แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

05 ตุลาคม 2569

THANN Wellness Destination Ayutthaya

 


ช่วงเวลาที่ดีในการแจก Refreshing Drink สไตล์ THANN เพื่อให้แขกผ่อนคลายจากการเดินทางความพิเศษของ Refreshing Drink สไตล์ THANN อยู่ที่การนำปรัชญา Holistic Wellness (สุขภาวะแบบองค์รวม) มาผสมผสานเข้ากับศาสตร์แห่งสมุนไพรและพฤกษชาติอย่างลงตัวส่วนผสมจากสมุนไพรและพฤกษชาติตามธรรมชาติเมนูเครื่องดื่มเน้นการใช้สมุนไพรไทย ผลไม้สด และชาพรีเมียม โดยไม่มีสารเคมีปรุงแต่งหรือน้ำตาลสังเคราะห์ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากธรรมชาติแท้ ๆ รสชาติเพื่อการผ่อนคลาย THANN มีความเชี่ยวชาญด้านสุคนธบำบัด (Aromatherapy) นำเอกลักษณ์ของกลิ่นสมุนไพร เช่น ตะไคร้, ใบเตย, ดอกอัญชัน, ส้ม หรือขิง มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยกระตุ้นทั้งประสาทสัมผัส รสชาติ และกลิ่น ให้ความรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายตั้งแต่จิบแรกสดชื่น
ที่จังหวัดอยุธยา ทริปท่องเที่ยวนี้ ออกแบบมาอย่างสมดุล และดีเยี่ยม ได้ทั้งการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนและการพักผ่อนเชิงสุขภาพ (Wellness) ท่ามกลางธรรมชาติของอยุธยา ดื่มด่ำกับความหรูหราที่ผสานอย่างลงตัวกับธรรมชาติอันบริสุทธิ์ บรรยากาศริมแม่น้ำน้อย ที่โอบล้อมด้วยแมกไม้เขียวขจี
ทุกการพักผ่อนคือการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ไม่เพียงเติมเต็มความสงบให้จิตใจ แต่ยังช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีพลัง ด้วยประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับ ท่ามกลางความสมดุลของธรรมชาติและความสงบอันเป็นเอกลักษณ์
THANN Wellness Destination Ayutthaya ถือเป็นหนึ่งในรีสอร์ทเพื่อสุขภาพระดับลักชัวรียอดฮิตที่หลายคนใฝ่ฝันอยากไปสัมผัสสักครั้ง ด้วยเหตุผล แนวคิด All-Inclusive ด้าน Wellness ที่แท้จริงรวมทุกอย่างไว้ในแพ็กเกจ ทั้งห้องพัก อาหาร 3 มื้อ และทรีตเมนต์สปา/กิจกรรมเวลเนส ทำให้ผู้เข้าพักผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจุกจิกเพิ่มเติม
สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับสปาและทรีตเมนต์ระดับสากลต่อยอดความเชี่ยวชาญจากแบรนด์ THANN ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยใช้ผลิตภัณฑ์สปาธรรมชาติคุณภาพสูง พร้อมเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญ คอยดูแลให้อย่างพิถีพิถัน
Afternoon Tea ที่ THANN Wellness Destination ริมแม่น้ำน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา Afternoon Tea ริมแม่น้ำ….. บ่ายนี้พักใจจากความวุ่นวาย ลองให้เวลาตัวเองกับชุดน้ำชาที่ค่อยๆละเมียดในทุกคำ ทั้งของหวาน ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย แต่ยังร้อยเรียงเรื่องราวทางวัฒนธรรมผ่านขนมและเครื่องดื่มในทุกคำ เหมาะสำหรับการนัดพบคนพิเศษ หรือการใช้เวลาในวันหยุดอย่างมีคุณค่า ความประณีตสะท้อนวัฒนธรรมขนมและของว่าง ในชุดได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยดึงเอกลักษณ์กลิ่นอายท้องถิ่นหรือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาผสมผสาน กับศาสตร์การทำเบเกอรี่ร่วมสมัย
พิเศษสุด….สิทธิ์เข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี: เติมเต็มวันหยุดให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วยการเดินชมงานศิลปะหรือโบราณวัตถุล้ำค่า ช่วยเพิ่มคุณค่าทางจิตใจหลังอิ่มอร่อยกับชุดน้ำชา
คุ้มค่ากับประสบการณ์ในราคาเพียง 1,000 บาท/ต่อชุด ได้ทั้งความเพลิดเพลินด้านรสชาติและประสบการณ์ทางวัฒนธรรมควบคู่กันไปบรรยากาศริมแม่น้ำ
เงื่อนไขและข้อกำหนด:
- กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า เท่านั้น
- กำหนดให้สั่งชุดน้ำชายามบ่ายท่านละ 1 ชุด
- ให้บริการเฉพาะ วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์
การได้ลองไปสัมผัสโซน Aromatherapy Bath หรือ ออนเซนของ THANN Wellness Destination ด้วยตัวเอง ถือเป็นไฮไลต์เด็ดที่ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้สมบูรณ์แบบจริงๆ
การได้แช่น้ำปรับอุณหภูมิสลับไปมา 3 ระดับ พร้อมสูดกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยเอกลักษณ์สไตล์ THANN ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ เป็นประสบการณ์การ "Reset" ร่างกายและจิตใจที่หาจากที่อื่นได้ยากมาก
- Aromatherapy Bath ผ่อนคลายกับบ่อแช่ตัวที่อุณหภูมิต่างกัน 3 ระดับ
พร้อมผ่อนคลายกับกลิ่นหอมจากน้ำมันระเหยที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
การสลับแช่น้ำในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน 3 ระดับ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงเครียดสะสมตื่นตัวและผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว
- Salt Therapy Room ศาสตร์การบำบัดด้วยเกลือ (Halotherapy) บรรเทาอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงแก้ปัญหาโรคผิวหนัง หรือผื่นแพ้ต่างๆ
- Spa Treatment เพื่อความผ่อนคลายที่มีให้เลือกกว่า 12 รายการ สถานที่กว้างขวาง ตกแต่งทันสมัย เน้นโทนสีธรรมชาติ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมผลิตภัณฑ์ห้องน้ำเต็มรูปแบบจากแบรนด์ THANN
- คลาสออกกำลังกาย กิจกรรมเพื่อความผ่อนคลาย และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ
เพราะชีวิตที่ดี คือชีวิตที่พบความสมดุลจากภายใน กิจกรรม Wellness ฟรีตลอดวัน: มีตารางกิจกรรมให้เลือกทำหลากหลาย เช่น โยคะ, พิลาทิส, ฟิตเนส, คลาสออกกำลังกายในน้ำ (Aqua Exercise), รวมถึงการทำเวิร์กช็อปต่างๆ



ขอมอบราคาพิเศษสำหรับ toptotravelvariety
เมื่อนำโค้ด DTW-toptotravel
มาจองห้องพักได้ที่ Line OA : @thannwellness
ราคาสำหรับ 2 ท่าน 1 คืน มีแพคเกจให้เลือก 2 แบบ
- ห้อง Deluxe Room แพคเกจ Room with Breakfast ราคา 5,500 บาท
- ห้อง Deluxe Room แพคเกจ All Inclusive ราคา 15,500 บาท
สามารถจองได้ภายใน 15 ตุลาคม 2569 และเข้าพักได้ถึง 20 ธันวาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก


กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030” 

กรมการท่องเที่ยวแสดงความยินดีกับผลการจัดอันดับ Travel & Tourism Development Index (TTDI) 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 จาก 110 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 ในการจัดอันดับครั้งก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก สอดคล้องกับแนวทางโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยว ที่มุ่งยกระดับความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก




นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับ TTDI 2026 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สะท้อนปัจจัยและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งการที่ประเทศไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 มาอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก โดยเฉพาะจุดแข็งด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ถือเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2025 โดยมุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอย่างแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่พัก บริษัทนำเที่ยว และชุมชน ให้สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เทียบเคียงระดับสากล และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำโดยกรมการท่องเที่ยวและวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายความยั่งยืนระหว่างประเทศ ได้แก่ Green Destinations Foundation องค์กรระหว่างประเทศด้านมาตรฐานและการรับรองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรด้านมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับ TTDI 2026 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สะท้อนปัจจัยและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งการที่ประเทศไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 มาอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก โดยเฉพาะจุดแข็งด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ถือเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2025 โดยมุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอย่างแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่พัก บริษัทนำเที่ยว และชุมชน ให้สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เทียบเคียงระดับสากล และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำโดยกรมการท่องเที่ยวและวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายความยั่งยืนระหว่างประเทศ ได้แก่ Green Destinations Foundation องค์กรระหว่างประเทศด้านมาตรฐานและการรับรองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรด้านมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”

แผนงานสำคัญของ Thailand Green Tourism Plan 2030 คือการพัฒนา 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ให้เป็นเครื่องหมายมาตรฐานด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ของ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และองค์ความรู้จาก Green Destinations Foundation รวมถึง Travelife for Tour Operators เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการสามารถยกระดับการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานระดับสากล และ 2) การพัฒนาบุคลากรให้เป็น Thailand Green Master Coach และ Thailand Green Coach เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยว ให้พร้อมกับการก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก 

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้ายว่า “การขยับสู่อันดับที่ 38 ของประเทศไทยใน TTDI เป็นผลสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นการทำงานร่วมกันของกรมการท่องเที่ยวกับทุกภาคส่วน ในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ทำให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก”

03 ตุลาคม 2569

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน Tout à fait Thaï 2026

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน “Tout à fait Thaï 2026 — เทศกาลไทยในกรุงปารีส” ณ สวนบากาแตล (Parc de Bagatelle) กรุงปารีส โดยมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมสารนิเทศ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ตลอดจนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ทีมประเทศไทย พร้อมคู่สมรส และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้ารับเสด็จ

ในการเสด็จครั้งนี้ ได้ทอดพระเนตร ศิลปวัฒนธรรม อาหาร กีฬา Wellness การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และนวัตกรรม ตลอดจนสินค้าและบริการของไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความสนใจ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การบริโภคสินค้าไทย ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

นอกจากนี้ยังเสด็จทอดพระเนตร บูธ ททท. ผ่านการนำเสนอเส้นทางชากาแฟจากโครงการหลวงและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ให้นักท่องเที่ยว ได้ชิมกาแฟอราบิกาชั้นดีของไทย เส้นทางผ้า และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ผ่านการทำเข็มกลัด ดอกไม้ผ้าติดเสื้อจากผ้าไหมปักธงชัย จากจังหวัดนครราชสีมา พวงอุบะมาลัยตกแต่งพัดจักสานจากชุมชนบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชุดระบายสีตกแต่งภาพชุดไทยและ อาหารไทยแม่เหล็กจากไม้รีไซเคิล จากโรงไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการทำถุงผ้าย้อมครามสกลนครบุหงาดอกไม้หอม scents of Thailand ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว


สำหรับงาน “Tout à fait Thaï 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ สวนบากาแตล กรุงปารีส
ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำ “ประเทศไทยขนาดย่อม” มาสู่กรุงปารีส เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสและผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายประเทศได้สัมผัสเสน่ห์และศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่หลากหลาย ก่อนนำไปสู่การสร้างความสนใจและความสัมพันธ์ที่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว อันสอดคล้องกับแนวทางการทูตวัฒนธรรมยุคใหม่ที่มุ่งให้กิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และโอกาสใหม่ ๆ ระหว่างประเทศ

#amazingthailand #เสน่ห์ไทย

01 ตุลาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง


กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง เงินสะพัดกว่า 7,510 ล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ยังเหลืออีก 1 ไตรมาส!

กรมการท่องเที่ยวเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม–กันยายน) มีการแจ้งขออนุญาตถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 7,510 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถทำลายสถิติรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แล้ว ทั้งที่ยังเหลือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์จากทั่วโลก และศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ตัวเลขการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีจำนวนกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำแล้ว 423 เรื่อง และมีมูลค่าการลงทุนกว่า 7,510 ล้านบาท ที่สำคัญคือสามารถสร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างจากนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย บุคลากรและทีมงานที่มีประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตจากทั่วโลก” นายจาตุรนต์กล่าว

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ยังคงเดินหน้าส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการถ่ายทำระดับโลก ผ่านมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งมี Cash Rebate สูงสุดถึง 30% รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในพื้นที่ต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำในประเทศไทย

สำหรับสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศไทย 7,510 ล้านบาท โดยประเทศที่สร้างรายได้จากการถ่ายทำสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. สหรัฐอเมริกา 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท

2. สหราชอาณาจักร 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท

3. ฟินแลนด์ 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท

4. เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท

5. เยอรมนี 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท

6. อินเดีย 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท

7. สเปน 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท

8. จีน 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท

9. สิงคโปร์ 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท

10. ฝรั่งเศส 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากแนวโน้มการเติบโตของการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยวคาดว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะยังคงมีการถ่ายทำและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้รวมทั้งปี ทะลุสถิติ 7,717 ล้านบาทของปี 2568 และมีโอกาสแตะระดับ 8,000–10,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “Filming Paradise” และการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

28 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง นำโดย พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทำบุญถวายปัจจัย พร้อมด้วยข้าวสารและอาหารแห้ง ให้แก่ วัดโชติกุนสุวรรณาราม (หมูบุ่น) จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ พระครูสังฆรักษ์ณัฏฐ์ฐิ์ภัทร ณฏฺฐกโร เจ้าอาวาสวัดโชติกุนสุวรรณาราม ได้เป็นประธานสงฆ์รับมอบปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าว เพื่อนำไปส่งต่อและใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของวัดและชุมชนต่อไปกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสานต่อ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทฯ ยึดถือและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง





บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
และ www.srtet.co.th

20 กันยายน 2569

ททท. นัดรวมพลอินฟลูเอ็นเซอร์ท่องเที่ยวไทย ในงาน “Amazing Thailand : Meet the Influencers 2026

ททท. นัดรวมพลอินฟลูเอ็นเซอร์ท่องเที่ยวไทย ในงาน “Amazing Thailand : Meet the Influencers 2026 @Udonthani”   เจาะลึกเสน่ห์เที่ยวไทยมุมใหม่ พร้อมชวนสัมผัสมหกรรมพืชสวนโลก เดือนพฤศจิกายนนี้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรม “Amazing Thailand : Meet the Influencers 2026 @Udonthani” ระหว่างวันที่ 19–22 กันยายน 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี นำคณะอินฟลูเอนเซอร์ 69 ราย ร่วมเปิดประสบการณ์และเจาะลึกเสน่ห์อุดรธานี–หนองคาย ผ่านมิติอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิต งานคราฟต์ และธรรมชาติ พร้อมพบปะเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่ในกิจกรรม Speed Dating และลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์การจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569- มีนาคม 2570 และสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว 3 เส้นทางในจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย หวังใช้พลังของอินฟลูเอ็นเซอร์ถ่ายทอดเรื่องราวจากพื้นที่ สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 


นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “Amazing Thailand : Meet the Influencers 2026 @Udonthani” ในครั้งนี้ มุ่งสร้างและกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ททท. กับ อินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยว พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือระหว่าง Influencer และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โดย ททท. ให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในและนอกอุตสาหกรรมภายใต้แนวทาง Partnership 360 องศา เพื่อร่วมกันนำเสนอศักยภาพและสินค้าท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่เชื่อมโยง ตลอดจนประชาสัมพันธ์ความพร้อมของ มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ก่อนเปิดงานในเดือนพฤศจิกายน 2569



โดยอินฟลูเอ็นเซอร์ด้านการท่องเที่ยวถือเป็นพลังสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์จากพื้นที่ไปสู่ผู้คนในวงกว้าง สร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านั้นให้กลายเป็นเหตุผลในการออกเดินทาง อันจะช่วยกระตุ้นการเดินทางและกระจายรายได้สู่ชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึงต่อไป

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นด้วยกิจกรรม “เลาะอุดร” ต่อด้วยเวที “Meet & Share” ในวันที่ 19 กันยายน 2569 ภายใต้แนวคิด “Awaken Udon: ปั้น Roots สร้าง Reach” พื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง ททท. และอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อชวนมองอุดรธานีให้ลึกไปกว่าแหล่งท่องเที่ยว โดยหยิบยกทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับพื้นที่ โดยเวทีดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวเปิดกิจกรรมฯ นางสาวเด่นเดือน เหลืองเช็ง ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ททท. พร้อมด้วยนางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. อุดรธานี และนายสุภกฤต กาแก้วมิตะมาน (เบียร์) ผู้ริเริ่มกลุ่ม “จุ้ม•บ้านเชียง” กลุ่มคนรุ่นใหม่ในจังหวัดอุดรธานีที่รวมตัวกันพัฒนาและออกแบบชุมชนมรดกโลกบ้านเชียงในมุมมองใหม่ ร่วมพูดคุยถ่ายทอดทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยว ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการนำต้นทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว 


นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Speed Dating โดยเชิญพันธมิตรภาคเอกชนในพื้นที่ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว จำนวน 25 หน่วยงาน ร่วมพบปะกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อสร้างความสัมพันธ์เครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวและสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ทั้งนี้ ททท. มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด “Value Over Volume” ที่มุ่งสร้างคุณค่าควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืน พร้อมสื่อสารผ่านแคมเปญ “365 ไทยเที่ยวไทย เที่ยวได้ทั้งปี” และนำเสนอ “เติมเมืองไทย...
ให้ใจได้ฮีล” เป็นหนึ่งใน Key Message สื่อสารภายใต้แคมเปญ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” ที่มุ่งกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างแรงบันดาลใจและขยายฐานนักท่องเที่ยวไทย


ตลอดจนการเปิดตัวคาแรกเตอร์  “น้องสุขใจ” และ “น้องรักยิ้ม” ภายใต้แนวคิด Character Economy เพื่อเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยและสร้างความผูกพันกับนักท่องเที่ยวในทุกช่วงของการเดินทาง ขณะเดียวกันยังมุ่งยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ผ่านการพัฒนา Signature Destination เชื่อมโยงเครือข่าย UNESCO Thailand Network และส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ตลอดจนผลักดันเทศกาลและประเพณีอัตลักษณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่ระดับนานาชาติ อาทิ แห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ไหลเรือไฟ จังหวัดนครพนม และแห่ดาวคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร 






สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะอินฟลูเอ็นเซอร์จะได้เข้าร่วม Press Tour ณ พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ในวันที่ 20 กันยายน 2569 เพื่อสัมผัสบรรยากาศและความพร้อมของพื้นที่จัดงาน ตลอดจนร่วมประชาสัมพันธ์มหกรรมพืชสวนโลกฯ ซึ่งมีกำหนดเปิดในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนเดินทางสำรวจเส้นทางและสินค้าท่องเที่ยวในจังหวัดอุดรธานีและหนองคาย ระหว่างวันที่ 21–22 กันยายน 2569 ผ่าน 3 เส้นทางหลัก ได้แก่ เส้นทางสายอาหารและวิถีลุ่มน้ำโขง เส้นทางวัฒนธรรม มรดกโลก และงานคราฟต์ ครอบคลุมแหล่งมรดกโลกบ้านเชียงและภูพระบาท และ เส้นทางธรรมชาติและการผจญภัย จากภูพระบาทสู่หมู่บ้านคีรีวงกตและถ้ำดินเพียง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของพื้นที่ผ่านเรื่องราว ผู้คน อัตลักษณ์ และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลาย

ททท. เชื่อมั่นว่า การเปิดโอกาสให้ Influencer ได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากพื้นที่ จะช่วยให้สามารถนำเรื่องราวและมุมมองที่เกิดขึ้นจากการเดินทางไปถ่ายทอดต่อในรูปแบบที่เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยขยายการรับรู้ศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในมิติที่หลากหลาย ตอกย้ำศักยภาพของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในฐานะ New Destination ที่มีทั้งทุนทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ อาหาร วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้ สร้างคุณค่าให้กับท้องถิ่น และขับเคลื่อนการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป




อุดรธานี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ททท. เดินหน้าสร้างเครือข่ายท่องเที่ยว #wefiethailand #toptotravel #Meetthelnfluencer2026
#AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #เลาะอุดร

17 กันยายน 2569

ไทยเนื้อหอม! กรมการท่องเที่ยวทะลุเป้า โกยเงินลงทุนกองถ่ายต่างประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท

งานตลาดหนังโตรอนโต เร่งเครื่องดันไทยสู่ "Filming Paradise"

กรมการท่องเที่ยว เผยผลสำเร็จจากการเข้าร่วมงาน Toronto International Film Festival: The Market (TIFF: The Market) ระหว่างวันที่ 10–16 กันยายน 2569 ณ นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยมีกองถ่ายและผู้สร้างภาพยนตร์จากนานาประเทศให้ความสนใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 25 ราย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,120 ล้านบาท โดยเป็นผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร อินเดีย และโคลอมเบีย ซึ่งแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปี 2570 สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ


งาน TIFF: The Market จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อจากทั่วโลกในการพบปะ เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยกรมการท่องเที่ยวได้เข้าร่วมออกคูหานิทรรศการเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะ “Filming Paradise” พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับกองถ่ายต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายทำในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ผลิตจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเข้าร่วมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในมิติการท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ (Film Tourism) และจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดผู้เข้าร่วมงานให้เกิดความสนใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยวตั้งไว้ โดยเดิมคาดว่าจะสามารถสร้างความสนใจและมูลค่าการลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศได้ประมาณ 500 ล้านบาท แต่จากการเจรจาและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยตลอดการจัดงาน สามารถสร้างความสนใจจากผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศได้มากกว่าการคาดการณ์กว่า 3,120 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติที่มีต่อประเทศไทย



“ผลตอบรับจากงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมที่จะรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากร ทีมงาน และบริการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำที่สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกองถ่ายต่างประเทศ โดยกรมการท่องเที่ยวจะเดินหน้าประชาสัมพันธ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

ด้าน นางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สร้างภาพยนตร์จากหลายประเทศที่เข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ ตลอดจนขั้นตอนและการอำนวยความสะดวกสำหรับกองถ่ายต่างประเทศ

“ความสนใจที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของกองถ่ายต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากรและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการ Cash Rebate ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศจะติดตามและประสานงานกับผู้ผลิตที่แสดงความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนและการถ่ายทำจริงในประเทศไทยในปี 2570”



การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่ตลาดภาพยนตร์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตจากนานาประเทศ ต่อยอดไปสู่การลงทุน การจ้างงานบุคลากรไทย การใช้บริการของผู้ประกอบการไทย และการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยในระยะต่อไป