25 กุมภาพันธ์ 2569

บิวตี้เจมส์ เปิดตัว Maison Abeille เครื่องประดับคอลเลคชั่นพิเศษ

ในโอกาสแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด YU HYUN WOO  (ยูฮยอนอู) นักร้อง/นักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากเกาหลี

Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์) แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีเบอร์ 1 ของเมืองไทย โดย “หนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล” ได้เปิดตัว แบรนด์แอมบาสเดอร์ YU HYUN WOO (ยูฮยอนอู) นักร้อง/นักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากเกาหลี ที่จะมาร่วมทัพเฉิดฉายความงดงามของอัญมณีและเครื่องประดับ ที่สร้างสรรค์อัญมณี ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่โดดเด่นและสวยงาม จากฝีมือคนไทย 


สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวตี้ เจมส์ จำกัด กล่าวว่า “การส่งมอบความสุขให้ผู้คนท่ามกลางสภาวะปัจจุบันทำได้หลากหลายวิธี ซึ่งตนเองมีความถนัดและความเชี่ยวชาญในเรื่องของอัญมณีและเครื่องประดับ จึงคิดว่า ควรนำจุดเด่นในเรื่องนี้มาส่งมอบความสุขให้คนไทย ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานที่สวยงาม ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้คนมีความสุขได้ และในโอกาสพิเศษครั้งนี้ถือโอกาสเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดจากประเทศเกาหลี YU HYUN WOO  (ยูฮยอนอู) นักร้องและนักแสดงหนุ่มมากความสามารถจากเกาหลี ร่วมเสริมทัพ บิวตี้เจมส์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความงดงามของเครื่องประดับฝีมือคนไทยระดับโลก ให้เฉิดฉายผ่านความงดงามบนเรือนร่างและผ่านผลงานต่างๆสู่สายตาคนระดับโลก


งานนี้นักแสดงและนักร้องหนุ่มสัญชาติเกาหลีขวัญใจสาวๆ เสริมทัพบิวตี้เจมส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นเครื่องประดับแห่งความอบอุ่นและเป็นมงคล “Maison Abeille” รังสรรค์มรกตหลากเม็ดที่เรียงร้อยอย่างประณีต สะท้อนแรงบันดาลใจจากโครงสร้างอันสมบูรณ์แบบของรังผึ้ง ตัวผึ้งประดับเพชรบริสุทธิ์เปล่งประกายอย่างสง่างามเหนือองค์ประกอบที่สมดุล นิยามแห่งความประณีตและคุณค่าที่คงอยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งถูกรังสรรค์ออกแบบผ่านฝีมือดีไซเนอร์ไทยอย่างประณีตจนได้ออกมาเป็นชิ้นงานที่ทรงคุณค่า เป็นตัวแทนในการส่งมอบความสุข คำอวยพร และความโชคดีให้แก่ทั้งผู้ให้และผู้รับ

#BeautyGems

#BeautyGemsxYuHyunWoo

#CampaignAmbassodor

24 กุมภาพันธ์ 2569

‘ทีเส็บ’ ดันไมซ์ไทยแรงต่อเนื่อง

‘ทีเส็บ’ ดันไมซ์ไทยแรงต่อเนื่อง เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติเภสัชฯ ครบวงจร ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub 

ทีเส็บเดินหน้าสร้างผลงานดันไมซ์ไทยสู่เวทีโลกอย่างต่อเนื่อง คว้าชัยเจ้าภาพ 3 งานประชุมเภสัชศาสตร์นานาชาติครบวงจรระหว่างปี 2569–2570 มั่นใจดึงดูดเภสัชกร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนทั้งจากไทยและทั่วโลกกว่า 3,200 คน สร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 151 ล้านบาท ชูภาพลักษณ์ไทยจุดหมายปลายทางไมซ์ชั้นนำการประชุมสายการแพทย์ ตอกย้ำความเข้มแข็งของบุคลากรสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยในการร่วมมือกับทีเส็บส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพระดับสากล ช่วยผลักดันนโยบายทีเส็บใช้งานประชุมการแพทย์นานาชาติร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ Medical Hub  


ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ในฐานะที่ทีเส็บเป็นหน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจเป็น National Bidder การร่วมมือกับบุคลากรและองค์กรในสาขาวิชาชีพเภสัชกรรมจนสามารถดึงงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ 3 งานต่อเนื่องกันและมีเนื้อหาครอบคลุมทั้งกลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร/องค์กร ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมเภสัชศาสตร์แบบครบวงจรเป็นครั้งแรก ถือเป็นผลงานเด่นของอุตสาหกรรมการประชุมนานาชาติของไทย โดยเฉพาะในสายการประชุมด้านการแพทย์ สุขภาพ สุขภาวะ เพราะนอกจากสามารถใช้เป็นเวทีพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมทั้งในช่วงของการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์และการประกอบการจริงของวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย ยังเป็นเวทีให้ผู้ร่วมงานจากนานาชาติได้มีโอกาสเรียนรู้ศักยภาพและขีดความสามารถของบุคลากรไทยในการร่วมมือต่อยอดพัฒนาวิชาชีพนี้ ตอกย้ำจุดยืนของทีเส็บในการใช้การจัดงานไมซ์ขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมและวิชาชีพในสาขาต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

“ความสำเร็จในการดึงงานครั้งนี้เป็นผลจากความเข้มแข็งของบุคลากรในสายเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทยที่มีความมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับวิชาชีพผ่านเวทีการประชุมระหว่างประเทศ และทีเส็บได้รับความร่วมมือด้วยดีจากบุคลากรทั้งสามองค์กรของไทย จนสามารถดึงงานทั้งสามงานมาจัดที่เมืองไทย สะท้อนความเข้มแข็งของระบบนิเวศไมซ์ไทยที่ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากนานาชาติให้เมืองไทยเป็นสถานที่จัดงาน”

งานประชุมนานาชาติเภสัชศาสตร์ทั้งสามงานประกอบด้วย งาน The 71st International Pharmaceutical Students' Federation (IPSF) World Congress 2026 กำหนดจัดวันที่ 29 กรกฎาคม–11 สิงหาคม 2569 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 500 คน และคนไทย 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศราว 33 ล้านบาท เวทีนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์จากทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาการ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและสาธารณสุขระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2554 ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


นางสาวมัญชรี แสงเมือง-สะกอลละโวล ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ ปี 2025–2026 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า ในนามของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติหรือ International Pharmaceutical Students' Federation ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดงาน IPSF World Congress ปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของคนรุ่นใหม่ของวงการเภสัชศาสตร์ไทยในเวทีระดับนานาชาติ การได้รับความไว้วางใจจากกว่า 100 ประเทศในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นความสำเร็จขององค์กรผู้จัดและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการเรียนรู้และความร่วมมือด้านเภสัชกรรมและสุขภาพในระดับโลก ดิฉันเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของวิชาชีพเภสัชกรรมให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

นายกฤตภาส มาณะศิลป์ ประธานโครงการ The 71st IPSF World Congress 2026 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงาน 71st IPSF World Congress 2026 นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความสำเร็จของประเทศไทยในด้านการศึกษา วิชาการ และสาธารณสุขในระดับนานาชาติ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภายในประเทศ ทั้งสหพันธ์นิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง งานประชุมนี้จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพเยาวชน การพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรม ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับนานาชาติ อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาททางวิชาการของประเทศไทยบนเวทีโลก”

งานที่สองคืองาน The 31st Congress of the Federation of Asian Pharmaceutical Association (FAPA Congress 2026) หรือการประชุมสหพันธ์เภสัชกรรมสมาคมแห่งเอเชีย ครั้งที่ 31 กำหนดจัดวันที่ 3–7 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 6 ครั้ง สะท้อนถึงการยอมรับศักยภาพบุคลากรเภสัชกรรมไทยในระดับนานาชาติ ซึ่งคาดว่าการประชุมครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 2,000 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 1,500 คน และคนไทย 500 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 99 ล้านบาท โดยผู้เข้าร่วมครอบคลุมทั้งนักวิชาการ ผู้ประกอบวิชาชีพ หน่วยงานกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมยา และภาคการศึกษา

ศาสตราจารย์ ดร. ภก. พรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ ประธานการจัดงาน FAPA Congress 2026 เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน FAPA Congress 2026 เป็นครั้งที่ 6 เป็นสถิติสูงสุดในบรรดาประเทศสมาชิก สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของบุคลากรเภสัชกรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “Pharmacists in Action across Asia” เรามุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการผลักดันสมุนไพรไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล คาดว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน จากมากกว่า 25 ประเทศเข้าร่วมงาน นอกจากจะสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ประเทศแล้ว การประชุมครั้งนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสาธารณสุขที่ยั่งยืนให้แก่ภูมิภาคเอเชียต่อไป”

อีกหนึ่งงานสำคัญ คือ Asian Association of Schools of Pharmacy Conference 2027 (AASP 2027) ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี กลับมาจัดที่ไทยอีกครั้งในรอบ 22 ปี หลังจากเคยจัดครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ในปี 2005 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวิชาการ งานวิจัย และการแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาด้านเภสัชศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย โดยการประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–2 กรกฎาคม 2570 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 600 คน แบ่งเป็นต่างชาติ 300 คน คนไทย 200 คน และผู้ร่วมแสดงสินค้า 100 คน สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 19.8 ล้านบาท

ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร. ภก. สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประธานการจัดงาน AASP 2027 กล่าวว่า “คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์ AASP 2027 Conference ครั้งที่ 13 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในด้านการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรมทางเภสัชกรรม การเป็นเจ้าภาพเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดการศึกษา องค์ความรู้และนวัตกรรม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และผลักดันมาตรฐานการดูแลสุขภาพของไทยให้เทียบเท่าสากล ภายใต้แนวคิด 3Cs: Community, Collaborate, Contribute คณะฯ มุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวงการเภสัชศาสตร์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

“ทีเส็บ ในบทบาทของประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Convention & Exhibition Hub) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ดังนั้น การที่ประเทศไทยสามารถดึงงานประชุมด้านเภสัชศาสตร์เข้ามาจัดได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตอกย้ำขีดความสามารถทางวิชาการด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมของไทย และความพร้อมของประเทศไทยในการจัดการประชุมในระดับสากล และด้วยเหตุผลดังกล่าวทีเส็บมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งในการวางแผนดึงงานระดับโลกของวงการเภสัชศาสตร์อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตร่วมกับทุกท่านจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน” ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวปิดท้าย

อุตสาหกรรมยาเป็นหนึ่งในหลักประกันความมั่นคงของสุขภาพประชาชนและความมั่นคงของประเทศทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สังคมไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัย มีหลักประกันด้านสุขภาพและความเสี่ยงของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ องค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์และวิชาชีพเภสัชกรรมจึงเป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันความปลอดภัยด้านสุขภาพ การเข้าถึงยาของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศในภาพรวม

#wefiethailand

Thailand Green Coach พลังสำคัญยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

การขับเคลื่อน THAILAND GREEN PLAN 2030 ของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม วางมาตรฐานกลางด้านความยั่งยืน และยกระดับผู้ประกอบการทั่วประเทศสู่เกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความสำเร็จดังกล่าวได้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านการจัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการพัฒนาอย่างเป็นระบบ และตอกย้ำทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยที่ก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวคือการทำงานอย่างใกล้ชิดของ 52 สถานประกอบการและแหล่งท่องเที่ยว พร้อมด้วย Green Coach ที่ส่งผ่านการเป็น Senior Coach  ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง เคียงข้างผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวในทุกขั้นตอนของการพัฒนา ตั้งแต่การถ่ายทอดเครื่องมือและเกณฑ์การประเมิน ไปจนถึงการให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติเพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Thailand Good Travel การทำงานแบบแนบแน่นและต่อเนื่องของ Green Coach จึงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างตรงจุด และผ่านเกณฑ์การประเมินอย่างมีคุณภาพ

จากการทำงานอย่างใกล้ชิดของ Thailand Green Coach ได้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการผ่านการประเมินมาตรฐานความยั่งยืนรวมทั้งสิ้น 41 แห่ง - จากมาตรฐานที่พักขนาดเล็ก (Small Good Stay) จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว (Thailand Good Travel-CBT) จำนวน 15 แห่ง มาตรฐานบริษัททัวร์ จำนวน 5 แห่ง และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการประเมินความยั่งยืนจากตัวชี้วัด 15 ด้าน จาก 84 ด้าน จำนวน 9 แห่ง สะท้อนถึงศักยภาพในการดำเนินงานตามเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนของประเทศ ขณะเดียวกันแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ จำนวน 30 แห่งที่มีความพร้อม ยังเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าไปแข่งขันในเวทีนานาชาติ ในการส่งผลงานเข้าร่วมการประกวด Green Destinations Top 100 Stories สำหรับแหล่งท่องเที่ยว และ Good Travel Stories Competition สำหรับผู้ประกอบการ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภาคการท่องเที่ยวไทยในการก้าวสู่การยอมรับในระดับสากล อันเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับภาพลักษณ์และศักยภาพการท่องเที่ยวไทยบนเวทีโลก

ในระยะยาว Thailand Green Coach ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศ โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้คำแนะนำเชิงปฏิบัติ และสนับสนุนการประยุกต์ใช้มาตรฐานในบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับสู่มาตรฐานที่สร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในระดับประเทศและสากล


ร่วมทำความรู้จัก Thailand Green Coach ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ได้ที่ https://tinyurl.com/thailandgreencoach พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการผ่าน Facebook Page: Thailand Green Tourism Plan 2030

23 กุมภาพันธ์ 2569

เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย เปิดตัว ‘Love for Every Bar’ แคมเปญ ส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์สังคมดี

เฮอร์ชีย์ ประเทศไทย บริษัทในเครือ The Hershey Company ร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากลด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Love for Every Bar” ที่มุ่งยกย่องพลังความมุ่งมั่น และบทบาทสำคัญของผู้หญิงในชีวิตประจำวัน แคมเปญนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ “Celebrate #HerSHE” และ “She Inspires” ที่เคยได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ ตอกย้ำความตั้งใจของเฮอร์ชีส์ในการสนับสนุนและเชิดชูพลังของผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการให้ของขวัญแบบดั้งเดิมด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทันสมัย

Love for Every Bar: พื้นที่เล็ก ๆ ให้บอกความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ เพราะบางครั้งการพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เฮอร์ชีส์จึงพลิกโฉมช็อกโกแลตแท่งคลาสสิคให้กลายเป็นผืนผ้าแคนวาสดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความชื่นชมและส่งต่อกำลังใจ แพ็คเกจลิมิเต็ดอิดิชันภายใต้แคมเปญ “Love for Every Bar” ชวนให้ผู้บริโภคก้าวข้ามการให้ของขวัญแบบเดิม ๆ ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟที่ช่วยเปลี่ยนถ้อยคำแห่งกำลังใจให้กลายเป็นข้อความเฉพาะบุคคลที่มีความหมาย สามารถเก็บไว้เป็นความทรงจำและแบ่งปันต่อได้

“Love for Every Bar” จึงไม่ใช่แค่ของขวัญ แต่คือประสบการณ์แห่งการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ เพียงสแกน QR Code บนแพ็คเกจลิมิเต็ดอิดิชัน หรือเข้าไปที่ celebratehershe.com/th ก็สามารถสร้างข้อความพิเศษเพื่อมอบให้กับผู้หญิงคนสำคัญได้อย่างง่ายดาย


เติมความพิเศษเฉพาะบุคคลด้วยพลัง AI เฮอร์ชีส์เปิดตัว 2 ฟีเจอร์ดิจิทัลที่ช่วยให้การส่งต่อความรักและความชื่นชมมีสีสันมากยิ่งขึ้น ผ่าน QR Code บนแพ็คเกจลิมิเต็ดอิดิชัน ได้แก่

การ์ดการ์ตูนดิจิทัลสร้างสรรค์ด้วย AI: ผู้ส่งสามารถอัปโหลดภาพถ่าย แล้วให้ระบบ AI แปลงเป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารัก จากนั้นเพิ่มข้อความส่วนตัว โดยตัวการ์ตูนจะกล่าวข้อความนั้นถึงผู้รับโดยตรง การ์ดสามารถดาวน์โหลดและแชร์เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้

ข้อความ AR แบบอินเทอร์แอคทีฟเต็มอรรถรส: เติมเสน่ห์แห่งเวทมนตร์ดิจิทัลด้วยฟีเจอร์ Augmented Reality (AR) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ส่งเลือกข้อความสำเร็จรูปที่เปี่ยมด้วยความหมายจากใจโดยผู้รับ เพียงสแกนช็อกโกแลตแท่งจริงด้วยสมาร์ตโฟน ก็จะได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงที่ทั้งสร้างความประทับใจและแชร์ต่อได้

 ‘Love for Every Bar’ เตรียมสร้างสีสันที่ Siam Square Oneเนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคมนี้ เฮอร์ชีส์เตรียมจัดกิจกรรมสุดพิเศษที่ Siam Square One เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานรับช็อกโกแลตลิมิเต็ดอิดิชันฟรี พร้อมทดลองสร้างคาแรกเตอร์การ์ตูนของตัวเองแบบใกล้ชิด ไฮไลต์พิเศษคือ ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้เห็นคาแรกเตอร์และข้อความของตนเองปรากฏบนจอยักษ์ใจกลางกรุงเทพฯ สร้างช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่เชื่อมโลกจริงกับโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน ร่วมส่งต่อพลังบวกต่อเนื่องทางออนไลน์

นอกจากกิจกรรมออฟไลน์แล้ว Hershey Thailand ยังชวนร่วมสนุกผ่านกิจกรรม Lucky Draw บน Facebook และ Instagram ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพียงซื้อช็อกโกแลตเฮอร์ชีส์ หรือแชร์ E-Card ที่คุณสร้าง ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเฮอร์ชีส์

ติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมได้ที่เพจ Facebook และ Instagram ของ Hershey Thailand
Say It Your Way with Hershey’s ให้ เฮอร์ชีส์ แทนความในใจ

งานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี”


งานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
จังหวัดสระบุรี โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี ร่วมกับอำเภอเสาไห้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน แถลงข่าวการจัดงานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไท–ยวนในพื้นที่




นางสาวพัชรศรี สมบัติทวีพูน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า จังหวัดสระบุรีมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) โดยนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา Soft Power ของพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจังหวัดในการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานประเพณี และภูมิปัญญาชุมชน โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ซึ่งเป็นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัด และมีความเชื่อมโยงกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมายาวนานกว่า 222 ปี นายสุรเดช สร้อยอุทา นายอำเภอเสาไห้ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ อำเภอเสาไห้ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุมทั้งมิติ “ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน” โดยมุ่งให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งผลักดันให้ประเพณีตานก๋วยสลากเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ด้านนางนิตยา เมธีวุฒิกร รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในฐานะกลไกขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย สำหรับงาน “ตานก๋วยสลาก” ถือเป็นเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ สามารถพัฒนาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวของภาคกลาง และเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวด้านศาสนา ธรรมชาติ และชุมชนในจังหวัดสระบุรีได้อย่างลงตัว ขณะที่นางกฤษณา พิทยาบุตร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเสาไห้ ได้กล่าวถึงความสำคัญของประเพณี “ตานก๋วยสลาก” ว่า เป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมล้านนาและชุมชนชาวไท–ยวน สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีความหมายลึกซึ้งในเชิงจิตวิญญาณ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ รวมถึงสร้างสิริมงคลแก่ผู้ให้ทาน ลักษณะเด่นคือการจัดเครื่องไทยทานใส่ “ก๋วย” หรือภาชนะตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วถวายพระสงฆ์ด้วยวิธีการจับสลาก สะท้อนคติความเชื่อเรื่องการให้ทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และความเสมอภาคทางพระพุทธศาสนา ประเพณีตานก๋วยสลากของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธา ความสามัคคี และอัตลักษณ์ของชุมชน ทั้งในด้านภาษา การแต่งกาย อาหารพื้นถิ่น ดนตรี และศิลปหัตถกรรม ซึ่งล้วนสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมากว่า 222 ปี การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการ “ย้อนตำนาน” เพื่อนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญา มาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้เรียนรู้และเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น


ภายในงานตลอด 3 วัน จะมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีขบวนแห่ก๋วยสลากจากชุมชนต่าง ๆ พิธีถวายทานสลากภัตตามขนบธรรมเนียม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไท–ยวน การจำหน่ายสินค้าชุมชนและอาหารพื้นถิ่น บูธสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น งานผ้าพื้นเมืองและหัตถศิลป์ รวมถึงกิจกรรมประกวดและการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงมิติของศรัทธาทางศาสนาเข้ากับการมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชนทุกช่วงวัย การจัดงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่า แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้จังหวัดสระบุรีในฐานะเมืองแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา เรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานมรดกไท–ยวน ในงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ร่วมกันสืบสานคุณค่าแห่งอดีต สร้างพลังแห่งปัจจุบัน และส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามสู่อนาคตอย่างยั่งยืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี และที่ว่าการอำเภอเสาไห้ #ย้อนตำนาน๒๒๒ปีไทยวนสระบุรี #ตานก๋วยสลากสระบุรี #ไทยวนสระบุรี #เสาไห้

ปรากฏการณ์สงกรานต์เดือด! S2O 2026 งานน้ำแห่งชาติ เปิดไลน์อัพหยุดโลก


ปรากฏการณ์สงกรานต์เดือด! S2O 2026 งานน้ำแห่งชาติ เปิดไลน์อัพหยุดโลก "ZEDD - KYGO - ALAN WALKER B2B STEVE AOKI" พร้อมปักหมุดแลนด์มาร์คใหม่ "S2O LAND" รัชดา อัดแน่นกิจกรรมสุดมันส์จากพาร์ทเนอร์ระดับโลก


เตรียมรับแรงกระแทกทางดนตรีครั้งใหญ่เมื่อ Singha presents S2O Songkran Music Festival 2026 ประกาศศักดากลับมาทวงบัลลังก์เทศกาลดนตรีสัญชาติไทยที่โด่งดังระดับโลกอีกครั้งในแบบที่ไม่ธรรมดา แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์สงกรานต์ไปสู่ขั้นกว่า ภายใต้คอนเซปต์ "Bigger, Bolder, Wetter" ที่พร้อมจะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องบินมารวมตัวกัน โดยในปีนี้ ได้รับการสนับสนุนหลักจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Singha Life” (สิงห์ ไลฟ์) ที่พร้อมจะปลุกทุกจังหวะชีวิตให้มีสีสันตลอดงาน 11 - 13 เมษายน 2569 นี้

หมัดแรกของ S2O ที่สร้างความฮือฮาจนไทม์ไลน์แทบแตก คือการประกาศ Full Line-up ที่รวบรวมเหล่า "The God of EDM" มาไว้ในงานเดียว เริ่มต้นความเดือดในวันที่ 11 เมษายน ด้วยปรากฏการณ์ World Premiere ครั้งแรกของโลกกับโปรเจกต์ "Lonely Club" การโคจรมาพบกันแบบ B2B ของสองดีเจซูเปอร์สตาร์ Alan Walker และ Steve Aoki ที่จะสร้างตำนานบทใหม่บนเวที S2O เสริมทัพด้วย Lost Frequencies และ I Hate Models ต่อเนื่องความพีคในวันที่ 12 เมษายน กับการมาเยือนของ Zedd เจ้าของเพลงฮิตระดับพันล้านวิว และโชว์พิเศษ Asia Premiere จาก Don Diablo ในนาม CTRL ALT DEL ก่อนจะปิดท้ายความยิ่งใหญ่ในวันที่ 13 เมษายน ด้วยทำนองแห่งความสุขจาก Kygo ตัวพ่อแห่งยุคและ GRYFFIN ที่จะทำให้ค่ำคืนสุดท้ายของสงกรานต์เป็นความทรงจำที่ประทับใจที่สุด


ความพิเศษของปีนี้ไม่ได้มีแค่ดนตรีและสายน้ำ แต่ S2O 2026 ยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการย้ายสมรภูมิความมันส์ไปที่ "S2O LAND" ทำเลสุดปังแห่งใหม่ บนถนนรัชดาภิเษก (ใกล้ MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) พื้นที่ที่ถูกขยายให้กว้างขวางเพื่อรองรับโปรดักชั่นสเตจสุดอลังการและระบบฉีดน้ำ 360 องศา อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็น Songkran Party Hub สเกลระดับตำนานที่จัดเต็มทั้งไลน์อัพ กิจกรรมแน่น ๆ และความสนุกมากมาย

นอกจากนั้น ในปีนี้ S2O ยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรชั้นนำที่จะมาร่วมสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ นำทีมโดย Dewar's Club ที่เตรียมโซนแฮงค์เอาท์สุดชิคให้คุณได้ดื่มด่ำความพรีเมียม ร่วมด้วย Crocs แบรนด์รองเท้าขวัญใจวัยรุ่นที่จะมาเติมเต็มแฟชั่นสงกรานต์ให้ทั้งเท่และใส่สบายพร้อมลุยน้ำ และการันตีความยิ่งใหญ่โดย Amazing Thailand (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ที่มาร่วมยืนยันว่า นี่คืออีเวนต์ระดับโลกของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง


วอร์มนิ้วให้พร้อมแล้วรีบพุ่งตัวไปกดบัตรที่เว็บไซต์ Eventpop โดยด่วนก่อนบัตร Sold Out เตรียมชุดให้พร้อม นัดเพื่อนให้ครบ แล้วไปเจอกันที่ S2O LAND รัชดา 11-13 เมษายนนี้ สำหรับใครที่ต้องการความเหนือระดับ สามารถสอบถามข้อมูลแพ็คเกจ VVIP ได้ทาง LINE Official @S2OVVIP และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.s2ofestival.com

รฟฟท. ฉลองครบรอบ 15 ปี “พิพัฒน์” ชูวิสัยทัศน์ “รถไฟฟ้าสายสีแดง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในโอกาสที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ดำเนินกิจการในฐานะผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า ครบรอบ 15 ปี โดยเริ่มจากการบริหารโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกรุงเทพมหานคร หรือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนมาถึงการได้รับภารกิจสำคัญในการบริหารการเดินรถโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งที่ผ่านมา รฟฟท. มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย โดยในปัจจุบัน รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้ดำเนินนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 13,000 คน/วัน ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน





ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 องค์พระผู้ทรงก่อตั้งกิจการรถไฟในประเทศไทย ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผู้ทรงมีคุณูปการด้วยพระราชวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในด้านการคมนาคมขนส่งทางรางในราชอาณาจักรไทย โดยได้รับเกียรติจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

อีกทั้งในโอกาสพิเศษครบรอบปีที่ 15 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณผู้ใช้บริการที่ให้การสนับสนุน และไว้วางใจเดินทางโดยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงด้วยดีเสมอมา บริษัทฯจึงได้จัดบูธกิจกรรม มอบเครื่องดื่มจากกาแฟพันธุ์ไทย จำนวน 1,500 แก้วฟรี สำหรับผู้ถือบัตรโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงทุกประเภท (จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) ในวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 13 ตั้งแต่เวลา 09.09 น. เป็นต้นไป






โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok
พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง