22 เมษายน 2569

เอ็ม บี เค ผนึกจังหวัดปทุมธานีและพันธมิตร ขับเคลื่อนโครงการ MBK Green Community

ปลูกต้นโกงกาง ลำพู ฟื้นฟูระบบนิเวศ ริมน้ำเจ้าพระยา ณ ริเวอร์เดล มารีน่าบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม จัดโครงการ MBK Green Community สรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมที่ยั่งยืน โดยร่วมมือกับภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน ปลูกต้นโกงกาง ต้นลำพู เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นลมพายุและสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ณ ท่าเรือริเวอร์เดล มารีน่า ศูนย์กลางและผู้ให้บริการด้านเรือและกิจกรรมทางน้ำครบวงจรบนลุ่มน้ำเจ้าพระยา



ทางบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และธุรกิจในเครือ นำโดย นายพงษ์ศักดิ์ ศัพทเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 1 สำนักกรรมการผู้อำนวยการ ได้เป็นประธานร่วมกับ นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และ นายธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศมนตรีเมืองบางกะดี กิจกรรมปลูกต้นโกงกางในโครงการ MBK Green Community สรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมที่ยั่งยืน โดยมี ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา MBK CARE ในเครือเอ็ม บี เค ประกอบด้วย นางสาวพุทธชาด ศรีนิศากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการตลาด บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) นายแสงสูรย์ แสงประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอพเพิล
ออโต้ ออคชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด นางสาวพิมลรัตน์ จิตต์ภาวนาสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึง บริษัท เอ็ม บี เค แอสเซท โซลูชั่น จำกัด บริษัท เอ็ม บี เค ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัท กรีน เอเลเมนท์ จำกัด บริษัท เอ็ม บี เค บางกอก กอล์ฟ โฮเต็ล จำกัด บริษัท เอ็ม บี เค กอล์ฟ แมเนจเม้นท์ จำกัด บริษัท เดอะไนน์ ติวานนท์ จำกัด ตลอดจนหน่วยงานราชการในจังหวัดปทุมธานี ได้แก่ นายภัทริศ คุณกิตติ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี นายอำนาจ สอนหมวก ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานนทบุรี ว่าที่ร้อยตรี ธีระพล โชคนำชัย ปลัดจังหวัดปทุมธานี นายภูไทย กมลวารินทร์ ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี พ.ต.ท.เนติ รุ่งฟ้าแสงอรุณ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปากคลองรังสิต และพันธมิตรสำคัญ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) โดย นายสรศักย์ ชยารักษ์ ผู้อำนวยการกลยุทธ์องค์กรและการลงทุน ร่วมกันปลูกต้นโกงกาง และต้นลำพู กว่า 70 ต้น บนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากว่า 70 เมตร เพื่อเป็นปราการทางธรรมชาติในการฟื้นฟูระบบนิเวศริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สมบูรณ์ในการปกป้องหน้าดิน ซึ่งระบบรากของต้นไม้ทั้ง 2 ชนิดมีความพิเศษที่ยึดเกาะดินได้อย่างแน่นหนา ลดการปะทะกัดเซาะจากคลื่นลมพายุ รวมถึงยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่สำคัญ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ในการเติบโตซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมยังช่วยดูดซับสารพิษ กรองเศษขยะและสิ่งเจือปนทำให้น้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำมีความสะอาดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในจังหวัดปทุมธานี เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

นายพงษ์ศักดิ์ ศัพทเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 1 สำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความสำคัญในโครงการ ฯ นี้ว่า “สำหรับโครงการ MBK Green Community สรรค์สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสู่สังคมที่ยั่งยืน ในปีนี้ เรามุ่งเน้นใน 3 วัตถุประสงค์หลัก ประการแรกคือ การปลูกฝังจิตสำนึกและรณรงค์ให้พนักงานในเครือเอ็ม บี เค ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาธรรมชาติอย่างแท้จริง ประการต่อมาคือการตอบรับนโยบาย ESG เพื่อขับเคลื่อนมิติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำในการเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อโลกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 (Net Zero Emissions) และประการสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อเสริมทัศนียภาพให้กับ ริเวอร์เดล มารีน่า) ซึ่งเราตั้งใจยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์คสีเขียวที่ให้บริการด้านกิจกรรมทางน้ำอย่างครบวงจรริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการสร้างระบบนิเวศที่ดีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และสนับสนุนทุกกลุ่มธุรกิจในเครือเอ็ม บี เค ให้เติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกด้วย”

นายปราโมทย์ เกตุทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารออกแบบและปฏิบัติการงานโครงการ บริษัท กรีน เอเลเมนท์ จำกัด จิตอาสาของ MBK CARE เผยความตั้งใจในการขยายพื้นที่สีเขียวภายในโครงการริเวอร์เดล ดิสทริค ว่า “ทางเอ็ม บี เค เริ่มรณรงค์การปลูกต้นไม้ ที่ใช้ในโครงการริเวอร์เดล ดิสทริค ทั้งในพื้นดินและขยายไปบริเวณริมน้ำบริเวณ ริเวอร์เดล มารีน่า ด้วยการปลูกไม้ธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น โกงกาง ลำพู เพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะตลิ่ง พร้อมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ตัวเล็ก คืนความร่มรื่นและสมดุลให้กับระบบนิเวศริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน และมอบความร่มรื่นให้แก่โครงการฯ ในระยะยาว”




ทางด้าน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงการปลูกต้นโกงกางและต้นลำพูบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาว่า “การปลูกต้นไม้ทั้ง 2 ชนิด เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของพื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำในจังหวัดปทุมธานี อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของการทรุดตัวในระยะยาว ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมวางแผนบูรณาการแนวคิดดังกล่าวเข้าสู่การบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการปลูกและฟื้นฟูพืชท้องถิ่นให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษา เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของปทุมธานี”
ปิดท้ายที่ นายธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศมนตรีเมืองบางกะดี กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของต้นลำพู ที่ปลูกในวันนี้ ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากเป็นพืชที่เอื้อต่อการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย หากมีการดูแลและส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม จะสามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวชมหิ่งห้อยริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความตระหนักด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่
กันไป”

#MBK #MBKGreenCommunity #MBKCARE

20 เมษายน 2569

GIT “การประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 20”

ฉลอง 20 ปีแห่งศิลปะและความเปล่งประกาย  เชิญร่วมส่งผลงานการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เดินหน้าสานต่อบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล ด้วยการจัด “การประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 20” เนื่องในโอกาสครบรอบสองทศวรรษของโครงการ ภายใต้แนวคิด “Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry” ซึ่งสะท้อนการเดินทางแห่งความงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เวทีการประกวดดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการค้นหาและพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 

สำหรับปี 2569 การประกวดออกแบบเครื่องประดับยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจจากทั่วโลก โดยผู้สมัครจะต้องนำเสนอผลงานในรูปแบบ “คอลเลกชัน” จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้น ซึ่งต้องประกอบด้วยสร้อยคอร่วมกับเครื่องประดับประเภทอื่น เช่น ต่างหู แหวน หรือกำไล เพื่อสะท้อนความสมบูรณ์ของแนวคิดการออกแบบ ผลงานสามารถจัดทำได้ทั้งในรูปแบบภาพวาดลงสี หรือภาพดิจิทัล โดยต้องมีการอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องเป็นผลงานใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่หรือได้รับรางวัลจากที่ใดมาก่อน ผู้เข้าประกวดสามารถเลือกใช้วัสดุได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี โลหะมีค่า หรือวัสดุร่วมสมัย เช่น ไม้ เรซิ่น หรือเทคนิคผสมผสานต่าง ๆ โดยผลงานจะต้องสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตจริงและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 3 คอลเลกชันต่อคน ผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ หรือจัดส่งเอกสารและผลงานทางไปรษณีย์ กำหนดเปิดรับสมัครและส่งพลอยเจียระไนเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในรอบแบบวาด และพัฒนาสู่การผลิตผลงานจริงสำหรับรอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการจัดแสดงและเผยแพร่ในระดับนานาชาติ รวมถึงมีโอกาสได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ 

นอกจากเวทีการออกแบบเครื่องประดับแล้ว GIT ยังจัด “การประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ครั้งที่ 2” ควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมทักษะช่างฝีมือและยกระดับมาตรฐานการเจียระไนสู่ระดับสากล ภายใต้หัวข้อ “Facet Alchemy” โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าประกวดจะต้องส่งผลงานพลอยเจียระไนจริงตามประเภทที่กำหนด ทั้งในกลุ่มพลอยเนื้อแข็งที่ต้องใช้พลอยสังเคราะห์ และกลุ่มพลอยทั่วไปที่เปิดกว้างด้านความคิดสร้างสรรค์ ผลงานทั้งหมดจะถูกพิจารณาจากความแม่นยำ ความงดงาม และศักยภาพเชิงศิลปะและเทคนิค ก่อนประกาศผลและจัดแสดงผลงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การจัดประกวดทั้งสองโครงการในปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขัน หากยังเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดให้ทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านเว็บไซต์ทางการของการประกวด www.gitwjda.com 

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook Fan Page : GIT’s World Jewelry Design Award

07 เมษายน 2569

กรมการท่องเที่ยวผนึกกำลังตำรวจท่องเที่ยว ลุยจับบริษัททัวร์ “นอมินีภูเก็ต”

สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 2569

วันนี้ (7 เมษายน 2569) กรมการท่องเที่ยวร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยว พร้อมบูรณาการความร่วมมือยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วง High Season ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก กรมการท่องเที่ยวจึงได้มอบหมายให้ นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ในฐานะนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง พร้อมด้วย นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาภาคใต้ เขต 2 (จังหวัดภูเก็ต) ลงพื้นที่ร่วมกับ พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ยกระดับมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างรอบด้าน โดยมีการประชุมติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวในพื้นที่ พร้อมตรวจพนักงานผู้ให้บริการเรือนำเที่ยว ณ ท่าเทียบเรือ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า เพื่อตรวจสารเสพติดกัปตันเรือและพนักงานประจำเรือ สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ขณะที่กรมการท่องเที่ยวได้ให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับมาตรฐานการให้บริการที่เหมาะสม การดูแลนักท่องเที่ยว และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ซึ่งร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ตรวจพบการกระทำผิดกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 2 ราย รายแรกเข้าข่ายเป็นนอมินี ซึ่งมีโครงสร้างกรรมการไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 17 (1) (ก) กำหนดให้กรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย จึงดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาต สำหรับรายที่สอง ประกอบธุรกิจโดยมีสถานที่ตั้งไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 22/2 การประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีสาขา ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวสาขาจากนายทะเบียนด้วย จึงดำเนินการปรับพินัยตามกฎหมายต่อไป



อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมการท่องเที่ยวจะร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการของบริษัทนำเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงขอความร่วมมือ

ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจากการจัดทัวร์ราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย และแนะนำให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องได้ที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว www.dot.go.th เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย

ททท. จัดใหญ่ “Maha Songkran World Water Festival 2026”


เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กแห่งความสนุก สาดสุขรับปีใหม่ไทย พร้อมยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ Global Festival


กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเตรียมตอกย้ำภาพลักษณ์ “เทศกาลสงกรานต์ระดับโลก” กับการจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร และงาน “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ที่จะจัดขึ้นวันที่ 11-30 เมษายน 2569 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. พลตำรวจตรีดนุ กล่ำสุ่ม ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 นางสาวรุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวฯ อัดแน่นด้วยกิจกรรมหลากหลายมิติ ทั้งวัฒนธรรม ความบันเทิง และพื้นที่เล่นน้ำ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ของสงกรานต์ที่ทันสมัย เข้าถึงทุกเจเนอเรชัน ตอกย้ำคุณค่าของมรดกโลก พร้อมส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็น “Festival Destination” ของโลก และยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ Global Festival ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต้องมาเยือน โดยคาดการณ์การท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์สร้างเงินสะพัดทั่วประเทศ 30,000 ล้านบาท นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท. พร้อมส่งมอบความสุขรับปีใหม่ไทยผ่าน 2 กิจกรรมไฮไลต์สำคัญ เริ่มจากงาน“Maha Songkran World Water Festival 2026” จัดขึ้นในวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ ในรูปแบบที่ผสานความคลาสสิกงดงามของวิถีไทยเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ เพื่อตอกย้ำสถานะของสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจาก UNESCO พร้อมต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ





ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมตลอด 5 วันเต็ม เริ่มต้นด้วยพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่และขบวนแห่ Maha Songkran World Event ในวันที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. พบกับนางสงกรานต์ประจำปี 2569 “นางรากษสเทวี” โดยโอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 และฑูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก่อนต่อเนื่องด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินไทย ตั้งแต่เวลา 17.00–22.00 น. ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy ที่จะผลัดเปลี่ยนมาสร้างความคึกคักตลอดงาน

นอกจากความบันเทิงจากศิลปินแล้ว เวทีกลางยังเต็มไปด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมและโชว์ร่วมสมัย รวมถึงไฮไลต์การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 1,200 ลำ ที่จะเติมสีสันเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะเดียวกัน โซน “สงกรานต์ 5 ภูมิภาค” เปิดให้สัมผัสเสน่ห์ไทยครบทุกมิติ ตั้งแต่เวลา 11.00–22.00 น. ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น กิจกรรม DIY และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นอัตลักษณ์เด่นจากทั่วประเทศ พร้อมจำลองบรรยากาศเทศกาลงานวัดสุดคลาสสิก ทั้งก่อพระเจดีย์ทราย บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ และกิจกรรมสรงน้ำพระ เสริมความอบอุ่นแบบไทย รวมทั้งยังออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน ทั้งโซนสงกรานต์ผู้สูงอายุ โซนเด็ก โซนอาหารและผลิตภัณฑ์ไทยกว่า 100 ร้านค้า ตลอดจนบูทกิจกรรมจากหน่วยงานพันธมิตรที่มาร่วมสร้างสีสันอย่างคึกคัก ก่อนปิดท้ายความสนุกกับโซนลานเล่นน้ำและเวที EDM ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. ที่ขนทัพดีเจชื่อดังมาปลุกพลังความมันส์ทุกค่ำคืน




ต่อเนื่องด้วยงาน “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10-30 เมษายน 2569 ณ ลานบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเพณีสงกรานต์ไทยผสานคำว่า “เสน่ห์” เข้ากับ “งานศิลปะ” ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของศิลปินไทย โดยจัดแสดงประติมากรรม 3 มิติขนาดใหญ่ จำนวน 6 ชิ้น จากศิลปินไทยชื่อดัง ระหว่างวันที่ 10–30 เมษายน 2569 พร้อมกิจกรรมนันทนาการสร้างสีสัน ในวันที่ 10–15 เมษายน 2569 อาทิ เสวนาศิลปะร่วมสมัยโดยศิลปินไทย ซุ้ม Market ซุ้ม Workshop ซุ้มการละเล่นไทย และกิจกรรม Check-in Challenge เพื่อลุ้นรับของรางวัล Limited Edition ตลอดช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ ททท. ยังได้ร่วมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์กิจกรรมช่วงประเพณีสงกรานต์ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ปีใหม่ไทยที่หลากหลายและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างมีเสน่ห์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เชียงราย แพร่ สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี สงขลา ภูเก็ต ฯลฯ

ททท. คาดว่าภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง สะท้อนแรงส่งของประเพณีสงกรานต์ในฐานะเวิลด์เฟสติวัลที่เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนทั้งการเดินทางและเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างแกร่ง








04 เมษายน 2569

จังหวัดกำแพงเพชร ท่องเที่ยวและกีฬาฯ จับมือภาคีเครือข่าย เปิดงาน “ถึงแล้วคราฟท์...กำแพงเพชร ปี 3”

จังหวัดกำแพงเพชร ท่องเที่ยวและกีฬาฯ จับมือภาคีเครือข่าย เปิดงาน “ถึงแล้วคราฟท์...กำแพงเพชร ปี 3” ชูพลัง Soft Power และเสน่ห์กล้วยไข่ GI ยกระดับการท่องเที่ยว บรรยากาศคึกคัก

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. ที่สวนสาธารณะ 12 ราศี สิริจิตอุทยาน ริมปิง อำเภอเมืองกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร มอบหมายให้ นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “ถึงแล้วคราฟท์..กำแพงเพชร ปี 3” โครงการสร้างกิจกรรมรองรับการท่องเที่ยว  โดยมี นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก


นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยและการนำ Soft Power มาสร้างมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญมาก การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดกำแพงเพชร ทั้งในด้านงานหัตถกรรม สิ่งทอ อาหารพื้นถิ่น ตลอดจน "กล้วยไข่กำแพงเพชร" ที่ได้รับมาตรฐาน GI อีกด้วย




ทางด้าน นายปริญญา ถวัลย์อรรณพ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ระหว่างวันที่ 3 - 5 เมษายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพและสร้างความหลากหลายให้กับกิจกรรมการท่องเที่ยว พร้อมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพผ่านแนวคิดการตลาดยุคใหม่ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก ททท. สำนักงานสุโขทัย, เรือนจำกลางกำแพงเพชร, เทศบาลเมืองกำแพงเพชร และพันธมิตรทุกภาคส่วน


สำหรับไฮไลท์ภายในงาน ประกอบไปด้วยบูทกิจกรรมกว่า 100 บูท ที่ขนทัพทั้งงานศิลปะ หัตถกรรม อาหาร ดนตรี กิจกรรม Workshop จากชุมชนและผู้ประกอบการ รวมถึงการแสดงความสามารถของเยาวชน และการเดินแบบแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนเครือข่ายเพื่อสร้างสีสันในพิธีเปิด


ทั้งนี้ กิจกรรม “ถึงแล้วคราฟท์...กำแพงเพชร ปี 3” มีกำหนดจะจัดขึ้นไปจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569  ณ สวนสาธารณะ 12 ราศี สิริจิตอุทยาน ริมปิง ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์วิถีคราฟท์และร่วมอุดหนุนสินค้าจากชุมชนได้ตลอดการจัดงาน

บีไชน์ จัดโปรแรงรับซัมเมอร์! “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติสกัดเข้มข้น 4 เท่า!

จากสวิตเซอร์แลนด์ ดูแลผิวใส เสริมภูมิคุ้มกว่า เพียง 39 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด มอบความคุ้มค่าต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับ “บีไชน์ เนเจอร์ซี (B Shine Nature C) สูตรใหม่” วิตามินซีจากธรรมชาติ 100% ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แค่วันละเม็ด ขนาดซองพกพา (บรรจุ 5 เม็ด แถมฟรี 1 เม็ด ทันทีในซอง) ลดราคาพิเศษเหลือเพียง 39 บาท (จากราคาปกติ 49 บาท) และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 38 บาท เท่านั้น หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 เมษายน 2569 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทุกสาขาทั่วประเทศ

“บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ อะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก.” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพและผิวพรรณเชิงป้องกัน โดยมีส่วนประกอบหลักจาก อะเซโรลา เชอร์รี่ สกัดเข้มข้น 1,000 มก. (เทียบเท่าผลอะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก. เข้มข้นถึง 4 เท่า) คุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผสานคุณค่าสารสกัดจากผักและผลไม้หลากหลายชนิด ได้แก่ ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์สูง เพิ่มการดูดซึมได้และเสริมการทำงานของวิตามินซีได้มากกว่า, สารสกัดจากทับทิม, สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่, เบอร์รี่รวม 6 ชนิด และแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ อ่อนเยาว์ และช่วยส่งเสริมการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น มาในรูปแบบสูตรที่อ่อนโยนต่อทางเดินอาหาร ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย เหมาะสำหรับการรับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 1 เม็ด ทุกวัน หลังมื้ออาหารเช้าหรือกลางวัน เพื่อประโยชน์สูงสุด แข็งแรงทุกวันได้ด้วย บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ วันละเม็ด

ส่วนประกอบสำคัญต่อ 1 เม็ด อะเซโรลาเชอร์รี่สกัด 1,000 มก., ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 100 มก., เบอร์รี่มิกซ์ 120 มก., สารสกัดจากทับทิม 70 มก., สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ 23.75 มก., แคโรทีนอยด์ 7.5% 23.75 มก., 

บีไชน์ นูทริชั่น พลัส ยังคงมุ่งมั่นคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก มากว่า 15 ปี เพื่อมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ให้แก่คนไทยทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้นทุกเพศทุกวัย 

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.bshine.co.th/NaturC_landingpage/, Facebook Fanpage: B Shine

TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus และ Line Official: @Bshine

31 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย คว้า 2 รางวัล “สุดยอดแบรนด์ – องค์กร”


ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BrandAge ร่วมแสดงความยินดีกับ นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัล “2026 Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 (2004-2026) จากผลวิจัยความนิยมโดยนิตยสาร BrandAge ที่ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สะท้อนความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นให้วิริยะประกันภัยดูแลความเสี่ยงในทุกสถานการณ์ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับรางวัล “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company” โดยได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นครั้งที่ 5 (2020 และ 2023-2026) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐาน “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” ณ Prestige Hall Grande Centre Point Prestige Bangkok


ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BrandAge ร่วมแสดงความยินดีกับ นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัล “2026 Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 (2004-2026) จากผลวิจัยความนิยมโดยนิตยสาร BrandAge ที่ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สะท้อนความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นให้วิริยะประกันภัยดูแลความเสี่ยงในทุกสถานการณ์ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับรางวัล “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company” โดยได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นครั้งที่ 5 (2020 และ 2023-2026) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐาน “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” ณ Prestige Hall Grande Centre Point Prestige Bangkok



ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งมอบมาตรฐานบริการด้วยหัวใจ จนได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยยังคงครองความเป็น “แบรนด์ประกันภัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุด” อย่างต่อเนื่อง ด้วยคะแนนสูงสุดร้อยละ 29.30 ขณะเดียวกัน ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น “บริษัทประกันวินาศภัยที่คนไทยชื่นชมมากที่สุด” ด้วยผลคะแนนรวมสูงสุด 7.52 และมีคะแนนโดดเด่นในด้าน Corporate Image, Management, Sustainable Development และ Excellence Service โดยในปี 2026 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนานวัตกรรมงานบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของผู้บริโภค ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายบุคลากรทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทยอย่างมั่นคงและเข้มแข็งทุกสถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน”