30 เมษายน 2569

วัสดุนิยม เปิดตัว Thematic Pavilion "The tenth Light" ในงานสถาปนิก 69

บริษัท วัสดุนิยม จำกัด ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางตลอดทศวรรษผ่าน Thematic Pavilion 2026 ภายใต้ชื่อ "THE TENTH LIGHT พาวิลเลียนที่สะท้อนการเดินทางตลอด 10 ปีของแบรนด์ผ่านแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ Aurorล หรือแสงเหนือ ซึ่งเปล่งประกายอย่างโดดเด่นตามวัฏจักรของเวลา เปรียบเสมือน "แสงแห่งปีที่ 10" ของวัสดุนิยม อันเป็นช่วงเวลาที่แบรนด์กำลังส่องสว่างอย่างชัดเจนที่สุดซึ่งแนวคิดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับธรรมชาติของแสงออโรร่าที่จะมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในรอบประมาณ10-11 ปี สะท้อนการเติบโต การสั่งสมประสบการณ์ และการก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญของแบรนด์



Thematic Pavilion 2026 นี้จัดแสดงภายในงาน ASA Architect Expo 2026 (งานสถาปนิก'69) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก "SATI : WISDOM : PROMPT นับเป็นงานแสดงนิทรรศการด้านสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีอาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 38โดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัปถัมภ์ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ 1 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สิรวิชญ์ มันคงธนาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัสดุนิยม จำกัด กล่าวว่า "THE  TENTH LIGHT  ไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของวัสดุนิยม แต่เป็นจุดยืนสำคัญของแบรนด์ว่า เราเชื่อในพลังของวัสดุที่ดี วัสดุที่ไม่ได้จบแค่ความสวยงามหรือการใช้งานเฉพาะหน้า แต่ต้องอยู่ได้นาน ไปต่อได้ และมีความหมายต่ออนาคตของการออกแบบ เราต้องการให้ผู้คนมองไม้เทียมในมุมใหม่ ไม่ใช่เพียงวัสดุที่สามารถถูกเลือกใช้ได้อย่างตั้งใจโดยนักออกแบบ สถาปนิก และผู้ที่เห็นคุณค่าของงานวัสดุอย่างแท้จริง

สำหรับแนวคิดของพาวิลเลียนครั้งนี้ มิได้มุ่งสื่อสารเพียงการครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ แต่เป็นการใช้พื้นที่จัดแสดงเป็นสื่อกลางในการตั้งคำถามใหม่กับ "วัสดุ" ว่าวัสดุที่ดีไม่ควจบลงเพียงแค่การใช้งาน หากควรมีศักยภาพที่จะ "ไปต่อได้" ทั้งในมิติของการออกแบบ การใช้งานระยะยาว ตลอดจนปลายทางของวัสดุในอนาคตโดยถ่ายทอดผ่านแนวคิดการขอกแบบ Layer / Flow / Continuity


“ทุกครั้งที่งานจบลงพาวิลเลียนที่เคยสวยงามพวกนี้ จะยังเป็นวัสดุที่สามารถใช้งานต่อได้หรือไม่”คำถามนี้อาจผ่านเข้ามาในหัวใครหลายคน ในงานสถาปิก’69 วัสดุนิยม เลือกที่จะไม่แค่ตั้งคำถาม แต่พิสูจน์ให้กับตาผ่าน Thematic Pavilion ที่บอกเล่าเรี่องราวว่า “พาวิลเลียนไม่ควรจบลงในฐานะขยะ”

Thematic Pavilion เป็นผลงานการออกแบบจาก HAA Studio ที่ชวนให้คุณเงยหน้ามองขึ้นไป  คุณจะเห็นระแนงไม้กว่า 2,700 ชิ้นไม่ได้ถูกวางแบบสุ่ม แต่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจให้เป็นภาพแทนของ “แสงออโรร่า” แสงที่เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง และสวยงามทุกครั้งที่ปรากฏ เหมือนการเดินทางตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของวัสดุนิยม ที่ไม่หยุดพัฒนา และไม่หยุดหาคำตอบใหม่ระแนงไม้กว่า 2,700 ชิ้น ถูกติดตั้งด้วยระบบแขวน เพื่อให้ถอดออกได้โดยไม่เสียสภาพ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้จริง แม้ง่นจะจบลง วัสดุนิยมเลือกใช้ 3 นวัตกรรม หรือ “3A” เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์

APC (Aluminium Plastic Composite) ระแนงไม้เทียมที่สวนเหมือนไม้จริง แกนอลูมิเนียม ผิว BRC

ASA (Acrylonitrile Styrene Acrylate) ชั้นปิดผิวทนแดด ทนความร้อน และการสึกหรอ ช่วยยือดอายุ
การใช้งาน

AEF ( Advance Engineered Flooring) พื้นภายในพาวิลเลียน ที่มีลวดลายไม้ธรรมชาติ และติดตั้งได้รวดเร็ว

ภายในพื้นของพาวิลเลียนมีผลงานการออกแบบของสถาปนิก 4 คน 4 ผลงาน ภายใต้หัวข้อ
“The Tenth Light”

“Sawadust - เศษที่ไม่หาย” ผลงานของ คุณวสุ นำวัสดุเศษ WPC มาสร้างเป็น Bike Rack

“Lc To 1928 – ดินที่เกิดใหม่” ผลงานของ คุณ จูน เซคินโน โดยหยิบวัสดุ Recoplast Bloc มาสร้างใหม่เป็น โซฟา และโต๊ะ

“Recolamp – แสงที่ผ่านวัสดุ” ผลงานของ คุณเป้ ไอดิน ที่สร้างมุมมองใหม่ให้กับวัสดุ Recoplast
ให้กลายมาเป็น โคมไฟ

“Recrete : EQOS – น้ำหนักของวันข้างหน้า” ผลงานของคุณ เมา อานนท์ เลือกวัสดุ Recrete มาทอดลอง และสร้างเป็นอิฐบล็อคยุคใหม่ 

ด้วยการเล่าเรื่องผ่าน Thematic Pavilion ของแบรนด์ที่มองว่า “ความชั่วคราว” ไม่ถูกทำให้ “สิ้นเปลือง”
อีกต่อไป ชวนเราได้ติดตามต่อว่าผลงานชิ้นนี้จะจัดวางไว้ที่ไหน และอยู่ในบริบทแบบใด


สัมผัสแสง เงา และวัสดุในมิติใหม่ของงานสถาปัตยกรรมได้ที่ บูธ TP01 งาน สถาปนิก’69

ระหว่างวันที่ 8 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569
เวลา 10.00 - 20.00 น.
Impact Challenger Hall 1–3

#Watsaduniyom #TheTenthLight #สถาปนิก69
#asaarchitectexpo2026 #architect26 #architectexpo2026
#ASAExpo #satiwisdomprompt #สติมาปัญญาพร้อม(ท์)
#ArchitectExpo2026

.

เปิดฉากอย่างเป็นทางการ “สถาปนิก’69”


มหกรรมแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง พร้อมนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลและใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ขานรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงาน สถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” เน้นวางรากฐานภูมิปัญญาใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานและชีวิตที่ต้องปรับตัว ในขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษมากมาย

อีกทั้งดึงผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการออกแบบ-ก่อสร้างครบวงจรบนพื้นที่รวม 75,000 ตร.ม. คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 3 แสนคน ตลอด 6 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างพิธีเปิดงาน สถาปนิก’69 อย่างเป็นทางการว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการวิชาชีพต่างต้องเผชิญกับปัจจัยรบกวน (Disruptions) ทั้งสงคราม โรคระบาด และเศรษฐกิจที่ทำให้การจ้างงานยากขึ้น จนมาถึงการเข้ามาของ AI ที่สร้างความกังวลเรื่องการถูกแย่งงาน ซึ่งกระทบไปในหลากหลายสาขาอาชีพ จึงเกิดการปรับตัวต่อเนื่อง โดยสรุปคือ ตั้งสติรับมือ AI: ปรับตัวจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ความพร้อมในโลกยุคใหม่

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน การจัดงาน สถาปนิก’69 ครั้งนี้จึงจะเป็นพื้นที่ให้คนในวิชาชีพมาช่วยกันค้นหาว่า จุดสมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีคืออะไร เพื่อความยั่งยืนในอนาคต โดยปีนี้จะเป็นเวทียกระดับงานสถาปัตยกรรมไทยสู่สายตานานาชาติที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 75,000 ตร.ม. โดยแบ่ง 70,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งรวมผู้ผลิตผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำของไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 บริษัท

พื้นที่อีกราว 5,500 ตร.ม. เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมของสมาคมฯ โดยรวบรวมผลงานจาก 4 องค์กรวิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้แก่ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย (TIDA), สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย (TALA), สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย (TUDA) รวมถึงบริษัทสถาปนิก สมาชิกสมาคมฯ กว่า 120 บริษัท และสถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง ร่วมจัดแสดงนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ คาดว่างาน สถาปนิก’69 จะได้ผลตอบรับที่ดีมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 325,000 คน

นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมว่า สถาปนิก’69 จะไม่ใช่แค่การจัดแสดงนิทรรศการแล้วจบไป แต่คือการวางหมุดหมายสำคัญ (Milestone) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อองค์ความรู้ที่จะขับเคลื่อนวิชาชีพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว เพื่อพิสูจน์ให้เวทีโลกเห็นว่า สถาปัตยกรรมไทยมีศักยภาพในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่รวดเร็ว


สำหรับนิทรรศการไฮไลต์และกิจกรรมภายในงานแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. THEME EXHIBITION ส่วนนิทรรศการหลัก 2. FORUM ส่วนของงานสัมมนา 3. THE FOUNDATION ส่วนนิทรรศการงานวิชาการ 4. INTELLIGENCE & COLLABORATION PLATFORM ส่วนนิทรรศการสุดยอดผลงานและความร่วมมือทางวิชาชีพ 5. ACTIVITIES AND SERVICES ส่วนงานพื้นที่กิจกรรมและบริการ ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น THAI INTELLIGENCE และนิทรรศการ ASA ALL MEMBER – Thailand Only รวมถึง ASA EMERGING YOUNG ARCHITECTS IN THE AGE OF NEW DISRUPTIONS

ในส่วนกิจกรรมสัมมนา แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. สัมมนาระดับนานาชาติ ASA INTERNATIONAL FORUM รวบรวม Keynote Speakers ระดับโลก และ 2. การสัมมนากลุ่มวิชาชีพ ASA INSPIRATION LAB รวบรวมนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการสมาคมวิชาชีพจาก TIDA, TALA, TUDA และกิจกรรมพิเศษ อาทิ ASA CLUB, ASA KIDS CLUB, ASA NIGHT AWARDS CELEBRATION รวมถึง Exclusive Talk โดย คุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ คุณวุฒิกร คงคา รวมถึงความตื่นตาตื่นใจกับ HERBIE the Autonomous Plant ต้นไม้เคลื่อนที่ได้โดย Futurity Systems

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จัดงาน สถาปนิก’69 เปิดเผยว่า งานในปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการ โดยมีผู้แสดงสินค้าเข้าร่วม 913 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนต่างประเทศ 10% จาก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน อิตาลี โรมาเนีย และโครเอเชีย คาดว่าจะกระตุ้นยอดหมวนเวียนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมได้ถึง 22,000 ล้านบาท


ข้อมูลการลงทะเบียนชมงานล่วงหน้าพบว่าส่วนใหญ่เป็น Professional Visitors ถึง 70% ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อ โดยไฮไลต์สำคัญของปีนี้ ได้แก่ Thematic Pavilion มากถึง 8 พื้นที่ จากความร่วมมือระหว่างแบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบชั้นนำ อาทิ SCG, HAFELE, PANEL PLUS, VANACHAI, WATSADUNIYOM, TODA, BRT INTERTECH และ ALUFRAME พร้อมเปิดตัวรางวัล Thematic Pavilion Designer Choice Award เป็นครั้งแรก และ Palette of Materials Pavilion ที่รวบรวมวัสดุกว่า 800 ชิ้น


งาน สถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT”
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00 – 20:00 น.
ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

การเดินทาง เดินทางสะดวกด้วย MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) เชื่อมสู่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ผ่านประตู Sky Entrance หรือใช้บริการ Minivan Service รับ-ส่งฟรีจาก BTS หมอชิต / MRT สวนจตุจักร และ MRT พระราม 9

เฮเฟเล่ฯ เปิดตัวนวัตกรรมใหม่กว่า 100 รายการ ขยายพอร์ตคลุม 6 หมวด ดันยอดขายโตสวนภาวะตลาด

เฮเฟเล่ ประเทศไทย นำเสนอสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ ครอบคลุม 6 หมวดสินค้า เพื่อสนับสนุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก นักออกแบบ และเจ้าของบ้าน ด้วยโซลูชันที่ครบครันสำหรับทุกพื้นที่ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย โรงแรม ไปจนถึงอาคารพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม และในปี 2569 นี้เฮเฟเล่ได้ขยายกลุ่มสินค้าด้วยนวัตกรรมใหม่กว่า 100 รายการ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือการเปิดตัวกลุ่มสินค้าใหม่ “โซลูชันระบบแสงสว่างเฮเฟเล่”

ด้วยประสบการณ์ระดับโลกยาวนานกว่า 103 ปี และการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 32 ปี เฮเฟเล่มีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน พร้อมเครือข่ายการพันธมิตรให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ทั้งอสังหาฯ สถาปนิก นักออกแบบ ผู้ค้าปลีก และเจ้าของบ้าน ด้วยสินค้าและบริการแบบครบวงจร เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพและคุณภาพในการใช้งานยาวนาน


Mr. John Clare, Managing Director บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เฮเฟเล่มีความเชื่อมั่นในแนวทางการเติบโตที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ผ่านการร่วมคิดและร่วมพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริงตามแนวคิด Co-Creation, Co-Engineering ที่เฮเฟเล่ เรามุ่ง ‘เพิ่มคุณค่าของทุกพื้นที่ไปด้วยกัน’ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือกับลูกค้า ตามปณิธานของบริษัท Maximising the value of space.Together.”
นายประวิตร พงศ์เพชรบัณฑิต, Product Category & Trade Marketing Director บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แนวทางดังกล่าวทำให้ให้เฮเฟเล่เติบโตอย่างต่อเนื่องเหนือกว่าภาพรวมตลาด โดยมียอดขายมากกว่า 4,500 ล้านบาท กลุ่มสินค้าทั้ง 6 หมวด ได้แก่ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับบ้านและอาคาร อุปกรณ์ฟิตติ้งเฟอร์นิเจอร์ และระบบล็อกดิจิทัล ซึ่งเฮเฟเล่เป็นผู้นำตลาด รวมถึงกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ในห้องน้ำ และระบบแสงสว่าง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันที่ครบครันสำหรับทุกพื้นที่และการใช้งาน”ในฐานะแบรนด์จากประเทศเยอรมนี เฮเฟเล่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริการลูกค้าภายใต้แนวคิด Service+
นายพัลลภ คมน์อนันต์ General Manager - Brand and Marketing Communication บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า ทีม Service+ ของเฮเฟเล่พร้อมให้คำแนะนำ สนับสนุนด้านเทคนิค และดูแลหลังการขาย รวมถึงบริการตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทีมีความจำเป็น
เฮเฟเล่ให้ความสำคัญกับระบบแสงสว่างในฐานะกลยุทธ์สำคัญ เพื่อยกระดับอาคารและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงคุณภาพชีวิต โดยผสานแสงสว่างภายในเฟอร์นิเจอร์และภายในห้องเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านระบบที่สามารถควบคุมและตั้งค่าได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อีกทั้งยังออกแบบให้ติดตั้งง่าย และปรับใช้งานได้หลากหลาย
นายพัลลภ คมน์อนันต์ General Manager - Brand and Marketing Communication บริษัท เฮเฟเล่ (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทีม Service+ ของเฮเฟเล่พร้อมให้คำแนะนำ สนับสนุนด้านเทคนิค และดูแลหลังการขาย รวมถึงบริการตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ทีมีความจำเป็น”

#เฮเฟเล่ ให้ความสำคัญกับระบบแสงสว่างในฐานะกลยุทธ์สำคัญ เพื่อยกระดับอาคารและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงคุณภาพชีวิต โดยผสานแสงสว่างภายในเฟอร์นิเจอร์และภายในห้องเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านระบบที่สามารถควบคุมและตั้งค่าได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อีกทั้งยังออกแบบให้ติดตั้งง่าย และปรับใช้งานได้หลากหลาย
ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสนวัตกรรมและโซลูชันด้านการออกแบบล่าสุดจากเฮเฟเล่ ประเทศไทย พร้อมกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษ ภายในงาน Architect ’69 ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ TP05 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ทางเข้าที่ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

28 เมษายน 2569

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก

ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการ เดินรถไฟฟ้า และมาตรฐานด้านความปลอดภัย 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาปรับปรุงพัฒนาการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยการสำรวจความพึงพอใจในครั้งนี้ นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 มีการลงพื้นที่สำรวจทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ร่วมจัดทำขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงคุณภาพมาอย่างยาวนาน และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบการสำรวจและงานวิจัยเช่นเดียวกัน โดยได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการในทุกสถานี ผลปรากฏว่า ผู้ใช้บริการมีระดับความพึงพอใจในด้านต่างๆ จากคะแนนเต็ม 5 ดังนี้

1. ความพึงพอใจโดยรวมด้านการให้บริการ 4.56

2. ด้านความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า 4.57 สะท้อนถึงความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล

3. ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.52 ตอกย้ำความน่าเชื่อถือของระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ให้บริการเดินรถตรงตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด 

4. ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.51 ซึ่งสะท้อนถึงความชัดเจนของข้อมูลเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า และการประชาสัมพันธ์บริการต่างๆ

5. ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.44 แสดงถึงการออกแบบสถานีและขบวนรถไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานของผู้โดยสารทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

6. ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.50 ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขอบคุณความไว้วางใจที่ผู้โดยสารมีต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วยดีเสมอมา


ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้พัฒนาและยกระดับการให้บริการที่สำคัญหลายด้าน ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านความปลอดภัย และด้านคุณภาพเดินรถไฟ้าและการให้บริการ โดยผลสำรวจในครึ่งปีแรกนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสานสีแดง ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน โดยดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% นอกจากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแล้ว บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ด้วยการเดินหน้าพัฒนาการเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง หรือ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีได้อย่างสะดวก รวมถึงพัฒนาการให้บริการทุกๆด้าน โดยยึดถือความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ด้วยดีเสมอมา และเราขอสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกมิติ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

27 เมษายน 2569

"DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ประสบความสำเร็จ

ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์

มหกรรมการแข่งขันอานาซีด ดนตรีกวีศิลป์  "DAI Voice Thailand และ DAI Voice ASEAN 2026" ได้เสร็จสิ้นลงอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน  ขับเคลื่อนโครงการโดย นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ,นางปุณณานันท์ ทองหยู ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปัตตานี รวมทั้งชมรม DAI Voice ปัตตานี และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน กระทรวงมหาดไทย

โดยเวทีการแข่งขัน DAI Voice Thailand-ASEAN 2026 นับเป็นการแข่งขันซีซั่นที่ 8 การจัดงานมุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพเยาวชนและศิลปินด้านดนตรีกวีศิลป์ ควบคู่กับการสืบสานอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดปัตตานีและจังหวัดชายแดนภาคใต้  ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ 


ผลการแข่งขันปรากฏว่า LASYKAR KHALEEFA คว้ารางวัลชนะเลิศรายการ DAI Voice ASEAN 2026 ขณะที่การแข่งขันในระดับประเทศ รายการ DAI Voice Thailand 2026 ทีม ZAEEM ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม PAC PIRAYA ANASYID CLUB ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง




ส่วนการแข่งขัน DAI Voice Kids 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำหรับเยาวชน ทีม PEMAS JALA ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมชาย และทีม HULNUN ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภททีมหญิง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตสู่เวทีคุณภาพในอนาคต



การแข่งขัน DAI Voice 2026 ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมด้านอนาชีดและดนตรีกวีศิลป์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เสริมสร้างความเข้าใจอันดี และเชื่อมโยงเครือข่ายทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน

พญาไทศรีราชา–พญาไทบ่อวิน ร่วมขับเคลื่อนสุขภาพแรงงาน EEC

ผ่านเวที “BDMS EEC Occupational Health Forum 2026”

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ภายใต้ BDMS ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานสัมมนา “BDMS EEC Occupational Health Forum 2026” เวทีความร่วมมือด้านอาชีวอนามัยที่มุ่งยกระดับระบบการดูแลสุขภาพแรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้มีความครอบคลุม เชื่อมโยง และได้มาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น รองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS ในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพแรงงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาพ การดูแลรักษา ไปจนถึงการส่งต่ออย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการที่มีแรงงานเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ


ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นประธานในพิธีเปิด โดยกล่าวว่า “พื้นที่ EEC ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ แต่ “แรงงาน” คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่ความท้าทายด้านสุขภาพในยุคอุตสาหกรรม 4.0 มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งโรคจากการทำงาน ปัญหาสุขภาพจิต และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร”
ทั้งนี้ การมีระบบดูแลสุขภาพแรงงานที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน ไม่เพียงช่วยให้กระบวนการผลิตดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังสะท้อนศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน
ด้าน นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 3 และกลุ่ม 6 BDMS กล่าวว่า “เวทีดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของเครือข่ายโรงพยาบาล BDMS ในพื้นที่ EEC จำนวน 8 แห่ง เพื่อยกระดับบริการด้านอาชีวอนามัยให้สามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการป้องกัน การรักษา และการส่งต่อภายใต้มาตรฐานเดียวกัน”
การเข้าร่วมในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชาและโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในฐานะหน่วยบริการสุขภาพหลักในพื้นที่ EEC ที่พร้อมสนับสนุนการดูแลสุขภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม และสอดรับกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “One Network, One Standard” ของ BDMS ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการด้านอาชีวอนามัยแบบบูรณาการ เพื่อให้แรงงานและสถานประกอบการสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษาและการส่งต่อ


นอกจากนี้ เวทีสัมมนายังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในการทำงาน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การมีส่วนร่วมในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา และโรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน ในการร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพแรงงานในพื้นที่ EEC อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

24 เมษายน 2569

รวบทัวร์เถื่อนคาสนามบินเชียงใหม่ หลอกขายทัวร์คุนหมิง - ฉงชิ่ง ผู้เสียหาย 31 ราย


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า วันนี้ (24 เม.ย. 69) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น.
ได้รับแจ้งจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย จำนวน 31 ราย และแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจท่องเที่ยวประจำจุดท่าอากาศยานประจำสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากซื้อรายการนำเที่ยว คุนหมิง - ฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 24 - 29 เมษายน 2569 แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่าไม่มีตั๋วโดยสารเครื่องบินสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ สำนักงานทะเบียนฯ สาขาภาคเหนือ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงทำการตรวจสอบเอกสารโปรแกรมนำเที่ยวและหลักฐานการชำระเงิน ปรากฏชื่อ นางสาว อ.(นามสมมุติ) หรือ หจก.เอ (นามสมมุติ) เมื่อตรวจสอบจากฐานข้อมูลในระบบ พบว่าไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา "ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต" เป็นความผิดตามมาตรา 15 ประกอบมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว จึงจับกุมนางสาว อ.(นามสมมุติ) และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำนักท่องเที่ยวทุกท่านให้ระมัดระวังในการเลือกซื้อทัวร์นำเที่ยว เบื้องต้นท่านสามารถตรวจสอบบริษัททัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว www.dot.go.th เพื่อให้การท่องเที่ยวของท่านราบรื่น เชื่อถือได้ และได้รับการบริการจากทัวร์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และหากเกิดความเสียหายสามารถรับความคุ้มครองจากกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้