23 พฤษภาคม 2569

สสว. ปรับโฉมใหม่ ปลดล็อกทุกข้อจำกัด เพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย

พร้อมเชื่อมโอกาสความสำเร็จให้ SME ทั่วไทยเติบโตไกลไปด้วยกัน 

กรุงเทพฯ – 22 พฤษภาคม 2569: ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน การประกอบธุรกิจให้เติบโตจึงต้องมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะดีแค่ไหนหากมีใครที่มาช่วยผลักดันให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น วันนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ในฐานะผู้สนับสนุน SME ที่ครอบคลุมทุกมิติ อันล็อกโฉมใหม่ กับบทบาท “THE GROWTH CONNECTOR” ในการทำหน้าที่ “เชื่อม” ที่ไม่ใช่เพียงเชื่อมโอกาสเท่านั้น แต่จะช่วยทำให้โอกาสนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เป็นตัวเชื่อมทุกมุมของการเติบโต SME ไทย ให้เป็นระบบนิเวศที่ครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และศักยภาพการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดในการเติบโตของ SME ให้โตได้ไกลและไปได้จริง โดย สสว. ตั้งหมุดหมายในการปลดล็อกไว้ 5 กุญแจสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย ผลักดันนโยบายและมาตรการที่ช่วยธุรกิจให้เข้าถึงและทำได้จริง 2) ด้านข้อมูลและสิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อลดต้นทุน       3) ด้านความรู้และคำปรึกษา ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง 4) ด้านโอกาสทางการตลาด เพื่อการเข้าถึงตลาด มีช่องทางการขายใหม่ๆ และสุดท้าย 5) ด้านแหล่งเงินทุน สนับสนุนเงินทุนที่เข้าถึงได้จริง ครอบคลุมทุกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 


ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ สสว. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญที่ส่งต่อองค์ความรู้และมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในทุกด้านอย่างเข้าใจ พร้อมส่งเสริมมาตรการและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้มากขึ้น อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจ ตามแนวทางธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรืออีกหลายโครงการ ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญให้ผู้ประกอบการก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรค ปลดล็อกทุกอุปสรรคของ SME ผ่านโครงการที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ SME ไทยเติบโตและค่อยๆ ก้าวสู่สนามการค้าโลกได้ในอนาคต 

ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของ สสว. คือการขับเคลื่อนและสนับสนุน SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การรีแบรนด์ครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ สสว. ให้ชัดเจน ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น รวมถึงการร่วมเป็นผู้ปลดล็อก (Unlocker) ส่งต่อคุณค่าและ DNA ใหม่ขององค์กรออกไปให้ผู้ประกอบการเชื่อมั่นใน สสว. มากขึ้น รวมถึงการส่งต่อความเข้าใจและเปลี่ยนทุกภาพจำเดิม ๆ ให้เป็นภาพใหม่ และทำให้ สสว. เป็นแบรนด์ที่เข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโอกาส และปลดล็อก SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง”   

เพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงการปลดล็อกครั้งนี้ สสว. ได้ทำการสื่อสารผ่าน Key Visual ใหม่ นำเสนอ 5 กุญแจสำคัญที่สื่อถึงภารกิจของ สสว. ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ SME ไทยโตได้ไกลไปได้จริง มาพร้อมกับ Brand Mascot น้อง “Forward Boy” ที่มีคาแรคเตอร์ Flash & Fast ปรับตัวได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของ SME และสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายขององค์กร เพื่อเน้นย้ำว่า สสว. จะคอยเป็นผู้ช่วยผลักดัน SME สู่ความสำเร็จได้จริง เชื่อมโอกาสและทำให้เข้าถึงได้ สนับสนุนธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งสามารถติดตามการสื่อสารของ สสว. ได้ทุกช่องทาง 


ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ ข้อมูล สิทธิประโยชน์ ที่จะมาปลดล็อกทุกความสำเร็จของ SME ไทย ได้ที่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

ติดต่อคอลเซนเตอร์โทร. 1301 หรือ 02-142-9000 เว็บไซต์ https://sme.go.th/
และติดตามความเคลื่อนไหวของ สสว. ได้ทางเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes
และโซเชียลมีเดีย OSMEP ทุกแพลตฟอร์ม

22 พฤษภาคม 2569

เอปสัน ผนึก All Thailand Golf Tour เสริมพลังวงการกอล์ฟไทยด้วยเทคโนโลยีระดับโลก

เอปสัน ประเทศไทย ร่วมเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันกอล์ฟอาชีพรายการ All Thailand Golf Tour ในฐานะOfficial Office Equipment & Supplies พร้อมนำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์และโซลูชันสำหรับองค์กรเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานภายในสนามแข่งขัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และความคล่องตัวในการจัดการแข่งขันระดับอาชีพ พร้อมสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

All Thailand Golf Tour ถือเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์กอล์ฟอาชีพหลักของประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานักกอล์ฟไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันสู่ระดับนานาชาติ โดยมีบริษัท สปอร์ต แมนเนจเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้จัดการแข่งขัน  


นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการอาวุโสประจำกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวย การบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันมีนโยบายในการสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่องในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล มอเตอร์สปอร์ต หรือกีฬากอล์ฟ โดยก่อนหน้านี้เอปสันเคยร่วมสนับสนุนการแข่งขัน Honda LPGA Thailand มาแล้ว และสำหรับ All Thailand Golf Tour ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการกอล์ฟไทย ที่ช่วยพัฒนานักกีฬาไทยและยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในประเทศ กีฬากอล์ฟสะท้อนแนวคิดที่สอดคล้องกับเอปสัน ทั้งเรื่องความแม่นยำ ความสม่ำเสมอ และสมาธิ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับที่เราให้ความ สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของบริษัท การเข้ามาสนับสนุนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เอปสันจะได้มีส่วนร่วมสนับสนุนวงการกีฬาไทย พร้อมนำเทคโนโลยีของเอปสันเข้ามาช่วยสนับสนุนการจัดการแข่งขันให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ” 

ในการแข่งขันครั้งนี้ เอปสันได้นำเครื่องพิมพ์ Epson WorkForce C579R และ Epson EcoTank L15150 เข้ามาสนับสนุนการทำงานของทีมจัดการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์เอกสารการแข่งขัน สกอร์การ์ด ตารางการแข่งขัน และเอกสารด้านการจัดการต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความถูกต้อง รวดเร็ว และความพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยเครื่องพิมพ์ที่นำมาใช้ยังใช้เทคโนโลยี Heat-Free Technology ที่ช่วยลดการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนของทั้งเอปสันและพันธมิตรผู้จัดการแข่งขัน ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

นอกเหนือจากโซลูชันด้านการพิมพ์ เอปสันยังมีเทคโนโลยีด้านการฉายภาพที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจกอล์ฟและการฝึกซ้อมกีฬาได้ เช่น Epson Laser Projector สำหรับระบบ Golf Simulator ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มสนามกอล์ฟและศูนย์ฝึกซ้อมแบบ Indoor Golf โดยสามารถฉายภาพสนามกอล์ฟเสมือนจริงได้อย่างคมชัด สีสันสมจริง และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เอปสันมองว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับ


ทั้งการจัดการแข่งขัน การฝึกซ้อมของนักกีฬา และประสบการณ์ของผู้ชมกีฬาไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจด้านกอล์ฟและการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ในอนาคต” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย

ชิลีเตรียมจัดการประชุมสุดยอดชิลี-อาเซียน ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

 พร้อมนำคณะฯ  เข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX 2026

ชิลีเดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดงาน Chile–ASEAN Business Summit 2026 เวทีธุรกิจและการค้าระดับภูมิภาค ซึ่งกำหนดจัดในกรุงเทพมหานคร    ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – Anuga Asia งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย

การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของ ProChile องค์กรสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศชิลี ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกและสนับสนุนผู้ประกอบการชิลีสู่ตลาดโลก เป้าหมายของการประชุม ดังกล่าวสะท้อน ถึงความมุ่งมั่น ของชิลีในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวกับประเทศสมาชิกอาเซียน



กิจกรรมหลากหลายในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะจัดขึ้น ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และภายในงาน T้HAIFEX 2026 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ โดยเน้นการส่งเสริมการค้า การจัดหาสินค้า โลจิสติกส์ และโอกาสความร่วมมือเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากชิลีและอาเซียนยังมีโอกาสเข้าศึกษาดูงานในศูนย์การผลิตและกระจายสินค้าหลายแห่งในประเทศไทย

ปัจจัยหนุนที่เป็นนัยสำคัญในการจัดการประชุมสุดยอดนี้คือมูลค่าทางการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีอยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.5%

นอกจากสินค้าหลักอย่างทองแดงและลิเทียมแล้ว การส่งออกสินค้าอื่นๆ ของชิลีมายังอาเซียนก็เติบโตต่อเนื่องอย่างชัดเจน โดยช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ขยายเพิ่มขึ้นเกือบ 87% และในปี 2568 มีมูลค่า 986 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 


การส่งออกที่โดดเด่นเป็นพิเศษสินค้าอาหาร การส่งออกอาหารจากชิลีสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในรอบทศวรรษ จาก 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 เป็น 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สนองตอบความความต้อง การของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งอาหารทะเล ปลาแซลมอน ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่ว ผลไม้อบแห้ง และผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ

ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกทองแดงรายสำคัญของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ส่งออกสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ เชอร์รี วอลนัท พลัม เฮเซลนัท และไวน์ เป็นต้น ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมเกษตร และอาหารของชิลีสร้างมูลค่าการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 24.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 180 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ชิลียังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ระดับโลกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่อันดับสองของลาตินอเมริกา และติดอันดับ 10 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่ของโลก ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

การประชุมสุดยอดที่กรุงเทพฯ ในปีนี้ จะมีบริษัทชั้นนำจากชิลีเข้าร่วมรวม 28 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารทะเล ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วและผลไม้อบแห้ง ไวน์และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ธุรกิจเกษตร บริการด้านเพาะเลี้ยง   สัตว์น้ำ และนวัตกรรมอาหาร นอกจากนี้ ในคณะผู้แทนที่เดินทางมาร่วมประชุม ยังมีตัวแทนจากสมาคมการค้าของชิลีอีก 3 แห่ง ได้แก่ Fruits from Chile, Faenacar และ ChileNuts ซึ่งล้วนเป็นตัวแทน ภาคการส่งออก สำคัญ ที่กำลังเติบโตในตลาดเอเชีย

ไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพ เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้าหลักของชิลีในภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยคาดว่าจะมีผู้นำเข้าและนักธุรกิจจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์เข้าร่วม ซึ่งทั้งหกประเทศมีสัดส่วนกว่า 95% ของการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียน

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ ผู้อำนวยการใหญ่ของ ProChile กล่าวว่า “อาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดเกิดใหม่สำหรับชิลีอีกต่อไป แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ชิลีมีศักยภาพในการตอบสนอง ความต้องการของภูมิภาค ด้วยสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ความอย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มแข็ง พร้อมผลงานความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกที่ได้รับความเชื่อถือในตลาดโลก การที่เราขยายตลาด มายังเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้อย่างต่อเนื่องนี้ เราไม่ได้มุ่งเพียงขยายมูลค่าการค้า แต่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนบนรากฐานของความไว้วางใจ นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกัน”หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือ การเข้าร่วมจัดแสดงของชิลีในงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกชิลีได้พบปะโดยตรงกับผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย ธุรกิจโรงแรม และผู้ประกอบการด้านอาหารจากทั่วภูมิภาคที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์คุณภาพสูงที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายทางการค้า การศึกษาตลาด และการพบปะหารือร่วมกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยและอาเซียน โดยคาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจแบบ B2B มากกว่า 300 นัด ระหว่างผู้ส่งออกจากชิลีกับผู้นำเข้าจากภูมิภาคการประชุมสุดยอดในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ Chile–ASEAN Business Summit ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้นำเข้ารวม 76 รายจาก 6 ประเทศเข้าร่วม และสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ทันทีถึง 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความสำคัญระดับโลกในด้านการบริโภคอาหาร การเติบโตด้านค้าปลีก และความเชื่อมโยงทางการค้าภายในภูมิภาค  การประชุมสุดยอด Chile–ASEAN Business Summit 2026 จึงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของชิลีในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือทางธุรกิจ การพัฒนาตลาดร่วมกัน และการมีส่วนร่วมในเวทีสำคัญอย่าง THAIFEX – Anuga Asia เพื่อเสริมสร้างบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรทางการค้าที่เชื่อถือได้ของอาเซียนในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมที่กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

18 พฤษภาคม 2569

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟ.

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม


ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน
ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi “Year of Omotenashi Service” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้
1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย
ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม
รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026”

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” เสริมความร่วมมือเครือข่ายประกันสุขภาพ

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” ภายใต้แนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกันสุขภาพ และตัวแทนประกันชีวิต ในการดูแลผู้ถือกรมธรรม์ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม โดยมี นายแพทย์วันชัย  ศิริเสรีวรรณ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ คุณมณเฑียร สารโภค รองผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการ และคุณฐิติภา แย้มกลิ่น ผู้จัดการฝ่ายประสานสิทธิ์ เป็นผู้นำในการดำเนินงานและขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้


โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา มีบทบาทเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญากับบริษัทประกันสุขภาพ โดยให้การดูแลกลุ่มผู้ถือกรมธรรม์ พร้อมประสานงานข้อมูลด้านสุขภาพในกระบวนการสำคัญ เช่น การพิจารณาความคุ้มครองเบื้องต้นก่อนการรักษา (Pre-Authorization) การติดตามข้อมูลระหว่างการรักษา (Case Concurrent Review) และการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Review) เพื่อสนับสนุนการพิจารณาสิทธิ์ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน

สำหรับปี 2569 โรงพยาบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มตัวแทนประกัน ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลและดูแลลูกค้าในความรับผิดชอบของตนเอง โดยกิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการของโรงพยาบาล และเปิดโอกาสให้ตัวแทนประกันได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้เอาประกัน

ภายในกิจกรรม มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการประสานงานด้านสิทธิ์การรักษา รวมถึงแนวทางการให้บริการของศูนย์ลูกค้าประกัน เพื่อช่วยให้ตัวแทนสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้ถือกรมธรรม์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งช่องทางสื่อสารผ่าน Line Official สำหรับแจ้งข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลรายชื่อตัวแทนประกันสุขภาพประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบ


กิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพ และเสริมสร้างความร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพและตัวแทนประกันชีวิตที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการมีกำหนดดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลในการพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงบริการตามสิทธิ์ที่กำหนดอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ 

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ


ตอกย้ำจุดยืนสร้างงาน สร้างอาชีพ UFM มอบแป้งสาลีสำหรับใช้ในการเรียนการสอน  หวังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน


นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้เพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ ให้กับประชาชนที่สนใจการทำเบเกอรี่ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องการยกระดับวงการเบเกอรี่ไทย สู่มาตรฐานสากล ดังนั้น ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคมสร้างอาชีพ  ให้คนไทย สนับสนุนโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างต่อเนื่อง มอบผลิตภัณฑ์แป้งสาลี ตราว่าว, ตราหงส์ขาว, ตราพัดโบก, ตราบัวแดง, แป้งโฮลวีต และ แป้งทอดกรอบ ตรา UFM  จำนวนกว่า 1,000 ลัง ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน




ปีที่ผ่านมีประชาชนสนใจเข้าเรียนหลักสูตรขนมอบและเบเกอรี่จากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง กว่า 1,500 คน การที่ผู้เรียนใช้วัตถุดิบแป้งข้าวสาลีที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้ควบคุมโครงสร้างของขนมได้ตามสูตรมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวนุ่มของขนมปัง หรือความเบาฟูของเค้ก เนื้อขนมมีความละเอียดน่ารับประทาน ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมของวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น เนยและนม ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น 



ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการที่ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ แล้ว UFM ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านโครงการ UFM Train the Trainer อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร รวมถึงโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนในปีนี้ทาง UFM เดินหน้าจัดทำโครงการ UFM Train the Trainer ต่อ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและเบเกอรี่ พัฒนาบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ซึ่ง UFM เชื่อมั่นว่าทุกโครงการที่ทำเพื่อสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพให้กับคนไทย เพื่อสร้างรายได้และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจต่อไป

14 พฤษภาคม 2569

ม.น.ข.รับมอบทุนสนับสนุน โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569)

เมื่อวันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม 2569 อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พร้อมด้วยคุณวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์  รองประธาน ม.น.ข. รับมอบเงินจากคณะผู้บริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จำนวนเงิน 817,722 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดงาน Gala dinner (สปอนเซอร์) โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569) ณ บริษัท สํานักกฎหมายธรรมนิติ จํากัด 

ซึ่งการจัดงาน Gala dinner ในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569
ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อระดมทุนสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคง
ให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย