03 ตุลาคม 2569

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน Tout à fait Thaï 2026

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน “Tout à fait Thaï 2026 — เทศกาลไทยในกรุงปารีส” ณ สวนบากาแตล (Parc de Bagatelle) กรุงปารีส โดยมี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมสารนิเทศ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ตลอดจนข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ ทีมประเทศไทย พร้อมคู่สมรส และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้ารับเสด็จ

ในการเสด็จครั้งนี้ ได้ทอดพระเนตร ศิลปวัฒนธรรม อาหาร กีฬา Wellness การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และนวัตกรรม ตลอดจนสินค้าและบริการของไทย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความสนใจ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การบริโภคสินค้าไทย ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และโอกาสทางธุรกิจในอนาคต 

นอกจากนี้ยังเสด็จทอดพระเนตร บูธ ททท. ผ่านการนำเสนอเส้นทางชากาแฟจากโครงการหลวงและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ให้นักท่องเที่ยว ได้ชิมกาแฟอราบิกาชั้นดีของไทย เส้นทางผ้า และแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง ผ่านการทำเข็มกลัด ดอกไม้ผ้าติดเสื้อจากผ้าไหมปักธงชัย จากจังหวัดนครราชสีมา พวงอุบะมาลัยตกแต่งพัดจักสานจากชุมชนบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชุดระบายสีตกแต่งภาพชุดไทยและ อาหารไทยแม่เหล็กจากไม้รีไซเคิล จากโรงไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการทำถุงผ้าย้อมครามสกลนครบุหงาดอกไม้หอม scents of Thailand ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว


สำหรับงาน “Tout à fait Thaï 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–4 ตุลาคม 2569 ณ สวนบากาแตล กรุงปารีส
ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำ “ประเทศไทยขนาดย่อม” มาสู่กรุงปารีส เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสและผู้เข้าร่วมงานจากหลากหลายประเทศได้สัมผัสเสน่ห์และศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่หลากหลาย ก่อนนำไปสู่การสร้างความสนใจและความสัมพันธ์ที่สามารถต่อยอดได้ในระยะยาว อันสอดคล้องกับแนวทางการทูตวัฒนธรรมยุคใหม่ที่มุ่งให้กิจกรรมทางวัฒนธรรมเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ความร่วมมือ และโอกาสใหม่ ๆ ระหว่างประเทศ

#amazingthailand #เสน่ห์ไทย

SHEEP สานต่อความหวาน เปิดตัว Kuromi & My Melody ดึง “ตี๋ตี๋–ป๋อ” เสริมทัพพรีเซ็นเตอร์ พร้อมขยายตลาด OPPO

SHEEP แบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทยที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและรายละเอียด เดินหน้าตอกย้ำการเป็น Lifestyle Brand ผ่านการสร้างสรรค์คอลเลกชันที่นำคาแรกเตอร์ระดับโลกมาผสานเข้ากับงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ เปิดตัวเคสมือถือคอลเลกชันล่าสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SHEEP : SWEET TREAT Final EP.” ถ่ายทอดความหวานผ่าน 2 คาแรกเตอร์ยอดนิยมจาก Sanrio อย่าง Kuromi และ My Melody พร้อมเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” คู่จิ้นสุดฮอตในฐานะพรีเซ็นเตอร์คู่ใหม่ของแบรนด์SHEEP


นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย) Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด เปิดเผยว่า “คอนเซปต์ของแคมเปญ “SHEEP SWEET TREAT” คือการนำเสนอ ‘รสชาติความหวานในหลากหลายสไตล์’ ผ่านคาแรกเตอร์ระดับโลกที่เป็นที่รักของคนทุกวัยอย่างSanrio เพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ๆ บนอุปกรณ์แก็ดเจ็ต โดยในซีซั่นแรกที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เสิร์ฟรสชาติทั้ง5 ผ่าน 3 พรีเซ็นเตอร์ และ2 Special Friends Flavor 01 : Hello Kitty ถ่ายทอดโดยพั้นรักแมว-พันธิตา บุญชวน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ,Flavor 02 : Pochacco มีไดม่อน- วรัญญ์ เครือบุตร มาเป็น Special Friends ,Flavor 03 : Little Twin Stars ได้ เจนเย่ - เมธิกา จีรนรภัทร มาเป็น Special Friends ,Flavor 04 : Pompompurin ถ่ายทอดผ่านวรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ ,Flavor 05 : Cinnamoroll ได้ มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ เช่นกัน
ขณะที่ Season 2 ซึ่งเป็น Final EP. ของแคมเปญ เราได้ “ตี๋ตี๋- วันพิชิต นิมิตภาคภูมิและป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล คู่จิ้นที่มาแรงในขณะนี้ มาเป็นพรีเซนเตอร์ขอ SHEEP พร้อมร่วมถ่ายทอด 2 Flavor สุดท้ายในEP. นี้ โดย ป๋อ เป็นตัวแทน Flavor 06 : My Melody ถ่ายทอดความหวาน ของสีชมพู เติมความน่ารัก สดใส และอ่อนโยน ส่วนตี๋ตี๋ เป็นตัวแทน Flavor 07 : kuromi ถ่ายทอดความหวานผ่านโทนสีม่วงและดีไซน์ที่สะท้อนความซุกซนและมีเสน่ห์
การเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวของSHEEP ในการนำพลังของพรีเซ็นเตอร์มาต่อยอดการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทั้งคู่ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์คนที่ 4 และ 5 ของแบรนด์ ร่วมแท็คทีมเสริมทัพกับพรีเซ็นเตอร์เดิมที่เรามีอยู่แล้วอย่าง พั้นรักแมว, เติ้ล -เฟิร์สวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางของ SHEEP ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคาแรกเตอร์ของแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านทั้งงานดีไซน์และบุคลิกของศิลปิน


อีกหนึ่งความพิเศษครั้งนี้ SHEEPได้พัฒนาเคสสำหรับผู้ใช้OPPO Reno 16 อีกด้วย เพื่อรองรับผู้บริโภคที่หลากหลาย สะท้อนแนวทางของแบรนด์ในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้กว้างยิ่งขึ้น เพิ่มเติมจากไอโฟนและซัมซุงที่มีอยู่เดิม โดยคอลนี้เริ่มตั้งแต่ iPhone 13 Pro Max – iPhone 18 Series และ Samsung Galaxy S25 Ultra – S26 Ultra รวมถึงอุปกรณ์เสริม SHEEP Phone Wallet สำหรับใส่บัตร ทั้งแบบตั้งใช้งานได้และแบบใส่บัตรทั่วไป, SHEEP Phone Grip, SHEEP Phone Charm รวมถึงเคสสำหรับ iPad และ AirPods เติมเต็มคาแรกเตอร์Sanrio ให้สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในหลากหลายรูปแบบ โดยเคสลาย Kuromi มีให้เลือก 2 ดีไซน์ ในโทนสีม่วงและสีดำ ขณะที่ My Melody มี 2 ดีไซน์ ในโทนสีชมพูและแบบใส
นอกจากนั้นในงานนี้SHEEP ยังได้สานต่อความร่วมมือกับ BEARHOUSE ร้านชานมชื่อดัง เป็นครั้งที่2 ร่วมเติมความหวาน โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า แบรนด์SHEEP ด้วยเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่รังสรรค์เฉพาะแคมเปญนี้ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
ล่าสุดแบรนด์ SHEEPได้รับรางวัล EXCELLENCE AWARD สาขา MARKETING จากงาน Sanrio Southeast Asia Licensing Conference 2026 จากโปรเจกต์ SHEEP: SWEET TREAT ตอกย้ำความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง SHEEP และ Sanrio พร้อมสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและรางวัลที่มีความหมายสำหรับ SHEEP ในฐานะแบรนด์ไทย เป็นอย่างมาก
การเดินทางของSHEEP : SWEET TREAT ตั้งแต่EP.1-Final EP. ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ แต่เป็นการต่อยอดแนวคิดในการนำคาแรกเตอร์ที่ผู้คนชื่นชอบมาสร้างเป็นไอเทมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเลือก “Flavor” ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง เพราะสำหรับ SHEEP แล้ว แก็ดเจ็ตไม่ได้มีไว้เพียงใช้งาน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกเล่าตัวตนและสไตล์ของคนที่เลือกใช้
ร่วมค้นหาความหวานในแบบของคุณ ผ่านคอลเลคชั่นพิเศษได้ทั้ง 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store 3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านAppleSheep 8สาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์ ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่


ติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.applesheepth.com, Line: @applesheep,
Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

เปิดใจ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ “เจ้าของสวนสยาม”

มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน?

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดใจถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังอุทกภัยครั้งรุนแรงทำให้พื้นที่สวนน้ำและสวนสนุกทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ต้องหยุดให้บริการอย่างน้อยครึ่งปี ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท

46 ปีที่ผ่านมา สวนสยามสร้างความสุขและความทรงจำให้คนไทยมาหลายรุ่น แต่วันนี้…สถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือ กลับต้องจมอยู่ใต้น้ำต่อหน้าต่อตา พร้อมอนาคตของพนักงานและครอบครัวหลายพันชีวิตที่ฝากไว้กับสวนแห่งนี้

ดร.ไชยวัฒน์ ส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมายังสวนสยาม และวอนขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อลมหายใจให้สวนสยามได้มีโอกาสฟื้นกลับมาเปิดประตูต้อนรับคนไทยอีกครั้ง เพราะสำหรับชายคนนี้ สวนสยามไม่ใช่เพียงธุรกิจ .....แต่คือทั้งชีวิตและจิตใจ



จากสถานที่แห่งความสุขที่อยู่คู่คนไทยมา 46 ปี วันนี้เหลือเพียงคำถามว่า…สวนสยามจะกลับมาได้อีกครั้ง หรือจะต้องเหลือไว้เพียงความทรงจำ

ลิ้งค์ เพื่อรับชมคลิป :  https://www.youtube.com/watch?v=bclRiHHdadA


01 ตุลาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง


กรมการท่องเที่ยวเผย 9 เดือนปี 2569 กองถ่ายต่างประเทศทะลุ 423 เรื่อง เงินสะพัดกว่า 7,510 ล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ยังเหลืออีก 1 ไตรมาส!

กรมการท่องเที่ยวเผยสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2569 (มกราคม–กันยายน) มีการแจ้งขออนุญาตถ่ายทำในประเทศไทยแล้ว 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศกว่า 7,510 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถทำลายสถิติรายได้จากการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้แล้ว ทั้งที่ยังเหลือช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์จากทั่วโลก และศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “Filming Paradise” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ตัวเลขการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยมีจำนวนกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำแล้ว 423 เรื่อง และมีมูลค่าการลงทุนกว่า 7,510 ล้านบาท ที่สำคัญคือสามารถสร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ได้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นสุดปี สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์และบริษัทผู้สร้างจากนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย

“ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการรองรับการผลิตภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำที่มีความหลากหลาย บุคลากรและทีมงานที่มีประสบการณ์ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตจากทั่วโลก” นายจาตุรนต์กล่าว

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (Thailand Film Office: TFO) ยังคงเดินหน้าส่งเสริมและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางการถ่ายทำระดับโลก ผ่านมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ซึ่งมี Cash Rebate สูงสุดถึง 30% รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการจ้างงานบุคลากรไทย การถ่ายทำในพื้นที่ต่างจังหวัด และการใช้บริการหลังการถ่ายทำในประเทศไทย

สำหรับสถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ระหว่างเดือนมกราคม–กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 423 เรื่อง คาดการณ์รายได้เข้าสู่ประเทศไทย 7,510 ล้านบาท โดยประเทศที่สร้างรายได้จากการถ่ายทำสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. สหรัฐอเมริกา 38 เรื่อง รายได้ 2,379 ล้านบาท

2. สหราชอาณาจักร 27 เรื่อง รายได้ 1,679 ล้านบาท

3. ฟินแลนด์ 1 เรื่อง รายได้ 448 ล้านบาท

4. เขตบริหารพิเศษฮ่องกงฯ 18 เรื่อง รายได้ 382 ล้านบาท

5. เยอรมนี 15 เรื่อง รายได้ 379 ล้านบาท

6. อินเดีย 44 เรื่อง รายได้ 341 ล้านบาท

7. สเปน 3 เรื่อง รายได้ 336 ล้านบาท

8. จีน 52 เรื่อง รายได้ 253.23 ล้านบาท

9. สิงคโปร์ 24 เรื่อง รายได้ 253.20 ล้านบาท

10. ฝรั่งเศส 17 เรื่อง รายได้ 185 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากแนวโน้มการเติบโตของการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยวคาดว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 จะยังคงมีการถ่ายทำและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลให้รายได้รวมทั้งปี ทะลุสถิติ 7,717 ล้านบาทของปี 2568 และมีโอกาสแตะระดับ 8,000–10,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ “Filming Paradise” และการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

วู่หลิง ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION


วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท  “DARION” กระแสตอบรับแข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเปิดตัว “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ชูแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

กรุงเทพฯ – 1 ตุลาคม 2569 – บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show
ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง





WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง
นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ภาพรวมธุรกิจและการตอบรับของแบรนด์ในประเทศไทยว่า WULING ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ WULING ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ที่ทำได้รวม 5,033 คัน แบ่งเป็น BINGO จำนวน 285 คัน, DARION จำนวน 3,298 คัน และ PORTA จำนวน 1,450 คัน โดย DARION ยังคงเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดของแบรนด์” 

โดยสถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DARION ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9% สะท้อนความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง

นายพิทยากล่าวต่อด้วยว่า “ผลตอบรับจาก DARION เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ WULING มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว”

เปิดศึกตลาด SUV ด้วย “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซส์ PPV ในราคาจับต้องได้ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว WULING EKSION รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง WULING พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

Mr. Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว EKSION ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ WULING ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัวและรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้

เราภูมิใจนำเสนอ “EKSION” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น EKSION จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว”

ใหญ่กว่าที่คิด เติมความสบายครบทั้ง 7 ที่นั่ง
WULING EKSION มีขนาดตัวรถ 4,745 x 1,850 x 1,755 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง จัดวางแบบ 2+3+2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระเริ่มต้น 320 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะ 

สำหรับระบบขับเคลื่อน EKSION เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 69.2 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน CLTC และรองรับ DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ประมาณ 20–35 นาที 

WULING EKSION ยังได้รับการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, หน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทุกแถว, Wireless Charger 50W และฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก 

ด้านความปลอดภัย EKSION มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อม Transparent Chassis รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS อาทิ Adaptive Cruise Control, Autonomous Emergency Braking, Lane Keeping Assist และ Blind Spot Detection 

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วน 74.9% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถ 

“รถใหญ่ ราคาเข้าถึงง่าย” อีกทางเลือกรถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวไทย
วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) วาง EKSION ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความรู้สึกและขนาดรถในระดับใกล้เคียงรถ PPV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ยังต้องการความคล่องตัวของ SUV และพลังงานไฟฟ้า 100% โดยบริษัทต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ขนาดใหญ่และ 7 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น 

EKSION ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่นั่งสบาย มีจำนวนที่นั่งเพียงพอสำหรับสมาชิกหลายคน แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกใช้รถตู้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังต้องการดีไซน์ SUV ที่มีความคล่องตัวและตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้มีเพียง “พื้นที่ที่มากขึ้น” แต่คือโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในทุกวัน 

WULING EKSION – “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”
WULING EKSION ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท
รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท
พร้อมรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 

โปรโมชั่นเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท
1. จองวันนี้ถึง 31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท
2. รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท
3. รับฟรี! Wallbox 7kw พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท
4. รับฟรี! แพกเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท




รถ EKSION ล็อตแรกถึงโชว์รูม WULING ทั่วประเทศแล้ว ผู้สนใจติดต่อนัดหมายเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ EKSION ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเชตกรุงเทพมหานคร พบกับรถยนต์ไฟฟ้า WULING ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ EKSION EV, STARLIGHT DARION EV, PORTA EV และ BINGUO EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ายอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING ปี 2569 ที่ 8,000 คัน หลังจากยอดขายสะสมในช่วง 8 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 5,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ WULING ในประเทศไทย 

#WulingEKSION #GoBigGoEksion #ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น #WulingThailand

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร


เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition Innovation) เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดย นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) 

นายอัฐ ทองแตง กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และการแพทย์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรามองว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

การเชื่อมต่อระหว่าง ‘อาหาร–โภชนาการ–การแพทย์–ตลาด’ อย่างเป็นระบบ จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางการแพทย์เดินทางจากงานวิจัยไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลพร้อมสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสมเข้าสู่ช่องทางของเครือโรงพยาบาลฯ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเราในฐานะ ‘Partner for Life’ พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกช่วงของชีวิต"

ด้าน นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล กล่าวว่า "สถาบันอาหารจะนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เพื่อพัฒนางานวิจัยและสูตรผลิตภัณฑ์จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตต้นแบบ พร้อมตรวจสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์" ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ คุกกี้ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free Cookie) ไอศกรีมพลังงานสูง เครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาตั้งแต่การคิดค้นและปรับสูตร การผลิตต้นแบบ การทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กับสถาบันอาหาร (NFI) ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ งานวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคลจากองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนแนวทาง Preventive Medicine และ Personalized Healthcare ตลอดจนรองรับแนวโน้ม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับแนวคิด “Partner for Life” ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ที่มุ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและร่วมดูแลผู้คนอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต พร้อมสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพของไทยในระยะยาว

28 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง นำโดย พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทำบุญถวายปัจจัย พร้อมด้วยข้าวสารและอาหารแห้ง ให้แก่ วัดโชติกุนสุวรรณาราม (หมูบุ่น) จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ พระครูสังฆรักษ์ณัฏฐ์ฐิ์ภัทร ณฏฺฐกโร เจ้าอาวาสวัดโชติกุนสุวรรณาราม ได้เป็นประธานสงฆ์รับมอบปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าว เพื่อนำไปส่งต่อและใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของวัดและชุมชนต่อไปกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสานต่อ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทฯ ยึดถือและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง





บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
และ www.srtet.co.th