17 มีนาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวผลักดัน 5 บริษัททัวร์ไทยโกอินเตอร์! ยกระดับธุรกิจนำเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้ายกระดับมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวของไทยสู่ระดับสากล ล่าสุดบริษัทนำเที่ยวของประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง ได้รับใบประกาศนียบัตร Travelife for Tour Operators ประจำปี 2026 ในงาน Green Destinations Awards และ Travelife Awards Ceremony 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Internationale Tourismus Borse (ITB) Berlin 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 โดยมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นผู้แทนรับมอบใบประกาศนียบัตรแทนบริษัทนำเที่ยวของไทยทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด Octo Cycling บริษัท พี สมาย ออร์กาไนเซอร์ จำกัด ไทยดรีมทัวร์ และ Tour Indepth by Paree Travel


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ความสำเร็จของบริษัทนำเที่ยวไทยทั้ง 5 แห่งในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรมการท่องเที่ยวในการส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของไทย ให้สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับสากล โดยกรมการท่องเที่ยวได้พัฒนามาตรฐาน Thailand Good Travel ควบคู่กับการดำเนินงานร่วมกับองค์กรรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก ได้แก่ Travelife for Tour Operators และ Green Destinations ภายใต้ความร่วมมือ

ในการพัฒนา Joint Award Program เพื่อยกระดับมาตรฐานของประเทศไทยให้สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากล ซึ่งสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยทั้งด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงชุมชนท้องถิ่น และการยกระดับคุณภาพการให้บริการนักท่องเที่ยว อันเป็นผลจากการที่กรมการท่องเที่ยวให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การให้คำปรึกษา และการพัฒนามาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

กรมการท่องเที่ยวจะยังคงเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ให้มีคุณภาพและมาตรฐานตามแนวทางสากล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเวทีโลก

ดีป้า เปิดตัวโครงการ OTOD #3 ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล

ยกระดับเกษตรไทยสู่เกษตรอัจฉริยะด้วย 3 เทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพไทย

วันที่ 17 มีนาคม 2569, กรุงเทพมหานคร – ดีป้า ต่อยอดความสำเร็จโครงการ OTOD ซีซัน 2 สู่ OTOD ซีซัน 3 รุกเสิร์ฟ 3 เทคโนโลยี ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ พร้อมยกระดับทักษะดิจิทัล และสนับสนุนการประยุกต์ใช้แก่กลุ่มชุมชน เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ใน 8 จังหวัด เพื่อเปลี่ยนการผ่านทำเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ ‘เกษตรอัจฉริยะ’

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า จัดกิจกรรมแถลงข่าวเปิดโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3) โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เกษตรกร และกลุ่มชุมชน ร่วมงานโดยพร้อมเพรียง ณ อาคาร ดีป้า (สำนักงานใหญ่) ซอยลาดพร้าว 10 เขตจตุจักร



ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล ดีป้า เปิดเผยว่า โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (One Tambon One Digital: OTOD) เป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มชุมชนสามารถเข้าถึงและรับการพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจากดิจิทัลสตาร์ทอัพภาคการเกษตรสัญชาติไทยที่ได้รับเครื่องหมาย dSURE และขึ้นทะเบียนบนบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) ใน 3 ประเภทเทคโนโลยี ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มชุมชน/เกษตรกร ประกอบด้วย โดรนเพื่อการเกษตร แทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ และบริหารจัดการแปลงอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงานในแปลงเกษตร ลดต้นทุนด้านแรงงาน ประหยัดเวลา สามารถวางแผน ควบคุม ติดตามผลการเพาะปลูก การดูแลรักษา และการจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ดีป้า เล็งเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ดีป้า ดำเนินการคัดเลือกดิจิทัสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้มข้น ซึ่งเชื่อว่า เทคโนโลยีทั้ง 3 ประเภทจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอัจฉริยะ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ อาชีพใหม่ โดย

การพัฒนาทักษะแก่กลุ่มชุมชน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการบินโดรน ช่างซ่อมโดรนและเครื่องจักรการเกษตรอัตโนมัติ เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศตามแนวคิด ‘ชุมชนดี รายได้ดี ด้วยดิจิทัล’ ซึ่ง ดีป้า ประเมินว่าโครงการ OTOD #3 จะช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท” ดร.ปรีสาร กล่าว



นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีประกาศความร่วมมือในชื่อ Smart Agri Synergy: ผสานเทคโนโลยี ขับเคลื่อนวิถีเกษตรไทย ระหว่าง ดีป้า และหน่วยงานพันธมิตรร่วมขับเคลื่อนโครงการ ไม่ว่าจะเป็น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สภาเกษตรกรแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มูลนิธิเอสซีจี และสมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเกษตรดิจิทัลสู่กลุ่มชุมชนและเกษตรกร นอกจากนี้ โครงการ OTOD #3 มีบริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ธนาคารออมสิน และบริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ให้การสนับสนุน

ทั้งนี้ โครงการ OTOD #3 จะมีกิจกรรมยกระดับทักษะ และรับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่กลุ่มชุมชนในชื่อ ‘Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day’ ซึ่งจะมีขึ้นใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมการยกระดับทักษะเข้มข้นใน 4 หัวข้อคือ เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรอัจฉริยะ การเสริมทักษะนักสร้างดิจิทัลคอนเทนต์ การเตรียมความพร้อมข้อเสนอเพื่อเข้าถึงแหล่งทุน และชุมชนเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม AgriTech Showcase การจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัลจากสตาร์ทอัพภาคการเกษตร พร้อมเปิดพื้นที่การจับคู่ธุรกิจ กิจกรรม d-Community Challenge การเติมทักษะการผลิตคลิปสั้นผ่านการเรียนรู้และลงมือทำ และกิจกรรมไฮไลต์อย่าง Digital Agriculture Pitching Day กิจกรรมประชันไอเดียเพื่อขอรับการส่งเสริม โดยโครงการ OTOD #3 แบ่งการส่งเสริมออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1) ประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการ
d-community สำหรับกลุ่มชุมชนที่จดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ โดยมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 20 ครัวเรือน มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับกลุ่มชุมชนเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม จำนวน 330 ราย โดยจะสนับสนุนไม่เกิน 150,000 บาทต่อราย

2) ประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรการ d-startup สำหรับบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนการค้าไม่เกิน 3 ปี มีทักษะช่าง และมีความต้องการเปิดธุรกิจบริการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงเทคโนโลยีทางการเกษตร มีความพร้อมที่จะสมทบงบประมาณไม่น้อยกว่า 50% และไม่เป็นผู้รับการสนับสนุนจากโครงการ OTOD #2 โดยการส่งเสริมและสนับสนุนประเภทการยกระดับธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัลจะเปิดรับผู้ขอรับการส่งเสริม 33 ราย สนับสนุนไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ OTOD #3
ได้แล้ววันนี้ – 23 กรกฎาคม 2569 โดยศึกษารายละเอียดของโครงการได้ที่ https://otod3.depa.or.th

16 มีนาคม 2569

ไซมิส แอสเสท เปิดตำรับ ข้าวแช่ชาววัง 8 เครื่องเคียง ที่ร้าน “มารี กีมาร์”

เมื่อฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ร้านอาหารไทย “มารี กีมาร์” หนึ่งในธุรกิจอาหารของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนแบบไทยแท้กับ “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยชาววังผ่านความประณีตในทุกขั้นตอน โดย เชฟปิ๊ก – คณิน สินพันธ์ Executive Chef ของร้าน ที่คัดสรรวัตถุดิบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมารังสรรค์เป็นสำรับอาหารฤดูร้อนที่งดงามทั้งรสชาติและเรื่องราว





ร้านอาหาร “มารี กีมาร์” ยังเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทยแท้ในระดับสากล ขณะที่เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์” ถือเป็นหนึ่งในเมนูประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รอคอยของลูกค้าในทุก ๆ ปี

ในโอกาสนี้ คุณอายุษกร อารยางกูร Group F&B Director บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด และ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ ได้ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติให้ร่วมสัมผัสเมนูข้าวแช่ตำรับพิเศษดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยโบราณผ่านการจัดสำรับอย่างพิถีพิถัน

ข้าวแช่ปีนี้ถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตใน ภาชนะรักษ์โลกจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่น สะท้อนความงดงามของศิลปหัตถกรรมไทยผ่านภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอาหาร พร้อมลำดับการรับประทานแบบโบราณ แบ่งออกเป็น 3 สำรับ

สำรับแรก : ของว่างคลายร้อนจากตำรับอยุธยา

เริ่มต้นมื้อด้วยเมนูโบราณ “แตงโมหน้าปลาแห้ง” ของว่างขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคัดเลือกแตงโมเนื้อหวานจากจังหวัดสุพรรณบุรี รับประทานคู่กับปลาแห้งที่ใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัดสิงห์บุรี นำมาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟูและผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว

สำรับที่สอง : ข้าวแช่ตำรับไทยกับเครื่องเคียง 8 อย่าง

หัวใจสำคัญของเมนูคือ ข้าวแช่ ที่เชฟปิ๊กเลือกใช้ข้าวพันธุ์ “เจ๊กเชย” จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมและเม็ดข้าวที่สวยงาม นำมาหุงอย่างพิถีพิถัน ก่อนแช่ใน น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านการต้มและพักในโอ่งดินเผา จากนั้นลอยด้วยดอกไม้หอม 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงาไทย กุหลาบมอญ และดอกมะลิ ก่อนอบควันเทียนให้เกิดกลิ่นหอมละมุน





เสิร์ฟคู่กับ เครื่องเคียงโบราณ 8 อย่าง ได้แก่

• ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานคู่กระชายอ่อนแกะสลักเป็นดอกจำปา

• หอมแดงสอดไส้ปลา

• พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา

• พริกหยวกสอดไส้หมูผัดห่อไข่ เอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์

• ปลาช่อนแดดเดียวฉาบหวาน

• ไชโป๊วผัดหวานน้ำมันหมู

• หมูฝอยทอดกรอบ

• ไข่เค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่มะม่วงเขียวเสวยและผักแนมตามตำรับ
สำรับสุดท้าย : ของหวานฤดูร้อน

ปิดท้ายสำรับด้วยของหวานฤดูร้อน “ส้มฉุนมะยงชิด” ที่ใช้มะยงชิดสดใหม่จากจังหวัดนครนายก โรยด้วยหอมเจียวและขิงอ่อนซอย เพิ่มมิติรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อน

นอกจากนี้ทางร้านยังมี ชุดตะกร้าข้าวแช่สำหรับซื้อกลับบ้าน สำหรับ 2 ท่าน
พร้อมขนมทองมารี 1 กล่อง ในราคา 1,299 บาท

เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ให้บริการในราคา 999++ บาทต่อสำรับ
(รับประทานที่ร้านเท่านั้น)  ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569






ผู้ที่สนใจสามารถมาลิ้มลองสำรับข้าวแช่ตำรับไทยได้ที่ ร้านอาหารมารี กีมาร์ ชั้น 28

โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre Hotel 
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 21.00 น. 

สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง โทร 090-234-5822
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.marieguimarbkk.com

14 มีนาคม 2569

งานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 50 (DST Annual Meeting 2026)

งานประชุมใหญสามัญประจำปี ครั้งที่ 50 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย DST แพทย์ผิวหนังทั้วประเทศเข้าร่วมฟังร่วมงานทั้งหมด 1500 ท่าน ณ. โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ 

𝟓𝟎𝐭𝐡 𝐃𝐒𝐓 𝐀𝐧𝐧𝐮𝐚𝐥 𝐌𝐞𝐞𝐭𝐢𝐧𝐠 𝟐𝟎𝟐𝟔
เปิดฉากวันแรกอย่างงดงาม กับงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย งานประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีใหม่ด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine (ผม เล็บ ผิวพรรณ) จากผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับมาตรฐานการดูแลคนไข้และผู้ป่วย




ในงานครั้งนี้ ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ประจำศูนย์ศัลยกรรมความงามและเลเซอร์ผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท1 ให้ความรู้บรรยายเรื่องปัญหา ผมร่วง ผมบาง สุขภาพหนังศรีษะ ครบวงจร ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569

Bangkok Convention Centre, Centara Grand at CentralWorld, 22nd Floor 

เริ่มแล้ว เทศกาลใหญ่รับฤดูร้อน Amazing Big Holiday 2026 ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค

เปิดมุมพักผ่อนใหม่ สวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”

14 มีนาคม 2569 --- นางสาวกัลยา บุญแดง ผู้อำนวยการเขตคันนายาว เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาล Amazing Big Holiday 2026 และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” โดยมี ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ และผู้บริหารสยามอะเมซิ่งพาร์คให้การต้อนรับ


เช็คอินที่เดียว เที่ยวคุ้ม รวมสวนน้ำและสวนสนุก  ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค พักผ่อนคลายร้อนในสวนน้ำกว้างขวาง สไลเดอร์หลากหลายเหมาะสำหรับทุกวัย และ ทะเลเทียมใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส เอาใจคนรักการผจญภัย ในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นมาตรฐานสากล ห้ามพลาด รถไฟเหาะ 2 ตัวท็อป Vortex กับ Boomerang เครื่องเล่นสำหรับครอบครัวยอดฮิต Log Flume นั่งเรือล่องไปตามสายน้ำ มีเครื่องเล่นหลายสไตล์อีกเพียบ รอให้ทุกคนมาสนุกด้วยกันตลอดซัมเมอร์นี้ แวะเก็บภาพมุมสวยๆ ไม่ซ้ำใครในบางกอกเวิลด์ เหมือนได้ย้อนยุคไปในวันวานที่เมืองบางกอกสวยคลาสสิกที่สุด

พิเศษสุดรับซัมเมอร์นี้ สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ให้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์กับสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ ชมวิวทะเล-กรุงเทพฯ จากมุมสูงกันได้เต็มตา ได้ภาพประทับใจไม่ซ้ำใครกลับบ้านกันไปแน่นอน



พบกับกิจกรรมไฮไลท์เฉพาะซัมเมอร์ ที่สยามอะเมซิ่งพาร์คที่เดียว Aqua Cardio Boxing ออกกำลังกายกลางทะเล-กรุงเทพฯ ที่ผสมผสานมวยไทยเข้ากับจังหวะเพลง, โชว์พิเศษจากเหล่ามาสคอตสุดน่ารัก นำทีมโดย น้องไซ กับ พี่แอม พร้อมเพื่อนรักทั้ง 5, ดนตรียามเย็นสร้างความครื้นเครงในสวนสนุก ห้ามพลาดฉลองปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ 

เทศกาล Amazing Big Holiday 2026 เริ่มแล้ววันนี้  – 4 พฤษภาคม 2569 โปรโมชั่นบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นเพียง 270 บาท จากปกติ 1,000 บาท เที่ยวทั้งวัน รวมผ่านประตู, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นในสวนสนุก คุ้มที่สุดต้องซื้อล่วงหน้าที่ ticket.siamamazingpark.com สำหรับเด็กซื้อหน้าเคาน์เตอร์ ราคาเพียง 200 บาท (สูง 101-130 ซม. ), เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม., อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ ผู้พิการ เข้าใช้บริการฟรีได้ทุกวัน



เที่ยวสุดฟินแล้วยังได้ร่วมชิงโชค ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ Vespa, voucher ที่พักพร้อมอาหาร อมรพันธ์วิลล่า ระยอง, voucher ที่พักโรงแรม Lullaby The Sea Hua Hin รวม 21 รางวัล มูลค่า 238,725 บาท ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.siamamazingpark.com




พบกับกิจกรรมไฮไลท์เฉพาะซัมเมอร์ ที่สยามอะเมซิ่งพาร์คที่เดียว Aqua Cardio Boxing ออกกำลังกายกลางทะเล-กรุงเทพฯ ที่ผสมผสานมวยไทยเข้ากับจังหวะเพลง, โชว์พิเศษจากเหล่ามาสคอตสุดน่ารัก นำทีมโดย น้องไซ กับ พี่แอม พร้อมเพื่อนรักทั้ง 5, ดนตรียามเย็นสร้างความครื้นเครงในสวนสนุก ห้ามพลาดฉลองปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ 

เทศกาล Amazing Big Holiday 2026 เริ่มแล้ววันนี้  – 4 พฤษภาคม 2569 โปรโมชั่นบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นเพียง 270 บาท จากปกติ 1,000 บาท เที่ยวทั้งวัน รวมผ่านประตู, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นในสวนสนุก คุ้มที่สุดต้องซื้อล่วงหน้าที่ ticket.siamamazingpark.com สำหรับเด็กซื้อหน้าเคาน์เตอร์ ราคาเพียง 200 บาท (สูง 101-130 ซม. ), เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม., อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ ผู้พิการ เข้าใช้บริการฟรีได้ทุกวัน

เที่ยวสุดฟินแล้วยังได้ร่วมชิงโชค ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ Vespa, voucher ที่พักพร้อมอาหาร อมรพันธ์วิลล่า ระยอง, voucher ที่พักโรงแรม Lullaby The Sea Hua Hin รวม 21 รางวัล มูลค่า 238,725 บาท ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.siamamazingpark.com

สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. (สวนน้ำเปิดถึง 17.00 น.)เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้ามหานครสายสีชมพู สถานีนพรัตน์ ต่อรถสาธารณะมาอีกเพียง 1.5 กม. เท่านั้น และ มีที่จอดรถยนต์ในร่มกว่า 1,000 คัน

สอบถามเพิ่มเติม Line @siamamazingpark หรือ โทร. 02 1054294
ภาพสวนน้ำ สวนสนุก บางกอกเวิลด์ และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”

11 มีนาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวคว้าระดับ “ดีเยี่ยม” บริหารความเสี่ยงทุจริต ย้ำบริการโปร่งใส สะดวก รวดเร็ว เพื่อประชาชน

กรมการท่องเที่ยว ได้รับเกียรติบัตรรับรองผลการประเมินคุณภาพ ระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (Corruption Risk Management Systems : CRMS) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ โดยมีผลการประเมินในระดับ “ดีเยี่ยม (Excellent)” ในกระบวนงานการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ และการขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเที่ยว ด้านการอนุมัติ อนุญาต ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “ผลการประเมินในระดับดีเยี่ยมครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมการท่องเที่ยวในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในองค์กร ให้มีความโปร่งใส ลดความเสี่ยงต่อการทุจริต และยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงานทุกขั้นตอน ซึ่งที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ อำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอ การพิจารณาอนุญาต และการขึ้นทะเบียนต่างๆ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการบริหารจัดการของกรมการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ”

“กรมการท่องเที่ยวจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการทำงานและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามหลักโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการภาครัฐ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้าย