18 กุมภาพันธ์ 2569

“สวิงเพื่อพลังใจ” ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026

ชวนแฟนกอล์ฟเย็บเต้านมเทียม  ส่งต่อกำลังใจผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ต่อเนื่องปีที่ 3

“ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” เดินหน้าสานต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรม “เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เชิญชวนแฟนกอล์ฟและประชาชนร่วมเย็บเต้านมเทียมจำนวน 500 ชุด เพื่อส่งต่อกำลังใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี


การแข่งขันกอล์ฟสตรีระดับโลกรายการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประชันฝีมือของนักกอล์ฟระดับแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนพลังของผู้หญิงผ่านกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ได้ร่วมมือกับ บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยตัวแทนนักกอล์ฟระดับโลก ได้แก่ ปริม-ปริม ปราชญ์นคร, จิอันนา เคลเมนเต และ นารึฮะ มิยาตะ รวมถึงผู้บริหารจากกลุ่มบริษัทฮอนด้าและ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน เชิญชวนแฟนกีฬาร่วมกิจกรรมในช่วงสัปดาห์การแข่งขัน ระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30–15.30 น. ณ ฮอนด้า พาวิลเลียน บริเวณกรีนหลุม 18 สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี พร้อมรับของที่ระลึก

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายส่งมอบเต้านมเทียมจำนวน 500 ชุด ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี (Chonburi Cancer Hospital) ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของสตรีทั่วโลก โดยในประเทศไทยมีผู้ป่วยรวม 38,559 รายในปี 2565 หรือประมาณ 60 คนต่อวัน สะท้อนถึงความจำเป็นของการดูแลทั้งด้านร่างกายและกำลังใจ

ปริม-ปริม ปราชญ์นคร นักกอล์ฟสมัครเล่นชาวไทยวัย 17 ปี เจ้าของสองเหรียญทองซีเกมส์ 2025 กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมนี้ เพราะกอล์ฟไม่ได้มีแค่เรื่องการแข่งขัน แต่ยังสามารถเป็นพลังในการช่วยเหลือสังคมได้ อยากเชิญชวนแฟนกอล์ฟทุกคนมาร่วมกันส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยผ่านการเย็บเต้านมเทียม ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งเล็ก ๆ แต่สามารถสร้างความมั่นใจและความหวังให้กับผู้หญิงอีกหลายคนได้”



ด้าน จิอันนา เคลเมนเต นักกอล์ฟอาชีพจากสหรัฐอเมริกาวัย 17 ปี ซึ่งลงแข่งขันในรายการนี้เป็นครั้งที่ 2 กล่าวเสริมว่า “กิจกรรมนี้สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่ผู้คนมีต่อกัน ฉันรู้สึกยินดีมากที่ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมโดยผู้หญิงเพื่อผู้หญิง และหวังว่าแฟนกอล์ฟจะมาร่วมกันสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมไปพร้อมกันในระหว่างสัปดาห์การแข่งขันนี้”

ขณะที่ นารึฮะ มิยาตะ จากประเทศญี่ปุ่น วัย 28 ปี นักกอล์ฟของเจแอลพีจีเอทัวร์ กล่าวว่า “การได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกันเองมีความหมายอย่างมาก ฉันเชื่อว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การรักษา และดีใจที่กีฬากอล์ฟสามารถเป็นสื่อกลางในการส่งต่อความหวังให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้”

นางสาวิตรี แก้วพวงงาม กรรมการบริหารบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้ามุ่งมั่นสร้างคุณค่าให้กับสังคมควบคู่กับการจัดการแข่งขันกอล์ฟระดับโลก กิจกรรม ‘เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม’ สะท้อนความตั้งใจของเราในการส่งต่อความห่วงใยและพลังใจให้ผู้ป่วย พร้อมทั้งสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมในวงกว้าง เราเชื่อว่าการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม คือพลังสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน”

ด้าน มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ มุ่งหมายให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นเวทีที่สร้างคุณค่าร่วมกันในทุกมิติ ทั้งในสนามและนอกสนาม กิจกรรม CSR นี้คือภาพสะท้อนว่ากอล์ฟสามารถเชื่อมโยงผู้คน สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังบวกสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

สำหรับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 เป็นทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสตรีระดับโลกที่แฟนกอล์ฟชาวไทยและทั่วโลกต่างรอคอย โดยมีนักกอล์ฟชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมแข่งขันรวม 72 คน ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านบาท จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี

รับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play และสามารถซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันทั้งแบบทั่วไปและแบบวีไอพี รวมถึงติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.hondalpgathailand.com หรือเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand

Thailand Good Travel ชู 41 แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการต้นแบบ สู่มาตรฐานสากล


กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงาน พิธีมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน Thailand Good Travel ภายใต้โครงการ THAILAND GREEN PLAN 2030 ด้วยแนวคิด Champions of Change “เปิดตัวต้นแบบการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” เพื่อประกาศความสำเร็จและยกย่องแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกตามมาตรฐานด้านความยั่งยืน พร้อมประชาสัมพันธ์ศักยภาพของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวไทยสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน 

โครงการ THAILAND GREEN PLAN 2030 ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพื่อวางรากฐานและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ ตั้งแต่การรวมพลังภาคีเครือข่ายผ่านพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ การกำหนดทิศทางและแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย พร้อมการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ตลอดจนการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Roadshow ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับศักยภาพ และเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวไทยให้สามารถพัฒนาและปรับตัวสู่มาตรฐานสากลด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ

จากกระบวนการพัฒนาและการขับเคลื่อนดังกล่าว ได้นำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ ผ่านการประเมินมาตรฐานยั่งยืนจำนวน 41 แห่ง - จากมาตรฐานที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay) จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว (Thailand Good Travel-CBT) จำนวน 15 แห่ง มาตรฐานบริษัททัวร์ จำนวน 5 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการประเมินความยั่งยืนจากตัวชี้วัด 15 ด้าน จาก 84 ด้าน จำนวน 7 แห่ง  และในครั้งนี้ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน และ เมืองเก่าตะกั่วป่า จังหวัดพังงา แหล่งท่องเที่ยวทั้งสองแห่งนี้ มีลุ้นในการได้รับมาตรฐาน Thailand Good Travel ซึ่งเทียบได้กับมาตรฐานของ Green Destinations จากจำนวนตัวชี้วัด 84 ด้าน ที่ถือเป็น Double Award Program 2 แห่งแรกของประเทศไทยภายใต้การทำงานร่วมกันกับสถาบันรับรองนานาชาติ โดยจะมีการประกาศรางวัลในงาน ITB ประเทศเยอรมัน ในเดือน มีนาคมนี้





หลังจากผ่านการประเมินมาตรฐานยั่งยืนแล้ว ทางคณะกรรมการทำการคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่มีความพร้อมในการส่งประกวดเวทีระดับสากล เพื่อไปแข่งขันการมีเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ จำนวน 30 แห่ง ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนเซฟติสท์ฟาร์ม, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านทุ่งหยีเพ็ง, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ, วิสาหกิจชุมชนบ่อแก้ว ลัวฉือนี การท่องเที่ยวตำบลบ่อแก้ว, โป่งแยงฟาร์ม บ้านม่วงคำ, ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์, กลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลเกาะหมาก, ชุมชนท่องเที่ยวบ้านไหนหนัง, โรงแรม เดอะ โมทีฟส์ อีโค่ โฮเทล, โรงแรม ศิริ เฮอริเทจ แบงค็อค, อทิตา เดอะ ฮิดเด้น คอร์ท เชียงแสน บูทีค โฮเทล, กะช่องฮิลส์รีสอร์ท, บริษัท เดอะ ทรี พร็อพเพอร์ตี้ คอลเลคชั่น จำกัด, บ้านทะเลดาว, โรงแรม ตั๊กหลักเกี้ย, โรงแรม ไฮด์ปาร์คเชียงใหม่, ผาปก อีโค่ รีสอร์ท, Octo Cycling Tours, Tour Indepth by Paree Travel, Friday Trip, เมืองเก่าเพชรบุรี เทศบาลเมืองเพชรบุรี, เกาะเต่า, เมืองเก่าตะกั่วป่า, แหล่งท่องเที่ยวบางโรง-ป่าคลอก, แหล่งมรดกโลกบ้านเชียง, อุทยานแห่งชาติแม่วาง, เมืองแม่ฮ่องสอน, อุทยานแห่งชาติขุนขาน และอุทยานแห่งชาติดอยภูคา โดยทุกแห่งถือเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าไปแข่งขันในเวทีนานาชาติ เพื่อก้าวสู่โอกาสการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด Green Destinations Top 100 Stories และ Good Travel Stories Competition ต่อไป

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐาน Thailand Good Travel ในวันนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการทั้งหมดนี้ ไม่ได้เพียงผ่านเกณฑ์การคัดเลือก แต่สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในอนาคต โครงการ THAILAND GREEN PLAN 2030 แสดงให้เห็นว่าไทยมีต้นแบบที่เข้มแข็งและพร้อมนำเสนอศักยภาพสู่เวทีโลก ด้วยมาตรฐานความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล” ความสำเร็จของโครงการ THAILAND GREEN PLAN 2030 คือหมุดหมายสำคัญของไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก การมอบตราสัญลักษณ์ครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่โดดเด่นด้วยมาตรฐาน คุณค่า และความหมายบนเวทีนานาชาติ

ติดตามข่าวสาร กิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการได้ที่ เว็บไซต์
www.thailandgreenplan2030.com และ Facebook Page: Thailand Green Tourism Plan 2030

13 กุมภาพันธ์ 2569

“GIT” เปิดเวทีอัปเดตเทรนด์โลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่ยุค AI

“GIT” เปิดเวทีอัปเดตเทรนด์โลก ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่ยุค AI และความยั่งยืนในงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 73

 

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เตรียมจัดงานสัมมนาวิชาการและเวทีเสวนาระดับนานาชาติ ภายในงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง 110AB และ 110C ชั้น 1 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานความยั่งยืน



การจัดสัมมนาในปีนี้มุ่งเน้นแนวคิด “Future-Ready Gem & Jewelry Industry” ครอบคลุมองค์ความรู้ด้านอัญมณีศาสตร์ขั้นสูง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การออกแบบเชิงสร้างสรรค์ การตลาดดิจิทัล การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) ตลอดจนทิศทางเทรนด์ผู้บริโภคและตลาดโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลเชิงลึกไปประยุกต์ใช้ในการวางกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

หัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ

• AI-Driven Gemology: การประยุกต์ใช้ AI ในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดและการจำแนกสีอัญมณี

• Jewelry Trend 2027: วิเคราะห์แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

• Selling Colored Gems Online: กลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นในการจำหน่ายอัญมณีผ่านช่องทางออนไลน์

• Next Generation Jewelry Metals: วัสดุโลหะผสมยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ความแข็งแรง ความคงทน และความยั่งยืน

• Responsible Sourcing & Carbon Footprint: แนวทางบริหารห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เหมืองสู่ตลาดในยุค Climate Change

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง GIT และ Gemological Institute of India เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีโลก อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศไทย มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ให้ประเทศ ทั้งในรูปแบบการส่งออกโดยตรงและการจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับโลก


ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Line: @gittrainingcenter
โทร. 02 634 4999 ต่อ 311
Facebook: www.facebook.com/git.or.th

กรมการท่องเที่ยวแจ้งโทษปรับคนไทย 6.6 แสนบาท

กรมการท่องเที่ยวแจ้งโทษปรับคนไทย 6.6 แสนบาท ข้อหาสนับสนุนกองถ่ายอินเดียถ่ายทำในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แจ้งผลการตัดสินคดีกรณีบุคคลสัญชาติไทยสนับสนุนกองถ่ายภาพยนตร์โฆษณาจากอินเดียเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศได้รับข้อมูลและมีการตรวจสอบกรณีกองถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณาจากสาธารณรัฐอินเดียเข้ามาถ่ายทำในราชอาณาจักรโดยไม่ยื่นคำขออนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งพบว่า มีบุคคลสัญชาติไทยให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการดำเนินงานภายในกองถ่าย เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามกฎหมายอย่างชัดเจน กรมการท่องเที่ยวจึงได้มีคำสั่งปรับเป็นพินัย จำนวน 660,000 บาท และแจ้งคำสั่งให้ผู้กระทำความผิดทราบตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เมื่อบุคคลดังกล่าวไม่มาชำระค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการจังหวัดนครปฐมยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาให้บุคคลดังกล่าวมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง 75 พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 มาตรา 8, 9, 14, 39 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้ปรับเป็นพินัย 660,000 บาท


อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำว่า การดำเนินคดีดังกล่าวแสดงถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานระดับโลก

ท้ายที่สุด กรมการท่องเที่ยวขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต 

สามารถแจ้งเบาะแสไปยังกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว ผ่านทางอีเมล film@tfo.dot.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3114 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างทันท่วงที

12 กุมภาพันธ์ 2569

ร้านชานม Pearly สลัดภาพร้านลับในปั๊ม พลิกโฉมใหญ่รอบ 13 ปีส่ง "น้องเพิร์ลลี่"

ร้านชานม Pearly สลัดภาพร้านลับในปั๊ม พลิกโฉมใหญ่รอบ 13 ปีส่ง "น้องเพิร์ลลี่" ปักหมุดแลนด์มาร์คเสริฟความสดชื่นทั่วไทย

ภาพรวมตลาดชาเมืองไทยยังคงสดใส ผู้บริโภคตอบรับสู่ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ร้านชานมไข่มุก Pearly ในเครือ OR ประกาศรีแบรนด์ครั้งสำคัญในรอบ 13 ปี ยกระดับ Funtional Drink สู่ Emotional Refreshment Brand ชูจุดเด่นวัตถุดิบคุณภาพ ชงสดแก้วต่อแก้ว ปักหมุดในสถานีบริการ PTT Station สร้างสรรค์เมนูวาไรตี้หลากหลาย ส่ง “น้องเพิร์ลลี่” ไอคอนแบรนด์สุดคิวท์ เดินหน้ามอบความสุขความประทับใจตลอดทั้งปี พร้อมโปรโมชันแคมเปญกระตุ้นความสดชื่นทุกช่วงเวลา มุ่งสู่เป้าหมายแบรนด์ชานมอันดับ 1 พร้อมเสริ์ฟ Grab & Go Lifestyle



คุณพรรณวดี พุฒยางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท.บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ในเครือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) OR เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมการดื่มชาในประเทศไทยได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จากฐานผู้บริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคนไทย เปรียบเทียบได้กับการเติบโตของตลาดกาแฟที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดย “Pearly” (เพิร์ลลี่) เป็นแบรนด์ร้านชานมไข่มุกที่เปิดให้บริการมากว่า 13 ปี ล่าสุด บริษัทฯ รีแบรนด์ Pearly ครั้งสำคัญ เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส พร้อมกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

“ในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งยกระดับ Pearly จาก Funtional Drink สู่ Emotional Refreshment Brand เพื่อมุ่ง  สู่เป้าหมาย แบรนด์ชาอันดับ 1  พร้อมเสริ์ฟความสดชื่น แบบ Grab & Go Lifestyle โดยได้ทำการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ         เพื่อสร้างความสดใส ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด Fresh & Friendly เพื่อเปลี่ยนความคุ้นชินของลูกค้าที่พบเจอแบรนด์ Pearly ในร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ (PTT Station-Jiffy) ให้กลายเป็นความผูกพันกับแบรนด์อย่างแท้จริง ปรับโฉมหน้าร้านเป็นคีออส ขนาดกำลังพอดี  สีสันสะดุดตา  พร้อมเปิดตัวมาสคอตสุดคิวท์ “น้องเพิร์ลลี่” ที่มีคาแรคเตอร์สดใส พร้อมมอบความสุขและความอร่อยพร้อมเสิร์ฟคุณทุกการเดินทาง” คุณพรรณวดี กล่าว


ยืนหนึ่งวัตถุดิบคุณภาพ - โลเคชั่น มัดใจลูกค้า ร้านชานมไข่มุกแบรนด์ Pearly เริ่มต้นดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี  2555 ภายใต้จุดเด่น คือ การคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากใบชาพรีเมี่ยม ชงสดใหม่แก้วต่อแก้ว รสชาติเข้มข้น กลมกล่อม ผสมผสานลงตัวกับไข่มุกที่มีความ นุ่ม หนึบ สามารถครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนานมาพร้อมเมนูที่หลากหลาย ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยาก เริ่มต้น 29 – 59 บาท

แบรนด์ชานมไข่มุก Pearly ยังมีความโดดเด่นด้านโลเคชั่น เนื่องจากสาขาส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น (PTT Station-Jiffy) ทั่วไทย ปัจจุบันเปิดให้บริการบนทำเลศักยภาพทั้งหมดกว่า 70 สาขาทั่วประเทศแบ่งเป็นร้าน Coco (Company Owned Company Operated) ที่บริษัทฯดำเนินการเอง 54 สาขา และแฟรนไชส์อีก 22 สาขา โดยยังคงเปิดบริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งรูปแบบสาขาของบริษัทและแฟรนไชส์ เพื่อตอบโจทย์ความสดชื่น สะดวก อร่อยอย่างมีคุณภาพ รับเทรนด์ Grab & Go ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเติบโตสูงในประเทศไทย หรือจะสั่งความสดชื่นส่งตรงถึงบ้านผ่าน Delivery Grab food, Line man หรือ Shopee Food พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษเช่นกัน  

นอกจากนั้น Pearly  เป็นแบรนด์ร้านชาที่ไม่หยุดนิ่งในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค นอกเหนือจากเมนูที่มีให้เลือกหลากหลายแล้ว ยังมีเมนูที่ Pearly ร่วม คอลแลป (Collab) กับแบรนด์ดัง อาทิ โอวัลติน, ดอยคำ, โอรีโอ้, กูลิโกะ และนมทางเลือกสุขภาพอย่าง OATSIDE (โอ๊ตไซด์) เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างสีสันและความสุข เพิ่มความแปลกใหม่ให้กับการดื่มชา ตอกย้ำคุณค่าและความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา

ส่ง น้องเพิร์ลลี่ มอบความสุข สดใส ตลอดทั้งปี ในปีนี้แบรนด์   มุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้า ด้วยการส่งแบรนด์ไอคอน “น้องเพิร์ลลี่” มาพร้อมแคมเปญทางการตลาดที่ช่วยสร้างสีสันและความสนุกให้กับลูกค้าตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Awareness) ให้ขยายไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมการเพิ่มความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) และสร้างความผูกพันและใกล้ชิดต่อแบรนด์ผ่านสุขและความประทับใจ (Emotional Bond)

Awareness: แบรนด์ Pearly จะส่งมาสคอต “น้องเพิร์ลลี่” ไปพร้อมกับการสื่อสารแบรนด์และการจัดแคมเปญ     ต่าง ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Facebook, TikTok และ Line OA โดยชูความน่ารัก สดใส เป็นตัวแทนแห่งมิตรภาพและความปรารถนาดีส่งต่อไปยังทุกคนที่ได้พบเห็น

Frequency: กลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย Loyalty Promotion เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำด้วยการเพิ่มคุณค่า ภายใต้แนวคิด “ยิ่งดื่ม ยิ่งคุ้ม” ผ่านโปรแกรมสะสมแต้ม และ Blue Card เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย Emotional Bond: ตอบรับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Fandom ด้วยสินค้าและของที่ระลึกคอลเลกชันพิเศษจาก “น้องเพิร์ลลี่” พร้อมเมนูเซอร์ไพรส์จากน้องเพิร์ลลี่ในโอกาสต่าง ๆ

คุณพรรณวดี กล่าวว่า ภายใต้กลยุทธ์การรีแบรนด์ Pearly ในคอนเซ็ปต์ Fresh & Friendly ในปีนี้ ผู้บริโภคจะได้พบกับความน่ารัก สดใส และเป็นมิตรจากน้องเพิร์ลลี่ ที่จะมาส่งมอบในเทศกาลสำคัญๆ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลา        แห่งความสุขไปด้วยกันตลอดทั้งปี อาทิ “เพิร์ลลี่อินเลิฟ เสริฟความสดชื่น ฉลองเดือนแห่งความรัก”  สร้างสีสัน วาเลนไทน์ให้หวานฉ่ำสดใสยิ่งกว่าเดิม  ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2569 พิเศษสุด ๆ กับหมอนซุกมือน้องเพิร์ลลี่สุดน่ารัก แลกซื้อได้เพียง 299 บาทเท่านั้น  เมื่อซื้อเครื่องดื่มกลุ่มราคา 39 บาทครบ 2 แก้ว พร้อมเครื่องดื่มคอลเลกชัน ”เลิฟ” กับ 4 เมนูใหม่ ในราคาเริ่มต้นเพียง 45 บาท เป็นต้น และเรายังมีโปรโมชั่นแจกพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ ตลอดทั้งปี 

“การรีแบรนด์ Pearly ในปีนี้ จะช่วยสร้างสีสันและความสุขให้กับลูกค้า เรายังคงตั้งใจส่งมอบประสบการณ์  การดื่มชาระดับคุณภาพ และสร้างช่วงเวลาที่น่าประทับใจให้กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคน อีกทั้งเป็นการขอบคุณแฟนคลับของ Pearly ที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอด 13 ปีที่ผ่านมา พร้อมการประกาศว่า Pearly ยังคงเป็นแบรนด์  ชาที่มุ่งเน้นทั้งคุณภาพ และการสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง” คุณพรรณวดี กล่าวในตอนท้าย

สนใจแฟรนส์ไชส์ร้าน Pearly                                      สามารถติดต่อได้ที่ 081-7529032 และติดตามกิจกรรมพิเศษแจกของพรีเมี่ยมน้องเพิร์ลลี่ และโปรโมชันพิเศษ ได้ที่ Fanpage Pearly เพิร์ลลี่และ Line@pearlytea

07 กุมภาพันธ์ 2569

พญาไท-เปาโล จัดงานขอบคุณสื่อมวลชน “The Secret House” หลังคว้า PR Value Rank อันดับ 1

กรุงเทพฯ — เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล จัดงาน “Thanks Press Party 2026: The Secret House” เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความขอบคุณต่อสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนและร่วมส่งต่อข้อมูลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จนทำให้พญาไท-เปาโล มีพื้นที่สื่อสูงสุด และสร้างความสำเร็จในปี 2568 ได้แก่ Share of Voice อันดับ 1 และ มูลค่าสื่อ (PR Value Rank) อันดับ 1 ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย (อ้างอิงข้อมูล: Dataxet Company)



ภายในงานมีสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 90 สื่อ ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และสื่อประเภทต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ถือเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์พญาไท-เปาโลกับสื่อมวลชนได้อย่างแน่นแฟ้น



“เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ร่วมสนับสนุนและเป็นพลังสำคัญในการส่งต่อข้อมูลสุขภาพสู่ประชาชน ความสำเร็จที่ได้รับเป็นทั้งกำลังใจให้ยิ่งมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพบริการ พร้อมยกระดับการสื่อสารสุขภาพที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และเข้าถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความเข้าใจผู้คน ผสานองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ และดำเนินงานด้วยจริยธรรมอย่างมืออาชีพ เพื่อเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงชีวิต (Partner for Life)” กล่าวโดย นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล

05 กุมภาพันธ์ 2569

สุดคึกคัก! แฟนกีฬาลุ้น ชม “จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล” มือ 1 ของโลก ดวลวงสวิง “ลิเดีย โค”

สุดคึกคัก! แฟนกีฬาลุ้น ชม “จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล” มือ 1 ของโลก ดวลวงสวิง “ลิเดีย โค” พร้อมทัพนักกอล์ฟระดับโลกสู้ศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026”   วันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส


แฟนกอล์ฟสุดคึกคักร่วมลุ้นชมศึก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” เตรียมกลับมาระเบิดความยิ่งใหญ่อีกครั้งระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จ.ชลบุรี โดยปีนี้จะเป็นการจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล เตรียมลงแข่งขันในบ้านในฐานะนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรายการ พร้อมดวลวงสวิงกับ ลิเดีย โค อดีตมือ 1 ของโลก และทัพนักกอล์ฟระดับแนวหน้าจากแอลพีจีเอทัวร์รวม 72 คน ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) พร้อมเพิ่มความเข้มข้นด้วยการลุ้นรางวัลโฮลอินวันสุดพิเศษที่หลุม 8 เป็นรถจักรยานยนต์ Honda GoldWing มูลค่า 1,355,000 บาท และที่หลุม 16 เป็น รถยนต์ Honda CR-V e:HEV ใหม่ รุ่น e:HEV RS พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Modulo รวมมูลค่า 1,863,220 บาท



มร. โทชิโอะ คุวาฮาระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้ามุ่งมั่นส่งเสริมเยาวชนและกีฬาระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี ภายใต้แนวคิด Honda Sports Challenge เพราะเราเชื่อว่ากีฬาเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาคนและสร้างแรงบันดาลใจในระดับสากล สำหรับการแข่งขันในปีนี้ การที่แฟนกอล์ฟชาวไทยจะได้ร่วมเชียร์นักกอล์ฟหญิงมือหนึ่งของโลกลงแข่งในบ้าน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำและยังสะท้อนการเติบโตของกีฬากอล์ฟในประเทศไทยควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ร่วมให้ผู้ชม ด้วยเหตุนี้ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์’ จึงเป็นมากกว่าการแข่งขันระดับโลก หากแต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงกีฬาเข้ากับชุมชน พร้อมมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของฮอนด้าในการสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างยั่งยืน”

ความสนใจจากแฟนกีฬายิ่งพุ่งสูงขึ้น เมื่อ จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล เตรียมลงแข่งขันในฐานะนักกอล์ฟไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในบ้านขณะครองตำแหน่งมือ 1 ของโลก บนหน้าประวัติศาสตร์การแข่งขัน Honda LPGA Thailand ทั้งหมด 19 ครั้ง หลังผลงานน่าจับตามองตลอดฤดูกาล 2025 จาก 3 ชัยชนะรายการแอลพีจีเอ คือ Mizuho Americas Open, Buick LPGA Shanghai ปิดท้ายด้วย CME Group Tour Championship ซึ่งเป็นการครองแชมป์ 2 ปีติดต่อกัน ก่อนจะได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี Rolex Player of the Year 2025 พร้อมจารึกสถิติใหม่รับรางวัล Vare Trophy (สกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดของทัวร์) จากสกอร์เฉลี่ย 68.681 ทำลายสถิติเดิมของ แอนนิกา โซเรนสตัม อดีตมือ 1 โลกชาวสวีเดน เธอกล่าวว่า การกลับมาเล่นต่อหน้าแฟนกอล์ฟชาวไทยนั้นเป็นความรู้สึกที่ “พิเศษ” และการคว้าแชมป์แอลพีจีเอในบ้านครั้งแรกก็น่าจะเป็นเรื่องที่พิเศษมากๆ

ด้าน ดร.นิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กล่าวว่า  “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการยกระดับกีฬากอล์ฟในหลายมิติ นอกจากโครงการนำร่องพัฒนาเยาวชนต่างๆ แล้ว การมีนักกอล์ฟไทยที่ประสบความสำเร็จขึ้นสู่มือ 1 ของโลกถึง 2 คน ได้แก่ เอรียา จุฑานุกาล และ จีโน่ อาฒยา ฐิติกุล  เป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจในการผลักดันบุคลากรกีฬา ควบคู่กับการบริหารจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติที่มีการมีส่วนร่วมของผู้ชมทั้งไทยและเทศอย่างต่อเนื่อง  การกีฬาแห่งประเทศไทยภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนความสำเร็จนี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายยกระดับกีฬาทุกประเภทสู่มาตรฐานสากล”




ขณะเดียวกัน มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ความร่วมมือที่แข็งแกร่งของพันธมิตรทุกภาคส่วน เป็นพลังสำคัญที่ทำให้ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เติบโตอย่างมั่นคง ควบคู่กับเป้าหมายในการขยายการเติบโตของกอล์ฟอย่างยั่งยืนในมิติของนักกอล์ฟ แฟนๆ และระบบนิเวศกีฬาทั้งหมด แม้กอล์ฟจะเป็นหนึ่งในกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ปัจจุบันกลับเป็นกีฬาที่เติบโตเร็ว โดยมีคนรุ่นใหม่และผู้หญิงซึ่งเป็นกำลังสำคัญ ด้วยรูปแบบการเล่นที่เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสนามพาร์ 3 ไดรวิ่งเรนจ์ หรือกอล์ฟซิมูเลเตอร์ ทำให้กอล์ฟเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์กอล์ฟที่ครบทั้งการแข่งขันระดับโลกและกิจกรรมสำหรับครอบครัวไปด้วยกัน”

สำหรับรายชื่อนักกอล์ฟไทยที่จะมาสร้างความตื่นเต้นในการแข่งขันปีนี้ เริ่มจากทัพนักกอล์ฟไทย ได้แก่ เม–เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือ 1 ของโลกและแชมป์ปี 2021 มืออันดับ 22 ของโลก, ปาจรีย์ อนันต์นฤการ มืออันดับ 54 และรองแชมป์ CME Group Tour Championship ปี 2025, พราว–ชเนตตี วรรณแสน มืออันดับ 55, รวมถึง เอพริล-ชนกนันท์ อังกุรเศรณี ผู้คว้าแชมป์การแข่งขันรอบคัดเลือกระดับประเทศ National Qualifiers ร่วมลงแข่งขันอีกด้วย 

ในขณะที่นักกอล์ฟระดับโลกที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026” นำโดย แองเจิล หยิน แชมป์เก่าจากสหรัฐอเมริกา มืออันดับ 13 ของโลก ที่จะกลับมาป้องกันแชมป์อีกครั้ง,  ลิเดีย โค มืออันดับ 6 ของโลกจากนิวซีแลนด์, รัวหนิง หยิน มืออันดับ 7 ของโลกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน, ลอตตี้ โหวด ดาวรุ่งมืออันดับ 8 จากอังกฤษคิม ฮโย จู มืออันดับ 9 ของโลกจากเกาหลีใต้, มายา สตาร์ค มืออันดับ 15 ของโลกจากสวีเดน, ฮันนาห์ กรีน มืออันดับ 19 จากออสเตรเลีย, เซลีน บูติเยร์ มืออันดับ 21 ของโลกจากฝรั่งเศส ในส่วนของนักกอล์ฟจากญี่ปุ่นที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ยังคงน่าจับตาเช่นกัน นำโดย มิยู ยามาชิตะ มืออันดับ 4 ของโลก เจ้าของรางวัลรุกกี้แห่งปีและแชมป์เมเจอร์รายการ วีเมนส์ โอเพ่น, มาโอะ ไซโกะ มืออันดับ 11 ของโลก แชมป์เมเจอร์รายการ เชฟรอน แชมเปียนชิพ รวมถึง ริโอะ ทาเคดะ มืออันดับ 14 ของโลก และ อากิเอะ อิวาอิ มืออันดับ 25 ของโลก รองแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัลรวม 1.8 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 60 ล้านบาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้วทางเว็บไซต์ hondalpgathailand.com โดยบัตรเข้าชมวันเดียว วันพฤหัสบดี–ศุกร์ ราคา 500 บาทต่อวัน, วันเสาร์–อาทิตย์ ราคา 700 บาทต่อวัน บัตรเข้าชมสองวัน (เสาร์–อาทิตย์) ราคา 1,200 บาท และบัตรเข้าชมทั้ง 4 วัน ราคา 1,600 บาท   พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ผู้ชมอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD ช่อง 36 และ AIS Play


สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hondalpgathailand.com
เฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand
อินสตาแกรม www.instagram.com/hondalpgathailand