14 กรกฎาคม 2569

พญาไท-เปาโล เดินหน้าสู่ HealthTech Company

สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาพไทย

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น HealthTech Company ด้วยการสร้าง "Innovation Culture" ให้เป็นรากฐานของการพัฒนาองค์กร ผ่านเวที The Ppitch Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องและต่อยอดผลงานนวัตกรรม ของบุคลากร พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์ มาพัฒนาประสบการณ์การดูแลสุขภาพ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขไทย

นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลรักษา องค์กรจึงไม่ได้มุ่งพัฒนาเพียงบริการทางการแพทย์ แต่ให้ความสำคัญ กับการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนสามารถคิดค้น ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง"เราเชื่อว่านวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในองค์กร The Ppitch Awards จึงไม่ใช่เพียงเวทีประกวดผลงาน แต่เป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าทดลอง และร่วมกัน สร้างคุณค่าใหม่ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและสังคมในระยะยาว"


ตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ Center of Private Research and Innovation Accelerator (CPRIA) และ Phyathai–Paolo Innovation Lab (PIL) ได้ร่วมกันวางรากฐานระบบบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กร อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการต่อยอดสู่การ ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 56001 Innovation Management System ซึ่งเป็นมาตรฐานการบริหารจัดการ นวัตกรรมระดับสากล และเป็นองค์กรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานดังกล่าว



ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพของบุคลากรและความเข้มแข็ง ของระบบนวัตกรรมภายในองค์กร ปัจจุบันมีการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญารวม 76 ผลงาน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 25 ผลงาน ส่งผลให้ปัจจุบัน มีผลงานนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและการพัฒนาเชิงพาณิชย์รวม  80 ผลงาน ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมด้านการรักษา การบริการ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ตัวอย่างผลงานที่สะท้อนการเปลี่ยนองค์ความรู้จากการปฏิบัติงานจริงสู่การสร้างคุณค่า ได้แก่ Smart X นวัตกรรมเสื้อพยุงหลังสำหรับผู้ที่มีปัญหา ออฟฟิศซินโดรม, NPI Smart Mattress ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ รวมถึง Laparo Bag นวัตกรรมถุงเก็บชิ้นเนื้อสำหรับการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งได้ลงนาม Licensing Agreement กับบริษัท ไบโอคลาส จำกัด เพื่อนำไปผลิตและจัดจำหน่าย ในเชิงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายในองค์กรสู่ภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ควบคู่กันนี้ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลยังเดินหน้าสร้างระบบ Open Innovation ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสุขภาพ มากกว่า 40 ความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัย และเร่งการสร้างนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์ระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการสร้างนวัตกรรมใหม่ องค์กรยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ผ่านแพลตฟอร์มและบริการสำคัญ อาทิ Health Up, Telecare, Smart Check-up, Electronic Medical Record (EMR), Speech-to-Text และ Fitpoint ซึ่งช่วยเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพแบบไร้รอยต่อ พร้อมต่อยอดสู่บริการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การดูแลเชิงป้องกันและการมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว

งาน The Ppitch Awards 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Celebrating Ideas, Creating the Future" เพื่อยกย่องบุคลากรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมผลักดันให้แนวคิดที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 103 โครงการ และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 11 โครงการ โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล Gold Award มีจำนวน 5 รางวัล และ Silver Award จำนวน 6 รางวัล ขณะที่ CEO Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผลงานที่โดดเด่นด้านการสร้าง ผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรและผู้รับบริการ ได้แก่ ทีม OmniSkills นอกจากนี้ ยังมี BDMS Fast Track จำนวน 4 รางวัล เพื่อสนับสนุนการต่อยอดผลงาน นวัตกรรมที่มีศักยภาพสู่การพัฒนาในระดับเครือ BDMS และการนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง 

นายอัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดจากจำนวนสิทธิบัตร ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่สะท้อนผ่าน "วัฒนธรรมนวัตกรรม" ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดแนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นคุณค่าที่ส่งผลต่อผู้ป่วย องค์กร และระบบสุขภาพในวงกว้าง

"อนาคตของระบบสุขภาพจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนเข้าด้วยกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมโยงบุคลากร นักวิจัย สถาบันการศึกษา สตาร์ทอัพ และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้ป่วย สังคม และประเทศ"

ภายใต้วิสัยทัศน์ "We will be the Most Admired and Trusted Private Hospital Group" เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรจากผู้ให้บริการ ทางการแพทย์สู่ HealthTech Company และร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น World Medical Hub และสังคมแห่ง Healthy Longevity อย่างยั่งยืน

“รางวัลเกียรติยศด้านการลดก๊าซเรือนกระจก” ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050”


นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติมอบ “รางวัลเกียรติยศด้านการลดก๊าซเรือนกระจก” ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050” เพื่อยกย่อง 37 ภาคีร่วมดำเนินการ ที่ประสบความสำเร็จส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก จากมาตรการทดแทนปูนเม็ด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ณ ห้องเพรสทีจ ฮอลล์ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

ลิ้มลองความอร่อยระดับจักรพรรดิ ณ ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

ที่ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบรรยากาศหรูหราผสานความร่วมสมัยอย่างลงตัว กับเซตเมนู เริ่มต้นเปิดต่อมรับรสด้วย “ออร์เดิร์ฟสามสหาย” รสสัมผัสกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ตามด้วย “ซุปหูฉลามทะเลหลวง” ร้อนระอุ หอมละมุนจากการเคี่ยววัตถุดิบธรรมชาติจนเข้มข้น ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดคือ

“เป็ดปักกิ่ง” หนังบางกรอบสีสวย ทานคู่แป้งนุ่มและซอสสูตรพิเศษอร่อยจนหยุดไม่ได้ เสริมทัพด้วย
“ปูนิ่มทอดพริกเกลือ” กรอบอร่อยทานได้ทั้งตัว หอมกระเทียมพริกไทย และ “เนื้อผัดซอสฮ่องกงคะน้าเห็ดหอม” เนื้อนุ่มละมุนลิ้นชวนฟิน ฟินต่อเนื่องกับ
“ปลานึ่งซีอิ๊วสไตล์ฮ่องกง” โชว์ความสดของเนื้อปลาหวานฉ่ำ และ “ผัดบะหมี่ฮกเกี้ยนกุ้ง” เส้นเหนียวนุ่มเครื่องแน่นเต็มคำ ก่อนปิดท้ายมื้อสุดประทับใจด้วยของหวานล้างปากอย่าง
“สาคูแคนตาลูปเย็น” หอมหวานสดชื่นชื่นใจ




สำหรับมื้อครอบครัวหรือโอกาสพิเศษ มีห้องส่วนตัวบริการถึง 6 ห้อง เปิดมื้อเที่ยง 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น 17.30-22.00 น. สำรองที่นั่งความฟินได้เลยที่ 02-5755599

SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 สืบสานภูมิปัญญา สู่เศรษฐกิจงานศิลปหัตถกรรมที่ยั่งยืน

เดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยมและหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องอัตลักษณ์ชาติ” สู่เวทีโลก

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 พร้อมเดินหน้าบทบาทการเป็นนักปั้น ขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นองค์กรหลักในการ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาคน องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ และตลาด ควบคู่กับการสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด Sustainable Craft Business Model พร้อมจัดเสวนา "ราชพัสตราสู่สากล" ถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมในฐานะต้นแบบการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก



ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของ SACIT ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะหน่วยงานหลักด้าน   การส่งเสริม อนุรักษ์ และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย โดย SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือไทย การต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย และการเปิดโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของงานศิลปหัตถกรรมทั้งระบบ โดยมองว่างานหัตถศิลป์มิใช่เพียงรักษา สืบสานคุณค่าองค์ความรู้ให้คงอยู่ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศได้ในระยะยาว

“SACIT จึงทำหน้าที่เป็น 'นักปั้น' ที่ร่วมขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน องค์ความรู้และภูมิปัญญาของครูศิลป์ ครูช่าง และช่างฝีมือไทยสู่คนรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานหัตถศิลป์ และ การส่งเสริม ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ และชุมชนหัตถกรรม ผ่านการสร้างโอกาสทางการตลาด ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปีนี้ และต่อยอดไปสู่ปี 2570 คือการเดินหน้าขับเคลื่อน Sustainable Craft Business Model ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Craft Value Chain) โดยมุ่งพัฒนา "คน ผลิตภัณฑ์ และตลาด" ควบคู่กับการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ   ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว



“ภารกิจของ SACIT ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่ในความทรงจำ แต่คือการทำให้งานหัตถศิลป์ไทยมีชีวิต มีผู้สืบทอด มีผู้ใช้ มีตลาด และมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพในเวทีโลก โดยยังคงรักษารากเหง้าและคุณค่าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมอย่างแท้จริง” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่ 5 ก้าวสู่ปีที่ 6 ครั้งนี้ ยังได้จัดเสวนา “ราชพัสตราสู่สากล” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาต่อยอดสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นภาพแทนของภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมไทยจากหลากหลายแขนง ทั้งการทอผ้า การย้อมสี การปัก การทำเครื่องประดับ งานโลหะ และงานหัตถศิลป์อีกหลายสาขา ที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติและได้รับการยอมรับในระดับสากล แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านนิทรรศการ "La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity" ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่ง SACIT ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของ ภูมิปัญญา งานช่าง และอัตลักษณ์ไทยในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม และการทูตวัฒนธรรม จนได้รับกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง และสะท้อนศักยภาพของไทยในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล



“สำหรับ SACIT การส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันคุณค่าของระบบนิเวศงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ช่างผู้สร้างสรรค์ ชุมชนผู้ผลิต องค์ความรู้ดั้งเดิม ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก"

13 กรกฎาคม 2569

INDECA LIVING ประกาศความร่วมมือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ Luxury Living ในประเทศไทย


กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2569: บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง (INDECA LIVING) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ Luxury Living Destination แห่งใหม่ของประเทศไทย พร้อมประกาศความร่วมมือกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ Timothy Oulton และ Andrew Martin เพื่อนำเสนอประสบการณ์การใช้ชีวิตและการออกแบบระดับสากลแก่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการคัดสรรแบรนด์ที่โดดเด่นด้านงานฝีมือ คุณภาพ และเอกลักษณ์การออกแบบที่แตกต่าง ณ โชว์รูม ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเกร็ก วัตกินส์ กรรมการบริหาร หอการค้าอังกฤษ-ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชั้นนำ ได้แก่ แฟรงก์ แคนเซลโลนี, นลินี เทียนศิริพิพัฒน์, วรกร เติมวัฒนภักดี, วัฒนา โควัฒนาภรณ์, เปรมมนัส สุวรรณานนท์ และอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ และแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งสำคัญ

การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ INDECA LIVING ในการก้าวข้ามบทบาทของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งภายในระดับลักชัวรี ที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ ศิลปะการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจจากนานาชาติเข้าด้วยกัน


คุณพิรพรรณ ภูมิวสนะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง กล่าวว่า “ผู้บริโภครสนิยมสูงในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาประสบการณ์ คุณค่า และตัวตนที่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิต INDECA LIVING สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ คุณภาพของวัสดุชั้นเลิศและความเป็นสากล เรามุ่งมั่นที่จะนำแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาสู่ประเทศไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของตลาดลักชัวรีไลฟ์สไตล์ไทยในระยะยาว”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวคือความร่วมมือกับแบรนด์สำคัญคือ Timothy Oulton แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านการผสมผสานงานฝีมือ วัสดุแท้ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งของเก่าเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์

โอลิเวอร์ โอลตัน ผู้สืบทอดเจเนอเรชันที่สามของแบรนด์ Timothy Oulton กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ Timothy Oulton คือการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ ความดั้งเดิมของวัสดุ และมรดกของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เรามองเห็นศักยภาพของตลาดไทยและเชื่อว่า INDECA LIVING จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และตัวตนของแบรนด์สู่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็น Authentic Luxury



นอกจากนี้ยังมี Andrew Martin แบรนด์ชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลจากแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและการเดินทางทั่วโลก

มาร์ติน วอลเลอร์ ผู้ก่อตั้ง Andrew Martin กล่าวว่า “การออกแบบที่ดีควรสะท้อนเรื่องราว วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความเข้าใจและให้คุณค่ากับงานออกแบบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ INDECA LIVING ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์ด้านการออกแบบของ Andrew Martin สู่กลุ่มลูกค้าชาวไทยที่มีรสนิยมและเปิดรับมุมมองระดับสากล”

นอกเหนือจากการนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกแล้ว INDECA LIVING ยังมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับนักออกแบบ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากล

การเปิดตัว INDECA LIVING ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดพื้นที่แห่งใหม่สำหรับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแต่ยังเป็นการประกาศบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดศักยภาพของอุตสาหกรรมลักชัวรีไลฟ์สไตล์และการออกแบบระดับโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากแบรนด์ชั้นนำที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญ

10 กรกฎาคม 2569

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ "Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way"

ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

ZEEKR ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แคมเปญ "Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way" นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐและ ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เพื่อนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวไทยรูปแบบใหม่ที่สอดรับยุทธศาสตร์ "Value Over Volume" ของ ททท. และยกระดับมาตรฐานการเดินทางท่องเที่ยวโดยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ตลาดในประเทศ  

อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าวว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ ZEEKR ได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยจะก้าวข้ามจากแบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียม สู่การเป็น Premium Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเดินทางเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ การจับมือกับ ททท. ในครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand Trust) ได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า ZEEKR ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยสมรรถนะชั้นสูงควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งยังเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่จะสะท้อนตัวตนได้ เพราะ ZEEKR เชื่อมั่นว่าทุกการเดินทางควรเป็นประสบการณ์ที่พิเศษไม่แพ้จุดหมายปลายทาง ความร่วมมือกับ ททท. ในการนำเสนอแคมเปญนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศให้แก่คนไทย และเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วยยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก ZEEKR” 


นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ปี 2569 ททท. มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตผ่านนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม     ภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย ควบคู่กับการสร้างความสมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับระบบการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งภายในประเทศและจากทั่วโลก  นอกจากนี้ ททท. ยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ที่ตอบโจทย์ด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยังลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยความร่วมมือกับ ZEEKR ครั้งนี้ ททท. จะทำหน้าที่คัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะสถานที่ "Hidden Destination" ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่น ขณะที่ ZEEKR จะสนับสนุนการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ภายใต้แนวคิด "ZEEKR คือ Puzzle Piece ของการเดินทางแบบ Premium Experience" โดย ททท. และ ZEEKR จะร่วมผลิตซีรีส์คอนเทนต์ "Travel the ZEEKR Way" ที่นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่

Northern Escape: การค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางภาคเหนือ ทั้งภูสูงและสายน้ำที่โอบล้อมรอบกาย ช่วยเยียวยาจิตใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สัมผัสความหมายที่ลึกซึ้งของวัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรมและงานหัตถกรรม ที่จะสร้างความทรงจำสุดประทับใจไม่รู้ลืม

Isaan Stories: สัมผัสเอกลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา สร้างพลังเชิงบวกไปพร้อมกับเรื่องราวการใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งอดทน ผ่านการบอกเล่าจากวิถีชีวิต ดนตรี อาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นแดนอิสาน

Southern Serenity: กางมือออกกว้างๆ แล้วหายใจให้เต็มปอด สูดกลิ่นอายแห่งท้องทะเล และชื่นชมความงดงามตระการตาของหมู่เกาะทะเลใต้ ให้เสียงคลื่นและผืนน้ำช่วยฮีลร่างกายและจิตใจไปพร้อมกับการเดินทางที่จะเติมเต็มทุกประสบการณ์ชีวิต

Urban Retreat: ค้นพบมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเจอ จากการเดินทางง่ายใช้เวลาเพียงสั้นๆ ครบจบทั้งการเช็คอินจุดถ่ายรูปมุมลับที่โลกยังไม่รู้ สนุกสนานไปกับประสบการณ์ใหม่จากเมืองที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัวของกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง 

ซึ่งการนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในครั้งนี้ จะถ่ายทอดผ่านยานยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยวที่ลงตัวไปกับทุกเส้นทางอย่างเหนือระดับ พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งจากการนำ KOLs ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer มาร่วมสร้างคอนเทนต์ เพื่อขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ ททท. ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและประสบการณ์เชิงคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ



แคมเปญ Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way จะดำเนินไปเป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 - กุมภาพันธ์ 2570 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปี 2569 นี้ ททท. ตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 202.42 ล้านคน รายได้ 1.07 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ ZEEKR ในฐานะแบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวในประเทศอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ ZEEKR ได้ที่
Website: https://www.zeekrlife.com/th-th/
Facebook: https://www.facebook.com/ZEEKRTHA/

 

09 กรกฎาคม 2569

บ้านท่ามะปรางค์-บ้านคลองเพล เที่ยวได้ทั้งวัน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมและวิถีชุมชน

“พันชนะ” นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ ชวนปักหมุดแหล่งเที่ยวใหม่ “ท่ามะปรางค์” พร้อมปลุกกระแสแคมเปญ ลดทั้ง หุบเขา#2 

สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่  ร่วมด้วยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่ามะปรางค์ คลองเพล ชวนฮีลใจด้วยบรรยากาศสีเขียวเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวใช้สิทธิในแคมเปญ ลดทั้ง หุบเขา#2 


นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เปิดเผยว่า ในฤดูฝนปีนี้เพื่อไม่ให้เงียบเหงา เรามีแพคเกจสุดพิเศษ บ้านท่ามะปรางค์-บ้านคลองเพล เที่ยวได้ทั้งวัน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมและวิถีชุมชน แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้เล่นน้ำลำตะคองโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเลย โดยวิสาหกิจชุมชนท่ามะปรางค์ บ้านคลองเพล นอกเหนือจากนั้นการท่องเที่ยวชุมชนนั้นยังมีการปั่นจักรยาน ดูเขาลูกช้าง นอกจากจะมีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้ว ก็จะมีที่บ้านคลองเพลเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่อยากแนะนำ และการร่วมแคมเปญ ใช้สิทธิลดทั้งหุบเขา ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สาขาสำนักนครราชสีมา มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมาณ 30 ราย ใช้สิทธิ ละ 200 บาท สามารถดูรายละเอียดได้ที่เพจ สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และประชาสัมพันธ์ทั่วไป

เนื่องจากเดือนสิงหาคมนี้ มอเตอร์เวย์ M 6 เปิดใช้บริการศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ สามารถมาใช้บริการกันได้ จะทำให้การเดินทางจากกรุงเทพฯ ย่นระยะจากสองชั่วโมงนิดๆ เหลือ หนึ่งชั่วโมง ไม่ใกล้ไม่ไกล มาฮีลใจกันด้วยบรรยากาศสีเขียว”ขณะที่ นายประทีป มุ่งยอดกลาง ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวบ้านท่ามะปรางค์ บ้านคลองเพล สองหมู่บ้านที่ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือน บริเวณอาณาเขตเขาใหญ่  กิจกรรมของเราจะมีการเรียกว่า “ดีท็อกซ์ปอด กอดเขาใหญ่” เข้าไปที่แหล่งท่องเที่ยวในชุมชนของสองหมู่บ้าน กิจกรรมหลักคือ ปั่นจักรยานเพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์ในหมู่บ้านของเราทั้งสองหมู่บ้าน เป็นเส้นวงกลม 

นอกจากนั้นมีอีกหลายกิจกรรม เช่นนำนักท่องเที่ยวไปที่วัดท่ามะปรางค์เพื่อไหว้ หลวงพ่อใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ มีอายุนับร้อยปี เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะทางอีสานที่ชาวชุมชนให้ความเคารพนับถือ 

หลังจากนั้นขี่จักรยานต่อไปชมวิวเขาลูกช้างที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และต่อไปยังมีสวนผลไม้ของชาวบ้าน สวนทุเรียนสวนแรกของท่ามะปรางค์ สวนสำเภาทอง มีทุเรียนหมอนทอง  ทุเรียนชะนี มังคุดละมุดและผลไม้อื่นๆ อีกหลากหลาย 

เราจะพานักท่องเที่ยวปั่นจักรยานไปชมสวนผักออแกนิคส์อยู่ในชุมชน ปลูกผักไร้สารพิษ และเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมและทำกิจกรรมตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บผักหรือเก็บไข่ไก่ ต่างๆ เพื่อนำกลับไปประกอบอาหารได้

นอกจากนั้น เราเดินข้ามสะพานลำตะคอง เข้าสู่หมู่บ้านคลองเพล หลังจากนั้นมายังบริเวณท่าน้ำลำตะคองนี้ จะมีกิจกรรม หลากหลาย เช่น การเพ้นท์สีจากใบไม้ การประกอบอาหารต่างๆ 

นายวินัย ขันทีท้าว อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 17 ตำบล หมูสี เสริมว่า การท่องเที่ยวของเราเพื่อลดภาวะโลกร้อนและชี้แนะให้นักท่องเที่ยวได้เห็นว่าชุมชนของเราเป็นชุมชนที่ปราศจากมลพิษ เพราะอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งยกฐานะเป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 2548 

บ้านท่ามะปรางค์-บ้านคลองเพล บ้านคลองเพล เป็นชุมชนเล็กๆ ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีสายน้ำลำตะคองไหลผ่าน เปิดบ้านต้อนรับนักเดินทางที่ต้องการฮีลใจผ่านความสงบเรียบง่ายสไตล์วิถีคนพื้นถิ่น พร้อมแจกจ่ายประสบการณ์ท่องเที่ยวเขาใหญ่แบบใหม่ไม่ต้องแบ่งกับใคร มาปั่นจักรยานไปตามถนนในชุมชน หายใจรับอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด เที่ยวเล่น สบายๆ ทำกิจกรรมสนุกๆ แบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม  เที่ยวได้ทั้งวัน ทำกิจกรรมสร้างสรรค์จากวัฒนธรรมและวิถีชุมชน กิจกรรมเกี่ยวกับการทำอาหารพื้นบ้าน ซึ่งวัสดุดิบต่างก็หาจากท้องถิ่น เช่นหน่อไม้ กล้วย หรือพืช ผักตามธรรมชาติต่าง ๆ ลำธารแห่งนี้เหมาะสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถเข้ามาเล่นน้ำลำตะคองได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นหมู่บ้านแรกที่รับน้ำมจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงมีความสะอาด นั่นทำให้เราคิดกิจกรรม นักสืบจากสายน้ำด้วย เพื่อให้เยาวชนหรือคนที่สนใจลองใช้กระชอนช้อนภายในสายน้ำที่ไหลมานั้นว่ามีสัตว์อะไรบ้าง 





นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดูนก ในชุมชนแห่งนี้มีนกมากกว่า 38 ชนิด ปัจจุบันนักท่องเที่ยวก็สนใจกิจกรรมนี้มาก แต่ทางชุมชนเราบริการได้เพียงบางส่วน เพราะขาดอุปกรณ์ด้านการใช้กล้อง การดูนกมีในพื้นที่หมู่บ้านและพื้นที่ของททท. หากมีนักท่องเที่ยวเกินหนึ่งร้อยคนขึ้นไป นอกจากนี้ยังมีการชวนนักท่องเที่ยวขยายพันธ์พืช โดยใช้หนังสติ๊กยิง เช่นเมล็ดมะค่า






จุดตรงนี้จะเป็นเซนเตอร์จุดหนึ่ง รองรับนักท่องเที่ยวเพื่อมาเล่นน้ำลำตะคอง ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านแรกที่รับน้ำมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีความสะอาดมาก