22 มิถุนายน 2569

CHANGAN ฉลองความสำเร็จ จัดงานส่งมอบรถ NEVO Q05 อย่างเป็นทางการ

หลังกวาดยอดจองทะลุ 2,200 คัน ภายใน 7 วัน หลังเปิดตัว

กรุงเทพฯ CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ฉลองความสำเร็จหลัง NEVO Q05 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน ภายในสัปดาห์แรกหลังการเปิดตัว พร้อมจัดงานส่งมอบรถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ชื่องาน “NEVO Q05 Remarkable Journey”  เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และต้อนรับเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง โดยมี นายริกกี้ อู๋ รองประธาน และ Customer Officer  บริษัท ฉางอาน ออโต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนาย คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนบริษัทฯ ร่วมให้การต้อนรับ และแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด  


เสียงตอบรับจากลูกค้า ด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ CHANGAN NEVO Q05 ว่าเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ดีไซน์ เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความปลอดภัย โดยความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนมิถุนายน หลังจากที่ CHANGAN เพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีโรงงาน ฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง และการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน โดยโรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตของฉางอานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฐานการผลิตที่สำคัญของ DEEPAL S05 และ NEVO Q05 สำหรับตลาดอาเซียน และส่งออกไปยังตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกอีกด้วย

NEVO Q05 เป็นรถ SUV อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘รถสมาร์ท ขับสบาย’ โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระความจุ 1,380 ลิตร พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC 3C ที่ชาร์จจาก 30–80% ได้ภายใน 15 นาที มีระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุด 426 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมด้วยระบบ ADAS และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.6 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสมาร์ทยิ่งขึ้น


นายคริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งมอบรถ NEVO Q05 เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่น่าจดจำและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าระหว่าง CHANGAN และลูกค้าทุกท่าน ในฐานะตัวแทนบริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN  และขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อบริษัทฯ และได้เลือก NEVO Q05 เป็นเพื่อนร่วมเดินทางคันใหม่ของท่าน CHANGAN มุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในด้านการบริการหลังการขายและการส่งมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ตลอดทุกการเดินทาง ปัจจุบัน CHANGAN มีโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 55 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้า และกำลังจะขยายเพิ่มอีก 10 แห่งในเร็วๆ นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับการดูแลอย่างที่ดีที่สุดในทุกพื้นที่”

CHANGAN ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง NEVO Q05 พร้อมส่งมอบแล้ววันนี้ที่โชว์รูม CHANGAN ทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและค้นหาโชว์รูม CHANGAN ได้ที่ เว็บไซต์: www.changan.co.th/th/nevo-q05 และ FACEBOOK : CHANGAN Thailand

#CHANGANTHAILAND #NEVOQ05FirstJourney #ChanganNEVO #NEVOQ05 #NEVO

ททท. เปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ชวนคนไทยออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ไทย

ผ่านทุกความรู้สึก พร้อมจัดอีเว้นต์สร้างแรงบันดาลใจสู่การท่องเที่ยวจริงทั่วประเทศ

บ่ายนี้ (22 มิถุนายน 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เป็นประธานพร้อมด้วยผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 5 ภูมิภาคด้านตลาดในประเทศ ร่วมนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์จากทั่วประเทศ ณ ห้องโถงธนะรัชต์ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่ ต่อยอดกระแสไวรัลการนำเสนอเสน่ห์ไทยในมุมมองร่วมสมัย และพลังอิทธิพลของ LISA ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง โดยรวบรวมกิจกรรม เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว และสิทธิพิเศษทั่วประเทศพร้อมเปิดตัว “Thailand Feeling Map” เชิญชวนร่วมแบ่งปันความรู้สึกและความประทับใจจากการเดินทาง ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในทั้ง 5 ภูมิภาคตลอดช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ กระจายรายได้สู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น พร้อมตอกย้ำคุณค่าของ “เสน่ห์ไทย” ในมิติใหม่ ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางได้ตลอด 365 วัน


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้าน Destination Marketing ไปสู่การแข่งขันด้าน Experience Economy นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากเพียงสถานที่หรือกิจกรรมที่น่าสนใจเท่านั้น แต่เลือกจากประสบการณ์และความรู้สึกที่อยากได้รับจากการเดินทาง ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงมุ่งต่อยอดจากการทำ Global Campaign สู่การสร้าง National Movement เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง และเปลี่ยนความรู้สึกที่ผู้คนโหยหาให้เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ที่เตรียมจัดในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 นี้ จะรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยว เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว รวมถึงสิทธิพิเศษและโปรโมชัน จากสำนักงาน ททท. 45 แห่ง และ 2 ศูนย์ เพื่อเชื่อมโยงความสนใจของนักท่องเที่ยวกับประสบการณ์ที่สามารถออกเดินทางไปสัมผัสได้จริงใน 77 จังหวัดทั่วไทย พร้อมส่งเสริมการเดินทางสู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น และเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ค้นพบเสน่ห์ไทยในรูปแบบที่ตรงกับความสนใจของตนเอง

ภายใต้โครงการดังกล่าว ททท. ได้ต่อยอดเปิดตัว “Thailand Feeling Map” เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์จากการเดินทางในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว ความประทับใจ และมุมมองที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวจริง เพื่อร่วมสร้างแผนที่แห่งความรู้สึกของประเทศไทยจากประสบการณ์ของนักเดินทางทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบิน เวาเชอร์ที่พัก บริการสปา กิจกรรมท่องเที่ยว และบัตรเติมน้ำมัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ททท. ในแต่ละภูมิภาคเตรียมขยายผลจัดกิจกรรมภายใต้โครงการฯ เพื่อนำเสนอโปรโมชันการตลาด และเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคเหนือ  ชวน“สุขทันที...ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในทุกฤดูกาล ตัวอย่างกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Mae Hong Son : Rainy Charm สัมผัส 3 สุข   (สุขกาย สุขใจ และสุขภาพดี) ท่ามกลางเสน่ห์สายฝนแม่ฮ่องสอน กับเทศกาลดนตรี Pai Jazz & Blues Festival ในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ณ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมส่งมอบประสบการณ์ “5 Feeling of Isan : สัมผัสอีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses” โดยนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Udon Thani-Nong Khai-Bueng Kan “NAKA ART 2026 นาคาโชว์  พ(ร)าว : NAKA SOUL PROUD" เทศกาลสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขงที่รวบรวมศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการด้านงานคราฟต์ อาหาร ดนตรี และการท่องเที่ยวจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว "พญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง" ผ่านงานศิลปะร่วมสมัย ในวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2569 ณ ถนนคนเดินริมน้ำโขง จังหวัดบึงกาฬ

ภาคตะวันออก เตรียมนำเสนอแนวคิด Feel All The Feelings : เสน่ห์ตะวันออก ครบทุกอารมณ์ เลือกฟีลที่ใช่ แล้วออกไปเจอตะวันออกในแบบคุณ ผ่านกิจกรรม Feel All The Feelings @Chanthaburi “จันท์ อวด ดี² : เปิดพื้นที่อวดเมือง ส่งมอบความสุขยกกำลัง 2” สัมผัสสุขในทุกมุมของชุมชนริมน้ำจันทบูร โชว์ศักยภาพธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ด้านอาหาร ในวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2569 ณ ถนนคนเดินริมน้ำจันทบูร จังหวัดจันทบุรี  

ภาคกลาง พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์การท่องเที่ยว “เที่ยวใกล้บ้าน @ภาคกลาง” กับหลากหลายเส้นทางท่องเที่ยว อาทิ เส้นทาง Green Heart Tourism ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2569 และกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @Kanchanaburi “KaengPa & Coffee”ภายใต้แนวคิด “เมื่อกาแฟโดนแกง” ที่นำแกงป่าเมืองกาญจน์อันเข้มข้นมาจับคู่กับกาแฟ Specialty จากบาริสต้าชั้นนำ สร้างมิติใหม่ของรสชาติที่ทั้งแปลกใหม่ น่าค้นหา และสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ในวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณ Skywalk จังหวัดกาญจนบุรี

ภาคใต้ ชวนเดินทาง “สัมผัสเสน่ห์ใต้ เชื่อมทุกความรู้สึก เชื่อมใจเข้ากับธรรมชาติ เชื่อมผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม ออกเดินทางไปค้นพบภาคใต้ในแบบของคุณ" สัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมบาบ๋า-เพอรานากัน กับกิจกรรม Feel All The Feelings @Phuket : Illuminating Peranakan-Where Heritage Comes Alive in Light โดยนำเทคโนโลยี Projection Mapping มาถ่ายทอดเรื่องราวบนอาคารประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่า ผสานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม นอกจากกิจกรรมไฮไลต์ของแต่ละภูมิภาคแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักตลอดช่วง Green Season ในวันที่ 23–29 สิงหาคม 2569 ณ ย่านเมืองเก่า จังหวัดภูเก็ต

โครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ไทยที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ของประเทศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบจุดหมายปลายทางที่สอดคล้องกับความสนใจและความรู้สึกของตนเอง และต่อยอดไปสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวไทยได้ตลอด 365 วัน ทั้งนี้ ททท. ขอเชิญชวนคนไทยร่วมค้นหาคำตอบว่า “What Does Thailand Feel Like?” และออกไปสัมผัสเสน่ห์ไทยในแบบที่ตรงกับความรู้สึกของคุณ ผ่านกิจกรรม เทศกาล และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการได้ที่ Facebook Page: เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings

อาร์ต วศิน ผู้บริหาร รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. คว้าเกียรติยศ รางวัล ‘ศิลปินดีเด่น’ ประจำปี 2569


นายวศิน วรรณพฤกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เข้ารับรางวัลเกียรติยศในสาขา ศิลปินดีเด่น ประจำปี 2569  ณ เวทีประกาศรางวัล "นพเก้า ดาวมงกุฎเพชร" ซึ่งจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 9 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จและศักยภาพของคุณอาร์ต ในฐานะบุคลากรคุณภาพที่สร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดน่าน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเพื่อมอบรางวัลเชิดชูเกียรติในครั้งนี้

ภายหลังจากการขึ้นรับรางวัล คุณอาร์ต ได้เผยถึงความรู้สึกส่วนตัวว่า "รางวัลนี้ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะกรรมการที่เล็งเห็นถึงความตั้งใจ รางวัลนี้นอกจากจะเป็นกำลังใจสำคัญแล้ว ยังเป็นแรงผลักดันให้ผมมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่บริหารองค์กรอย่างเต็มกำลัง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป"


สำหรับเวทีงานรางวัลเกียรติยศ “นพเก้า ดาวมงกุฎเพชร” จัดขึ้นโดยรายการดาราวาไรตี้ทีวีบันเทิง เพื่อยกย่องปูชนียบุคคล ศิลปินอาวุโส และบุคคลผู้ทรงคุณค่าจากหลากหลายวงการที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งวงการบันเทิง ศิลปะ นาฏศิลป์ รวมถึงประชาชนผู้ทำคุณประโยชน์และสร้างคุณค่าต่อสังคม

UFM ฉลองความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ CRM

“UFM Rewards ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล”

ผู้นำตลาดแป้งสาลี UFM เผยระบบ CRM ดันยอดสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมตอบแทนลูกค้าสะสม UFM Points แลกรับของรางวัล พร้อมจัดคาราวานโรดโชว์พบลูกค้าทั่วประเทศ

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management : CRM)  นำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค การสะสมคะแนนแลกของรางวัล มาวิเคราะห์พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อคืนกำไรและสมนาคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM  เช่น แป้งสาลีอเนกประสงค์ตราว่าว แป้งสาลีตราบัวแดง แป้งสาลีตราพัดโบก แป้งสาลีตราหงส์ขาว แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม แป้งหมวดพรีมิกซ์ และแป้งหมวด Master Series ด้วยดีมาโดยตลอด ทั้งนี้ ผลการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดสมาชิกและอัตราการซื้อซ้ำพุ่งสูงขึ้น มีผู้ประกอบการและลูกค้าเข้ามาลงทะเบียนในระบบ UFM Rewards เพิ่มขึ้นเกือบ 20% 


ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “ UFM Rewards ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล” สะสมคะแนน UFM Points และนำมาแลกรับของรางวัลมากมาย อาทิ กระเป๋ากระสอบ ตราว่าว, Gift Voucher UFM Fuji Super,  ร่มสนาม UFM,เครื่องอบโดนัท, หม้อทอดไร้น้ำมัน, เครื่องชั่งดิจิทัล และ เครื่องผสมอาหาร เป็นต้น โดยซื้อผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM สแกน QR Code หรือกรอกเลขรหัสด้านในถุงแป้งหรือฉลากบนกระสอบแป้ง พร้อมลงทะเบียนชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์  เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2569

นางวันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เดินหน้าจัดแคมเปญ “UFM ยืนหนึ่ง กรอบนานสะท้านไทย” เป็นกิจกรรมออกเดินทางสาธิตการทำอาหารจากผลิตภัณฑ์แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม ที่มีจุดเด่นเรื่องความกรอบนาน ไม่อมน้ำมัน คุ้มค่าเกินราคา และผสมได้ปริมาณมาก สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จะเริ่มปักหมุดที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนนี้ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ก่อนจะขยายกิจกรรมไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งการเดินสายพบปะลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นสร้างความมั่นใจว่า UFM จะเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและช่วยสร้างผลกำไรให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับ UFM สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE ID : @ufm.th และ www.facebook.com/ufmflour

19 มิถุนายน 2569

วช. ผนึก 11 ภาคีเครือข่าย Big Brothers ขับเคลื่อน

“ชันโรง” สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจชุมชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 “Big Brothers…สร้างป่า... สร้างเศรษฐกิจเพื่อสังคม...ด้วยชันโรง” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในการเปิดงาน และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 กับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง





การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง


การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

18 มิถุนายน 2569

อพท. จับมือ OKMD ลงพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า เตรียมขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสู่แหล่งเรียนรู้มีชีวิต มุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. (DASTA) ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) ลงพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเตรียมขับเคลื่อนความร่วมมือการยกระดับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ที่มีชีวิต” (Learning Folk Museum) โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) บูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกันในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 


การร่วมมือในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับเปลี่ยนข้อจำกัดเดิมของพิพิธภัณฑ์ชุมชนจาก “ที่เก็บของเก่า” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งการถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จับต้องได้” โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวโดยุชมชน (Community Tourist Attraction) ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว แล้วกระจายผู้คนไปยังจุดทำกิจกรรมหรือร้านค้าต่าง ๆ ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ควบคู่ไปกับการสร้างโมเดลธุรกิจที่พึ่งพาตนเองได้ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เช่น การทำเวิร์กชอป การจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และการพัฒนาสู่คาเฟ่หรือร้านอาหารชุมชน (Folk Museum Restaurants) เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบันจะต้องส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีความหมาย หรือ Meaningful Tourism ให้แก่นักท่องเที่ยว อพท. มีเครื่องมือและเกณฑ์มาตรฐานสากลในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอยู่แล้ว ทว่าความร่วมมือกับ OKMD ที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการลงนาม MOU ในอนาคต จะเป็นส่วนสำคัญในการเติมแพ็กเกจเสริมด้านการเรียนรู้และการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ทรงคุณค่าและเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญบนเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สบร. กล่าวว่า “บทบาทหลักของ OKMD คือการสร้างโอกาสและกระตุกต่อมคิดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ในทุกช่วงวัย การเตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านร่วมกับ อพท. ในครั้งนี้ OKMD จะดำเนินการผ่านโครงการของมิวเซียมสยามและส่วนงานกลาง โดยแผนระยะสั้น จะนำความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการจัดการความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ และการอบรมให้ความรู้ด้านการเล่าเรื่องราว (Story telling) พร้อมทั้งผลักดันโมเดลธุรกิจชุมชนที่จะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านไม่ให้สูญหาย” 



โดย คณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมลงพื้นที่นำร่องรับฟังความต้องการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับตัวแทนชุมชนในคุ้งบางกะเจ้า ได้แก่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมอญวัดคันลัด ต.ทรงคนอง และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านคลองบน ต.บางกอบัว 

ทั้งนี้ อพท. และ OKMD มีแผนที่จะพัฒนาและยกระดับพื้นที่นำร่องแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนคุ้งบางกะเจ้านี้เป็นโมเดลต้นแบบ ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่พิเศษอื่น ๆ ของ อพท. ในอนาคต อาทิ เชียงราย น่าน และสงขลา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

17 มิถุนายน 2569

ไร้ท์” ดัน กาญจนา และ ดร.ธานี ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง

วางรากฐานองค์กรสู่ Future-Ready Tech Innovation Organization ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” แต่งตั้งคุณกาญจนา และ ดร.ธานี นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก และวิสัยทัศน์ระดับสากล ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ได้แต่งตั้ง คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  รับผิดชอบการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กรแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา Integrated Solutions ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

และแต่งตั้ง ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อผลักดันธุรกิจด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูวัสดุและการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจยุทธศาสตร์สำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก และมีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว

การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้เพื่อพัฒนา “ไร้ท์” สู่การเป็น Future-Ready Organization โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความคล่องตัว (Agility) ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation-Driven) และการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กร ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ กล่าวว่า “บริษัทมุ่งต่อยอดจุดแข็งขององค์กร สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การให้คำปรึกษา การออกแบบ การติดตั้ง ตลอดจนกระบวนการฟื้นฟู (Regeneration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมใหม่และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพบุคลากรในทุกมิติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจโลก”

ด้าน ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย กล่าวว่า “บริษัทมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูและเพิ่มมูลค่าวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม Circular Economy และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล เราจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากล ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ผู้นำด้านโซลูชั่นสิ่งแวดล้อมครบวงจร โดยให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบบำบัดน้ำและอากาศ ผลิตและจำหน่ายสารกรองคาร์บอนกัมมันต์และตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับทุกอุตสาหกรรม เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ สู่การลดมลพิษ ภายใต้แนวทาง ESG เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน