ เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้าหลักของชิลีในภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยคาดว่าจะมีผู้นำเข้าและนักธุรกิจจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์เข้าร่วม ซึ่งทั้งหกประเทศมีสัดส่วนกว่า 95% ของการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียน

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ ผู้อำนวยการใหญ่ของ ProChile กล่าวว่า “อาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดเกิดใหม่สำหรับชิลีอีกต่อไป แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ชิลีมีศักยภาพในการตอบสนอง ความต้องการของภูมิภาค ด้วยสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ความอย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มแข็ง พร้อมผลงานความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกที่ได้รับความเชื่อถือในตลาดโลก การที่เราขยายตลาด มายังเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้อย่างต่อเนื่องนี้ เราไม่ได้มุ่งเพียงขยายมูลค่าการค้า แต่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนบนรากฐานของความไว้วางใจ นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกัน”หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือ การเข้าร่วมจัดแสดงของชิลีในงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกชิลีได้พบปะโดยตรงกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย ธุรกิจโรงแรม และผู้ประกอบการด้านอาหารจากทั่วภูมิภาคที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์คุณภาพสูงที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายทางการค้า การศึกษาตลาด และการพบปะหารือร่วมกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยและอาเซียน โดยคาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจแบบ B2B มากกว่า 300 นัด ระหว่างผู้ส่งออกจากชิลีกับผู้นำเข้าจากภูมิภาคการประชุมสุดยอดในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ Chile–ASEAN Business Summit ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้นำเข้ารวม 76 รายจาก 6 ประเทศเข้าร่วม และสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ทันทีถึง 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความสำคัญระดับโลกในด้านการบริโภคอาหาร การเติบโตด้านค้าปลีก และความเชื่อมโยงทางการค้าภายในภูมิภาค  การประชุมสุดยอด Chile–ASEAN Business Summit 2026 จึงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของชิลีในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือทางธุรกิจ การพัฒนาตลาดร่วมกัน และการมีส่วนร่วมในเวทีสำคัญอย่าง THAIFEX – Anuga Asia เพื่อเสริมสร้างบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรทางการค้าที่เชื่อถือได้ของอาเซียนในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมที่กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา