18 กันยายน 2569

The Coral Lounge คว้า 2 รางวัลระดับโลก จาก 2026 Skytrax World Airline Awards สร้างประวัติศาสตร์แบรนด์ไทยบนเวทีโลก


The Coral Lounge คว้า 2 รางวัลระดับโลก จากเวที Skytrax World Airline Awards 2026 🪸✨

ภาพบรรยากาศคณะผู้บริหาร The Coral Lounge เดินทางไปร่วมงาน 2026 Skytrax World Airline Awards ณ กรุงลอนดอน นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของไทย ที่แบรนด์ห้องรับรองพิเศษสนามบินแบบอิสระสัญชาติไทย สามารถก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในระดับนี้ บนการจัดอันดับมาตรฐานระดับโลกของ Skytrax ได้เป็นครั้งแรก  พร้อมกับพบปะพูดคุยและเปลี่ยนประสบการณ์กับ Mr.Edward Plaisted - CEO Skytrax

ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ห้องรับรองพิเศษสนามบินสัญชาติไทยบนเวทีการบินระดับโลก ได้แก่

🏆 รางวัล 1 ใน 10 World's Top 10 Best Independent Airport Lounge

กับ The Coral Lounge Finest - Cosmo สนามบินสุวรรณภูมิ ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่

🏆 รางวัลอันดับที่ 5 Best Independent Airport Lounge Groupให้แก่ The Coral Lounge  สะท้อนความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในระดับสากล

🎉 ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ The Coral Lounge ในการยกระดับมาตรฐานการบริการห้องรับรองพิเศษสนามบิน ภายใต้ปรัชญา Luxury through Care พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติในบทถัดไป 

#thecorallounge #corallounge #skytrax #skytraxworldairlineawards #Airportlounge

#toptotravel



Australian Mandarins Now In Season 2026! เริ่มแล้วฤดูกาลสด หวาน ฉ่ำ กับ

"ส้มแมนดารินนำเข้าจากออสเตรเลีย" พร้อมลุยตลาดไทย

กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ส่งออกส้มจากออสเตรเลีย (Queensland Citrus Exporters Group - QCEG) จัดงานสัมมนาต้อนรับฤดูกาลใหม่ให้แก่กลุ่มผู้นำเข้า ห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับส้มแมนดารินคุณภาพเยี่ยม พร้อมเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์และแคมเปญการตลาดใหม่ประจำปี 2026

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณโอลิเวีย เทต (Ms. Olivia Tait) ผู้บริหารโครงการจากองค์กรส้มแห่งประเทศออสเตรเลีย (Citrus Australia Ltd) และ คุณโดมินิก เจนคินส์ (Mr. Dominic Jenkin) จาก ไอรอนบาร์ค ซีทรัส (Ironbark Citrus) ตัวแทนจากกลุ่มผู้ส่งออก ร่วมกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยตัวแทนผู้ปลูกชั้นนำ อาทิ คุณเจนนี่ ฮัดสัน (Ms. Jenny Hudgson) จาก เพฟโค กรุ๊ป (Favco Group) และ คุณเมแกน แมคโดนัลด์ (Ms. Megan MacDonald) ผู้บริหารจาก เรดลี ซีทรัส (Redlea Citrus) ร่วมแบ่งปันข้อมูลและสร้างความมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานระดับโลก นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังได้ลิ้มลองรสชาติความสดฉ่ำของส้มแมนดารินส่งตรงจาก 11 สวนในโครงการ พร้อมชิมเมนูพิเศษที่สร้างสรรค์จากส้มแมนดารินออสเตรเลียอีกด้วย



คณะผู้แทนจากออสเตรเลียยังได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมจุดจำหน่ายจริงในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ท็อปส์ เซ็นทรัล, ดุสิต พาร์ค, กูร์เมต์ มาร์เก็ต, บิ๊กซี พระราม 4, วิลล่า มาร์เก็ท สาขานางลิ้นจี่ และแม็คโคร สาขาสาทรทำความรู้จัก 5 จุดเด่นและความน่าสนใจของ "ส้มแมนดารินออสเตรเลีย"

ผลไม้เศรษฐกิจระดับโลก : Australian Mandarin ผ่านการพัฒนาและวิจัยมายาวนานจนกลายเป็นหนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย ด้วยมูลค่าการส่งออกหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี

มาตรฐานคุณภาพสูง : เพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัย

เอกลักษณ์ความอร่อย : โดดเด่นด้วยรสชาติหวานฉ่ำ กลมกล่อม เปลือกบาง ปอกง่าย และส่วนใหญ่มีเมล็ดน้อยถึงไม่มีเมล็ด ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่

หลากหลายสายพันธุ์ยอดนิยม : มีสายพันธุ์เด่นที่ผลัดเปลี่ยนมาให้ลิ้มลองตลอดฤดูกาล เช่น Royal Honey Murcott (หวานฉ่ำ เปลือกสีส้มเข้ม), Afourer (เปลือกสีส้มแดง ไร้เมล็ด) และ Honey Murcott (หวานเข้มข้น มีกลิ่นหอม)  




สัมผัสความสด หวาน ฉ่ำ ของส้มแมนดารินออสเตรเลียต้อนรับฤดูกาลใหม่ ส่งตรงถึงไทย พร้อมให้คนไทยได้สัมผัสความสดใหม่เหมือนส่งตรงจากสวนออสเตรเลีย ได้แล้ววันนี้ ณ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ (Retail) และช่องทางค้าส่ง (Wholesale) ทั่วประเทศไทย!

ปักหมุด มีนา’70 “NAPA Village Suvarnabhumi” คอมมูนิตี้มอลล์แห่งเดียวในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


โครงการ “NAPA Village Suvarnabhumi” หรือ นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ คอมมูนิตี้มอลล์แห่งเดียวในเขตท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยบริษัท สุวรรณภูมิ รีเทล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (SRD) เดินหน้าพัฒนาโครงการ เตรียมเปิดให้บริการมีนาคม 2570 นี้ พร้อมเป็นแหล่งกิน เที่ยว พักผ่อน แบบพร้อมสรรพ ให้กับชุมชนคนทำงานภายในท่าอากาศยานฯ                                                                                                                                                                                
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ได้มีเพียงคนเดินทาง แต่เปรียบได้กับเมืองๆ หนึ่งที่มีคนใช้ชีวิตและ ปฏิบัติงานจำนวนกว่า 60,000 คน และยังมีผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งหมู่บ้านและสถานศึกษาทุกระดับ หัวใจหลักของการเปิดโครงการ นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ คือศักยภาพในการรองรับไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มข้างต้น และตั้งเป้าให้นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ เป็นจุดศูนย์กลางการเชื่อมต่อแห่งใหม่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชนสนามบินสุวรรณภูมิ                                                                                                                                                         
นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ จะเปิดบริการบนพื้นที่ 4,700 ตารางเมตร บริเวณศูนย์ขนส่งสาธารณะ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ศูนย์กลางบริการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกท่าอากาศยานฯ ในรัศมี 5 นาที จากอาคารผู้โดยสาร เตรียมพร้อมเติมเต็มทุกความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ โดยจะเป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหาร และบริการต่าง ๆ กว่า 40 ร้าน นำโดยแบรนด์ดังและร้านฮิตติดกระแส อาทิ สุกี้ช้างเผือก สุกี้ในกระแสชื่อดังจากเชียงใหม่ , SOL Coffee, One to Two, Rawmat Coffee, MINI ミニ Oriental Speedbar, Yoguruto, ปังสยาม และ ชาตรามือ รวมถึงแบรนด์นานาชาติ อาทิ ชา Xanzo Handmade Milk Tea  และ Lawson 108 โฉมใหม่ รวมทั้งเอาใจสายออกกำลังกายด้วย Anytime Fitness ฟิตเนสระดับโลกที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 

                                                                                                                                                                       นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ เข้าถึงด้วย Free Shuttle Bus ภายในท่าอากาศยานฯ ถึง 6 สายรวมถึง Express Route ที่วิ่งตรงจากอาคารผู้โดยสารมายังศูนย์ขนส่งสาธารณะ รวมถึงเดินทางถึงสะดวกด้วยรถไทย สมายล์ บัส 9 สายจากทั่วกรุงเทพฯ   อาทิ รังสิต มีนบุรี จตุจักร ท่าอากาศยานดอนเมือง และ ขสมก. และ บขส. รถตู้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังอยู่ติดกับสถานีชาร์ต EV สำหรับให้บริการแก่และผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าและทั้งผู้ขับขี่แท็กซี่
                                                                                                                                                                        นภาวิลเลจ สุวรรณภูมิ จะเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของ Airport City ที่ไม่เคยหลับใหล มีศักยภาพในการรองรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง อาทิเช่น หน่วยงานราชการ วิทยุการบิน ศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง สถานีตำรวจท่องเที่ยว และพนักงานบริษัทมหาชน บมจ. การบินไทย  บมจ. ท่าอากาศยานไทย   และบริษัทเอกชนต่างๆ ตั้งแต่สำนักงานสายการบิน และบริษัทคาร์โก้ / โลจิสติกส์ภายในท่าอากาศยานมากกว่า 60,000 ชีวิต นอกจากนี้ยังมึนักปั่นผู้มาใช้บริการ Sky Lane Cycling ที่ตั้งอยู่ภายในสนามบินฯกันกว่าวันละกว่า 3,700 คน
                                                                                                                                                                        คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้สามารถเป็นทั้งแหล่งกิน พักผ่อน ของผู้มารับ-ส่งผู้โดยสารที่ท่าอากาศยาน และเป็นแหล่งแฮงก์เอาต์แห่งใหม่ให้กับผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงหรือบรรดานักศึกษา เนื่องจากทำเลที่ตั้งเชื่อมต่อหมู่บ้านจัดสรรจำนวนมากในรัศมี 5 กิโลเมตร และเส้นทางลัดหลักระหว่าง เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Abac) วิทยาเขตสุวรรณภูมิ 
                                                                                                                                                                       สำหรับร้านค้าที่สนใจเช่าพื้นที่หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สามารถติดต่อ Contact Center: 097 159 9988 หรือ Line Official Account: @rightscenario
อีเมล: sales@rightscenario.com

17 กันยายน 2569

"มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" จับมือเอกชนเปิดตัว "LEPSIA" ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD)

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูความสำเร็จงานวิจัยนวัตกรรมการแพทย์ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD) ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานระดับสากลเทียบเท่ายานำเข้าประหยัดกว่า 64.8% มุ่งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาแผนปัจจุบันให้ผู้ป่วยไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำผลงานวิจัยระดับแนวหน้ามาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เปิดตัว "LEPSIA" ผลิตภัณฑ์ยากันชักสำหรับเด็กจากสารสกัดช่อดอกกัญชา (Pure CBD (Cannabidiol)) เกรดการแพทย์ ชูจุดเด่นนวัตกรรมยาแผนปัจจุบันที่ผลิตจากงานวิจัยคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับโลก เทียบเท่า ยานำเข้าจากต่างประเทศ และสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ถึง 64.8% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเด็กไทยสามารถเข้าถึงการรักษา ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง




การต่อยอดงานวิจัยครั้งนี้มีการจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ “LEPSIA” เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด คณะนักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องร่วมถ่ายทอดถึงที่มาและความสำคัญของการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยเด็กไทย

ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายชัดเจนในการมุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และพัฒนาสารสกัด Pure CBD เพื่อใช้เป็นยาแผนปัจจุบันในทางการแพทย์โดยเฉพาะ โดยได้ริเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นในโครงการวิจัยกัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร (Comprehensive Integrated Medical Cannabis Research Project) ที่อาศัยทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) โดยคณะเกษตรศาสตร์, กลางน้ำ (Midstream) โดยคณะเภสัชศาสตร์ และปลายน้ำ (Downstream) นำไปใช้ในการทดสอบทางคลินิกและการรักษาผู้ป่วยจริง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก)"


ด้าน คุณศุภเดช อำนวยสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด เปิดเผยถึงการยกระดับ สู่มาตรฐานอุตสาหกรรมว่า "การสกัดสารจากธรรมชาติในสเกลอุตสาหกรรม มีความท้าทายที่สุดคือ 'Quality Consistency' หรือความสม่ำเสมอของคุณภาพทุกล็อตการผลิต เราจึงลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับ Pharma Grade ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในศักยภาพของทีมนักวิจัย มช. ทำให้เราสามารถคงความบริสุทธิ์ของสารสกัด Pure CBD ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนนำผลิตภัณฑ์ ก้าวข้ามความท้าทายและได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกได้สำเร็จ"

ขณะที่ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เน้นย้ำถึงความปลอดภัยและมาตรฐานกำกับดูแลว่า "เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถมั่นใจได้ว่าตัวยามีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศทุกประการ ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงผลิตภายใต้โรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับสูงสุด ทั้ง GMP CFR 21 Part 11 ระดับ Pharma Grade และได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เช่น PIC/S GMDP, GAP, GACP ซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มครองและรับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน"


การผลิตยาแผนปัจจุบันระดับ Medical Grade ภายในประเทศอย่างครบวงจรนี้ สามารถลดต้นทุนค่ายาลงได้ถึง 64.8% เมื่อเทียบกับยานำเข้าในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการสูญเสียเงินตราของประเทศ แต่หัวใจสำคัญคือการ "เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยา" ให้กับครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาดี มีมาตรฐานสากล และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กไทยได้อย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "ผลิตในไทย มาตรฐานสากล เพื่อคนทั้งโลก"

ไทยเนื้อหอม! กรมการท่องเที่ยวทะลุเป้า โกยเงินลงทุนกองถ่ายต่างประเทศกว่า 3,000 ล้านบาท

งานตลาดหนังโตรอนโต เร่งเครื่องดันไทยสู่ "Filming Paradise"

กรมการท่องเที่ยว เผยผลสำเร็จจากการเข้าร่วมงาน Toronto International Film Festival: The Market (TIFF: The Market) ระหว่างวันที่ 10–16 กันยายน 2569 ณ นครโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยมีกองถ่ายและผู้สร้างภาพยนตร์จากนานาประเทศให้ความสนใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 25 ราย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,120 ล้านบาท โดยเป็นผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร อินเดีย และโคลอมเบีย ซึ่งแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงปี 2570 สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ


งาน TIFF: The Market จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเวทีสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อจากทั่วโลกในการพบปะ เจรจาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยกรมการท่องเที่ยวได้เข้าร่วมออกคูหานิทรรศการเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะ “Filming Paradise” พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์สำหรับกองถ่ายต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการ Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการถ่ายทำในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ผลิตจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเข้าร่วมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในมิติการท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ (Film Tourism) และจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และดึงดูดผู้เข้าร่วมงานให้เกิดความสนใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่กรมการท่องเที่ยวตั้งไว้ โดยเดิมคาดว่าจะสามารถสร้างความสนใจและมูลค่าการลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศได้ประมาณ 500 ล้านบาท แต่จากการเจรจาและนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยตลอดการจัดงาน สามารถสร้างความสนใจจากผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศได้มากกว่าการคาดการณ์กว่า 3,120 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติที่มีต่อประเทศไทย



“ผลตอบรับจากงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมที่จะรองรับการถ่ายทำภาพยนตร์จากทั่วโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากร ทีมงาน และบริการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำที่สามารถเพิ่มความน่าสนใจให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกองถ่ายต่างประเทศ โดยกรมการท่องเที่ยวจะเดินหน้าประชาสัมพันธ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าว

ด้าน นางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สร้างภาพยนตร์จากหลายประเทศที่เข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ถ่ายทำ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำ ตลอดจนขั้นตอนและการอำนวยความสะดวกสำหรับกองถ่ายต่างประเทศ

“ความสนใจที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของกองถ่ายต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ ความพร้อมของบุคลากรและผู้ให้บริการในอุตสาหกรรม ตลอดจนมาตรการ Cash Rebate ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศจะติดตามและประสานงานกับผู้ผลิตที่แสดงความสนใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนและการถ่ายทำจริงในประเทศไทยในปี 2570”



การเข้าร่วมงาน TIFF: The Market ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่ตลาดภาพยนตร์ระดับโลก และสร้างเครือข่ายกับผู้ผลิตจากนานาประเทศ ต่อยอดไปสู่การลงทุน การจ้างงานบุคลากรไทย การใช้บริการของผู้ประกอบการไทย และการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทยในระยะต่อไป

อวานี รัชดา กรุงเทพฯ ฉลองครบรอบ 2 ปี ร่วมกับ Caliiico Thailand ปล่อยแก้วมัคมือพิเศษ สมทบทุนโครงการ ‘จ้างวานข้า’ มูลนิธิกระจกเงา


16 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ (Avani Ratchada Bangkok) บริหารโดย AVANI ในเครือไมเนอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPLAND ร่วมเฉลิมฉลองอีกหนึ่งก้าวสำคัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี ในเดือนกันยายนนี้ ด้วยการเปิดตัว “แก้วมัคคอลเลกชันครบรอบ 2 ปี” ผลงานการออกแบบสุดเอกซ์คลูซีฟโดย Caliiico Thailand พร้อมเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสและความปรารถนาดีสู่สังคม

ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์บนแก้วมัคแต่ละใบ ได้รับแรงบันดาลใจจากเสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของโรงแรมอวานี รัชดาฯ และย่านรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่โรงแรมฯ ได้เติบโต ผูกพัน และร่วมสร้างความทรงจำร่วมกับผู้เข้าพักตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แก้วมัคคอลเลกชันนี้จึงเป็นมากกว่าของที่ระลึก เพราะคือตัวแทนความทรงจำสุดอบอุ่นใจกลางกรุงเทพฯ ที่สามารถนำมาใช้งานและเติมเต็มความสุขได้ในทุกๆ วัน

นอกเหนือจากความงดงามทางศิลปะ คอลเลกชันนี้ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของโรงแรมฯ ในการสร้างคุณค่าคืนสู่สังคม โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงแรมอวานี รัชดาฯ ได้ร่วมสนับสนุน โครงการ "จ้างวานข้า" ของมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งสร้างโอกาสในการจ้างงานให้แก่ผู้ขาดโอกาสและคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยให้พวกเขามีรายได้ที่มั่นคง มีสุขอนามัยที่ดี สามารถพึ่งพาตนเอง และกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

เพื่อเป็นการหมุดหมายแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปี โรงแรมฯ จะนำรายได้ 100 บาท จากการจำหน่ายแก้วมัคทุกๆ 1 ใบ บริจาคสมทบทุนให้แก่โครงการ "จ้างวานข้า" เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง





แก้วมัคคอลเลกชันครบรอบ 2 ปี มีจำนวนจำกัดเพียง 300 ใบ เท่านั้น
ราคา 250 บาทต่อใบ (ทุกการสั่งซื้อบริจาค 100 บาท เข้าโครงการจ้างวานข้า)
ตั้งแต่เดือนกันยายน – ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) ร่วมเก็บภาพความทรงจำอันน่าประทับใจ พร้อมส่งต่อโอกาสเพื่อสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้กับผู้ขาดโอกาสในสังคมไปด้วยกัน ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE Official Account @avaniratchada หรือโทร +66 2 641 1500
หรืออีเมล reservations.vrat@avanihotels.com หรือ https://mhg.to/1ornz 

เกี่ยวกับ อวานี โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ทส์ (Avani Hotels & Resorts)
แบรนด์โรงแรมอวานี ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคปัจจุบัน นำเสนอห้องพักดีไซน์ทันสมัย พื้นที่ส่วนกลางสำหรับการสังสรรค์เพื่อการเชื่อมต่อถึงกัน รวมถึงประสบการณ์การรับประทานอาหารภายในโรงแรมและแบบนำกลับ (on-the-go) ที่ต่างได้แรงบันดาลใจจากท้องถิ่น ความสมดุลคือหัวใจของทุกสิ่งที่อวานีทำ เพื่อมอบการผสมผสานที่พอดีระหว่างการบริการ ความสนุกสนาน และความเป็นส่วนตัวให้กับแขกผู้ใช้บริการ แบรนด์อวานีได้เปิดตัวในปี 2011 และในปัจจุบันมีโรงแรมในเครือกว่า 40 แห่งใน 5 ทวีป ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมือง รีสอร์ท และที่พักท่ามกลางธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการออกแบบอย่างชาญฉลาด การบริการที่มีชีวิตชีวา และความคุ้มค่า

อวานีเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มโรงแรม ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) และเป็นสมาชิกของโปรแกรมสะสมคะแนน Minor DISCOVERY ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ GHA DISCOVERY

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ avanihotels.com และติดตามอวานีได้ทาง
Facebook, Instagram, TikTok, X และ YouTube

เกี่ยวกับ ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels)  ไมเนอร์ โฮเทลส์ เป็นบริษัทผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจการบริการ โดย ณ ปัจจุบันมีโรงแรม รีสอร์ท และเรสซิเดนซ์ในเครือจำนวนมากกว่า 640* แห่งใน 59 ประเทศ ผ่านแบรนด์โรงแรมที่หลากหลาย อาทิ อนันตรา (Anantara) เอเลวาน่า คอลเลคชั่น (Elewana Collection) เดอะ โวลสลีย์ โฮเทลส์ (The Wolseley Hotels) ทิโวลี (Tivoli) ไมเนอร์รีเซิร์ฟ คอลเลคชั่น (Minor Reserve Collection) เอ็นเอช (NH) เอ็นเอช คอลเลคชั่น (NH Collection) นาว (Nhow) อวานี (Avani) คอล์แบร์ คอลเลคชั่น (Colbert Collection) โอ๊คส์ (Oaks) และ ไอสเตย์ (iStay) รวมถึงธุรกิจอื่น ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารและบาร์ กิจกรรมการท่องเที่ยว และแบรนด์ด้านสปาและเวลเนสระดับโลก ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ไมเนอร์ โฮเทลส์ มุ่งมั่นเสริมสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง สร้างพันธมิตรที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนความสำเร็จทางธุรกิจ ด้วยการให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับแขก ทีมงาน และพันธมิตรทางธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ เป็นสมาชิกของ Global Hotel Alliance (GHA) ซึ่งเป็นพันธมิตรแบรนด์โรงแรมอิสระที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีโปรแกรมสะสมคะแนน Minor Discovery ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ GHA DISCOVERY อีกด้วย

เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)

ซี.พี. แลนด์ หรือ CP LAND ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจที่พักอาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม 2. ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ส่วนกลางและภูมิภาค) 3. ธุรกิจโรงแรม 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 5. ธุรกิจบริหารอาคาร 6. ธุรกิจพลังงาน 7. ศูนย์ประชุมไคซ์ – KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th

FORTHING FRIDAY เปิดแคมเปญ “Founding Experience Ambassador”

FORTHING FRIDAY เปิดแคมเปญ “Founding Experience Ambassador” จัดเต็มสิทธิพิเศษสำหรับ 299 คันแรก พร้อมข้อเสนอสำหรับรุ่นท็อป BEV Exclusive 729,900 บาท 

Dongfeng Forthing เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ “Founding Experience Ambassador” สำหรับ FORTHING FRIDAY BEV Exclusive รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ในราคาแคมเปญ 729,900 บาท จากราคาปกติ 789,900 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์และของแถมมูลค่ารวมกว่า 173,500 บาท จำกัดสิทธิ์สำหรับ 299 คันแรก ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

สำหรับแคมเปญ Founding Experience Ambassador ลูกค้า FORTHING FRIDAY BEV Exclusive จะได้รับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์มูลค่ารวมกว่า 173,500 บาท ประกอบด้วย

• รับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน*

•ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี

• รับประกันตัวรถ 6 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร*

•บริการบำรุงรักษาครั้งแรก

• บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง*

• สิทธิ์ทดลองขับรถยนต์ FORTHING รุ่นใหม่ในอนาคตก่อนใคร*

• สิทธิ์ซื้อ Home Charger พร้อมติดตั้ง ในราคาพิเศษ 15,000 บาท*

• โอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม Founding Experience Trip ณ ประเทศจีน จำนวน 20 ท่าน ระยะเวลา 4 วัน*

มากกว่าข้อเสนอพิเศษ สู่ประสบการณ์กับแบรนด์ในระดับ Global หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแคมเปญ   Founding Experience Ambassador คือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 20 ท่าน เพื่อเดินทางร่วมกิจกรรม Founding Experience Trip ระยะเวลา 4 วัน ณ ประเทศจีน

ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ พร้อมสัมผัสเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตของแบรนด์ในเครือ Dongfeng Motor อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ และเชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มแรกในประเทศไทยเข้ากับแบรนด์ในระดับสากล

Dongfeng Forthing เป็นแบรนด์ยานยนต์ภายใต้ Dongfeng Motor Corporation เป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับและบริหารทรัพย์สินของรัฐแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (SASAC) และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 319 ของ Fortune Global 500 ประจำปี 2026 ด้วยรายได้ต่อปี 49,247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของประเทศจีนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยียานยนต์ ทั้งด้านพลังงาน ระบบควบคุมแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับขี่อัจฉริยะ โดยมีแบรนด์ภายใต้กลุ่มธุรกิจทั้งแบรนด์ร่วมทุน เช่น Dongfeng Honda และ Dongfeng Nissan รวมถึงแบรนด์ของตนเอง เช่น Forthing และ Voyah สำหรับ Forthing ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้ Dongfeng Motor ได้เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2026 โดยปัจจุบันมี FRIDAY เป็นรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทย

Forthing ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดอาเซียนและเป็นหนึ่งในตลาดการขายที่สำคัญ

FORTHING FORTHING FRIDAY เปิดแคมเปญ “Founding Experience Ambassador” จัดเต็มสิทธิพิเศษสำหรับ 299 คันแรก พร้อมข้อเสนอสำหรับรุ่นท็อป BEV Exclusive 729,900 บาท 

Dongfeng Forthing เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ “Founding Experience Ambassador” สำหรับ FORTHING FRIDAY BEV Exclusive รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ในราคาแคมเปญ 729,900 บาท จากราคาปกติ 789,900 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์และของแถมมูลค่ารวมกว่า 173,500 บาท จำกัดสิทธิ์สำหรับ 299 คันแรก ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

สำหรับแคมเปญ Founding Experience Ambassador ลูกค้า FORTHING FRIDAY BEV Exclusive จะได้รับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์มูลค่ารวมกว่า 173,500 บาท ประกอบด้วย

• รับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน*

•ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. 1 ปี

• รับประกันตัวรถ 6 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร*

•บริการบำรุงรักษาครั้งแรก

• บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง*

• สิทธิ์ทดลองขับรถยนต์ FORTHING รุ่นใหม่ในอนาคตก่อนใคร*

• สิทธิ์ซื้อ Home Charger พร้อมติดตั้ง ในราคาพิเศษ 15,000 บาท*

• โอกาสได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม Founding Experience Trip ณ ประเทศจีน จำนวน 20 ท่าน ระยะเวลา 4 วัน*

มากกว่าข้อเสนอพิเศษ สู่ประสบการณ์กับแบรนด์ในระดับ Global หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแคมเปญ Founding Experience Ambassador คือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 20 ท่าน เพื่อเดินทางร่วมกิจกรรม Founding Experience Trip ระยะเวลา 4 วัน ณ ประเทศจีน

ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้เยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ พร้อมสัมผัสเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการผลิตของแบรนด์ในเครือ Dongfeng Motor อย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์ และเชื่อมโยงลูกค้ากลุ่มแรกในประเทศไทยเข้ากับแบรนด์ในระดับสากล

Dongfeng Forthing เป็นแบรนด์ยานยนต์ภายใต้ Dongfeng Motor Corporation เป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับและบริหารทรัพย์สินของรัฐแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (SASAC) และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 319 ของ Fortune Global 500 ประจำปี 2026 ด้วยรายได้ต่อปี 49,247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ของประเทศจีนที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยียานยนต์ ทั้งด้านพลังงาน ระบบควบคุมแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และระบบขับขี่อัจฉริยะ โดยมีแบรนด์ภายใต้กลุ่มธุรกิจทั้งแบรนด์ร่วมทุน เช่น Dongfeng Honda และ Dongfeng Nissan รวมถึงแบรนด์ของตนเอง เช่น Forthing และ Voyah สำหรับ Forthing ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้ Dongfeng Motor ได้เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2026 โดยปัจจุบันมี FRIDAY เป็นรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทย

Forthing ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดอาเซียนและเป็นหนึ่งในตลาดการขายที่สำคัญ

FORTHING FRIDAY BEV Exclusive รถไฟฟ้า SUV ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานจริง โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตและพื้นที่ภายในที่ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวยุคใหม่ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 64.4 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ตัวรถได้รับการออกแบบให้ผสานความสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย พร้อมฟังก์ชันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางในเมืองและการเดินทางระยะไกล

ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของ FORTHING FRIDAY BEV Exclusive ในราคาแคมเปญ 729,900 บาท โดยจำกัดสิทธิ์ Founding Experience Ambassador สำหรับ 299 คันแรก พร้อมลงทะเบียนทดลองขับและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม FORTHING 

ดูรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ FORTHING Thailand:
https://www.forthing-th.com/th/promotions/20260831001 

#FORTHINGThailand #FORTHINGFriday #BEV #EV #รถยนต์ไฟฟ้าBEV Exclusive รถไฟฟ้า SUV ที่ออกแบบเพื่อการใช้งานจริง โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตและพื้นที่ภายในที่ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวยุคใหม่ มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 64.4 kWh ให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 480 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน NEDC ตัวรถได้รับการออกแบบให้ผสานความสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย พร้อมฟังก์ชันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางในเมืองและการเดินทางระยะไกล

ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของ FORTHING FRIDAY BEV Exclusive ในราคาแคมเปญ 729,900 บาท โดยจำกัดสิทธิ์ Founding Experience Ambassador สำหรับ 299 คันแรก พร้อมลงทะเบียนทดลองขับและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม FORTHING 

ดูรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเมได้ที่เว็บไซต์ FORTHING Thailand:
https://www.forthing-th.com/th/promotions/20260831001 

#FORTHINGThailand #FORTHINGFriday #BEV #EV #รถยนต์ไฟฟ้า