15 กรกฎาคม 2569
ประไพพิศ จารุวดีรัตนา บทบาทผู้บริหารโรงแรมแกรนด์สิริ รีสอร์ท เขาใหญ่
เที่ยวเขาใหญ่ แวะ คาเฟ่โทนเมดิเตอร์เรเนียน มายอร์ก้า เขาใหญ่

Mallorka ไลฟ์สไตล์คาเฟ่สุดเก๋ที่เต็มไปด้วยมู้ดสบายๆ ในสวนสวยในแบบฉบับเดียวกับร้านสูท Jin Vondervic ของผู้เป็นเจ้าของร้านเดียวกัน โดยในส่วนของ Mallorka แห่งนี้นั้น มาพร้อมความโดดเด่นด้านการตกแต่งร้านที่ให้กลิ่นอายบรรยากาศเรียบง่าย สบายๆ ผ่านเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋หลากหลายวัสดุ ทั้งงานไม้ เครื่องหนัง โลหะ ซึ่งคุมโทน สร้างคาแร็กเตอร์ร้านแบบสไตล์ยุโรปได้ราวกับยกคาเฟ่ ตึกรามบ้านช่องของชาวตะวันตกมาไว้ที่นี่เลยทีเดียว
สำหรับที่นี่ เครื่องดื่มหลัก ๆ จะเน้นเสิร์ฟเมนูกาแฟคลาสสิก ที่ดื่มง่าย สามารถดื่มได้ทุกวัน ควบคู่ไปกับเมนูเบเกอรีที่หลากหลาย วางเรียงรายให้เลือกสั่งมารับประทานคู่กับกาแฟ การเสิร์ฟคู่ความอร่อยตามแบบวิถีของชาวยุโรปที่แท้มาให้เหล่าบรรดานักชิมและคาเฟ่ฮอปเปอร์ชาวไทยได้สัมผัสวัฒนธรรมการกินดื่มท่ามกลางบรรยากาศที่ได้ฟีลเหมือนอยู่ต่างประเทศจริง ๆ
เมนูกาแฟสุดพิเศษ ที่ถูกรังสรรค์โดยบาริสต้าของที่ร้าน ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงเมนูขนมของว่างต่างๆ ที่ร้านก็มีครบให้คุณเลือกทานได้อีกหลากหลายเมนู รับรองว่าถูกปากถูกใจทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่ามาที่นี่แฮปปี้กันได้ทั้งครอบครัวเลย
Mallorka Khaoyai เป็นคาเฟ่ผสมผสานความสวยงามของสถาปัตยกรรมสไตล์สเปนเข้ากับธรรมชาติของเขาใหญ่ คาเฟ่ที่มีทั้งกาแฟ อาหาร และขนมไว้ในที่เดียว ต้องตามมาเช็คอิน ครอบครัวไหนเป็นสายชิล หรืออยากหาที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ร้านถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นที่สีเขียวแสนร่มรื่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ ที่ร้านมีที่นั่งทั้งโซน outdoor และ indoor ให้คุณสามารถนั่งจิบกาแฟชิลได้ทั้งวัน นั่งชิลจิบกาแฟหอมๆ ท่ามกลางขุนเขา อากาศบริสุทธิ์สดชื่น
เมนูต่าง ๆ และของหวาน กาแฟ มีให้เลือกทั้งแบบคลาสสิก (ลาเต้, คาปูชิโน) และ Signature พิเศษ เช่น Tiramisu Latte เครื่องดื่ม Non-Coffee มีหลากหลาย ทั้งมัทฉะ ชาผลไม้ และอิตาเลียนโซดา ขนมหวานในตู้โชว์น่าทานมาก ๆ มีทั้ง Tiramisu, Mousse Cake, Panna Cotta, และเบเกอรี่อย่าง Scones, Croissant แถมในเมนูยังมี French Toast ที่เสิร์ฟพร้อมผลไม้สดอร่อยมาก
เมนูกาแฟสุดพิเศษที่ถูกรังสรรค์โดยบาริสต้าของที่ร้าน ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงเมนูขนมของว่างต่างๆ ที่ร้านก็มีครบให้คุณเลือกทานได้อีกหลากหลายเมนู รับรองว่าถูกปากถูกใจทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่ามาที่นี่.....แฮปปี้กันได้ทั้งครอบครัวเลย
สายคาเฟ่คนไหนมาเที่ยวเขาใหญ่ แนะนำ Mallorka Khaoyai ที่ซ่อนตัวอยู่ในเขาใหญ่
พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hRmsvN1nBFHcLY5j8
ที่อยู่ : ตำบล หมูสี อำเภอปากช่อง นครราชสีมา
ร้านเปิดบริการ : 08.30 - 17.30 น.
เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/Mallorka Khaoyai
#MallorcaKhaoyai #toptotravel
#Mallorka #MallorkaKhaoyai
#คาเฟ่เปิดใหม่เขาใหญ่
#CafeKhaoya #ชัญญ่าว่าดี
14 กรกฎาคม 2569
พญาไท-เปาโล เดินหน้าสู่ HealthTech Company
สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม ขับเคลื่อนอนาคตสุขภาพไทย
กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น HealthTech Company ด้วยการสร้าง "Innovation Culture" ให้เป็นรากฐานของการพัฒนาองค์กร ผ่านเวที The Ppitch Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องและต่อยอดผลงานนวัตกรรม ของบุคลากร พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยี งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์ มาพัฒนาประสบการณ์การดูแลสุขภาพ และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับระบบสาธารณสุขไทย
นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสุขภาพกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพการดูแลรักษา องค์กรจึงไม่ได้มุ่งพัฒนาเพียงบริการทางการแพทย์ แต่ให้ความสำคัญ กับการสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกคนสามารถคิดค้น ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง"เราเชื่อว่านวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของ หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในองค์กร The Ppitch Awards จึงไม่ใช่เพียงเวทีประกวดผลงาน แต่เป็นกลไกสำคัญ ในการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าทดลอง และร่วมกัน สร้างคุณค่าใหม่ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยและสังคมในระยะยาว"
ตลอดกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ Center of Private Research and Innovation Accelerator (CPRIA) และ Phyathai–Paolo Innovation Lab (PIL) ได้ร่วมกันวางรากฐานระบบบริหารจัดการนวัตกรรมขององค์กร อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนการต่อยอดสู่การ ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 56001 Innovation Management System ซึ่งเป็นมาตรฐานการบริหารจัดการ นวัตกรรมระดับสากล และเป็นองค์กรแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรอง มาตรฐานดังกล่าว
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาสะท้อนศักยภาพของบุคลากรและความเข้มแข็ง ของระบบนวัตกรรมภายในองค์กร ปัจจุบันมีการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญารวม 76 ผลงาน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 25 ผลงาน ส่งผลให้ปัจจุบัน มีผลงานนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและการพัฒนาเชิงพาณิชย์รวม 80 ผลงาน ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมด้านการรักษา การบริการ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ตัวอย่างผลงานที่สะท้อนการเปลี่ยนองค์ความรู้จากการปฏิบัติงานจริงสู่การสร้างคุณค่า ได้แก่ Smart X นวัตกรรมเสื้อพยุงหลังสำหรับผู้ที่มีปัญหา ออฟฟิศซินโดรม, NPI Smart Mattress ที่ใช้เทคโนโลยี AI ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับ รวมถึง Laparo Bag นวัตกรรมถุงเก็บชิ้นเนื้อสำหรับการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งได้ลงนาม Licensing Agreement กับบริษัท ไบโอคลาส จำกัด เพื่อนำไปผลิตและจัดจำหน่าย ในเชิงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญของการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากงานวิจัย ภายในองค์กรสู่ภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมควบคู่กันนี้ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลยังเดินหน้าสร้างระบบ Open Innovation ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรด้านเทคโนโลยีสุขภาพ มากกว่า 40 ความร่วมมือ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัย และเร่งการสร้างนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์ระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากการสร้างนวัตกรรมใหม่ องค์กรยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร ผ่านแพลตฟอร์มและบริการสำคัญ อาทิ Health Up, Telecare, Smart Check-up, Electronic Medical Record (EMR), Speech-to-Text และ Fitpoint ซึ่งช่วยเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพแบบไร้รอยต่อ พร้อมต่อยอดสู่บริการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การดูแลเชิงป้องกันและการมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว
งาน The Ppitch Awards 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Celebrating Ideas, Creating the Future" เพื่อยกย่องบุคลากรผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม พร้อมผลักดันให้แนวคิดที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 103 โครงการ และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 11 โครงการ โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัล Gold Award มีจำนวน 5 รางวัล และ Silver Award จำนวน 6 รางวัล ขณะที่ CEO Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผลงานที่โดดเด่นด้านการสร้าง ผลกระทบเชิงบวกต่อองค์กรและผู้รับบริการ ได้แก่ ทีม OmniSkills นอกจากนี้ ยังมี BDMS Fast Track จำนวน 4 รางวัล เพื่อสนับสนุนการต่อยอดผลงาน นวัตกรรมที่มีศักยภาพสู่การพัฒนาในระดับเครือ BDMS และการนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง
นายอัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดจากจำนวนสิทธิบัตร ผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่สะท้อนผ่าน "วัฒนธรรมนวัตกรรม" ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และต่อยอดแนวคิดใหม่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นคุณค่าที่ส่งผลต่อผู้ป่วย องค์กร และระบบสุขภาพในวงกว้าง
"อนาคตของระบบสุขภาพจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนเข้าด้วยกัน เราจึงมุ่งสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมที่เชื่อมโยงบุคลากร นักวิจัย สถาบันการศึกษา สตาร์ทอัพ และพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้แก่ผู้ป่วย สังคม และประเทศ"
ภายใต้วิสัยทัศน์ "We will be the Most Admired and Trusted Private Hospital Group" เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโลยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมสุขภาพ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรจากผู้ให้บริการ ทางการแพทย์สู่ HealthTech Company และร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็น World Medical Hub และสังคมแห่ง Healthy Longevity อย่างยั่งยืน
“รางวัลเกียรติยศด้านการลดก๊าซเรือนกระจก” ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050”
ลิ้มลองความอร่อยระดับจักรพรรดิ ณ ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น
ที่ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบรรยากาศหรูหราผสานความร่วมสมัยอย่างลงตัว กับเซตเมนู เริ่มต้นเปิดต่อมรับรสด้วย “ออร์เดิร์ฟสามสหาย” รสสัมผัสกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ตามด้วย “ซุปหูฉลามทะเลหลวง” ร้อนระอุ หอมละมุนจากการเคี่ยววัตถุดิบธรรมชาติจนเข้มข้น ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดคือ
SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 สืบสานภูมิปัญญา สู่เศรษฐกิจงานศิลปหัตถกรรมที่ยั่งยืน
เดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยมและหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องอัตลักษณ์ชาติ” สู่เวทีโลก
สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 พร้อมเดินหน้าบทบาทการเป็นนักปั้น ขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นองค์กรหลักในการ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาคน องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ และตลาด ควบคู่กับการสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด Sustainable Craft Business Model พร้อมจัดเสวนา "ราชพัสตราสู่สากล" ถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมในฐานะต้นแบบการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของ SACIT ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะหน่วยงานหลักด้าน การส่งเสริม อนุรักษ์ และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย โดย SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือไทย การต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย และการเปิดโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของงานศิลปหัตถกรรมทั้งระบบ โดยมองว่างานหัตถศิลป์มิใช่เพียงรักษา สืบสานคุณค่าองค์ความรู้ให้คงอยู่ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศได้ในระยะยาว
“SACIT จึงทำหน้าที่เป็น 'นักปั้น' ที่ร่วมขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน องค์ความรู้และภูมิปัญญาของครูศิลป์ ครูช่าง และช่างฝีมือไทยสู่คนรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานหัตถศิลป์ และ การส่งเสริม ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ และชุมชนหัตถกรรม ผ่านการสร้างโอกาสทางการตลาด ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน"
นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปีนี้ และต่อยอดไปสู่ปี 2570 คือการเดินหน้าขับเคลื่อน Sustainable Craft Business Model ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Craft Value Chain) โดยมุ่งพัฒนา "คน ผลิตภัณฑ์ และตลาด" ควบคู่กับการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
“ภารกิจของ SACIT ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่ในความทรงจำ แต่คือการทำให้งานหัตถศิลป์ไทยมีชีวิต มีผู้สืบทอด มีผู้ใช้ มีตลาด และมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพในเวทีโลก โดยยังคงรักษารากเหง้าและคุณค่าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมอย่างแท้จริง” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว
ผศ.ดร.อนุชา กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่ 5 ก้าวสู่ปีที่ 6 ครั้งนี้ ยังได้จัดเสวนา “ราชพัสตราสู่สากล” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาต่อยอดสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นภาพแทนของภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมไทยจากหลากหลายแขนง ทั้งการทอผ้า การย้อมสี การปัก การทำเครื่องประดับ งานโลหะ และงานหัตถศิลป์อีกหลายสาขา ที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติและได้รับการยอมรับในระดับสากล แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านนิทรรศการ "La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity" ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่ง SACIT ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของ ภูมิปัญญา งานช่าง และอัตลักษณ์ไทยในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม และการทูตวัฒนธรรม จนได้รับกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง และสะท้อนศักยภาพของไทยในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล
“สำหรับ SACIT การส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันคุณค่าของระบบนิเวศงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ช่างผู้สร้างสรรค์ ชุมชนผู้ผลิต องค์ความรู้ดั้งเดิม ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก"
13 กรกฎาคม 2569
INDECA LIVING ประกาศความร่วมมือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ Luxury Living ในประเทศไทย
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเกร็ก วัตกินส์ กรรมการบริหาร หอการค้าอังกฤษ-ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชั้นนำ ได้แก่ แฟรงก์ แคนเซลโลนี, นลินี เทียนศิริพิพัฒน์, วรกร เติมวัฒนภักดี, วัฒนา โควัฒนาภรณ์, เปรมมนัส สุวรรณานนท์ และอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ และแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งสำคัญ
การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ INDECA LIVING ในการก้าวข้ามบทบาทของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งภายในระดับลักชัวรี ที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ ศิลปะการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจจากนานาชาติเข้าด้วยกัน
คุณพิรพรรณ ภูมิวสนะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง กล่าวว่า “ผู้บริโภครสนิยมสูงในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาประสบการณ์ คุณค่า และตัวตนที่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิต INDECA LIVING สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ คุณภาพของวัสดุชั้นเลิศและความเป็นสากล เรามุ่งมั่นที่จะนำแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาสู่ประเทศไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของตลาดลักชัวรีไลฟ์สไตล์ไทยในระยะยาว”
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวคือความร่วมมือกับแบรนด์สำคัญคือ Timothy Oulton แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านการผสมผสานงานฝีมือ วัสดุแท้ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งของเก่าเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์
โอลิเวอร์ โอลตัน ผู้สืบทอดเจเนอเรชันที่สามของแบรนด์ Timothy Oulton กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ Timothy Oulton คือการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ ความดั้งเดิมของวัสดุ และมรดกของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เรามองเห็นศักยภาพของตลาดไทยและเชื่อว่า INDECA LIVING จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และตัวตนของแบรนด์สู่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็น Authentic Luxury
นอกจากนี้ยังมี Andrew Martin แบรนด์ชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลจากแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและการเดินทางทั่วโลก
มาร์ติน วอลเลอร์ ผู้ก่อตั้ง Andrew Martin กล่าวว่า “การออกแบบที่ดีควรสะท้อนเรื่องราว วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความเข้าใจและให้คุณค่ากับงานออกแบบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ INDECA LIVING ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์ด้านการออกแบบของ Andrew Martin สู่กลุ่มลูกค้าชาวไทยที่มีรสนิยมและเปิดรับมุมมองระดับสากล”
นอกเหนือจากการนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกแล้ว INDECA LIVING ยังมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับนักออกแบบ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากล
การเปิดตัว INDECA LIVING ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดพื้นที่แห่งใหม่สำหรับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแต่ยังเป็นการประกาศบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดศักยภาพของอุตสาหกรรมลักชัวรีไลฟ์สไตล์และการออกแบบระดับโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากแบรนด์ชั้นนำที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญ





















































