แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สังคมธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

01 ตุลาคม 2569

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร


เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition Innovation) เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดย นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) 

นายอัฐ ทองแตง กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และการแพทย์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรามองว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

การเชื่อมต่อระหว่าง ‘อาหาร–โภชนาการ–การแพทย์–ตลาด’ อย่างเป็นระบบ จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางการแพทย์เดินทางจากงานวิจัยไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลพร้อมสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสมเข้าสู่ช่องทางของเครือโรงพยาบาลฯ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเราในฐานะ ‘Partner for Life’ พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกช่วงของชีวิต"

ด้าน นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล กล่าวว่า "สถาบันอาหารจะนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เพื่อพัฒนางานวิจัยและสูตรผลิตภัณฑ์จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตต้นแบบ พร้อมตรวจสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์" ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ คุกกี้ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free Cookie) ไอศกรีมพลังงานสูง เครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาตั้งแต่การคิดค้นและปรับสูตร การผลิตต้นแบบ การทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กับสถาบันอาหาร (NFI) ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ งานวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคลจากองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนแนวทาง Preventive Medicine และ Personalized Healthcare ตลอดจนรองรับแนวโน้ม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับแนวคิด “Partner for Life” ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ที่มุ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและร่วมดูแลผู้คนอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต พร้อมสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพของไทยในระยะยาว

21 กันยายน 2569

4 องค์กรผนึกกำลังพัฒนา “ศูนย์ความเป็นเลิศและนวัตกรรม หุ่นยนต์เวชศาสตร์ฟื้นฟู”


4 องค์กรผนึกกำลังพัฒนา “ศูนย์ความเป็นเลิศและนวัตกรรม หุ่นยนต์เวชศาสตร์ฟื้นฟู” เชื่อมงานวิจัย วิศวกรรม และประสบการณ์ดูแลผู้สูงวัย สู่บริการฟื้นฟูมาตรฐานสูงสำหรับประเทศไทยและนานาชาติ

กรุงเทพมหานคร  21 กันยายน 2569 / คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย บริษัท ซียู เอ็นจิเนียริ่ง เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CUEE), บริษัท Haxter Robotics จำกัด,  Nakornthon Long Life Center และ Chersery Home International ประกาศความร่วมมือในการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศและนวัตกรรมหุ่นยนต์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและกลุ่มความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหว” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การวิจัย เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการดูแลผู้สูงอายุ ยกระดับการเข้าถึงบริการฟื้นฟูที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์ความต้องการของสังคมสูงวัยทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ


ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การออกแบบและทดสอบเทคโนโลยี การประเมินผลเชิงคลินิก ตลอดจนการประยุกต์ใช้จริงในระบบบริการ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มาตรฐานวิชาชีพ ผลลัพธ์ที่วัดได้ และประสบการณ์ของผู้รับบริการและครอบครัว

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย บริษัท ซียู เอ็นจิเนียริ่ง เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด (CUEE) และบริษัท Haxter Robotics จำกัด จะร่วมเป็นกำลังสำคัญด้านการวิจัย การพัฒนา และการต่อยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์และเทคโนโลยีช่วยฟื้นฟู เพื่อให้ผลงานวิชาการและวิศวกรรมสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมสุขภาพ

Nakornthon Long Life Center จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุที่นำนวัตกรรมมาตรฐานสูงเข้ามาให้บริการ ครอบคลุมการประเมิน การรักษา การฟื้นฟู และการดูแลระยะต่อเนื่อง ภายใต้การทำงานของทีมสหวิชาชีพ เพื่อรองรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้ที่มีความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหวจากประเทศไทยและต่างประเทศ

Chersery Home International ในฐานะผู้ร่วมบริหารโครงการและผู้บุกเบิกงานดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย จะนำประสบการณ์มากกว่า 10 ปีในการดูแลผู้สูงวัยและผู้ป่วยฟื้นฟู มาประยุกต์ร่วมกับเทคโนโลยีระดับสูง พร้อมพัฒนานวัตกรรมในทุกมิติ ทั้งรูปแบบบริการ กระบวนการดูแล การฟื้นฟู การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยีสนับสนุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ความสามารถในการดำเนินชีวิต ความมั่นใจ และศักดิ์ศรีของผู้สูงวัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและผลักดันการสร้างนวัตกรรม โดยมุ่งนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการและช่วยแก้ไขปัญหาของสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนคณะฯ สู่การเป็นสถาบันด้านวิศวกรรมศาสตร์ชั้นนำที่ร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

ผลงานหุ่นยนต์เวชศาสตร์ฟื้นฟูชิ้นนี้จึงสะท้อนถึงศักยภาพของคณาจารย์ ทีมวิจัย และนิสิตของคณะวิศวฯ ในการเปลี่ยนองค์ความรู้จากงานวิจัยให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะในบริบทของสังคมสูงวัยที่มีความต้องการด้านการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพเพิ่มขึ้น นวัตกรรมดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการฟื้นฟู การพึ่งพาตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยและผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า “Haxter Robotics มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฟื้นฟูที่ออกแบบจากความต้องการจริงของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ความร่วมมือของทั้งสี่ฝ่ายจะช่วยให้เราทดสอบ เรียนรู้ และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างเป็นระบบ ก่อนขยายประโยชน์สู่ผู้รับบริการในวงกว้าง เป็นการนำความรู้นวัตกรรมระดับสูงสู่ภาคปฏิบัติทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและสังคมอย่างแท้จริง และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจด้านสาธารณสุขของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นพันธกิจหลัก และทำให้เกิดความยั่งยืนในสังคมอย่างแท้จริง“

ศาสตราจารย์ ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮ็กซ์เตอร์ โรโบติกส์ จำกัด กล่าวว่า “เราตั้งใจพัฒนา Nakornthon Long Life Center ให้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและฟื้นฟูสุขภาพที่ผสานมาตรฐานการแพทย์ ความสะดวกสบาย และนวัตกรรมระดับสูง โดยนำหลักการให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์มาใช้ในทุกส่วนของการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเด่นมีการสนับสนุนบริการทางการแพทย์ระดับสูงจากทางเครือโรงพยาบาลนครธน เพื่อมอบการดูแลที่ครบถ้วนต่อเนื่อง มีคุณภาพในระดับสากลเป็นจุดหมายใหม่ให้แก่สังคมผู้สูงวัยทั่วโลกและตอบโจทย์ผู้สูงวัยทั้งชาวไทยและนานาชาติ” 

ด้าน พญ.ศิเรมอร ทองสิมา กรรมการบริษัทและผู้อำนวยการสายงานแพทย์ บริษัท โรงพยาบาลนครธน จำกัด (มหาชน) “ตลอดเวลากว่า 10 ปี เราเรียนรู้จากผู้สูงวัยและกว่า 1,000 ครอบครัวว่าการดูแลที่ดีที่สุดต้องเชื่อมความรู้ทางการแพทย์ ความเข้าใจในชีวิต และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้าด้วยกัน ความร่วมมือครั้งนี้คือก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมจากห้องวิจัยมาประยุกต์ใช้จริง ตามแนวคิด 3A Model: Accessible Affordable Accountable “เข้าถึงได้  จ่ายไม่จน  วัดผลชัด“ เพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน” เมื่อการให้บริการด้านสุขภาพสามารถผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมของคนไทย เราเชื่อเหลือเกินว่าสิ่งนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นผู้นำในการดูแลผู้สูงอายุและการดูแลระยะยาวที่โดดเด่นในเวทีโลกได้”

นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการรพ.ผู้สูงอายุ Chersery Home International เปิดเผยว่า เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือ เป็นการร่วมวิจัย พัฒนา ทดสอบ และต่อยอดหุ่นยนต์และเทคโนโลยีเวชศาสตร์ฟื้นฟูให้เหมาะกับผู้ใช้งานจริง พัฒนาแนวทางบริการและโปรแกรมฟื้นฟูที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และประเมินผลลัพธ์ได้ สร้างพื้นที่เรียนรู้และสาธิตนวัตกรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ วิศวกร นักวิจัย และผู้ดูแล สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ข้ามสาขาระหว่างการแพทย์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และการดูแลผู้สูงวัย ผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริงและการขยายผลในประเทศไทย ตลอดจนตลาดสุขภาพระดับนานาชาติก้าวต่อไปของการดูแลผู้สูงวัยด้วยนวัตกรรม

ภายหลังการลงนาม ทั้งสี่องค์กรจะร่วมกำหนดกรอบการพัฒนาโครงการ การวิจัยและทดสอบเทคโนโลยี การพัฒนาโปรแกรมบริการและบุคลากร ตลอดจนการติดตามผลลัพธ์ เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้างระบบบริการสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงการรักษาความเจ็บป่วย แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นคืนความสามารถ การคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระ และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงวัยและครอบครัว

18 กันยายน 2569

Australian Mandarins Now In Season 2026! เริ่มแล้วฤดูกาลสด หวาน ฉ่ำ กับ

"ส้มแมนดารินนำเข้าจากออสเตรเลีย" พร้อมลุยตลาดไทย

กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ส่งออกส้มจากออสเตรเลีย (Queensland Citrus Exporters Group - QCEG) จัดงานสัมมนาต้อนรับฤดูกาลใหม่ให้แก่กลุ่มผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส้มแมนดารินคุณภาพเยี่ยม พร้อมเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์และแคมเปญการตลาดใหม่ประจำปี 2026

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณโอลิเวีย เทต (Ms. Olivia Tait) ผู้บริหารโครงการจากองค์กรส้มแห่งประเทศออสเตรเลีย (Citrus Australia Ltd) และ คุณโดมินิก เจนคินส์ (Mr. Dominic Jenkin) จาก ไอรอนบาร์ค ซีทรัส (Ironbark Citrus) ตัวแทนจากกลุ่มผู้ส่งออก ร่วมกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปลูกชั้นนำ อาทิ คุณเจนนี่ ฮัดสัน (Ms. Jenny Hudgson) จาก เพฟโค กรุ๊ป (Favco Group) และ คุณเมแกน แมคโดนัลด์ (Ms. Megan MacDonald) ผู้บริหารจาก เรดลี ซีทรัส (Redlea Citrus) ร่วมแบ่งปันข้อมูลและสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังได้ลิ้มลองรสชาติความสดฉ่ำของส้มแมนดารินส่งตรงจาก 11 สวนในโครงการ พร้อมชิมเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์จากส้มแมนดารินออสเตรเลียอีกด้วย



คณะผู้แทนจากออสเตรเลียยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมจุดจำหน่ายจริงในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ท็อปส์ เซ็นทรัล, ดุสิต พาร์ค, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, บิ๊กซี พระราม 4, วิลล่า มาร์เก็ท สาขานางลิ้นจี่ และแม็คโคร สาขาสาทรทำความรู้จัก 5 จุดเด่นและความน่าสนใจของ "ส้มแมนดารินออสเตรเลีย"

ผลไม้เศรษฐกิจระดับโลก : Australian Mandarin ผ่านการพัฒนาและวิจัยมายาวนานจนกลายเป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการส่งออกหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี

มาตรฐานคุณภาพสูง : เพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย

เอกลักษณ์ความอร่อย : โดดเด่นด้วยรสชาติหวานฉ่ำ กลมกล่อม เปลือกบาง ปอกง่าย และส่วนใหญ่มีเมล็ดน้อยถึงไม่มีเมล็ด ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

หลากหลายสายพันธุ์ยอดนิยม : มีสายพันธุ์เด่นที่ผลัดเปลี่ยนมาให้ลิ้มลองตลอดฤดูกาล เช่น Royal Honey Murcott (หวานฉ่ำ เปลือกสีส้มเข้ม), Afourer (เปลือกสีส้มแดง ไร้เมล็ด) และ Honey Murcott (หวานเข้มข้น มีกลิ่นหอม)  




สัมผัสความสด หวาน ฉ่ำ ของส้มแมนดารินออสเตรเลียต้อนรับฤดูกาลใหม่ ส่งตรงถึงไทย พร้อมให้คนไทยได้สัมผัสความสดใหม่เหมือนส่งตรงจากสวนออสเตรเลีย ได้แล้ววันนี้ ณ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ (Retail) และช่องทางค้าส่ง (Wholesale) ทั่วประเทศไทย!

14 กรกฎาคม 2569

พญาไท-เปาโล เดินหน้าสู่ HealthTech Company

สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาพไทย

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น HealthTech Company ด้วยการสร้าง "Innovation Culture" ให้เป็นรากฐานของการพัฒนาองค์กร ผ่านเวที The Ppitch Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องและต่อยอดผลงานนวัตกรรม ของบุคลากร พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์ มาพัฒนาประสบการณ์การดูแลสุขภาพ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขไทย

นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลรักษา องค์กรจึงไม่ได้มุ่งพัฒนาเพียงบริการทางการแพทย์ แต่ให้ความสำคัญ กับการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนสามารถคิดค้น ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง"เราเชื่อว่านวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในองค์กร The Ppitch Awards จึงไม่ใช่เพียงเวทีประกวดผลงาน แต่เป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าทดลอง และร่วมกัน สร้างคุณค่าใหม่ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและสังคมในระยะยาว"

ตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ Center of Private Research and Innovation Accelerator (CPRIA) และ Phyathai–Paolo Innovation Lab (PIL) ได้ร่วมกันวางรากฐานระบบบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กร อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการต่อยอดสู่การ ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 56001 Innovation Management System ซึ่งเป็นมาตรฐานการบริหารจัดการ นวัตกรรมระดับสากล และเป็นองค์กรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานดังกล่าว

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพของบุคลากรและความเข้มแข็ง ของระบบนวัตกรรมภายในองค์กร ปัจจุบันมีการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญารวม 76 ผลงาน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 25 ผลงาน ส่งผลให้ปัจจุบัน มีผลงานนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและการพัฒนาเชิงพาณิชย์รวม  80 ผลงาน ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมด้านการรักษา การบริการ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ตัวอย่างผลงานที่สะท้อนการเปลี่ยนองค์ความรู้จากการปฏิบัติงานจริงสู่การสร้างคุณค่า ได้แก่ Smart X นวัตกรรมเสื้อพยุงหลังสำหรับผู้ที่มีปัญหา ออฟฟิศซินโดรม, NPI Smart Mattress ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ รวมถึง Laparo Bag นวัตกรรมถุงเก็บชิ้นเนื้อสำหรับการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งได้ลงนาม Licensing Agreement กับบริษัท ไบโอคลาส จำกัด เพื่อนำไปผลิตและจัดจำหน่าย ในเชิงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายในองค์กรสู่ภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมควบคู่กันนี้ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลยังเดินหน้าสร้างระบบ Open Innovation ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสุขภาพ มากกว่า 40 ความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัย และเร่งการสร้างนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์ระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการสร้างนวัตกรรมใหม่ องค์กรยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ผ่านแพลตฟอร์มและบริการสำคัญ อาทิ Health Up, Telecare, Smart Check-up, Electronic Medical Record (EMR), Speech-to-Text และ Fitpoint ซึ่งช่วยเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพแบบไร้รอยต่อ พร้อมต่อยอดสู่บริการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การดูแลเชิงป้องกันและการมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

งาน The Ppitch Awards 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Celebrating Ideas, Creating the Future" เพื่อยกย่องบุคลากรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมผลักดันให้แนวคิดที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 103 โครงการ และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 11 โครงการ โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล Gold Award มีจำนวน 5 รางวัล และ Silver Award จำนวน 6 รางวัล ขณะที่ CEO Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผลงานที่โดดเด่นด้านการสร้าง ผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรและผู้รับบริการ ได้แก่ ทีม OmniSkills นอกจากนี้ ยังมี BDMS Fast Track จำนวน 4 รางวัล เพื่อสนับสนุนการต่อยอดผลงาน นวัตกรรมที่มีศักยภาพสู่การพัฒนาในระดับเครือ BDMS และการนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง 

นายอัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดจากจำนวนสิทธิบัตร ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่สะท้อนผ่าน "วัฒนธรรมนวัตกรรม" ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดแนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นคุณค่าที่ส่งผลต่อผู้ป่วย องค์กร และระบบสุขภาพในวงกว้าง

"อนาคตของระบบสุขภาพจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนเข้าด้วยกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมโยงบุคลากร นักวิจัย สถาบันการศึกษา สตาร์ทอัพ และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้ป่วย สังคม และประเทศ"

ภายใต้วิสัยทัศน์ "We will be the Most Admired and Trusted Private Hospital Group" เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรจากผู้ให้บริการ ทางการแพทย์สู่ HealthTech Company และร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น World Medical Hub และสังคมแห่ง Healthy Longevity อย่างยั่งยืน

30 มิถุนายน 2569

OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดตัว JAECOO 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026


ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทาง  OMODA & JAECOO เปิดตัว JAECOO 6T REEV รถ REEV
ขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกของไทย ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทาง ยกระดับทางเลือกใหม่ของคนไทย ด้วยเทคโนโลยี REEV ในราคาต่ำล้านบาท

กรุงเทพฯ – 29 มิถุนายน 2569 – OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดตัว JAECOO 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026  โดยชูเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ของแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานในประเทศไทย ตั้งแต่การขับขี่ในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะและการยึดเกาะ JAECOO 6T REEV มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า 100% ด้วย อัตราเร่งดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารเงียบ การตอบสนองของกำลังรวดเร็วและการส่งกำลังที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ 


JAECOO 6T REEV 2WD Max เปิดราคาพิเศษ 879,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท และ JAECOO 6T REEV 4WD Ultra เปิดราคาพิเศษ 979,900 บาท จากราคาปกติ 999,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับแบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดควบคุม* รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี* ฟรี AC Portable Charger* และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรกที่จองภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และรับรถภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดย OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมด้านการส่งมอบ JAECOO 6T REEV ให้ครบภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดหลังการเปิดตัว พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้รับรถอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

JAECOO 6T REEV นำเสนอเทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าขยายระยะทาง ซึ่งผสานจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับระบบสร้างพลังงานสำรองภายในรถ เพื่อมอบการขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และตอบสนองรวดเร็ว พร้อมช่วยให้การวางแผนการเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักได้ หรือหากคุณจะเดินทางในระยะไกลที่การชาร์จไม่เพียงพอ ระบบก็สามารถผสานพลังงานน้ำมันมาขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อมอบพลังงานอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความกังวล 

เทคโนโลยี REEV: ประสบการณ์ขับขี่แบบไฟฟ้า พร้อมการใช้งานที่ครบถ้วนยิ่งขึ้นระบบ REEV ทำงานในรูปแบบ Series Hybrid โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เท่านั้น โดยไม่ได้ส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง จึงยังคงให้ความรู้สึกในการขับขี่แบบรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง เมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขับขี่อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนพาวเวอร์แบงก์ที่ติดกับรถไปทุกที่ ทำให้สามารถใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน และเดินทางต่อเนื่องในระยะไกลได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น สะท้อนแนวคิด "ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้" (When Life Happens, Keep Moving!)

JAECOO 6T REEV: สมรรถนะและเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้
JAECOO 6T REEV รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุด 190 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และสูงสุด 160 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ขณะที่ระยะทางขับขี่รวมทำได้สูงสุด 800 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และ 750 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ครอบคลุมทั้งการใช้งานประจำวันและทริประยะไกลโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้รถมากนัก และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ในด้านสมรรถนะ รุ่น 2WD ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 300 นิวตันเมตร ขณะที่รุ่น 4WD ให้กำลังสูงสุด 428 แรงม้า พร้อมแรงบิด 505 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.5 วินาที เสริมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD ที่ปรับการทำงานระหว่าง 2WD และ 4WD โดยอัตโนมัติ พร้อมกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์

JAECOO 6T REEV ยังออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน ด้วยความสามารถในการลุยน้ำท่วมขังระดับ 600 มิลลิเมตร ความสามารถในการขึ้นทางลาดชัน 55% หรือประมาณ 29 องศา และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบในรุ่น 4WD ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและเส้นทางออฟโรด

แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 33.67 kWh รองรับการชาร์จจากภายนอก โดยชาร์จ AC ได้สูงสุด 6.6 kW และชาร์จ DC ได้สูงสุด 100 kW เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับการชาร์จได้ทั้งที่บ้านและระหว่างการเดินทาง Smart Power, Smart Distance, Smart Technology: จุดเด่นที่ออกแบบสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย

JAECOO 6T REEV มาพร้อมกับคอนเซปต์ When Life Happens, Keep Moving ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้ เพื่อให้เหมาะกับบริบทการใช้รถในประเทศไทย ทั้งการจราจรในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะ การยึดเกาะ และความปลอดภัยสูง

Smart Power พลังที่ตอบสนองทุกสถานการณ์ สะท้อนผ่านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ให้การตอบสนองรวดเร็วตามแบบรถไฟฟ้า ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ ช่วยให้รถปรับการทำงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ เสริมด้วยช่วงล่างด้านหลังแบบ 

H-ARM ที่ช่วยเพิ่มการทรงตัว ความนุ่มนวล และการยึดเกาะถนน Smart Distance สบายใจในทุกการเดินทาง พร้อมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยระยะทางที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในชีวิตประจำวัน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการเดินทางไกลด้วยระบบขยายระยะทาง เสริมด้วยฟังก์ชัน V2L ขนาด 2.3 kW และ Camping Mode สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการใช้งานนอกสถานที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเบาะนั่งแบบ Super Comfort ที่มาพร้อมที่รองขา ฟังก์ชันนวด ระบบระบายอากาศ และการปรับดันหลังด้วยไฟฟ้า ขณะที่พนักพิงเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนได้ 2 ระดับ เพื่อความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง 

Smart Technology เทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมดูแลทุกการเดินทาง ด้วยการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความมั่นใจในทุกสถานการณ์ มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 15 ฟังก์ชัน กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา และระบบชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สาย 50 วัตต์



คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “JAECOO 6T REEV สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในประเทศไทย ด้วยระบบ REEV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักและมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขยายระยะทาง รถรุ่นนี้จึงมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้า 100% พร้อมความสะดวกในการเดินทางในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน การเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น เราเชื่อว่า JAECOO 6T REEV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความสะดวก และความมั่นใจในการใช้งาน” ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมือง และนอกเมืองได้อย่างลงตัว 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.omodajaecoo.co.th/th
ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเป็นทางการของ OMODA & JAECOO ประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โทร. 02-020-8888

22 มิถุนายน 2569

UFM ฉลองความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ CRM

“UFM Rewards ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล”

ผู้นำตลาดแป้งสาลี UFM เผยระบบ CRM ดันยอดสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมตอบแทนลูกค้าสะสม UFM Points แลกรับของรางวัล พร้อมจัดคาราวานโรดโชว์พบลูกค้าทั่วประเทศ

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management : CRM)  นำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค การสะสมคะแนนแลกของรางวัล มาวิเคราะห์พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อคืนกำไรและสมนาคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM  เช่น แป้งสาลีอเนกประสงค์ตราว่าว แป้งสาลีตราบัวแดง แป้งสาลีตราพัดโบก แป้งสาลีตราหงส์ขาว แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม แป้งหมวดพรีมิกซ์ และแป้งหมวด Master Series ด้วยดีมาโดยตลอด ทั้งนี้ ผลการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดสมาชิกและอัตราการซื้อซ้ำพุ่งสูงขึ้น มีผู้ประกอบการและลูกค้าเข้ามาลงทะเบียนในระบบ UFM Rewards เพิ่มขึ้นเกือบ 20% 


ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “ UFM Rewards ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล” สะสมคะแนน UFM Points และนำมาแลกรับของรางวัลมากมาย อาทิ กระเป๋ากระสอบ ตราว่าว, Gift Voucher UFM Fuji Super,  ร่มสนาม UFM,เครื่องอบโดนัท, หม้อทอดไร้น้ำมัน, เครื่องชั่งดิจิทัล และ เครื่องผสมอาหาร เป็นต้น โดยซื้อผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM สแกน QR Code หรือกรอกเลขรหัสด้านในถุงแป้งหรือฉลากบนกระสอบแป้ง พร้อมลงทะเบียนชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์  เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2569

นางวันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เดินหน้าจัดแคมเปญ “UFM ยืนหนึ่ง กรอบนานสะท้านไทย” เป็นกิจกรรมออกเดินทางสาธิตการทำอาหารจากผลิตภัณฑ์แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม ที่มีจุดเด่นเรื่องความกรอบนาน ไม่อมน้ำมัน คุ้มค่าเกินราคา และผสมได้ปริมาณมาก สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จะเริ่มปักหมุดที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนนี้ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ก่อนจะขยายกิจกรรมไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งการเดินสายพบปะลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นสร้างความมั่นใจว่า UFM จะเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและช่วยสร้างผลกำไรให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับ UFM สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE ID : @ufm.th และ www.facebook.com/ufmflour

19 มิถุนายน 2569

วช. ผนึก 11 ภาคีเครือข่าย Big Brothers ขับเคลื่อน

“ชันโรง” สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจชุมชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 “Big Brothers…สร้างป่า... สร้างเศรษฐกิจเพื่อสังคม...ด้วยชันโรง” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในการเปิดงาน และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 กับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง





การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง


การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

12 มิถุนายน 2569

"รฟฟท. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับ HURC1 รถไฟฟ้าเวียดนาม ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค"

      

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการ และซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าในเมืองของ HURC1 (Urban Railway Operation and Maintenance Partnership Program) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค  ระหว่างวันที่ 8 -12 มิถุนายน 2569




นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก HURC1 (Ho Chi Minh City Urban Railways No.1 Company Limited (HURC) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 15 ท่าน เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษารถไฟฟ้า ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากบันทึกความร่วมมือ (MOU) ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนกันยายน 2567 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการระบบรางระหว่างทั้งสององค์กร โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ รฟฟท. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการเดินรถและการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดง โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษในด้าน การบำรุงรักษา (Maintenance) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล







ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของ รฟฟท. เท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านระบบรางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางให้มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนต่อไป รวมถึงร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป



โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง