27 มิถุนายน 2569

ตลาดทุนไทยส่งสัญญาณยุคใหม่แห่งเศรษฐกิจ ร่วมแคมเปญระดับโลกนี้เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย

ตลาดทุนไทยส่งสัญญาณยุคใหม่แห่งเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังของเอเชีย พร้อมเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในภูมิภาคที่ร่วมแคมเปญระดับโลกนี้เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+ 

กรุงเทพมหานคร, 26 มิถุนายน 2569: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก้าวขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมแคมเปญระดับโลก “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” ความร่วมมือระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights - OHCHR), โครงการตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Stock Exchanges Initiative - SSE), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact - UNGC), Koppa — The LGBTI+ Economic Power Lab และ Open for Business ด้วยการลั่นระฆังแห่งความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการประกาศจุดยืนเชิงสาธารณะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนความหลากหลายของกลุ่ม LGBTIQ+ สิทธิมนุษยชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน


โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และธนาคาร ดอยซ์ แบงก์ ในงาน Pride Show 2026   ในปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวม 16 แห่ง ได้เข้าร่วมแคมเปญ “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” เป็นปีที่สอง เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (IDAHOBIT) เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน สร้างความตระหนักรู้ ผลักดันบทสนทนาในระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้คุณค่ากับทุกคนอย่างเท่าเทียม การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิภาคเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ความเคลื่อนไหวระดับโลกนี้อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน Pride Show 2026 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปธุรกิจและวัฒนธรรม LGBTIQ+ ระดับเอเชียครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) 


หมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย การประกาศจุดยืนของ SET ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่การเสนอตัวเพื่อประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทยโดยชุมชนไพรด์ในประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างตลาดทุนของประเทศกับวาระการพัฒนาที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม การเข้าร่วมของ SET ในวันนี้จึงถือเป็นการตอกหมุดเสาหลักด้านการเงินให้กับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาตินี้อย่างเป็นรูปธรรม 

ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจยืนยันความชัดเจนของประเด็นนี้ จากรายงานของ Open for Business พบว่าประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวถึง 4.5 เท่า ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.47 ของ GDP ต่อปี จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันกลุ่ม LGBTIQ+ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.18–12.18 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมและการขับเคลื่อนของตลาดทุนสามารถช่วยดึงกลับคืนมาได้ 

ภาพรวมภาคธุรกิจไทยยืนยันความเร่งด่วนของประเด็นนี้เช่นกัน โดยรายงาน The Thailand Workplace Equity Report 2026 จัดทำโดยบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) ซึ่งเป็นแบบสำรวจเชิงโครงสร้างฉบับแรกของไทยด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ครอบคลุมองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พบว่า ร้อยละ 52 ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจยังไม่มีระบบวัดผล DEI ขณะที่ร้อยละ 81 มองว่า DEI มีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากร และร้อยละ 58 คาดว่า DEI จะถูกผนวกเข้ากับการรายงาน ESG ภายในสองปีข้างหน้า การแสดงบทบาทผู้นำของ SET ในวันนี้จึงเป็นสัญญาณตรงถึงบริษัทจดทะเบียนว่าการทำงานด้านทุนมนุษย์ต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ต้องสามารถวัดผลได้ รายงานได้ และมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอย่างแท้จริง 

คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า  “หนึ่งปีหลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองและทำให้สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTIQ+ เป็นจริงได้ การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลั่นระฆัง คือการส่งสารที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม” 


พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการ 'Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality’ เราเชื่อมั่นว่าเบื้องหลังทุกบริษัท ทุกนวัตกรรม ทุกการตัดสินใจลงทุน และทุกธุรกิจที่ยั่งยืนคือ 'คน' โดยคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความเคารพ การยอมรับ และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดทุนที่จะมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริงเมื่อทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าได้อย่างเท่าเทียม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าความหลากหลาย การมีส่วนร่วม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคุณค่าทางสังคม หากแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 'The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities' 

ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) พันธมิตรด้านเทคนิคด้าน LGBTIQ+ ของแคมเปญ  "เศรษฐกิจเพศหลากหลาย LGBTIQ+ ระดับโลกมีมูลค่าราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ตัวเลขนี้มักถูกมองผ่านมุมของผู้บริโภคเท่านั้น ทั้งที่แรงงาน LGBTIQ+ มีอยู่ในทุกขั้นของระบบเศรษฐกิจไทยมาตลอด ทั้งในระบบและนอกระบบ ตั้งแต่ภาคแรงงานนอกระบบจนถึงห้องประชุมบอร์ดบริหาร คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะให้ความครอบคลุมหรือไม่ แต่คือจะบูรณาการศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้นี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความมุ่งหมายสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 สามารถยกระดับให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีรุ้งแห่งเอเชีย ไม่ว่าจะในมุมตลาด การลงทุน นโยบาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การที่ SET ลั่นระฆังในวันนี้ คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว" 

ก้าวต่อไปนับจากนี้ หลังจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น มาตรฐานพฤติกรรมทางธุรกิจแห่งสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTIQ+ (UN Standards of Conduct for Business on Tackling Discrimination against LGBTIQ+ People) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ขจัดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน และแสดงบทบาทสนับสนุนชุมชน LGBTIQ+ อย่างเปิดเผย พิธีในวันนี้เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนใน SET ประเมินความก้าวหน้าของตนเองผ่าน UN LGBTIQ+ Standards Gap Analysis Tool ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและรักษาความลับ ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการปรับนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ lgbtiq.unglobalcompact.org  

การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ครอบคลุมการเสริมศักยภาพด้านธรรมาภิบาลเชิงครอบคลุมสำหรับบริษัทจดทะเบียน การพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางเพศ และงานวิจัยด้านนโยบายที่เสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำหรับทุกคนของเอเชีย

ข้อมูลเพิ่มเติม www.prideshow.org



26 มิถุนายน 2569

“Motor Field Marine” คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine” รายเดียวในไทย

ยกระดับอุตสาหกรรมเรือไทยด้วยเทคโนโลยีและบริการระดับสากล

Motor Field Marine ประกาศก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเรือไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Mercury Marine ผู้ผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ามายกระดับตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เรือพาณิชย์ และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


นายสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ มารีน จำกัด (Motor Field Marine) บริษัทในเครือของ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ ไทยแลนด์ ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และบริการหลังการขายเรือ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ทางทะเลแบบครบวงจร กล่าวว่า "การได้รับความไว้วางใจจาก Mercury Marine ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Marine Solutions พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อสันทนาการ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายของอุตสาหกรรมเรือไทย"


Mercury Marine ในเครือบริษัท บรันสวิก คอร์ปอเรชั่น (Brunswick Corporation) ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์เรือระดับโลก และครองอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%  โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ V10 และ V12 Outboard สำหรับเรือโดยเฉพาะ รองรับกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า พร้อมโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง รวมถึง Joystick Piloting ระบบควบคุมเรืออัจฉริยะจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ช่วยให้การบังคับและการจอดเรือทำได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังครั้งนี้ Motor Field Marine เตรียมต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเรือสันทนาการ (Leisure) สู่กลุ่มเรือราชการ เรือพาณิชย์ เรือสปีดโบ๊ท เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสาร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพความต้องการเครื่องยนต์สูงถึง ประมาณ 2,000 เครื่องต่อปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตของตลาดในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการและดีลเลอร์มาตรฐานรวม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 พัทยา ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี สมุย ตราด ฉะเชิงเทรา โคราช ลำพูน และสมุทรปราการ พร้อมแผนขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

ด้านบริการหลังการขาย บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารอะไหล่แท้ครอบคลุมทุกรุ่นที่จำหน่าย พร้อมระบบ Fast Parts Delivery นำเข้าอะไหล่ทางอากาศทุกสัปดาห์สำหรับรายการสำคัญ ช่วยลดระยะเวลารออะไหล่จากเดิมกว่า 45 วัน เหลือไม่เกิน 15 วัน ลด Downtime ของเรือเชิงพาณิชย์ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ Mercury Marine จัดอบรมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมช่างไทยให้รองรับเครื่องยนต์เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ด้าน Mr. Enrique, General Manager – Australia, New Zealand & Asia ของ Mercury Marine กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ Mercury Marine ในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี การแต่งตั้ง Motor Field Marine ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นในประสบการณ์กว่า 20 ปี ความเข้าใจตลาด เครือข่ายการบริการ และแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Mercury Marine ในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว"



Mercury Marine ระบุว่า กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product Leadership ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสมรรถนะผลิตภัณฑ์, Effective Distribution ระบบกระจายสินค้าและเครือข่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และ Delightful Customer Experience การสร้างประสบการณ์และบริการหลังการขายที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ ผู้ผลิตเรือ หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อการพักผ่อน

ภายในงาน Mercury Marine Thailand Official Launch ยังได้เปิดตัว V8 300 HP Fourstroke OurboardMercury และ 5.7L V10 400hp AMS Outboard เครื่องยนต์ติดท้ายรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร ให้แรงบิดสูง การทำงานเงียบและนุ่มนวล ระบบ Quad-Cam และระบบควบคุมดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 87 ที่มีจำหน่ายทั่วไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ 



การจับมือกันระหว่าง Motor Field Marine และ Mercury Marine ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ แต่เป็นการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม Marine ไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจและบริการทางทะเลของภูมิภาคในอนาคต


25 มิถุนายน 2569

กรมการท่องเที่ยวยกระดับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ 35 แห่ง ตั้งเป้าบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนสู่ความยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของกรมการท่องเที่ยว 35 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสงคราม 

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และศักยภาพในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสินค้า บริการ และกิจกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการท่องเที่ยว และสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับฟังการบรรยายและฝึกปฏิบัติในหัวข้อสำคัญ อาทิ การส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว (Optimizing the Tourism Supply chain) การทำการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Touch Point ชุมชน สู่ Touch ใจนักท่องเที่ยว” การสร้างเสน่ห์ชุมชนด้วยการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “Local Eco-healing ฮีลใจ

ในชุมชนสีเขียว” รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ในหัวข้อ “AI Local Story เล่าเรื่องชุมชนให้โลกจำ ด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะ” นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและขยายผลแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนกิจกรรมศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับประสบการณ์ตรงและสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม


กรมการท่องเที่ยวมุ่งมั่นส่งเสริมและยกระดับศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน สร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่ท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

The Heritage Chiang Rai เปิดตัวแพ็กเกจวิวาห์ ‘Beautiful Wedding Celebration’

The Heritage Chiang Rai เปิดตัวแพ็กเกจวิวาห์ ‘Beautiful Wedding Celebration’ เริ่มต้น 65,000 บาท ตอบโจทย์คู่รักยุคใหม่

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น  รุกตลาดงานวิวาห์ในจังหวัดเชียงราย เปิดตัวแพ็กเกจ "Beautiful Wedding Celebration" เพื่อรองรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานครบวงจร ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรา และอบอุ่นในสไตล์ล้านนาร่วมสมัย โดยเริ่มต้นเพียง 65,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย

ด้วยศักยภาพของโรงแรมที่สามารถรองรับทั้งพิธีหมั้น พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส และ After Party ได้อย่างครบครัน The Heritage Chiang Rai จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักที่ต้องการจัดงานแต่งงานในจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังเติบโตในฐานะ Wedding Destination ของภาคเหนือ



แพ็กเกจดังกล่าวรวมบริการด้านสถานที่จัดงาน การตกแต่ง อาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับคู่บ่าวสาว เพื่อให้ทุกช่วงเวลาแห่งความรักได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน และน่าประทับใจที่สุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาโทร  052 055 888
www.heritagechiangrai.com

22 มิถุนายน 2569

CHANGAN ฉลองความสำเร็จ จัดงานส่งมอบรถ NEVO Q05 อย่างเป็นทางการ

หลังกวาดยอดจองทะลุ 2,200 คัน ภายใน 7 วัน หลังเปิดตัว

กรุงเทพฯ CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ฉลองความสำเร็จหลัง NEVO Q05 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน ภายในสัปดาห์แรกหลังการเปิดตัว พร้อมจัดงานส่งมอบรถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ชื่องาน “NEVO Q05 Remarkable Journey”  เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และต้อนรับเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง โดยมี นายริกกี้ อู๋ รองประธาน และ Customer Officer  บริษัท ฉางอาน ออโต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนาย คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนบริษัทฯ ร่วมให้การต้อนรับ และแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด  


เสียงตอบรับจากลูกค้า ด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ CHANGAN NEVO Q05 ว่าเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ดีไซน์ เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความปลอดภัย โดยความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนมิถุนายน หลังจากที่ CHANGAN เพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีโรงงาน ฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง และการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน โดยโรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตของฉางอานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฐานการผลิตที่สำคัญของ DEEPAL S05 และ NEVO Q05 สำหรับตลาดอาเซียน และส่งออกไปยังตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกอีกด้วย

NEVO Q05 เป็นรถ SUV อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘รถสมาร์ท ขับสบาย’ โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระความจุ 1,380 ลิตร พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC 3C ที่ชาร์จจาก 30–80% ได้ภายใน 15 นาที มีระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุด 426 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมด้วยระบบ ADAS และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.6 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสมาร์ทยิ่งขึ้น


นายคริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งมอบรถ NEVO Q05 เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่น่าจดจำและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าระหว่าง CHANGAN และลูกค้าทุกท่าน ในฐานะตัวแทนบริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN  และขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อบริษัทฯ และได้เลือก NEVO Q05 เป็นเพื่อนร่วมเดินทางคันใหม่ของท่าน CHANGAN มุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในด้านการบริการหลังการขายและการส่งมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ตลอดทุกการเดินทาง ปัจจุบัน CHANGAN มีโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 55 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้า และกำลังจะขยายเพิ่มอีก 10 แห่งในเร็วๆ นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับการดูแลอย่างที่ดีที่สุดในทุกพื้นที่”

CHANGAN ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง NEVO Q05 พร้อมส่งมอบแล้ววันนี้ที่โชว์รูม CHANGAN ทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและค้นหาโชว์รูม CHANGAN ได้ที่ เว็บไซต์: www.changan.co.th/th/nevo-q05 และ FACEBOOK : CHANGAN Thailand

#CHANGANTHAILAND #NEVOQ05FirstJourney #ChanganNEVO #NEVOQ05 #NEVO

ททท. เปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ชวนคนไทยออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ไทย

ผ่านทุกความรู้สึก พร้อมจัดอีเว้นต์สร้างแรงบันดาลใจสู่การท่องเที่ยวจริงทั่วประเทศ

บ่ายนี้ (22 มิถุนายน 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานพร้อมด้วยผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 5 ภูมิภาคด้านตลาดในประเทศ ร่วมนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์จากทั่วประเทศ ณ ห้องโถงธนะรัชต์ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ ต่อยอดกระแสไวรัลการนำเสนอเสน่ห์ไทยในมุมมองร่วมสมัย และพลังอิทธิพลของ LISA ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง โดยรวบรวมกิจกรรม เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว และสิทธิพิเศษทั่วประเทศพร้อมเปิดตัว “Thailand Feeling Map” เชิญชวนร่วมแบ่งปันความรู้สึกและความประทับใจจากการเดินทาง ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในทั้ง 5 ภูมิภาคตลอดช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ กระจายรายได้สู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น พร้อมตอกย้ำคุณค่าของ “เสน่ห์ไทย” ในมิติใหม่ ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางได้ตลอด 365 วัน


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้าน Destination Marketing ไปสู่การแข่งขันด้าน Experience Economy นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากเพียงสถานที่หรือกิจกรรมที่น่าสนใจเท่านั้น แต่เลือกจากประสบการณ์และความรู้สึกที่อยากได้รับจากการเดินทาง ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงมุ่งต่อยอดจากการทำ Global Campaign สู่การสร้าง National Movement เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง และเปลี่ยนความรู้สึกที่ผู้คนโหยหาให้เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ที่เตรียมจัดในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 นี้ จะรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยว เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว รวมถึงสิทธิพิเศษและโปรโมชัน จากสำนักงาน ททท. 45 แห่ง และ 2 ศูนย์ เพื่อเชื่อมโยงความสนใจของนักท่องเที่ยวกับประสบการณ์ที่สามารถออกเดินทางไปสัมผัสได้จริงใน 77 จังหวัดทั่วไทย พร้อมส่งเสริมการเดินทางสู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น และเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ค้นพบเสน่ห์ไทยในรูปแบบที่ตรงกับความสนใจของตนเอง

ภายใต้โครงการดังกล่าว ททท. ได้ต่อยอดเปิดตัว “Thailand Feeling Map” เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์จากการเดินทางในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว ความประทับใจ และมุมมองที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวจริง เพื่อร่วมสร้างแผนที่แห่งความรู้สึกของประเทศไทยจากประสบการณ์ของนักเดินทางทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบิน เวาเชอร์ที่พัก บริการสปา กิจกรรมท่องเที่ยว และบัตรเติมน้ำมัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ททท. ในแต่ละภูมิภาคเตรียมขยายผลจัดกิจกรรมภายใต้โครงการฯ เพื่อนำเสนอโปรโมชันการตลาด และเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคเหนือ  ชวน“สุขทันที...ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในทุกฤดูกาล ตัวอย่างกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Mae Hong Son : Rainy Charm สัมผัส 3 สุข   (สุขกาย สุขใจ และสุขภาพดี) ท่ามกลางเสน่ห์สายฝนแม่ฮ่องสอน กับเทศกาลดนตรี Pai Jazz & Blues Festival ในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมส่งมอบประสบการณ์ “5 Feeling of Isan : สัมผัสอีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses” โดยนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Udon Thani-Nong Khai-Bueng Kan “NAKA ART 2026 นาคาโชว์  พ(ร)าว : NAKA SOUL PROUD" เทศกาลสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขงที่รวบรวมศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการด้านงานคราฟต์ อาหาร ดนตรี และการท่องเที่ยวจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว "พญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง" ผ่านงานศิลปะร่วมสมัย ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 ณ ถนนคนเดินริมน้ำโขง จังหวัดบึงกาฬ

ภาคตะวันออก เตรียมนำเสนอแนวคิด Feel All The Feelings : เสน่ห์ตะวันออก ครบทุกอารมณ์ เลือกฟีลที่ใช่ แล้วออกไปเจอตะวันออกในแบบคุณ ผ่านกิจกรรม Feel All The Feelings @Chanthaburi “จันท์ อวด ดี² : เปิดพื้นที่อวดเมือง ส่งมอบความสุขยกกำลัง 2” สัมผัสสุขในทุกมุมของชุมชนริมน้ำจันทบูร โชว์ศักยภาพธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ด้านอาหาร ในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ณ ถนนคนเดินริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี  

ภาคกลาง พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์การท่องเที่ยว “เที่ยวใกล้บ้าน @ภาคกลาง” กับหลากหลายเส้นทางท่องเที่ยว อาทิ เส้นทาง Green Heart Tourism ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2569 และกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Kanchanaburi “KaengPa & Coffee”ภายใต้แนวคิด “เมื่อกาแฟโดนแกง” ที่นำแกงป่าเมืองกาญจน์อันเข้มข้นมาจับคู่กับกาแฟ Specialty จากบาริสต้าชั้นนำ สร้างมิติใหม่ของรสชาติที่ทั้งแปลกใหม่ น่าค้นหา และสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ในวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณ Skywalk จังหวัดกาญจนบุรี

ภาคใต้ ชวนเดินทาง “สัมผัสเสน่ห์ใต้ เชื่อมทุกความรู้สึก เชื่อมใจเข้ากับธรรมชาติ เชื่อมผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม ออกเดินทางไปค้นพบภาคใต้ในแบบของคุณ" สัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมบาบ๋า-เพอรานากัน กับกิจกรรม Feel All The Feelings @Phuket : Illuminating Peranakan-Where Heritage Comes Alive in Light โดยนำเทคโนโลยี Projection Mapping มาถ่ายทอดเรื่องราวบนอาคารประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่า ผสานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม นอกจากกิจกรรมไฮไลต์ของแต่ละภูมิภาคแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักตลอดช่วง Green Season ในวันที่ 23–29 สิงหาคม 2569 ณ ย่านเมืองเก่า จังหวัดภูเก็ต

โครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ไทยที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ของประเทศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบจุดหมายปลายทางที่สอดคล้องกับความสนใจและความรู้สึกของตนเอง และต่อยอดไปสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวไทยได้ตลอด 365 วัน ทั้งนี้ ททท. ขอเชิญชวนคนไทยร่วมค้นหาคำตอบว่า “What Does Thailand Feel Like?” และออกไปสัมผัสเสน่ห์ไทยในแบบที่ตรงกับความรู้สึกของคุณ ผ่านกิจกรรม เทศกาล และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการได้ที่ Facebook Page: เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings

อาร์ต วศิน ผู้บริหาร รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. คว้าเกียรติยศ รางวัล ‘ศิลปินดีเด่น’ ประจำปี 2569


นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เข้ารับรางวัลเกียรติยศในสาขา ศิลปินดีเด่น ประจำปี 2569  ณ เวทีประกาศรางวัล "นพเก้า ดาวมงกุฎเพชร" ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จและศักยภาพของคุณอาร์ต ในฐานะบุคลากรคุณภาพที่สร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเพื่อมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในครั้งนี้

ภายหลังจากการขึ้นรับรางวัล คุณอาร์ต ได้เผยถึงความรู้สึกส่วนตัวว่า "รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะกรรมการที่เล็งเห็นถึงความตั้งใจ รางวัลนี้นอกจากจะเป็นกำลังใจสำคัญแล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้ผมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่บริหารองค์กรอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป"


สำหรับเวทีงานรางวัลเกียรติยศ “นพเก้า ดาวมงกุฎเพชร” จัดขึ้นโดยรายการดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง เพื่อยกย่องปูชนียบุคคล ศิลปินอาวุโส และบุคคลผู้ทรงคุณค่าจากหลากหลายวงการที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งวงการบันเทิง ศิลปะ นาฏศิลป์ รวมถึงประชาชนผู้ทำคุณประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อสังคม