28 เมษายน 2569

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก

ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการ เดินรถไฟฟ้า และมาตรฐานด้านความปลอดภัย 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาปรับปรุงพัฒนาการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยการสำรวจความพึงพอใจในครั้งนี้ นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 มีการลงพื้นที่สำรวจทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ร่วมจัดทำขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงคุณภาพมาอย่างยาวนาน และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบการสำรวจและงานวิจัยเช่นเดียวกัน โดยได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการในทุกสถานี ผลปรากฏว่า ผู้ใช้บริการมีระดับความพึงพอใจในด้านต่างๆ จากคะแนนเต็ม 5 ดังนี้

1. ความพึงพอใจโดยรวมด้านการให้บริการ 4.56

2. ด้านความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า 4.57 สะท้อนถึงความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล

3. ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.52 ตอกย้ำความน่าเชื่อถือของระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ให้บริการเดินรถตรงตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด 

4. ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.51 ซึ่งสะท้อนถึงความชัดเจนของข้อมูลเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า และการประชาสัมพันธ์บริการต่างๆ

5. ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.44 แสดงถึงการออกแบบสถานีและขบวนรถไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานของผู้โดยสารทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

6. ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.50 ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขอบคุณความไว้วางใจที่ผู้โดยสารมีต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วยดีเสมอมา


ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้พัฒนาและยกระดับการให้บริการที่สำคัญหลายด้าน ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านความปลอดภัย และด้านคุณภาพเดินรถไฟ้าและการให้บริการ โดยผลสำรวจในครึ่งปีแรกนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสานสีแดง ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน โดยดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% นอกจากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแล้ว บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ด้วยการเดินหน้าพัฒนาการเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง หรือ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีได้อย่างสะดวก รวมถึงพัฒนาการให้บริการทุกๆด้าน โดยยึดถือความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ด้วยดีเสมอมา และเราขอสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกมิติ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

27 เมษายน 2569

"DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ประสบความสำเร็จ

ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์

มหกรรมการแข่งขันอานาซีด ดนตรีกวีศิลป์  "DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน  ขับเคลื่อนโครงการโดย นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ,นางปุณณานันท์ ทองหยู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี รวมทั้งชมรม DAI Voice ปัตตานี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน กระทรวงมหาดไทย

โดยเวทีการแข่งขัน DAI Voice Thailand-ASEAN 2026 นับเป็นการแข่งขันซีซั่นที่ 8 การจัดงานมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนและศิลปินด้านดนตรีกวีศิลป์ ควบคู่กับการสืบสานอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนภาคใต้  ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ 


ผลการแข่งขันปรากฏว่า LASYKAR KHALEEFA คว้ารางวัลชนะเลิศรายการ DAI Voice ASEAN 2026 ขณะที่การแข่งขันในระดับประเทศ รายการ DAI Voice Thailand 2026 ทีม ZAEEM ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม PAC PIRAYA ANASYID CLUB ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง




ส่วนการแข่งขัน DAI Voice Kids 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำหรับเยาวชน ทีม PEMAS JALA ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม HULNUN ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตสู่เวทีคุณภาพในอนาคต



การแข่งขัน DAI Voice 2026 ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเชื่อมโยงเครือข่ายทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

พญาไทศรีราชา–พญาไทบ่อวิน ร่วมขับเคลื่อนสุขภาพแรงงาน EEC

ผ่านเวที “BDMS EEC Occupational Health Forum 2026”

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ภายใต้ BDMS ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานสัมมนา “BDMS EEC Occupational Health Forum 2026” เวทีความร่วมมือด้านอาชีวอนามัยที่มุ่งยกระดับระบบการดูแลสุขภาพแรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้มีความครอบคลุม เชื่อมโยง และได้มาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแรงงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ การดูแลรักษา ไปจนถึงการส่งต่ออย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่มีแรงงานเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นประธานในพิธีเปิด โดยกล่าวว่า “พื้นที่ EEC ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่ “แรงงาน” คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่ความท้าทายด้านสุขภาพในยุคอุตสาหกรรม 4.0 มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโรคจากการทำงาน ปัญหาสุขภาพจิต และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร”
ทั้งนี้ การมีระบบดูแลสุขภาพแรงงานที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน ไม่เพียงช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังสะท้อนศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน
ด้าน นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 BDMS กล่าวว่า “เวทีดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS ในพื้นที่ EEC จำนวน 8 แห่ง เพื่อยกระดับบริการด้านอาชีวอนามัยให้สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการป้องกัน การรักษา และการส่งต่อภายใต้มาตรฐานเดียวกัน”
การเข้าร่วมในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาและโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในฐานะหน่วยบริการสุขภาพหลักในพื้นที่ EEC ที่พร้อมสนับสนุนการดูแลสุขภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และสอดรับกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “One Network, One Standard” ของ BDMS ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการด้านอาชีวอนามัยแบบบูรณาการ เพื่อให้แรงงานและสถานประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษาและการส่งต่อ


นอกจากนี้ เวทีสัมมนายังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในการทำงาน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การมีส่วนร่วมในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในการร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพแรงงานในพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

24 เมษายน 2569

รวบทัวร์เถื่อนคาสนามบินเชียงใหม่ หลอกขายทัวร์คุนหมิง - ฉงชิ่ง ผู้เสียหาย 31 ราย


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า วันนี้ (24 เม.ย. 69) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น.
ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 31 ราย และแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวประจำจุดท่าอากาศยานประจำสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากซื้อรายการนำเที่ยว คุนหมิง - ฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 24 - 29 เมษายน 2569 แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่าไม่มีตั๋วโดยสารเครื่องบินสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ สำนักงานทะเบียนฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงทำการตรวจสอบเอกสารโปรแกรมนำเที่ยวและหลักฐานการชำระเงิน ปรากฏชื่อ นางสาว อ.(นามสมมุติ) หรือ หจก.เอ (นามสมมุติ) เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลในระบบ พบว่าไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา "ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต" เป็นความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงจับกุมนางสาว อ.(นามสมมุติ) และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำนักท่องเที่ยวทุกท่านให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว เบื้องต้นท่านสามารถตรวจสอบบริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว www.dot.go.th เพื่อให้การท่องเที่ยวของท่านราบรื่น เชื่อถือได้ และได้รับการบริการจากทัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเกิดความเสียหายสามารถรับความคุ้มครองจากกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้

“บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล!


ช่วยดูแลดวงตา ลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ ภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ แบบขวด 30 เม็ด ราคาพิเศษเพียง 169 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

“ในยุคที่ชีวิตประจำวันเลี่ยงไม่ได้กับการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดปัญหา 'Digital Eye Strain' หรืออาการตาแห้ง ตาล้า และพร่าเบลอ ‘บีไชน์’ (B-Shine) ส่งตัวช่วยสำคัญ ‘ไบโอ โปร ซี’ (Bio Pro C) วิตามินซีสูตรพิเศษที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องภูมิคุ้มกัน แต่มาพร้อมคุณสมบัติแบบ 3-in-1 ที่เน้นการดูแลถนอมดวงตาควบคู่ไปกับการบำรุงผิวพรรณในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับคนวัยทำงาน นักศึกษา ผู้ที่ใช้สายตาหนัก และผู้สูงอายุ”

“ไบโอ โปร ซี’ วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่ (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry)” วิตามินซีสูตรพิเศษนี้ ช่วยลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ พร้อมเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ มาในรูปแบบขวดพกพาสะดวกขนาด 30 เม็ด โดย บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ได้จัดโปรโมชั่นแรง ช่วยประหยัดส่งท้ายเดือน เหลือเพียง 169 บาท (จากปกติ 189 บาท) และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือ 168 บาท หาซื้อได้ง่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2569 นี้

คัดสรร 7 สารสกัดเข้มข้นใน ‘ไบโอ โปร ซี’ ตัวช่วยสำคัญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ผ่านการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม ดังนี้

1. ถนอมดวงตาขั้นสุด : ด้วยการทำงานร่วมกันของ สารสกัดบิลเบอร์รี่ (แอนโทไซยานิน 25%) และ วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่แสงน้อย ลดอาการพร่าเบลอ และเติมความชุ่มชื้นให้ดวงตาจากการจ้องมือถือนานๆ

2. วิตามินซีสูตรอ่อนโยน (Non-Acid) : ใช้แคลเซียม แอสคอร์เบต ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ร่างกายดูดซึมได้ดีและคงอยู่ในร่างกายได้นาน โดยไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เหมาะกับคนวัยทำงานที่อาจมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา 

3. ภูมิคุ้มกัน X3 จากธรรมชาติ : รวมพลังความสูงจากผลคามู คามู สกัด (ให้วิตามินซีสูงกว่าเลมอน 103 เท่า!), โรสฮิปส์สกัด และ ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้นานขึ้น เสริมเกราะป้องกันหวัดและภูมิแพ้ได้ดีกว่าเดิม

4. ปกป้องผิวจากแสง : เสริมด้วยสารสกัดจากส้มสีแดง (Blood Orange) ที่ช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีและลดการอักเสบของผิว ให้ผิวดูสดใสไม่หมองคล้ำแม้ทำงานหนัก

เพียงรับประทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร  เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จบครบภายในเม็ดเดียว ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลเสริมสุขภาพเป็นประจำทุกวันได้อย่างมั่นใจ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม “บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ได้ที่เว็บไซต์ https://bshine.co.th/bioproc/, FB : B Shine, Line : @Bshine,  TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus

SHEEP เสิร์ฟกลยุทธ์คาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง เปิดคอลเลคชั่น Sanrio ปั้นตลาดแก็ดเจ็ตแฟชั่นรับ Gen Z

SHEEP เสิร์ฟกลยุทธ์คาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง  เปิดคอลเลคชั่น Sanrio ปั้นตลาดแก็ดเจ็ตแฟชั่นรับ Gen Z พร้อมดึงพลังคู่จิ้น เติ้ล-เฟิร์สวัน  เป็น Collection Presenter    


SHEEPแบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทย ผู้ผลิตและออกแบบแก็ดเจ็ตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด  เปิดตัวเคสคอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลกจาก Sanrio ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน “SHEEP SWEET TREAT” ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์  นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแก็ดเจ็ต พร้อมดึงพลังคู่จิ้นสุดฮอต เติ้ล -เฟิร์สวัน มาเป็น Collection Presenter พร้อมเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  Pompompurin และ  Cinnamoroll เนรมิตพื้นที่กลางลาน M Fashion Hall1 ภายในเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  ให้กลายเป็นโลกแห่งความหวานที่ทุกคนสามารถเลือกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่20–30 เมษายน พร้อมกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 23 เมษายนนี้                      

นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย)  Founder&CEO บริษัท  ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด    กล่าวว่า“คอลเลคชั่น“SHEEP SWEET TREAT” นำมาผูกเข้ากับเอกลักษณ์ของตัวละคร Sanrio ถูกออกแบบให้เป็นซีรีส์ที่แฟน ๆ สามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง โดยนำ “ความหวาน ในหลากหลายมิติ ในรูปแบบมุมมองที่ต่างออกไปจากเดิม และความหวานไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านบุคคลิกของคนดังที่มาร่วมเป็นตัวแทนแต่ละสไตล์ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์ด้วยกัน นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแกดเจ็ต  เริ่มจาก





• พันธิตา บุญชวน หรือ “พั้นรักแมว”  Flavor 01 : Hello Kitty สะท้อนความน่ารักเปรี้ยวหวานที่ลงตัวและความหวานแบบมีระดับ

• วรัญญ์ เครือบุตร หรือ “ไดม่อน” Flavor 02   :  Pochacco กับสไตล์หวานแบบเท่ สดชื่น และขี้เล่น

• เมธิกา จีรนรภัทร หรือ “เจนเย่”  Flavor 03    :  Little Twin Starsถ่ายทอดความหวานละมุน ชวนฝัน

• วรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน”  Flavor 04 :  Pompompurin กับความหวานอบอุ่น สบายใจ และผ่อนคลายเหมือนถูกโอบกอด

• มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล”  Flavor 05 : Cinnamoroll ที่สื่อถึงความสุข ความรื่นเริง และความสดใสราวกับแสงบนท้องฟ้า

การนำคาแรกเตอร์จาก Sanrio มาร่วมสร้างสรรค์คอลเลคชั่นครั้งนี้   เป็นการตอบรับกระแสเรียกร้องจากแฟนคลับที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Sanrio ยังเป็นคาแรกเตอร์ระดับโลกที่ครองใจคนทุกวัย  โดยก่อนหน้านี้แบรนด์เคยร่วมงานกับ Sanrio มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้กระแสมีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้น จากความคุ้นเคยและความผูกพันของแฟนคลับที่มีต่อแบรนด์และตัวคาแรกเตอร์   

โดยคอลเลคชั่นนี้ ออกแบบมารองรับ iPhone รุ่น 11 – 17 และ Samsung Galaxy S23 Ultra – S26 Ultra นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น SHEEP Phone Wallet , SHEEP Phone Grip ,SHEEP  Phone Charm 

นายอภินันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้แบรนด์ยังมุ่งเจาะตลาดกลุ่ม Gen Zและ LGBTQIA+ มากขึ้น  ถ่ายทอดแบรนด์ให้เป็นทั้งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผ่านการถ่ายแฟชั่นเพื่อสื่อสารตัวตนของผู้ใช้ แบรนด์ SHEEP ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และเคารพความหลากหลายทางเพศเป็นการเชื่อมโยง     แบรนด์เข้ากับทุกตัวตนและทุกสไตล์” วันนี้SHEEPยังได้เปิดตัว Collection Presenter   คู่ล่าสุด  เติ้ล – มติมันท์ ศรีบุญเรือง และ เฟิร์สวัน – วรรณกร เรืองรัตน์    คู่จิ้นที่แฟนคลับให้การซัพพอร์ตกันอย่างหนาแน่น   ด้วยคาแรกเตอร์โดดเด่นเคมีที่เข้ากัน และมีความสดใสมีเสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติ โดยทั้ง2คนร่วมเปิดตัวเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  กับลาย  Pompompurin และ Cinnamoroll ที่ใช้เฉพาะกับเคสมือถือ Samsung   


    

นอกจากนั้นภายในงานยังถูกเนรมิตให้เป็นแลนด์มาร์กสายหวานแบบเต็มรูปแบบ กับ 5 โซนถ่ายภาพที่ออกแบบตามคอนเซ็ปต์ความหวานแต่ละสไตล์ ให้แฟน ๆ ได้แช๊ะภาพใกล้ชิดกับคาแรกเตอร์โปรด เพิ่มดีกรีความฟินด้วยการคอลแลปกับ กับร้านชานมชื่อดัง BEARHOUSE ที่นำเครื่องดื่มมารังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ มาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าแบรนด์SHEEPครบ 1,000 บาท จะได้รับเมนูพิเศษที่มีเฉพาะในงานเท่านั้น(มีจำนวนจำกัด) พร้อมคอนเซ็ปต์ “เลือกชานมตามรสชาติความหวานของเคสที่คุณเลือก” ร่วมค้นหา “ความหวานในแบบของคุณ” กับคอลเลคชั่น Sanrio ทั้ง 5 สไตล์ ได้ที่งาน SHEEP SWEET TREAT  ตั้งแต่วันนี้  – 30 เมษายน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ                    

ปัจจุบันบริษัท ชีพ แก็ดเจ็ด จำกัด มี 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store 3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP  เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านAppleSheep 8สาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์   ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ,  ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์  , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่  หรือติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.applesheepth.com, Line: @applesheep,
Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

23 เมษายน 2569

กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ

กรมการท่องเที่ยวพร้อมเครือข่าย บุกจับบริษัททัวร์ย่านราชปรารภ “ไม่ทำประกันภัยนักท่องเที่ยว - ต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย”

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากหัวหน้ากลุ่มตรวจและกำกับธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว กรมการท่องเที่ยว ซึ่งได้ร่วมกับกองกำกับการสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบธุรกิจนำเที่ยว (บริษัททัวร์) ย่านถนนราชปรารภ ตามเบาะแสที่ได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบพบว่า ไม่สามารถแสดงเอกสารการจัดทำประกันภัยนักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการว่าจ้างบุคคลสัญชาติอินเดียทำงานในบริษัททัวร์ โดยไม่มีใบอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร เบื้องต้นเข้าข่ายการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 กรณีไม่ทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะถูกปรับพินัยในอัตราไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมทั้งโทษทางปกครองถูกพักใช้ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยว เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน รวมถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายจัดหางาน และการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นคนไทยของบริษัท จากนั้นจึงนำตัวส่งสถานีตำรวจนครบาลพญาไท เพื่อดำเนินคดีต่อไป





อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวขอบคุณเครือข่ายเฝ้าระวังการทำทัวร์เถื่อนไกด์เถื่อนที่ได้ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ จนนำไปสู่การเฝ้าสังเกตพฤติการณ์และจับกุมดำเนินคดีได้ในที่สุด กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของนักท่องเที่ยวและรักษามาตรฐานวิชาชีพธุรกิจนำเที่ยวของไทยให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างแท้จริง