13 กุมภาพันธ์ 2569

“GIT” เปิดเวทีอัปเดตเทรนด์โลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่ยุค AI

“GIT” เปิดเวทีอัปเดตเทรนด์โลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่ยุค AI และความยั่งยืนในงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 73

 

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เตรียมจัดงานสัมมนาวิชาการและเวทีเสวนาระดับนานาชาติ ภายในงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง 110AB และ 110C ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานความยั่งยืน



การจัดสัมมนาในปีนี้มุ่งเน้นแนวคิด “Future-Ready Gem & Jewelry Industry” ครอบคลุมองค์ความรู้ด้านอัญมณีศาสตร์ขั้นสูง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ การตลาดดิจิทัล การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) ตลอดจนทิศทางเทรนด์ผู้บริโภคและตลาดโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ

• AI-Driven Gemology: การประยุกต์ใช้ AI ในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดและการจำแนกสีอัญมณี

• Jewelry Trend 2027: วิเคราะห์แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

• Selling Colored Gems Online: กลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นในการจำหน่ายอัญมณีผ่านช่องทางออนไลน์

• Next Generation Jewelry Metals: วัสดุโลหะผสมยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ความแข็งแรง ความคงทน และความยั่งยืน

• Responsible Sourcing & Carbon Footprint: แนวทางบริหารห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เหมืองสู่ตลาดในยุค Climate Change

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง GIT และ Gemological Institute of India เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศไทย มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ ทั้งในรูปแบบการส่งออกโดยตรงและการจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line: @gittrainingcenter
โทร. 02 634 4999 ต่อ 311
Facebook: www.facebook.com/git.or.th

กรมการท่องเที่ยวแจ้งโทษปรับคนไทย 6.6 แสนบาท

กรมการท่องเที่ยวแจ้งโทษปรับคนไทย 6.6 แสนบาท ข้อหาสนับสนุนกองถ่ายอินเดียถ่ายทำในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งผลการตัดสินคดีกรณีบุคคลสัญชาติไทยสนับสนุนกองถ่ายภาพยนตร์โฆษณาจากอินเดียเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศได้รับข้อมูลและมีการตรวจสอบกรณีกองถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาจากสาธารณรัฐอินเดียเข้ามาถ่ายทำในราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นคำขออนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งพบว่า มีบุคคลสัญชาติไทยให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการดำเนินงานภายในกองถ่าย เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน กรมการท่องเที่ยวจึงได้มีคำสั่งปรับเป็นพินัย จำนวน 660,000 บาท และแจ้งคำสั่งให้ผู้กระทำความผิดทราบตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อบุคคลดังกล่าวไม่มาชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการจังหวัดนครปฐมยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้บุคคลดังกล่าวมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง 75 พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 8, 9, 14, 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ปรับเป็นพินัย 660,000 บาท


อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำว่า การดำเนินคดีดังกล่าวแสดงถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานระดับโลก

ท้ายที่สุด กรมการท่องเที่ยวขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต 

สามารถแจ้งเบาะแสไปยังกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว ผ่านทางอีเมล film@tfo.dot.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3114 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างทันท่วงที

12 กุมภาพันธ์ 2569

ร้านชานม Pearly สลัดภาพร้านลับในปั๊ม พลิกโฉมใหญ่รอบ 13 ปีส่ง "น้องเพิร์ลลี่"

ร้านชานม Pearly สลัดภาพร้านลับในปั๊ม พลิกโฉมใหญ่รอบ 13 ปีส่ง "น้องเพิร์ลลี่" ปักหมุดแลนด์มาร์คเสริฟความสดชื่นทั่วไทย

ภาพรวมตลาดชาเมืองไทยยังคงสดใส ผู้บริโภคตอบรับสู่ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ร้านชานมไข่มุก Pearly ในเครือ OR ประกาศรีแบรนด์ครั้งสำคัญในรอบ 13 ปี ยกระดับ Funtional Drink สู่ Emotional Refreshment Brand ชูจุดเด่นวัตถุดิบคุณภาพ ชงสดแก้วต่อแก้ว ปักหมุดในสถานีบริการ PTT Station สร้างสรรค์เมนูวาไรตี้หลากหลาย ส่ง “น้องเพิร์ลลี่” ไอคอนแบรนด์สุดคิวท์ เดินหน้ามอบความสุขความประทับใจตลอดทั้งปี พร้อมโปรโมชันแคมเปญกระตุ้นความสดชื่นทุกช่วงเวลา มุ่งสู่เป้าหมายแบรนด์ชานมอันดับ 1 พร้อมเสริ์ฟ Grab & Go Lifestyle



คุณพรรณวดี พุฒยางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ในเครือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมการดื่มชาในประเทศไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จากฐานผู้บริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคนไทย เปรียบเทียบได้กับการเติบโตของตลาดกาแฟที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย “Pearly” (เพิร์ลลี่) เป็นแบรนด์ร้านชานมไข่มุกที่เปิดให้บริการมากว่า 13 ปี ล่าสุด บริษัทฯ รีแบรนด์ Pearly ครั้งสำคัญ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส พร้อมกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

“ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งยกระดับ Pearly จาก Funtional Drink สู่ Emotional Refreshment Brand เพื่อมุ่ง  สู่เป้าหมาย แบรนด์ชาอันดับ 1  พร้อมเสริ์ฟความสดชื่น แบบ Grab & Go Lifestyle โดยได้ทำการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ         เพื่อสร้างความสดใส ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด Fresh & Friendly เพื่อเปลี่ยนความคุ้นชินของลูกค้าที่พบเจอแบรนด์ Pearly ในร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ (PTT Station-Jiffy) ให้กลายเป็นความผูกพันกับแบรนด์อย่างแท้จริง ปรับโฉมหน้าร้านเป็นคีออส ขนาดกำลังพอดี  สีสันสะดุดตา  พร้อมเปิดตัวมาสคอตสุดคิวท์ “น้องเพิร์ลลี่” ที่มีคาแรคเตอร์สดใส พร้อมมอบความสุขและความอร่อยพร้อมเสิร์ฟคุณทุกการเดินทาง” คุณพรรณวดี กล่าว


ยืนหนึ่งวัตถุดิบคุณภาพ - โลเคชั่น มัดใจลูกค้า ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ Pearly เริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี  2555 ภายใต้จุดเด่น คือ การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากใบชาพรีเมี่ยม ชงสดใหม่แก้วต่อแก้ว รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ผสมผสานลงตัวกับไข่มุกที่มีความ นุ่ม หนึบ สามารถครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนานมาพร้อมเมนูที่หลากหลาย ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก เริ่มต้น 29 – 59 บาท

แบรนด์ชานมไข่มุก Pearly ยังมีความโดดเด่นด้านโลเคชั่น เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station-Jiffy) ทั่วไทย ปัจจุบันเปิดให้บริการบนทำเลศักยภาพทั้งหมดกว่า 70 สาขาทั่วประเทศแบ่งเป็นร้าน Coco (Company Owned Company Operated) ที่บริษัทฯดำเนินการเอง 54 สาขา และแฟรนไชส์อีก 22 สาขา โดยยังคงเปิดบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบสาขาของบริษัทและแฟรนไชส์ เพื่อตอบโจทย์ความสดชื่น สะดวก อร่อยอย่างมีคุณภาพ รับเทรนด์ Grab & Go ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตสูงในประเทศไทย หรือจะสั่งความสดชื่นส่งตรงถึงบ้านผ่าน Delivery Grab food, Line man หรือ Shopee Food พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษเช่นกัน  

นอกจากนั้น Pearly  เป็นแบรนด์ร้านชาที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค นอกเหนือจากเมนูที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีเมนูที่ Pearly ร่วม คอลแลป (Collab) กับแบรนด์ดัง อาทิ โอวัลติน, ดอยคำ, โอรีโอ้, กูลิโกะ และนมทางเลือกสุขภาพอย่าง OATSIDE (โอ๊ตไซด์) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างสีสันและความสุข เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับการดื่มชา ตอกย้ำคุณค่าและความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา

ส่ง น้องเพิร์ลลี่ มอบความสุข สดใส ตลอดทั้งปี ในปีนี้แบรนด์   มุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้า ด้วยการส่งแบรนด์ไอคอน “น้องเพิร์ลลี่” มาพร้อมแคมเปญทางการตลาดที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับลูกค้าตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Awareness) ให้ขยายไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) และสร้างความผูกพันและใกล้ชิดต่อแบรนด์ผ่านสุขและความประทับใจ (Emotional Bond)

Awareness: แบรนด์ Pearly จะส่งมาสคอต “น้องเพิร์ลลี่” ไปพร้อมกับการสื่อสารแบรนด์และการจัดแคมเปญ     ต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Facebook, TikTok และ Line OA โดยชูความน่ารัก สดใส เป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพและความปรารถนาดีส่งต่อไปยังทุกคนที่ได้พบเห็น

Frequency: กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Loyalty Promotion เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำด้วยการเพิ่มคุณค่า ภายใต้แนวคิด “ยิ่งดื่ม ยิ่งคุ้ม” ผ่านโปรแกรมสะสมแต้ม และ Blue Card เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย Emotional Bond: ตอบรับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Fandom ด้วยสินค้าและของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษจาก “น้องเพิร์ลลี่” พร้อมเมนูเซอร์ไพรส์จากน้องเพิร์ลลี่ในโอกาสต่าง ๆ

คุณพรรณวดี กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์การรีแบรนด์ Pearly ในคอนเซ็ปต์ Fresh & Friendly ในปีนี้ ผู้บริโภคจะได้พบกับความน่ารัก สดใส และเป็นมิตรจากน้องเพิร์ลลี่ ที่จะมาส่งมอบในเทศกาลสำคัญๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลา        แห่งความสุขไปด้วยกันตลอดทั้งปี อาทิ “เพิร์ลลี่อินเลิฟ เสริฟความสดชื่น ฉลองเดือนแห่งความรัก”  สร้างสีสัน วาเลนไทน์ให้หวานฉ่ำสดใสยิ่งกว่าเดิม  ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569 พิเศษสุด ๆ กับหมอนซุกมือน้องเพิร์ลลี่สุดน่ารัก แลกซื้อได้เพียง 299 บาทเท่านั้น  เมื่อซื้อเครื่องดื่มกลุ่มราคา 39 บาทครบ 2 แก้ว พร้อมเครื่องดื่มคอลเลกชัน ”เลิฟ” กับ 4 เมนูใหม่ ในราคาเริ่มต้นเพียง 45 บาท เป็นต้น และเรายังมีโปรโมชั่นแจกพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ ตลอดทั้งปี 

“การรีแบรนด์ Pearly ในปีนี้ จะช่วยสร้างสีสันและความสุขให้กับลูกค้า เรายังคงตั้งใจส่งมอบประสบการณ์  การดื่มชาระดับคุณภาพ และสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจให้กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคน อีกทั้งเป็นการขอบคุณแฟนคลับของ Pearly ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอด 13 ปีที่ผ่านมา พร้อมการประกาศว่า Pearly ยังคงเป็นแบรนด์  ชาที่มุ่งเน้นทั้งคุณภาพ และการสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง” คุณพรรณวดี กล่าวในตอนท้าย

สนใจแฟรนส์ไชส์ร้าน Pearly                                      สามารถติดต่อได้ที่ 081-7529032 และติดตามกิจกรรมพิเศษแจกของพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ และโปรโมชันพิเศษ ได้ที่ Fanpage Pearly เพิร์ลลี่และ Line@pearlytea

05 กุมภาพันธ์ 2569

สุดคึกคัก! แฟนกีฬาลุ้น ชม “จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล” มือ 1 ของโลก ดวลวงสวิง “ลิเดีย โค”

สุดคึกคัก! แฟนกีฬาลุ้น ชม “จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล” มือ 1 ของโลก ดวลวงสวิง “ลิเดีย โค” พร้อมทัพนักกอล์ฟระดับโลกสู้ศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026”   วันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส


แฟนกอล์ฟสุดคึกคักร่วมลุ้นชมศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” เตรียมกลับมาระเบิดความยิ่งใหญ่อีกครั้งระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จ.ชลบุรี โดยปีนี้จะเป็นการจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล เตรียมลงแข่งขันในบ้านในฐานะนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรายการ พร้อมดวลวงสวิงกับ ลิเดีย โค อดีตมือ 1 ของโลก และทัพนักกอล์ฟระดับแนวหน้าจากแอลพีจีเอทัวร์รวม 72 คน ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) พร้อมเพิ่มความเข้มข้นด้วยการลุ้นรางวัลโฮลอินวันสุดพิเศษที่หลุม 8 เป็นรถจักรยานยนต์ Honda GoldWing มูลค่า 1,355,000 บาท และที่หลุม 16 เป็น รถยนต์ Honda CR-V e:HEV ใหม่ รุ่น e:HEV RS พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Modulo รวมมูลค่า 1,863,220 บาท



มร. โทชิโอะ คุวาฮาระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้ามุ่งมั่นส่งเสริมเยาวชนและกีฬาระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี ภายใต้แนวคิด Honda Sports Challenge เพราะเราเชื่อว่ากีฬาเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาคนและสร้างแรงบันดาลใจในระดับสากล สำหรับการแข่งขันในปีนี้ การที่แฟนกอล์ฟชาวไทยจะได้ร่วมเชียร์นักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลกลงแข่งในบ้าน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำและยังสะท้อนการเติบโตของกีฬากอล์ฟในประเทศไทยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ชม ด้วยเหตุนี้ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์’ จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันระดับโลก หากแต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงกีฬาเข้ากับชุมชน พร้อมมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของฮอนด้าในการสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างยั่งยืน”

ความสนใจจากแฟนกีฬายิ่งพุ่งสูงขึ้น เมื่อ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล เตรียมลงแข่งขันในฐานะนักกอล์ฟไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในบ้านขณะครองตำแหน่งมือ 1 ของโลก บนหน้าประวัติศาสตร์การแข่งขัน Honda LPGA Thailand ทั้งหมด 19 ครั้ง หลังผลงานน่าจับตามองตลอดฤดูกาล 2025 จาก 3 ชัยชนะรายการแอลพีจีเอ คือ Mizuho Americas Open, Buick LPGA Shanghai ปิดท้ายด้วย CME Group Tour Championship ซึ่งเป็นการครองแชมป์ 2 ปีติดต่อกัน ก่อนจะได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี Rolex Player of the Year 2025 พร้อมจารึกสถิติใหม่รับรางวัล Vare Trophy (สกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดของทัวร์) จากสกอร์เฉลี่ย 68.681 ทำลายสถิติเดิมของ แอนนิกา โซเรนสตัม อดีตมือ 1 โลกชาวสวีเดน เธอกล่าวว่า การกลับมาเล่นต่อหน้าแฟนกอล์ฟชาวไทยนั้นเป็นความรู้สึกที่ “พิเศษ” และการคว้าแชมป์แอลพีจีเอในบ้านครั้งแรกก็น่าจะเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

ด้าน ดร.นิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่า  “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการยกระดับกีฬากอล์ฟในหลายมิติ นอกจากโครงการนำร่องพัฒนาเยาวชนต่างๆ แล้ว การมีนักกอล์ฟไทยที่ประสบความสำเร็จขึ้นสู่มือ 1 ของโลกถึง 2 คน ได้แก่ เอรียา จุฑานุกาล และ จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล  เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจในการผลักดันบุคลากรกีฬา ควบคู่กับการบริหารจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติที่มีการมีส่วนร่วมของผู้ชมทั้งไทยและเทศอย่างต่อเนื่อง  การกีฬาแห่งประเทศไทยภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนความสำเร็จนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายยกระดับกีฬาทุกประเภทสู่มาตรฐานสากล”




ขณะเดียวกัน มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ความร่วมมือที่แข็งแกร่งของพันธมิตรทุกภาคส่วน เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับเป้าหมายในการขยายการเติบโตของกอล์ฟอย่างยั่งยืนในมิติของนักกอล์ฟ แฟนๆ และระบบนิเวศกีฬาทั้งหมด แม้กอล์ฟจะเป็นหนึ่งในกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันกลับเป็นกีฬาที่เติบโตเร็ว โดยมีคนรุ่นใหม่และผู้หญิงซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ด้วยรูปแบบการเล่นที่เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามพาร์ 3 ไดรวิ่งเรนจ์ หรือกอล์ฟซิมูเลเตอร์ ทำให้กอล์ฟเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์กอล์ฟที่ครบทั้งการแข่งขันระดับโลกและกิจกรรมสำหรับครอบครัวไปด้วยกัน”

สำหรับรายชื่อนักกอล์ฟไทยที่จะมาสร้างความตื่นเต้นในการแข่งขันปีนี้ เริ่มจากทัพนักกอล์ฟไทย ได้แก่ เม–เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือ 1 ของโลกและแชมป์ปี 2021 มืออันดับ 22 ของโลก, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ มืออันดับ 54 และรองแชมป์ CME Group Tour Championship ปี 2025, พราว–ชเนตตี วรรณแสน มืออันดับ 55, รวมถึง เอพริล-ชนกนันท์ อังกุรเศรณี ผู้คว้าแชมป์การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับประเทศ National Qualifiers ร่วมลงแข่งขันอีกด้วย 

ในขณะที่นักกอล์ฟระดับโลกที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” นำโดย แองเจิล หยิน แชมป์เก่าจากสหรัฐอเมริกา มืออันดับ 13 ของโลก ที่จะกลับมาป้องกันแชมป์อีกครั้ง,  ลิเดีย โค มืออันดับ 6 ของโลกจากนิวซีแลนด์, รัวหนิง หยิน มืออันดับ 7 ของโลกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน, ลอตตี้ โหวด ดาวรุ่งมืออันดับ 8 จากอังกฤษคิม ฮโย จู มืออันดับ 9 ของโลกจากเกาหลีใต้, มายา สตาร์ค มืออันดับ 15 ของโลกจากสวีเดน, ฮันนาห์ กรีน มืออันดับ 19 จากออสเตรเลีย, เซลีน บูติเยร์ มืออันดับ 21 ของโลกจากฝรั่งเศส ในส่วนของนักกอล์ฟจากญี่ปุ่นที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ยังคงน่าจับตาเช่นกัน นำโดย มิยู ยามาชิตะ มืออันดับ 4 ของโลก เจ้าของรางวัลรุกกี้แห่งปีและแชมป์เมเจอร์รายการ วีเมนส์ โอเพ่น, มาโอะ ไซโกะ มืออันดับ 11 ของโลก แชมป์เมเจอร์รายการ เชฟรอน แชมเปียนชิพ รวมถึง ริโอะ ทาเคดะ มืออันดับ 14 ของโลก และ อากิเอะ อิวาอิ มืออันดับ 25 ของโลก รองแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้วทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยบัตรเข้าชมวันเดียว วันพฤหัสบดี–ศุกร์ ราคา 500 บาทต่อวัน, วันเสาร์–อาทิตย์ ราคา 700 บาทต่อวัน บัตรเข้าชมสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรเข้าชมทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท   พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play


สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com
เฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand
อินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand

30 มกราคม 2569

คปภ. ชวนเช็กอินสตรีทอาร์ต “INSURANCE STREET SENSE”

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ เมื่อความปลอดภัย หลอมรวมกับศิลปะ วันนี้-8 ก.พ. ที่ HUGS Songwat

Bangkok Design Week 2026 เทศกาลออกแบบที่เสริมศักยภาพกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติบุกชุมชนเก่าย่านทรงวาด-ตลาดน้อย สัมผัสเสน่ห์ศิลปะกลางกรุง พร้อมเรื่องราวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย-จีนที่สืบทอดมายาวนาน




สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตครั้งนี้ เปิดตัว “INSURANCE STREET SENSE” มุ่งผลักดันคนรุ่นใหม่ร่วมสัมผัสพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนการปรับโฉมทางม้าลาย และติดตั้งไลต์ติ้งตกแต่งบริเวณทางข้าม สร้างความโดดเด่นและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้สัญจรไปมา ตลอดระยะเวลาจัดงาน ตั้งแต่วันนี้-8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ HUGS Songwat ถนนทรงวาด ผ่านผลงานศิลปะกราฟิตี้ เสวนา และกิจกรรมที่มีให้เห็นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เผยว่า เป็นครั้งแรกที่ คปภ. เดินหน้าสู่ชุมชนด้วยภาพลักษณ์ใหม่ มอบพลังดูแลคุณภาพชีวิตผู้คนและนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน “จากความคุ้มครองทางความปลอดภัย สู่ความคุ้มครองทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้สิ่งมีค่าของชุมชนถูกลืมเลือน เพราะ Someone On Your Side: คปภ. อยู่ข้างๆ คุณ”

โดยขับเคลื่อนผ่านหลัก S.O.S. ที่เป็นมากกว่าสัญญาณความช่วยเหลือ แต่คือหลักการพัฒนาชุมชนใน 3 มิติ ได้แก่ S-Secure domestic เปลี่ยนชุมชนให้ปลอดภัย พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

  O-Out risk Opportunity สร้างระบบจัดการความเสี่ยง เพิ่มโอกาสเข้าถึงประกันภัยให้คนในชุมชน

  S-Sustainable Future สร้างความมั่นคงในชีวิตและคุ้มครอง อนาคตที่ดีให้คนรุ่นต่อไป

สำหรับไฮไลต์ภายในงาน พบกับการออกแบบกราฟิตี้บนอาคารทรงเก๋อย่าง HUGS Songwat โดยศิลปินชื่อดัง “ภิชญ ศรีระพงษ์” (BEERPITCH) นักออกแบบ Typography Art ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ 

นำเสนอผลงานลวดลาย Geometric ที่ผสานเรื่องราวชุมชนเข้ากับโลโก้ OIC สัญลักษณ์สำนักงาน คปภ. สื่อถึงความปลอดภัย การปกป้อง และการลดความเสี่ยง ตอกย้ำแนวคิด “ศิลปะบนพื้นที่สาธารณะคุ้มครองอัตลักษณ์ชุมชน เช่นเดียวกับประกันภัยที่คุ้มครองผู้คนในทุกมิติชีวิต” ได้เป็นอย่างดี

พบกับมาสคอตสุดคิวต์ “น้องพิทักษ์” ตัวแทนนักคุ้มครองที่คอยต้อนรับทุกคน พร้อมชวนเล่น Photo Booth: Photo Effect แชะ & แชร์ แล้วติดแฮชแท็ก #OICONYOURSIDE #BKKDW2026 เพื่อรับเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่หน้างาน    

นอกจากนี้ยังมีเซเลบริตี้ชื่อดัง “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” และเจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ มาร่วมชื่นชมผลงานสตรีทอาร์ต พูดคุย และแชร์มุมมองในการใช้สตรีทอาร์ต สื่อสารเรื่องประกันภัยโดยสำนักงาน คปภ. อีกด้วย 



โดนัท มนัสนันท์ กล่าว งานนี้ถือเป็น Soft Power ระดับชุมชนที่ชาญฉลาด ในการนำศิลปะที่เข้าถึงคนได้ง่ายกว่าการอ่านคู่มือต่างๆ ที่สำคัญคือการที่ คปภ. เลือกย่านทรงวาด-ตลาดน้อย ที่มีประวัติศาสตร์และงานดีไซน์อยู่แล้ว ทำให้รู้สึกว่า 'ประกันภัย' เป็นเรื่องทันสมัย เป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลชีวิตที่เข้าถึงได้จริงๆ              

ด้าน เจมส์ ธีรดนย์ กล่าว ขอบคุณ คปภ. ที่ชวนมาร่วมงานในครั้งนี้ นอกจากได้เสพงานอาร์ตเท่ๆ ยังได้สัมผัสเสน่ห์กราฟิตี้ที่เต็มไปด้วยพลังการแสดงออก เชื่อว่าผลงานนี้จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญและจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอน 

พลาดไม่ได้! กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 8 กุมภาพันธ์ 2026
ณ HUGS Songwat ถนนทรงวาด สามารถติดตามข้อมูลได้ทาง: 

Facebook: oicthailand 
Website: www.oic.or.th  
Youtube: @oic.thailand
Instagram: @oic.thailand
X: oic_thailand
TikTok: oicthailand 

QR code แผนที่เที่ยวงาน สแกนเลย! 

#OICSTREETSENSE  #OICONYOURSIDE
#ประกันภัยใกล้ฉัน  #OICอยู่ข้างๆคุณ  #คปภ.อยู่ข้างๆคุณ
#BKKDW2026  #BangkokDesignWeek  #DesignSOS


เมกาโฮม เปิด “ตลาดนัดช่าง” ถูกจริง! สินค้าเพื่อช่าง


ทุบราคาลดหนัก 11 วันเต็ม ลดเปรี้ยงวันเดียวสูงสุด 75% พร้อมดีลคูปองส่วนลด–เงินคืน–ผ่อน 0% 29 ม.ค. 2569 – 8 ก.พ. 2569 นี้ ที่เมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ

เมกาโฮม ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่าง (บริษัทฯ ในเครือภายใต้การดูแลของโฮมโปร) เดินหน้ากระตุ้นตลาดงานช่างต้นปี จัดอีเว้นต์ “ตลาดนัดช่าง – ถูกจริง! สินค้าเพื่อช่าง” รวบรวมดีลสำหรับงานก่อสร้าง งานช่าง และสินค้าเรื่องบ้าน จัดเต็มโปรโมชั่นทุบราคาให้ช่างและผู้รับเหมาซื้อคุ้มกว่าเดิม ลดสูงสุด 75% พร้อมสารพัดดีลแรงตลอด 11 วันเท่านั้น ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2569 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ


นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ช่วงต้นปีเป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญของ “งานช่าง” 

ที่หลายไซต์เริ่มเดินเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานซ่อมแซม ปรับปรุง หรืองานก่อสร้างที่ต้องวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ เมกาโฮมจึงออกแบบงานตลาดนัดช่างให้เป็นเวทีรวมดีลสินค้าที่ช่างสามารถเลือกไปใช้งานได้จริง และช่วยให้ช่างตัดสินใจซื้อได้สะดวกขึ้นในตลาดเดียว – ทั้งเรื่องราคา สิทธิประโยชน์ รวมถึงตัวเลือกผ่อนชำระเงินที่ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่า

ตอบโจทย์ลูกค้าช่าง รับความคุ้มทุกไซต์งานทั่วประเทศ เมกาโฮมจัดเต็มไฮไลต์โปรโมชันตลอดแคมเปญ เริ่มจาก “สินค้าช่างลดเปรี้ยง!” วันเดียวเท่านั้น ลดสูงสุด 75% พร้อมสมัครบัตรสมาชิกช่างภายในงาน รับสิทธิสุดพิเศษตั้งแต่ต้นปี !! เฉพาะในงาน “เมกาโฮม ตลาดนัดช่าง” เท่านั้น และแคมเปญพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

o สมาชิกช่าง! ซื้อสินค้าครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับคูปองส่วนลดท้ายใบเสร็จ มูลค่า 600 บาท

o ซื้อสินค้าที่ร่วมรายการครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 5% และซื้อครบ 10,000 บาทขึ้นไป ลดเพิ่มทันที 

2,000 บาท 

o ช้อปครบ...ได้คืน รับเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท เมื่อซื้อสินค้ากลุ่มโครงสร้างและกลุ่มซ่อมแซม ครบตามเงื่อนไข 

o สิทธิ์ Super Zero ผ่อนนาน...ผ่อนน้อย ผ่อน 0% ได้ทั้งร้าน นานสูงสุด 12 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ

o สิทธิพิเศษสมาชิกช่าง ซื้อสินค้าครบ 500 บาท รับสิทธิ์ “แลกซื้อ” สินค้าราคาพิเศษ เฉพาะช่วงตลาดนัดช่างเท่านั้น



“เมกาโฮมตั้งใจให้ “ตลาดนัดช่าง” ไม่ใช่เป็นแค่อีเว้นต์ลดราคา แต่เป็นจังหวะพิเศษที่ช่วยให้ช่างได้บริหารงบและสต็อกหน้างานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ – เพราะเมื่อดีลมีความคุ้มค่าขึ้น การตัดสินใจก็ไวขึ้น และงานก็เดินต่อได้ลื่นขึ้นตามเป้าหมายของช่างแต่ละไซต์” 

ลูกค้าที่สนใจสามารถมาร่วมช้อปความคุ้มสินค้างานช่างและเรื่องบ้านในงาน “เมกาโฮม ตลาดนัดช่าง”
ได้แล้ววันนี้ถึง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เมกาโฮมทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center 1347

29 มกราคม 2569

เพลาเพลิน เปิดโลก SIAM FOSSIL เชื่อมตำนานช้างล้านปี สู่เมืองช้างอีสานใต้

อุทยานเรียนรู้เพลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดนิทรรศการ ตะลุยแดนช้างยักษ์! ผจญภัยโลกฟอสซิลล้านปี” พาย้อนรอยโลกซากดึกดำบรรพ์ เชื่อมโยงเรื่องราวช้างจากอดีตถึงปัจจุบัน ตอกย้ำอัตลักษณ์อีสานใต้ในฐานะดินแดนมหานครแห่งช้าง
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 69 ณ อุทยานเรียนรู้เพลา เพลิน อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ คุณประณัย สายชมภู กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “FOSSIL IN THE GARDEN” สร้างพื้นที่เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ท่ามกลางธรรมชาติ เปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านซากดึกดำบรรพ์อย่างใกล้ชิด
ภายในงานมีการเสวนาเชื่อมโยงเรื่องราว “ช้าง” จากยุคดึกดำบรรพ์สู่ปัจจุบัน โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน อาทิ คุณพิริยะ วัชจิตพันธ์ ผู้ก่อตั้งท่าพิพิธภัณฑ์และ The Art Auction Center, ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยด้านซากดึกดำบรรพ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ผศ.ดร.ณัฏฐินี ทองดี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานบุรีรัมย์และสุรินทร์

คุณประณัย สายชมภู กล่าวว่า นิทรรศการ SIAM FOSSIL มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม พร้อมปลุกภาพจำของอีสานใต้ในฐานะ “มหานครแห่งช้าง” ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน ควบคู่กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

สำหรับเนื้อหาภายในนิทรรศการ นำเสนอเรื่องราวฟอสซิลช้างและไม้กลายเป็นหินบนแผ่นดินภูเขาไฟอีสานใต้ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการจัดแสดงโครงกระดูก “ยายตุ้ม” หรือ “พังตุ้ม” ช้างสำคัญจากจังหวัดสุรินทร์ สัญลักษณ์แห่งวิถีชีวิตและความผูกพันระหว่างคนกับช้างในภูมิภาคนี้




นิทรรศการ “SIAM FOSSIL” เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคี เพื่อยกระดับเส้นทางท่องเที่ยวอารยธรรมขอม ดินแดนภูเขาไฟ และเมืองช้างอีสานใต้ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ระดับโลก โดยเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2569 ณ อุทยานเรียนรู้เพลา เพลิน จังหวัดบุรีรัมย์