19 มิถุนายน 2569

วช. ผนึก 11 ภาคีเครือข่าย Big Brothers ขับเคลื่อน

“ชันโรง” สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจชุมชน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมการประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 “Big Brothers…สร้างป่า... สร้างเศรษฐกิจเพื่อสังคม...ด้วยชันโรง” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ที่ปรึกษาคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานในการเปิดงาน และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 กับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง





การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า การขับเคลื่อนเครือข่าย “สร้างป่า สร้างเศรษฐกิจ เพื่อสังคมชันโรง” ระยะที่ 3 เป็นการสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์จากชันโรงให้เป็นเศรษฐกิจฐานรากที่มีมูลค่าสูง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ที่กำลังได้มีการจัดทำ โดยอาศัยองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและส่งต่อเป็นอาชีพสู่คนรุ่นต่อไป


ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวประกาศเจตนารมณ์ว่า “วช. มีความมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสนับสนุนเครือข่ายชุมชนผู้เลี้ยงชันโรง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมขยายผลสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ชุมชนอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งใช้การเลี้ยงชันโรงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา PM2.5 ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการสร้างป่า โดย วช. พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง” และภาคีเครือข่าย 11 องค์กร ที่ร่วมประกาศเจตนารมณ์ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด กลุ่มบริษัท ดาวประเทศไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา ระยอง  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี


นอกจากนี้  ยังมีการเสวนาทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

- สถานการณ์การเลี้ยงชันโรงในประเทศและต่างประเทศ และประโยชน์ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อรวรรณ ดวงภักดี ประธานภูมิภาคเอเชียสมาคมผึ้งโลก Apimondia ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและอุตสาหกรรม หัวหน้าศูนย์วิจัยผึ้งพื้นเมืองและแมลงผสมเกสร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- นโยบายภาครัฐกับการยกระดับชันโรงไทยสู่เกษตรมูลค่าสูงและมาตรฐานสากล โดย นางสาวนริศรา วายนต์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมแมลงเศรษฐกิจ กรมส่งเสริมการเกษตร

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในพื้นที่ป่า โดย นายอิสราพงษ์ วรผาบ นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กลุ่มงานวิจัยกีฏวิทยาและจุลชีววิทยาป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

- ประสบการณ์การเลี้ยงชันโรงในสวน โดย คุณยอดขวัญ รุจะวาที วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงชันโรงบ้านวัดยางงาม ราชบุรี

- ประสบการณ์การพัฒนาฟาร์มชันโรงที่ได้มาตรฐาน GAP รายแรกของจังหวัดขอนแก่น โดย คุณอารยา เกิดดี ผู้ดูแลฟาร์มชันโรงนา 3 ดี

- การพัฒนาตลาดของผลิตภัณฑ์ชันโรง โดย คุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน)

และดำเนินการเสวนา โดย ดร.จักราวุธ ไม้ทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายอุตสาหกรรมสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง


การประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือเครือข่าย Big Brothers ระยะที่ 3 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงชันโรงและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญอันจะส่งผลกระทบไปสู่ทรัพยากรด้านอื่น อาทิทรัพยากรน้ำ ความสมบูรณ์ของดิน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ รวมทั้งการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

18 มิถุนายน 2569

อพท. จับมือ OKMD ลงพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า เตรียมขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสู่แหล่งเรียนรู้มีชีวิต มุ่งพัฒนาโมเดลธุรกิจชุมชนพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. (DASTA) ร่วมกับ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) ลงพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเตรียมขับเคลื่อนความร่วมมือการยกระดับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนสู่การเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ที่มีชีวิต” (Learning Folk Museum) โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) บูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกันในอนาคต เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 


การร่วมมือในครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อปรับเปลี่ยนข้อจำกัดเดิมของพิพิธภัณฑ์ชุมชนจาก “ที่เก็บของเก่า” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งการถ่ายทอดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จับต้องได้” โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแหล่งท่องเที่ยวโดยุชมชน (Community Tourist Attraction) ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว แล้วกระจายผู้คนไปยังจุดทำกิจกรรมหรือร้านค้าต่าง ๆ ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ควบคู่ไปกับการสร้างโมเดลธุรกิจที่พึ่งพาตนเองได้ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เช่น การทำเวิร์กชอป การจำหน่ายสินค้าที่ระลึก และการพัฒนาสู่คาเฟ่หรือร้านอาหารชุมชน (Folk Museum Restaurants) เพื่อให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เปิดเผยว่า “การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในยุคปัจจุบันจะต้องส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและมีความหมาย หรือ Meaningful Tourism ให้แก่นักท่องเที่ยว อพท. มีเครื่องมือและเกณฑ์มาตรฐานสากลในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนอยู่แล้ว ทว่าความร่วมมือกับ OKMD ที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการลงนาม MOU ในอนาคต จะเป็นส่วนสำคัญในการเติมแพ็กเกจเสริมด้านการเรียนรู้และการเล่าเรื่อง (Storytelling) เพื่อพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่ทรงคุณค่าและเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญบนเส้นทางท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สบร. กล่าวว่า “บทบาทหลักของ OKMD คือการสร้างโอกาสและกระตุกต่อมคิดเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ในทุกช่วงวัย การเตรียมยกระดับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านร่วมกับ อพท. ในครั้งนี้ OKMD จะดำเนินการผ่านโครงการของมิวเซียมสยามและส่วนงานกลาง โดยแผนระยะสั้น จะนำความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการจัดการความรู้ด้านพิพิธภัณฑ์ และการอบรมให้ความรู้ด้านการเล่าเรื่องราว (Story telling) พร้อมทั้งผลักดันโมเดลธุรกิจชุมชนที่จะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนควบคู่ไปกับการสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านไม่ให้สูญหาย” 



โดย คณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมลงพื้นที่นำร่องรับฟังความต้องการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกับตัวแทนชุมชนในคุ้งบางกะเจ้า ได้แก่ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านมอญวัดคันลัด ต.ทรงคนอง และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านคลองบน ต.บางกอบัว 

ทั้งนี้ อพท. และ OKMD มีแผนที่จะพัฒนาและยกระดับพื้นที่นำร่องแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนคุ้งบางกะเจ้านี้เป็นโมเดลต้นแบบ ก่อนจะขยายผลไปยังพื้นที่พิเศษอื่น ๆ ของ อพท. ในอนาคต อาทิ เชียงราย น่าน และสงขลา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต่อไป

17 มิถุนายน 2569

ไร้ท์” ดัน กาญจนา และ ดร.ธานี ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง

วางรากฐานองค์กรสู่ Future-Ready Tech Innovation Organization ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” แต่งตั้งคุณกาญจนา และ ดร.ธานี นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก และวิสัยทัศน์ระดับสากล ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ได้แต่งตั้ง คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  รับผิดชอบการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กรแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา Integrated Solutions ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

และแต่งตั้ง ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อผลักดันธุรกิจด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูวัสดุและการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจยุทธศาสตร์สำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก และมีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว

การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้เพื่อพัฒนา “ไร้ท์” สู่การเป็น Future-Ready Organization โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความคล่องตัว (Agility) ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation-Driven) และการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กร ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ กล่าวว่า “บริษัทมุ่งต่อยอดจุดแข็งขององค์กร สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การให้คำปรึกษา การออกแบบ การติดตั้ง ตลอดจนกระบวนการฟื้นฟู (Regeneration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมใหม่และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพบุคลากรในทุกมิติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจโลก”

ด้าน ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย กล่าวว่า “บริษัทมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูและเพิ่มมูลค่าวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม Circular Economy และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล เราจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากล ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ผู้นำด้านโซลูชั่นสิ่งแวดล้อมครบวงจร โดยให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบบำบัดน้ำและอากาศ ผลิตและจำหน่ายสารกรองคาร์บอนกัมมันต์และตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับทุกอุตสาหกรรม เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ สู่การลดมลพิษ ภายใต้แนวทาง ESG เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน

เปิดแล้ว นิทรรศการศิลปะ “Patch the World – Between the Seams, Beyond the Surface: โลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น”

“Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface” สำรวจว่าชีวิต ร่างกาย ความทรงจำและความสัมพันธ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ  ถูกประคับประคองและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านเศษเสี้ยว ความตึงเครียด และภาวะของการอยู่ร่วมกันที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อย่างไร แทนที่จะนำเสนอความหลากหลายทางเพศในฐานะอัตลักษณ์ที่ตายตัว  นิทรรศการนี้มองความหลากหลายทางเพศในกระบวนการการต่อรอง ระหว่างการมองเห็นและการปกปิด ระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ระหว่างการสืบทอดและการเปลี่ยนผ่าน  ในที่นี้ “การปะต่อ” มิได้หมายถึงความกลมกลืนหรือการคลี่คลาย  หากแต่เป็นการดำรงอยู่ท่ามกลางความแตกต่าง ความไม่มั่นคง และความเชื่อมโยงที่ไม่เคยสมบูรณ์ 






นิทรรศการมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทย  พร้อมเปิดพื้นที่ให้กับเสียงสะท้อนและการตีความใหม่ในระดับภูมิภาคผ่านผลงานบางส่วนของศิลปินจากไต้หวัน  นำเสนอหลากหลายรูปแบบงานศิลปะ ทั้งคลังภาพและเอกสารส่วนบุคคล ภาษาทางศิลปะแบบดั้งเดิม ภาพถ่าย ศิลปะการแสดง  ศิลปะนามธรรม วิดีโออาร์ท และวัสดุจากชีวิตประจำวัน  นิทรรศการนำเสนอความรู้สึกร่วมเกี่ยวกับความใกล้ชิด การมีตัวตน ความทรงจำ และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างบริบทกัน ผลงานบางชิ้นค่อยๆ เปลี่ยนผ่านภาษาทัศนศิลป์เดิมจากภายใน   ขณะที่ผลงานอื่นสร้างพื้นที่ของความกำกวม การประคับประคองทางอารมณ์ ความตึงเครียด ความอ่อนโยน และจินตนาการความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกัน


นิทรรศการแบ่งออกเป็นสามส่วนที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ได้แก่ Surface, Between the Seams และ Beyond the Surface โดย Surface สำรวจเรื่องการถูกมองเห็น  ภาพลักษณ์ และเงื่อนไขของการได้รับการยอมรับ  พร้อมตั้งคำถามว่าร่างกายและความปรารถนาของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถูกกำหนด ถูกทำให้คุ้นชินถูกทำให้ด้านชาและได้รับการยอมรับในบางมิติภายใต้วัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างไร   Between the Seams มุ่งสำรวจความไม่ชัดเจน ความใกล้ชิด และการต่อรองในชีวิตประจำวัน ผ่านภาวะของการอยู่ร่วมกันที่ยังไม่คลี่คลาย ไม่ตรงไปตรงมา หรือยากต่อการจัดจำแนก ขณะที่ Beyond the Surface เคลื่อนไปสู่จินตนาการและสภาวะทางอารมณ์ของการสร้างความสัมพันธ์และโลกในรูปแบบอื่น  เปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการดำรงอยู่ ที่อาจอยู่นอกเหนือโครงสร้างบรรทัดฐานทางเพศสภาพ เพศวิถี และการเป็นส่วนหนึ่งทางสังคม 




ตลอดทั้งนิทรรศการ  ร่อยรอยของโลกที่ต่อกันไม่สนิทได้ถูกเผยให้เห็นอย่างตั้งใจ ทั้งร่องรอยของการต่อรอง การตีความ การดูแล ความแตกเปราะ และการเอาชีวิตรอด ท้ายที่สุด “Patch the World” ไม่ได้มองการอยู่ร่วมกันในสภาวะที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไปของการร่วมกันสร้างโลกที่ไม่สมบูรณ์ 

Queer Art Thailand เสนอ “Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface”

Group Exhibition โลกที่ต่อกันไม่สนิท - ลึกกว่าที่เห็น
สถานที่จัดนิทรรศการ : หอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  (BACC)
วันที่ : 17 มิถุนายน- 5 กรกฎาคม  2569
ภัณฑารักษ์ : มรกต ไมยเออร์

เกี่ยวกับภัณฑารักษ์
ดร. มรกต ไมยเออร์ เป็นนักวิจัยด้านพหุวัฒนธรรมศึกษาและอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เธอมุ่งศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการย้ายถิ่น พิพิธภัณฑ์ มรดกวัฒนธรรม ความทรงจำ และการเมืองทางวัฒนธรรมของความหลากหลายในภูมิภาคอุษาคเนย์และไต้หวัน ผ่านการทำงานวิจัยและงานภัณฑารักษ์ เธอสนใจว่าศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าในพื้นที่สาธารณะ มีบทบาทอย่างไรต่อประสบการณ์ของการมองเห็นและการได้รับการยอมรับ ความใกล้ชิด การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายทางเพศ และความทรงจำของผู้พลัดถิ่นในเอเชียร่วมสมัย  งานภัณฑารักษ์ของเธอเชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัย ประสบการณ์ชีวิต และร่องรอยจากคลังความทรงจำ เพื่อสำรวจประเด็นเรื่องเรือนร่าง ความเปราะบาง ความใกล้ชิด และมิติทางอารมณ์ของชีวิตร่วมสมัย ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 เธอรับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์นิทรรศการศิลปะเควียร์ร่วมสมัย PATCH THE WORLD: Between the Seams, Beyond the Surface ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

รายนามศิลปิน  

1. การ์มา ศิริโกกาญจน์

2. กฤตเมธ สีถาน (Bunny be fly.)

3. กฤษฎางค์ อินทะสอน

4. จอร์จ วรากร คงมาก

5. ฉัตรชัย พจนาภรณ์

6. ฐานันดร วรชินา

7. ณภัทร แก้วมณี (Butterfly Tong)

8. ทอม โพธิสิทธิ์

9. ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร

10. นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์

11. เปรม บัวชุม

12. พิษณุ ทองมี

13. ภัทรศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง

14. ภาณุ แสง-ชูโต 

15. ภูวนัย อินทรตระกูล

16. ผดุงพงษ์ สารุโณ

17. ปิยะดา ณ พัทลุง

18. ปิยวรรณ ชูชื่น

19. ไมเคิ้ล เชาวนาศัย

20. วรกร ธงชัยขาวสะอาด

21. วรัญญู ช่างประดิษฐ์

22. วิชัย อิ่มสุขสม

23. วิชชาพร ต่างกลาง

24. ศาตนันท์ ศรีโสดา (AKA Sleeplessnewz)

25. ศิริโรจน์ มานะอนุกูล

26. สุบรรเจิด สิริเวชพันธุ

27. สุรชัย แสงสุวรรณ

28. เญอรินดา แก้วสุวรรณ

29. Deng Wen-Jen (Taiwan)

30. Manbo Key (Taiwan) 





Queer Art Thailand คือกลุ่มศิลปินและเครือข่ายสร้างสรรค์ที่เกิดจากการรวมตัวของศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลากสาขา เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับศิลปิน Queer ในประเทศไทย ตั้งแต่ศิลปินรุ่นบุกเบิกจนถึงศิลปินรุ่นใหม่

กลุ่มมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนวงการ Queer Art ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดนิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัย การสร้างเครือข่าย องค์ความรู้ และบทสนทนาระหว่างศิลปิน ภาคธุรกิจ สถาบันวัฒนธรรม และสาธารณชน โดยมองศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารประเด็นความหลากหลายทางเพศ การโอบรับความแตกต่าง ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ
ติดต่อ คุณ ซาโต้  Email :  queer.art.th@gmail.com
Tel : +66 9 596 29245 หรือ TQPR Thailand, นุ้ย ฐิติชยาภรณ์, nuie@tqpr.com, +66 8 1689 1675


15 มิถุนายน 2569

เอม อภัสรา & แมน เจษฎา คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป

วันนี้ทึมงาน ได้รับเกียรติจาก ศิลปิน เอม อภัสรา & แมน เจษฎา หมอลำไอดอล เดินสายตะลุยยุโรปพบ FC ชาวไทยในต่างแดน ผลงานเพลงที่โด่งดังจากเพลงฮิตติดหูมากมาย ที่สร้างปรากฏการณ์  บอกเล่าเรื่องราวก่อนเข้าห้องอัดเสียง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความพร้อมเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป ปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้

มรดกภูมิปัญญาทางด้านศิลปะหมอลำ  ซึ่งเป็นสุดยอดเพลงพื้นบ้านทางภาคอีสาน เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง โดดเด่นที่สุดของภาคอีสานจนสามารถยึดเอาเป็นอาชีพได้ผู้ที่จะเป็นหมอลำได้นั้นต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูง มีสติปัญญาดี มีทั้งศาสตร์และศิลป์และมีความจำเป็นเลิศ 

สำหรับ เอม อภัสรา (ดนิตา มาบุญธรรม) นักร้องหมอลำสาวดาวจรัสฟ้า ลูกทุ่งหมอลำหญิงชาวไทย จังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นตัวแทนของคนอีสานที่มีชื่อเสียงจากผลงานเพลงลูกทุ่งอีสาน ภาษาของคนอีสาน ที่บอกเล่าชีวิต ความรัก ความเจ็บปวด และความหวัง มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ยอดฮิตมากมาย เช่น ลมส่าคนหลายใจ, ฮักอ้ายหลายตายกะซ่าง, และ ชมรมบ่ย่านผัว   ท็อปไลน์-ไดมอนด์ (หรือ ท็อปไลน์มิวสิค) เป็นค่ายเพลงลูกทุ่งและหมอลำระดับตำนานของไทยสร้างชื่อเสียงในระดับสากล เดินทางไปแสดงและถ่ายทอดศิลปะการลำในหลายประเทศทั่วโลก

จากความสำเร็จของ แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย
นายเจษฎา โชควิเศษ เป็นนักร้องลูกทุ่ง ลีลาเด็ด เสียงดีจากเวทีประกวด ชิงช้าสวรรค์ อดีตนักร้องนำของวงดนตรีโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินเต็มตัวและมีผลงานเพลงเป็นที่รู้จักในวงการเพลงลูกทุ่ง ที่แฟนคลับให้กำลังใจอย่างล้นหลาม สร้างชื่อเสียงในระดับสากลที่จะนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นออนทัวร์ในยุโรป





ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ปีนี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอมอภัสรา ​และ แมนเจษฎา ทั้งคู่จับคู่กันเป็นศิลปินคู่ขวัญในวงการเพลงลูกทุ่งและหมอลำ ถ่ายทอดบทเพลงร่วมกันได้รับความนิยมในฐานะคู่ขวัญสายม่วน  ใครจะคิดว่าวันหนึ่งดนตรีพื้นบ้านจากภาคอีสานอย่างหมอลำ การร้องหมอลำ มีสำเนียงการร้องและเอื้อนแบบหมอลำอีสานแท้แท้ที่จับใจได้รับความนิยม ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ไกลถึงสากลโลก จนได้มีโอกาสทัวร์เพื่อบรรเลงไปที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป รวมถึงงานเทศกาลต่างๆ ในต่างประเทศ มีความสดใหม่และความงามแบบดั้งเดิมผสมรวมกันอย่างกลมกล่อม งานปาร์ตี้ที่เปิดเพลงหมอลำแบบสนุกสนาน ทั้งคู่ตระเวนทัวร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พัฒนากลายมาเป็น คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ  ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้


ทั้งสองศิลปิน ลูกทุ่งหมอลำที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด บินลัดฟ้า นำโชว์ความเป็นอีสานให้กระหึ่มการออนทัวร์ยุโรป มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเดินสายทัวร์ยุโรป โดยบอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานและเบื้องหลังการเข้าห้องอัดให้แฟนๆ การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เรียกได้ว่า “ซาวด์ดนตรีสดจัดเต็ม" โชว์แต่ละครั้งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอมอภัสรา ​และ แมนเจษฎา ทั้งร้อง ทั้งเต้น
ยังดูฟิตและแข็งแรง เช่นเดียวกับการแสดงบนเวทีที่ไม่ใช่แค่แสงสีเสียงและแดนเซอร์จำนวนมาก ยิ่งกว่านั้น การมาดู คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ ไม่ได้ดูแค่หมอลำเท่านั้นมาสร้างความสุขให้คนดู ทำให้แฟนคลับของทั้งคู่ ไม่ได้มีแค่รุ่นราวคราวเดียว 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอมอภัสรา ​และ แมนเจษฎา ได้รับความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก คือการที่ศิลปิน ทั้งสอง ให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้ทันสมัย คอสตูมอันโดดเด่น  ครบทั้งเสียงร้อง หน้าตา บุคลิก กลายเป็นอีกหนึ่งสีสันบนเวทีได้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ 

นอกจากเทศกาลใหญ่ที่ยูโรปแล้ว เพื่อเรียกน้ำย่อยความม่วนชื่นก่อนไปชมกันสดๆ ในประเทศก่อนเดินทางออนทัวร์  ยังมีศิลปินชื่อดังอีกหลายท่านที่ทยอยเดินสายออนทัวร์ในโซนยุโรป อย่างต่อเนื่องตลอดปี


แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ ศิลปินสายเอนเตอร์เทรน เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย ผลงานเพลงของเขามักมาพร้อมจังหวะสนุก เป็นคนทำงานหนัก และเก็บหอมรอมริบ ทำให้ก้าวต่อไปของเขาหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว เจ้าของบทเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนาน แนวลูกทุ่ง/หมอลำ ที่มักออกทัวร์คอนเสิร์ตมีผลงานเพลงประจำตัวที่สร้างชื่อเสียงคือเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งเดินทางตระเวนแสดงสดทั่วประเทศเป็นจำนวนหลายร้อยโชว์ ทั่วโลก






ปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอม อภัสรา ​และ  แมน เจษฎา บอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานแฟนเพลงทั่วโลก สามารถติดตามผลงานเดี่ยวของแต่ละคนได้ โดย เอม อภัสรา มีผลงานเพลงฮิต เจ้าของเสียง "ส่ำผู้ชาย บ่งึด" และ "ชมรมบ่ย่านผัว" ส่วน แมน เจษฎา เป็นนักร้องหนุ่มเสียงดีจากเวทีประกวดชิงช้าสวรรค์ ที่มีผลงานเพลงเช่น ยืนไห้ในรถแห่"และ "รอวันเธอว่าง"


#เอมอภัสรา​Xแมนเจษฎา