12 กันยายน 2569

‘สอวช.’จับมือ‘อพท.’ใช้‘อววน.’ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่‘การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง’


สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) สนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง หรือ Regenerative Tourism” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนามความร่วมมือดังกล่าว



ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ของกระทรวง อว. ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมเข้าสู่กลไกการขยายผลเชิงพื้นที่ ควบคู่กับการบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำ อววน. มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาพื้นที่พิเศษของ อพท. พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนามาตรฐานและแนวทางการวัดผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล

อีกทั้ง เป็นเวทีที่แสดงถึงการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง เพื่อวางทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการท่องเที่ยวไทยต้องมุ่งสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” โดยนำแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างมาใช้ในการฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้าน อววน. สอดรับกับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของ กระทรวง อว. พร้อมหนุนเสริมด้วยการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของ กระทรวง กก. เพื่อสนับสนุนชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน


.
ภายในงานยังมีการบรรยายโดยแขกรับเชิญพิเศษในหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE ร่วมพูดคุยถึงการประยุกต์ใช้ ECOLIFE Platform เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน เชื่อมโยง “นักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–ชุมชน” ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มุ่งให้การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน


ขณะที่ ดร.สุรชัย ได้เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่ง สอวช. ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทย โดยใช้กลไกของกระทรวง อว. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของ อพท. พร้อมประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) สำหรับสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดยผลลัพธ์จากความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้องค์ความรู้และผลการศึกษาจากพื้นที่มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว



ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการก่อให้เกิดกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างของประเทศไทย ที่นอกจากจะมุ่งสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยกำหนดทิศทางและกลไกในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ประกอบด้วย พื้นที่พิเศษฯ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พื้นที่พิเศษฯ เชียงราย พื้นที่พิเศษฯ คุ้งบางกะเจ้า



สอวช. และ อพท. ได้หารือถึงกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนา ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบาย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาทรัพยากรไปสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยใช้กลไก อววน. เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มีมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมผลักดันผลลัพธ์และแนวคิดเข้าสู่แผนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2. การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและนโยบาย การประสานความร่วมมือ และการพัฒนาภาคีเครือข่ายระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งคัดเลือกและพัฒนาพื้นที่พิเศษ “Regenerative Tourism Lab” เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่น และพัฒนากรอบแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3. การพัฒนาเครื่องมือที่สร้างระบบนิเวศและวัดผลเพื่อการพัฒนา เช่น การเสนอและร่วมพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประเมินผลกระทบเชิงฟื้นสร้าง โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อให้เกิดเกณฑ์การวัดผลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ และเตรียมความพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้

11 กันยายน 2569

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ



โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ” รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมความพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคงรองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เป็นการยกระดับด้านการให้บริการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด อีกทั้งในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่สาธารณะ และมีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆบ่อยครั้ง จึงได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง ประจำปี 2569 เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยจำลองเหตุสถานการณ์คนร้ายบุกเข้ามากราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า

โดยจำลองเหตุสถานการณ์คนร้ายบุกเข้ามากราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า โดยในการฝึกซ้อมครั้งนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน , กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ(191) , กรมการขนส่งทางราง , การรถไฟแห่งประเทศไทย , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย , ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินเอราวัณกรุงเทพฯ และบริษัท รักษาความปลอดภัย เอเซีย คลีนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งการฝึกซ้อมดังกล่าว จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในระบบรถไฟฟ้า และเป็นแนวทางให้บุคลากรทุกคนสามารถรับมือกับสถานการณ์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดกรณีเผชิญเหตุการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจว่า สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก และมีความปลอดภัยสูงสุด



บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน






โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” 

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ปลดล็อกขีดจำกัดท้าทายบนสนามแข่งระดับโลก “ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา 2026”


ปลดล็อกขีดจำกัดท้าทายบนสนามแข่งระดับโลก “ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา 2026” กลับมาอีกครั้งเต็มสูบกว่าเดิม พร้อมเปิดต้อนรับนักกีฬาทุกระดับ สร้างสุขภาพแข็งแรงยั่งยืน

“ลากูน่า ภูเก็ต” (Laguna Phuket) อาณาจักรแห่งการพักผ่อนและไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรบนเกาะภูเก็ต ประกาศเดินเครื่องเต็มสูบ จัดการแข่งขัน ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา ครั้งที่ 32 ประจำปี 2569 (Laguna Phuket Triathlon 2026) ในวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ณ ลากูน่า โกรฟ จังหวัดภูเก็ต ตอกย้ำสนามแข่งระดับตำนาน ที่พร้อมปลุกอะดรีนาลีนความท้าทายขีดจำกัดของนักไตรกีฬาจากทั่วโลก เปิดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน จุดศูนย์รวมสายแอคทีฟ สัมผัสประสบการณ์สนามระดับตำนาน

คุณพอล วิลสัน (Paul Wilson) กรรมการผู้จัดการ ลากูน่า ภูเก็ต เปิดเผยว่า ตลอดปีที่ผ่านมา ลากูน่า ภูเก็ต ได้มุ่งมั่นพัฒนาการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นสนามแข่งระดับสากล ที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การแข่งขัน การบริหารจัดการ ความปลอดภัย โซนฟื้นฟูร่างกาย อาหารเพื่อสุขภาพ และพื้นที่พักผ่อนที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการแข่งขันในปีนี้โดยเฉพาะ นอกจากนั้น ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา 2026 จะกลับมาในฐานะ “ชุมชน” (community) ที่หลอมรวมความหลงใหลในการออกกำลังกาย ความท้าทาย และไลฟ์สไตล์การดูแลสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ตอบรับกระแสโลกที่ผู้คนหันมาทุ่มเทให้กับการสร้างความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจอย่างจริงจัง โดยจะเปิดรับผู้เข้าแข่งขันทุกระดับ ตั้งแต่มือโปรไปจนถึงมือสมัครเล่น ให้ได้มาสัมผัสประสบการณ์แข่งขันที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสนามแข่งไตรกีฬาที่ยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“เราได้เห็นการเตรียมตัวอย่างจริงจังของนักไตรกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกที่พร้อมจะมาทุบสถิติที่นี่ ลากูน่า ภูเก็ต จึงเตรียมระบบนิเวศด้านกีฬาและการฟื้นฟูร่างกายที่ครอบคลุมที่สุดไว้รองรับ ตั้งแต่สนามซ้อม การแข่งขัน ไปจนถึงการฟื้นฟูกำลัง นอกจากนั้น ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา ยังเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไตรกีฬาไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักกีฬามืออาชีพ เป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถร่วมเปิดประสบการณ์ สัมผัสบรรยากาศ และการจัดการระดับสากล ในขณะที่ได้ใช้เส้นทางแข่งขันเดียวกับนักกีฬาอาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงานในปีนี้ และจะทำให้เป็นอีกหนึ่งปีที่การแข่งขันเข้มข้นที่สุดอีกครั้ง” คุณพอล กล่าว
ความพร้อมของเจ้าบ้าน จุดหมายปลายทางด้านกีฬาและการท่องเที่ยวระดับเอเชียอาคเนย์
ทางด้าน นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ได้กล่าวถึงความพร้อมในฐานะเจ้าบ้านว่า “อำเภอถลางและจังหวัดภูเก็ตไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อน แต่เราพร้อมต้อนรับนักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกายทุกท่าน ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา นับเป็นพลังสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและยกระดับภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของเอเชียอาคเนย์ เราได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งเส้นทางแข่งขัน ทัศนียภาพที่สวยงาม และการอำนวยความสะดวก เพื่อให้มั่นใจว่าทัพนักกีฬา ผู้ติดตาม และนักท่องเที่ยว จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และร่วมผลักดันวิถีชีวิตผู้ที่รักการออกกำลังกายไปพร้อมกับเรา”
ท้าทายทุกขีดจำกัด สนามไตรกีฬาที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นโปรระดับแนวหน้าที่ต้องการทุบสถิติ หรือมือใหม่ที่อยากก้าวข้ามขีดจำกัด ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา 2026 เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยเรซในปีนี้จัดเต็มทั้ง ไตรกีฬาระยะมาตรฐาน, สปรินท์, ทีมผลัด และทวิกีฬา เส้นทางการแข่งขันยังคงสะท้อนเอกลักษณ์ของภูเก็ตอย่างแท้จริง เริ่มจากการว่ายน้ำระยะทาง 1.8 กิโลเมตร ในทะเลอันดามันและทะเลสาบภายในลากูน่า ภูเก็ต ก่อนเข้าสู่การแข่งขันจักรยานระยะทาง 50 กิโลเมตรที่พาผู้เข้าแข่งขันปั่นผ่านทิวทัศน์งดงามทั้งเส้นทางชายฝั่ง เนินเขา และหมู่บ้านพื้นเมือง ปิดท้ายด้วยการวิ่งระยะทาง 12 กิโลเมตร รอบพื้นที่ลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติร่มรื่นควบคู่สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน นอกจากนี้ยังมีการแข่งขัน Sprint Triathlon ที่ประกอบด้วยว่ายน้ำ 0.5 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 20 กิโลเมตร และวิ่ง 6 กิโลเมตร รวมถึง Duathlon ที่มีระยะวิ่ง 4 กิโลเมตร ปั่นจักรยาน 50 กิโลเมตร และวิ่งต่ออีก 12 กิโลเมตร โดยมีเงินรางวัลรวมมูลค่ามากถึง 20,000 ดอลลาร์สหรั
สำหรับการแข่งขันไตรกีฬาสุดมันส์ครั้งนี้ ที่พลาดไม่ได้คือการอุ่นเครื่องกับกิจกรรม Laguna Phuket Open Water Swim โดย ไตรฮับ ครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2569 ณ บริเวณหน้าหาด ทราย ลากูน่า ภูเก็ต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เปิดประสบการณ์ความตื่นเต้นของการว่ายน้ำในทะเลเปิด ท่ามกลางผืนน้ำสีฟ้าครามที่สวยงามของภูเก็ต
คุณศศิทัต กุลทรัพย์ตระกูล กรรมการผู้จัดการ ไตรฮับ กล่าวว่า “เทรนด์การซ้อมของคนรุ่นใหม่ไปไกลมาก ทุกคนจริงจังและวัดผลด้วยข้อมูลทางสถิติ กิจกรรมว่ายน้ำในทะเลเปิดของเราจึงเปรียบเสมือนบททดสอบสุดท้าทายใน 'สนามฝึกซ้อมกลางแจ้งระดับเวิลด์คลาส' ท่ามกลางธรรมชาติของภูเก็ต เรากำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสุด เพื่อให้นักกีฬาทุกระดับพุ่งทะยานลงน้ำและรีดเค้นศักยภาพตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่และมั่นใจที่สุด”
ทัพนักกีฬาระดับโลกตบเท้าเข้าร่วมประชันความอึด
สำหรับปีนี้มีนักไตรกีฬาระดับโลกจำนวนมากเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำให้งานปีนี้เต็มไปด้วยสีสันและสะท้อนมาตรฐานระดับสากลที่ดึงดูดนักไตรกีฬาระดับโลก และยังเป็นโอกาสพิเศษสำหรับนักกีฬาทั่วไปที่จะได้ร่วมประลองบนสนามเดียวกับโปรระดับตำนานและนักกีฬามืออาชีพ ประกอบด้วย โปรชาย 11 คน ที่เตรียมลงชิงชัยความอึด ได้แก่ โจเอล วูลดริดจ์ (Joel Wooldrige), จอช วูลดริดจ์ (Josh Wooldrige), แอนโทนี คอสเตส (Antony Costes), รอสติสลาฟ เพตซอฟ (Rostyslav Pevtsov), โทมัส นาวาร์โร (Thomas Navarro), เจมส์ ธอร์ป (James Thorp), แซนเดอร์ มาร์ช (Xander Marsh), กาย ครอว์ฟอร์ด (Guy Crawford), เกตอง เฟอโต (Gaetan Fetaud), เทรนต์ ธอร์ป (Trent Thorpe) และ จอช เฟอร์ริส (Josh Ferris) นอกจากนี้ ยังมีทัพ โปรหญิง 6 คน ที่จะมาร่วมระเบิดความมันส์ในสนามนี้ ได้แก่ ลารา ดอว์สัน (Lara Dawson), จุสติน เกอราร์ด (Justine Guerard), คเซเนีย เลฟคอฟสกา (Kseniia Levkovska), จัสมิน บราวน์ (Jasmine Brown), ซาราห์ โทมัส (Sarah Thomas) และ เอลิซาเบธ ไนเตรย์ (Elizabeth Nyitray)
คุณคุณลลดา แก้วดวงเทียน หัวหน้ากลุ่มงานการตลาดพันธมิตร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การบินไทยภาคภูมิใจที่ได้เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้รักการออกกำลังกายจากทั่วโลกสู่จังหวัดภูเก็ต เราพร้อมสนับสนุนทุกความท้าทาย ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือนักกีฬาระดับโปร เพื่อร่วมเปิดประสบการณ์การเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจและเติมเต็มพลังชีวิตให้กับทุกคน”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์เตรียมร่างกายให้พร้อม แล้วมาร่วมสร้างคอมมูนิตี้ผู้รักการออกกำลังกายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปด้วยกัน การจัดการแข่งขัน ลากูน่า ภูเก็ต ไตรกีฬา ครั้งที่ 32 ในปีนี้ ยังคงได้รับความร่วมมืออันแข็งแกร่งกับองค์กรชั้นนำระดับประเทศมากมาย อาทิ จังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เหล่านักไตรกีฬาและผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกดื่มด่ำการพักผ่อนอันหรูหรา ภายในโรงแรมและรีสอร์ตซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่แข่งขัน มีบริการรถรับส่งและเรือรับส่งฟรีไปยังสนามแข่งขัน พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ สำหรับห้องพักที่ อังสนา ลากูน่า ภูเก็ต, บันยันทรี ภูเก็ต, แคสเซีย ภูเก็ต, ดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต, หอม สวีทส์ ลากูน่า และ ทราย ลากูน่า ภูเก็ต โดยจองด้วยรหัสส่วนลด LPT2026 ได้ที่เว็บไซต์การแข่งขัน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ เว็บไซต์: www.lagunaphukettri.com เฟซบุ๊ก: Laguna Phuket Triathlon

ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ


ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด MPV ไทย ด้วยรถ 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Hybrid 242 แรงม้า และประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.2 กม./ลิตร

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว The new STARIA Hybrid ชูจุดเด่นในฐานะ MPV 11 ที่นั่ง ครั้งแรก และหนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid ต่อยอดจุดแข็งของ STARIA ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ห้องโดยสาร และเบาะที่นั่งพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รองรับตั้งแต่การเดินทางของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการใช้งานภาคธุรกิจ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ภายใต้สโลแกน “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” สะท้อนกลยุทธ์ของฮุนไดในการยกระดับทางเลือกในตลาด MPV ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสานพื้นที่ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความอเนกประสงค์ไว้ในรถคันเดียว


นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ฮุนไดได้สร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทยผ่าน Hyundai H-1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้ประกอบการ ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก H-1 คือ ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับรถที่ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตในหลายรูปแบบ ซึ่งเราได้นำความเข้าใจนี้มาต่อยอดสู่ STARIA พร้อมให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”
“The new STARIA Hybrid จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของฮุนไดในตลาด MPV ด้วยการนำจุดเด่นของ STARIA Diesel ที่ลูกค้าคุ้นเคย ทั้ง ห้องโดยสารกว้างขวาง 11 ที่นั่ง มอบความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ผสานกับระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยี Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างรถที่รองรับสมาชิกได้ครบ รถที่ขับสบาย หรือรถที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะ The new STARIA Hybrid รวมทุกคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในรถคันเดียว พร้อมรองรับทั้งการเดินทางของครอบครัว ทริประยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจได้อย่างลงตัว”
Turbo Hybrid 242 แรงม้า สมรรถนะที่พร้อมรับทุกการเดินทาง ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร(1) The new STARIA Hybrid ยกระดับสมรรถนะของรถ MPV ขนาดใหญ่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Turbo Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อหน้า โดยแรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเดินทางที่มีทั้งผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เติมเต็มความคล่องตัวและความนุ่มนวลที่ต้องการจากรถสำหรับทั้งครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ
นอกจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์รถ MPV ขนาดใหญ่แล้ว ระบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC(1) ช่วยให้ทุกการเดินทางไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสบายในการโดยสาร พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความมั่นใจในการควบคุม เพื่อให้ The new STARIA Hybrid พร้อมรองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางระยะไกลในทุกภารกิจ




11 ที่นั่งเต็มพื้นที่ เทคโนโลยีเต็มคัน ขับนุ่ม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย e-Motion Drive The new STARIA Hybrid โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาว 3,273 มม. ช่วยสร้างพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกหลายเจเนอเรชัน การเดินทางเป็นกลุ่ม ไปจนถึงการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงด้วย Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงรถง่ายขึ้น และ Smart Power Tailgate จัดการสัมภาระทำได้สะดวก ภายในยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกการควบคุมด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง พร้อมจุดยึดเบาะเด็กแบบ ISOFIX จำนวน 4 จุด ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Shift-by-Wire และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ขณะที่ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับตัวรถ
ด้านเทคโนโลยี The new STARIA Hybrid มาพร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เสริมความสะดวกด้วยช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ที่กระจายภายในห้องโดยสาร พร้อม Surround View Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องควบคุมรถในพื้นที่จำกัด ขณะที่อุปกรณ์ด้านความสะดวกและความบันเทิง เช่น Wireless Charger และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริประยะไกล
นอกจากนี้ The new STARIA Hybrid ยังมาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีที่ประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ ECU เพื่อยกระดับความนุ่มนวลในการโดยสาร ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ ผ่านระบบ e-Ride ที่ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA ที่เสริมการควบคุมในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรักษาเสถียรภาพของรถ ให้การขับขี่คล่องตัว มั่นคง และมั่นใจยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์
Hyundai SmartSense 15 ระบบ เพราะทุก Mission ต้องมาพร้อมความมั่นใจ
The new STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมือง การเดินทางระยะไกล การควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและการถอยรถ โดยมีระบบสำคัญ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, Forward Collision-Avoidance Assist with Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก รวมถึง Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางอย่างเหมาะสม
เสริมการดูแลรอบคันด้วย Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา, Blind-Spot View Monitor (BVM) ระบบแสดงภาพบริเวณจุดอับสายตา และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ พร้อม High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control, Multi-Collision Braking, Crosswind Stability Control และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS เพื่อเสริมความมั่นคงและความอุ่นใจตลอดทุกการเดินทาง
นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ริเริ่มมาจากความเข้าใจลูกค้าที่ต้องการรถที่พร้อมรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุภารกิจที่สำคัญในแต่ละวัน โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชัน และสามารถขับเคลื่อนความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กันได้ในรถคันเดียว สำหรับรถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง ที่ต้องรองรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ วันนี้ ทางฮุนได จึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีการตอบสนองที่มั่นใจ ขณะเดียวกันยังให้ความนุ่มนวลเมื่อขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเดินทางระยะไกล จึงเหมาะทั้งกับการใช้งานของครอบครัวและธุรกิจ เราต้องการให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นครั้งแรก และหนึ่งเดียวในไทยของรถไฮบริด 11 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายเจเนอเรชัน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ที่สามารถใช้ได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการเดินทางระยะสั้น การเดินทางพร้อมสมาชิกเต็มคัน หรือการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน”
“จุดสำคัญของ The new STARIA Hybrid คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ รถคันนี้ให้กำลังสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิด 367 นิวตัน-เมตร ขณะเดียวกันยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอกใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าโฉมใหม่ พร้อมไฟท้าย Parametric Pixel LED เมื่อรวมกับ Hyundai SmartSense 15 ระบบ พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ภายในเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ ให้มีความสบายยิ่งขึ้น และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เราเชื่อว่า The new STARIA Hybrid มีความพร้อมที่จะเป็นรถหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ และรองรับทุกภารกิจได้อย่างแท้จริง”



พร้อมเป็นรถคันหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ The new STARIA Hybrid ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ครบยิ่งขึ้น ด้วย 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Turbo Hybrid 242 แรงม้า ประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(1) พร้อม Connected Car Services – Hyundai Bluelink และ Hyundai SmartSense 15 ระบบ จึงพร้อมรองรับทั้งครอบครัว การเดินทางระยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ
The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีภายนอก Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl เฉพาะรุ่น Premium จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black เพื่อเติมเต็มทางเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและสไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เพื่อฉลองการเปิดตัว ฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษ STARIA Hybrid Privilege Package(3) สำหรับลูกค้า The new STARIA Hybrid รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Careครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมมอบความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(2) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ พิเศษสำหรับครอบครัวฮุนได (Hyundai Family) รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid
การเปิดตัว The new STARIA Hybrid สะท้อนความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสานต่อความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทย จากความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Hyundai H-1 สู่การพัฒนา STARIA ให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Hybrid เข้ามาเติมเต็มทั้งด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความสะดวกในการใช้งาน พร้อมตอกย้ำแนวทางของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค เพื่อให้รถยนต์หนึ่งคันสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว การเดินทาง และธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าและความมั่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ


ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการตอบสนองของขุมพลัง Turbo Hybrid ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง และเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ รายละเอียดข้อเสนอ และบริการจากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new STARIA Hybrid ได้ที่ https://www.hyundai.com/.../the-new-staria-hybrid/highlights
หมายเหตุ:
อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ
ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid

09 กันยายน 2569

กทม. ผนึกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ต่อยอด BKK Housing Matching Platform ขยาย “บ้านใกล้งาน”


กทม. ผนึกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ต่อยอด BKK Housing Matching Platform ขยาย “บ้านใกล้งาน” สู่ประชาชน ชูโมเดล “เช่า–ออม” เตรียมสู่ Expo ครั้งที่ 2

กรุงเทพมหานคร ร่วมกับสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงาน BKK Housing Matching Platform และ BKK Housing Expo ครั้งที่ 1 หลังได้รับการตอบรับจากทั้งผู้ต้องการ ที่อยู่อาศัยและภาคเอกชน พร้อมขยายแพลตฟอร์มจากกลุ่มข้าราชการและบุคลากรกรุงเทพมหานครสู่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับทำเลและกำลังซื้อ ควบคู่กับการเพิ่มทางเลือก “เช่า–ออม” สำหรับผู้ที่ต้องการมีบ้านแต่ยังไม่พร้อมด้านการเงิน และเตรียมจัด BKK Housing Expo ครั้งที่ 2 เพื่อขยายโอกาสด้านที่อยู่อาศัยให้คนเมืองในวงกว้างมากยิ่งขึ้น



นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยเฉพาะการช่วยให้คนทำงานสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและอยู่ใกล้กับสถานที่ทำงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยในระยะยาว

“ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนา BKK Housing Matching Platform เพื่อเป็นช่องทางเชื่อมโยงผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยกับโครงการที่เหมาะสม ทั้งในด้านทำเลและระดับราคา ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา เราเห็นถึงความสนใจและความต้องการของประชาชนที่มีต่อแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการขยายการให้บริการจากกลุ่มข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานครไปสู่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนทำงานและคนรุ่นใหม่ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ สามารถเข้าถึงข้อมูลและทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น”

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งแนวทางที่กรุงเทพมหานครต้องการผลักดันคือการเพิ่มทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการมีบ้านแต่ยังไม่พร้อมด้านการเงิน ผ่านแนวคิด “เช่า–ออม” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมวางแผนและพัฒนาความพร้อมทางการเงิน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มุ่งสร้างโอกาสให้คนเมืองมีทางเลือกที่เหมาะสมกับสถานะและความพร้อมของตนเอง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา BKK Housing Expo ครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8–9 พฤษภาคม 2569  ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย–ญี่ปุ่น มีผู้เข้าร่วมงาน 2,152 ราย พร้อมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 18 บริษัท ธนาคาร 2 แห่ง และหน่วยงานภาคี 3 หน่วยงาน สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงินในการร่วมกันเพิ่มทางเลือกด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน 



ขณะที่ BKK Housing Matching Platform มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 กันยายน 2569 มีผู้ใช้งาน 3,912 ราย ผู้ประกอบการ 50 บริษัท และโครงการที่อยู่อาศัยบนแพลตฟอร์ม 289 โครงการ นอกจากนี้ ยังเกิดผลลัพธ์จากการจับคู่ระหว่างผู้ต้องการที่อยู่อาศัยกับโครงการที่เข้าร่วม โดยมีรายการจองผ่านแพลตฟอร์มรวม 60 ยูนิต แบ่งเป็นยอดจอง 56 ยูนิต และโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 4 ยูนิต

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยกับกรุงเทพมหานครในการพัฒนา BKK Housing Matching Platform เป็นการนำศักยภาพของภาครัฐและภาคเอกชนมาเชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็สามารถนำเสนอที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มมากขึ้น

“จากการดำเนินงานที่ผ่านมา เราเห็นว่า BKK Housing Matching Platform สามารถเชื่อมโยงความต้องการของผู้บริโภคเข้ากับโครงการที่อยู่อาศัยได้จริง โดยมีทั้งผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการ และโครงการเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเกิดการจองและการโอนกรรมสิทธิ์จริง สะท้อนถึงศักยภาพของแพลตฟอร์มในการนำความต้องการด้านที่อยู่อาศัยไปสู่การตัดสินใจซื้อได้อย่างเป็นรูปธรรม”


นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยกล่าวต่อว่า จากการดำเนินงานยังพบว่า ผู้ที่ต้องการมีบ้านจำนวนหนึ่งอาจยังไม่มีความพร้อมทางการเงินในการซื้อบ้านได้ทันที จึงจำเป็นต้องมีทางเลือกที่หลากหลายมากกว่าการซื้อหรือเช่าเพียงอย่างเดียว โดยโมเดล “เช่า–ออม” เป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมเป็นเจ้าของสามารถเริ่มต้นจากการเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมใช้ช่วงเวลาในการเตรียมความพร้อมและวางแผนทางการเงิน เพื่อก้าวไปสู่การมีบ้านในอนาคต 

 ทั้งนี้ BKK Housing Matching Platform เปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถค้นหาที่อยู่อาศัยตามทำเล งบประมาณ และความต้องการ พร้อมตรวจสอบและประเมินความสามารถในการกู้ เพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับความพร้อมทางการเงินของแต่ละคน หากยังไม่พร้อมซื้อ ก็สามารถเข้าสู่ทางเลือก “เช่า–ออม” เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปสู่การมีบ้าน

สำหรับก้าวต่อไป กรุงเทพมหานครและสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยเตรียมขยายการเข้าถึง BKK Housing Matching Platform “บ้านใกล้งาน สู่ประชาชน” ผ่านการจัด BKK Housing Expo ครั้งที่ 2 โดยชูโมเดล “เช่า–ออม” เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พบกับโครงการจากผู้ประกอบการ รวมถึงข้อมูลด้านสินเชื่อและการวางแผนทางการเงินในพื้นที่เดียวกัน

BKK Housing Expo ครั้งที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2569 ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย–ญี่ปุ่น) เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเลือกชมโครงการที่อยู่อาศัยจากผู้ประ กอบการที่เข้าร่วม พร้อมรับข้อมูลด้านสินเชื่อ การวางแผนทางการเงิน และทางเลือก “เช่า–ออม” เพื่อค้นหา ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับทำเล งบประมาณ และความพร้อมของตนเอง ตอกย้ำแนวคิด “บ้านใกล้งาน” และการสร้างโอกาสให้คนเมืองเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

08 กันยายน 2569

วิริยะประกันภัย คว้า 3 รางวัล ประกันภัยดีเด่นครบวงจร

นางสุภัทรา ทองขาว รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น ประจำปี 2568” ในพิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Insurance Awards 2026) จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พร้อมกันนี้ นางสราพร กลัดสมบัติ ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขาระยอง และ นางดวงนภา วีระพันธุ์ ตัวแทนประกันวินาศภัย สังกัดสาขาฉะเชิงเทรา ยังได้เข้ารับรางวัล “ตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2568” โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล ณ ห้องบางกอก คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ บีทู โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับ “พิธีมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นครบวงจร” สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อมอบรางวัลประกันภัยดีเด่นแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และเชิดชูเกียรติผู้ที่มีผลงานดีเด่นในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านการประกันภัย


ทั้งนี้ รางวัล “บริษัทประกันวินาศภัยที่มีการบริหารงานดีเด่น” และ “ตัวแทนประกันวินาศภัยคุณภาพดีเด่น” ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของวิริยะประกันภัย ในการดำเนินธุรกิจประกันวินาศภัยด้วยความโปร่งใสและความเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล โดยบริษัทฯ จะมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างครอบคลุมทุกมิติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันวินาศภัย ให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเป็นมืออาชีพ ตลอดจนพร้อมเดินหน้าพัฒนาและขับเคลื่อนธุรกิจประกันวินาศภัยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป