30 มิถุนายน 2569

OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดตัว JAECOO 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026


ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทาง  OMODA & JAECOO เปิดตัว JAECOO 6T REEV รถ REEV
ขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นแรกของไทย ขับได้ไกลกว่า ลุยได้ทุกเส้นทาง ยกระดับทางเลือกใหม่ของคนไทย ด้วยเทคโนโลยี REEV ในราคาต่ำล้านบาท

กรุงเทพฯ – 29 มิถุนายน 2569 – OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดตัว JAECOO 6T REEV อย่างเป็นทางการในงาน TECH DAY 2026  โดยชูเทคโนโลยี REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ของแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานในประเทศไทย ตั้งแต่การขับขี่ในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด ไปจนถึงเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะและการยึดเกาะ JAECOO 6T REEV มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถไฟฟ้า 100% ด้วย อัตราเร่งดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารเงียบ การตอบสนองของกำลังรวดเร็วและการส่งกำลังที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ 


JAECOO 6T REEV 2WD Max เปิดราคาพิเศษ 879,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท และ JAECOO 6T REEV 4WD Ultra เปิดราคาพิเศษ 979,900 บาท จากราคาปกติ 999,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว รับฟรี! การรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) สำหรับแบตเตอรี่ มอเตอร์ และชุดควบคุม* รวมถึงการรับประกันเครื่องยนต์ 10 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี* ฟรี AC Portable Charger* และอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ สำหรับลูกค้า 1,000 คนแรกที่จองภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 และรับรถภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดย OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมด้านการส่งมอบ JAECOO 6T REEV ให้ครบภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดหลังการเปิดตัว พร้อมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าได้รับรถอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

JAECOO 6T REEV นำเสนอเทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าขยายระยะทาง ซึ่งผสานจุดเด่นของมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ากับระบบสร้างพลังงานสำรองภายในรถ เพื่อมอบการขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และตอบสนองรวดเร็ว พร้อมช่วยให้การวางแผนการเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ผู้ใช้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลักได้ หรือหากคุณจะเดินทางในระยะไกลที่การชาร์จไม่เพียงพอ ระบบก็สามารถผสานพลังงานน้ำมันมาขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อมอบพลังงานอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากความกังวล 

เทคโนโลยี REEV: ประสบการณ์ขับขี่แบบไฟฟ้า พร้อมการใช้งานที่ครบถ้วนยิ่งขึ้นระบบ REEV ทำงานในรูปแบบ Series Hybrid โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อชาร์จแบตเตอรี่เท่านั้น โดยไม่ได้ส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง จึงยังคงให้ความรู้สึกในการขับขี่แบบรถไฟฟ้าอย่างแท้จริง เมื่อระดับแบตเตอรี่ลดลง เครื่องยนต์จะทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการขับขี่อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนพาวเวอร์แบงก์ที่ติดกับรถไปทุกที่ ทำให้สามารถใช้งานด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน และเดินทางต่อเนื่องในระยะไกลได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น สะท้อนแนวคิด "ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้" (When Life Happens, Keep Moving!)

JAECOO 6T REEV: สมรรถนะและเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้
JAECOO 6T REEV รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุด 190 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และสูงสุด 160 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ขณะที่ระยะทางขับขี่รวมทำได้สูงสุด 800 กิโลเมตรในรุ่น 2WD และ 750 กิโลเมตรในรุ่น 4WD ครอบคลุมทั้งการใช้งานประจำวันและทริประยะไกลโดยไม่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้รถมากนัก และตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง ในด้านสมรรถนะ รุ่น 2WD ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 300 นิวตันเมตร ขณะที่รุ่น 4WD ให้กำลังสูงสุด 428 แรงม้า พร้อมแรงบิด 505 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.5 วินาที เสริมด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD ที่ปรับการทำงานระหว่าง 2WD และ 4WD โดยอัตโนมัติ พร้อมกระจายแรงบิดแบบเรียลไทม์

JAECOO 6T REEV ยังออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน ด้วยความสามารถในการลุยน้ำท่วมขังระดับ 600 มิลลิเมตร ความสามารถในการขึ้นทางลาดชัน 55% หรือประมาณ 29 องศา และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบในรุ่น 4WD ซึ่งเหมาะสำหรับทั้งการใช้งานในเมืองและเส้นทางออฟโรด

แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 33.67 kWh รองรับการชาร์จจากภายนอก โดยชาร์จ AC ได้สูงสุด 6.6 kW และชาร์จ DC ได้สูงสุด 100 kW เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายกับการชาร์จได้ทั้งที่บ้านและระหว่างการเดินทาง Smart Power, Smart Distance, Smart Technology: จุดเด่นที่ออกแบบสำหรับการใช้งานจริงในประเทศไทย

JAECOO 6T REEV มาพร้อมกับคอนเซปต์ When Life Happens, Keep Moving ทุกเส้นทาง ทุกความเป็นไปได้ เพื่อให้เหมาะกับบริบทการใช้รถในประเทศไทย ทั้งการจราจรในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะ การยึดเกาะ และความปลอดภัยสูง

Smart Power พลังที่ตอบสนองทุกสถานการณ์ สะท้อนผ่านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ให้การตอบสนองรวดเร็วตามแบบรถไฟฟ้า ผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ i-WD และโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ ช่วยให้รถปรับการทำงานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ เสริมด้วยช่วงล่างด้านหลังแบบ 

H-ARM ที่ช่วยเพิ่มการทรงตัว ความนุ่มนวล และการยึดเกาะถนน Smart Distance สบายใจในทุกการเดินทาง พร้อมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยระยะทางที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนในชีวิตประจำวัน พร้อมเพิ่มความต่อเนื่องในการเดินทางไกลด้วยระบบขยายระยะทาง เสริมด้วยฟังก์ชัน V2L ขนาด 2.3 kW และ Camping Mode สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการใช้งานนอกสถานที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเบาะนั่งแบบ Super Comfort ที่มาพร้อมที่รองขา ฟังก์ชันนวด ระบบระบายอากาศ และการปรับดันหลังด้วยไฟฟ้า ขณะที่พนักพิงเบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนได้ 2 ระดับ เพื่อความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง 

Smart Technology เทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมดูแลทุกการเดินทาง ด้วยการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวก ความปลอดภัย และความมั่นใจในทุกสถานการณ์ มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 15 ฟังก์ชัน กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา และระบบชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สาย 50 วัตต์



คุณบิล จาง รองประธานแบรนด์โอโมดา แอนด์ เจคู ประเทศไทย กล่าวว่า “JAECOO 6T REEV สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในประเทศไทย ด้วยระบบ REEV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักและมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อขยายระยะทาง รถรุ่นนี้จึงมอบประสบการณ์การขับขี่แบบไฟฟ้า 100% พร้อมความสะดวกในการเดินทางในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งในชีวิตประจำวัน การเดินทางระยะไกลระหว่างจังหวัด และเส้นทางที่ต้องการสมรรถนะมากขึ้น เราเชื่อว่า JAECOO 6T REEV จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความสะดวก และความมั่นใจในการใช้งาน” ที่สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกยุคใหม่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมือง และนอกเมืองได้อย่างลงตัว 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.omodajaecoo.co.th/th
ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย อย่างเป็นทางการของ OMODA & JAECOO ประเทศไทย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า โทร. 02-020-8888

29 มิถุนายน 2569

สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร ร่วมสัมมนาคณะกรรมการสโมสร ภาค 3350 โรตารีสากล


สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร ร่วมสัมมนาคณะกรรมการสโมสร ภาค 3350 โรตารีสากล พร้อมแสดงความยินดีนายกสโมสรคนใหม่ ปีบริหาร 2569-2570

สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร (Rotary Club of Krungthep Mahanakorn) นำโดย นายกก่อตั้ง แพทย์หญิงรุ่งไพลิน รัตนชีวร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสโมสร เข้าร่วมการสัมมนาคณะกรรมการสโมสร ภาค 3350 โรตารีสากล ประจำปีบริหาร 2569-2570 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ฮอลล์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานและเสริมสร้างศักยภาพ  การบริหารสโมสรให้
มีประสิทธิภาพตลอดปีบริหาร




ภายในงานได้มีพิธีสถาปนานายกสโมสรคนใหม่ โดย นายกศรีสองรัก ชัยสิทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกสโมสรอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ได้มีพิธีมอบเหรียญอดีตนายกสโมสร เพื่อแสดงความขอบคุณและเชิดชูเกียรติแก่ นายกจิตศักดิ์ หลิมภากรกุล สำหรับความเสียสละและการอุทิศตนในการนำพาสโมสรตลอดวาระที่ผ่านมา ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ คณะกรรมการและสมาชิกสโมสรโรตารีกรุงเทพมหานครได้ร่วมแสดงความยินดี มอบกำลังใจ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสถาปนา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสามัคคีของชาวโรแทเรียน ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการสานต่ออุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม ภายใต้แนวทางของโรตารีสากล

การเข้าร่วมสัมมนาและพิธีสถาปนาในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสโมสรโรตารีกรุงเทพมหานครในการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กร พัฒนาศักยภาพผู้นำ และสร้างความร่วมมือระหว่างสโมสรในภาค 3350 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการบริการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนตลอดปีบริหาร 2569–2570

27 มิถุนายน 2569

ตลาดทุนไทยส่งสัญญาณยุคใหม่แห่งเศรษฐกิจ ร่วมแคมเปญระดับโลกนี้เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย

ตลาดทุนไทยส่งสัญญาณยุคใหม่แห่งเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังของเอเชีย พร้อมเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในภูมิภาคที่ร่วมแคมเปญระดับโลกนี้เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+ 

กรุงเทพมหานคร, 26 มิถุนายน 2569: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก้าวขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมแคมเปญระดับโลก “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” ความร่วมมือระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights - OHCHR), โครงการตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Stock Exchanges Initiative - SSE), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact - UNGC), Koppa — The LGBTI+ Economic Power Lab และ Open for Business ด้วยการลั่นระฆังแห่งความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการประกาศจุดยืนเชิงสาธารณะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนความหลากหลายของกลุ่ม LGBTIQ+ สิทธิมนุษยชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน


โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และธนาคาร ดอยซ์ แบงก์ ในงาน Pride Show 2026   ในปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวม 16 แห่ง ได้เข้าร่วมแคมเปญ “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” เป็นปีที่สอง เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (IDAHOBIT) เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน สร้างความตระหนักรู้ ผลักดันบทสนทนาในระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้คุณค่ากับทุกคนอย่างเท่าเทียม การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิภาคเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ความเคลื่อนไหวระดับโลกนี้อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน Pride Show 2026 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปธุรกิจและวัฒนธรรม LGBTIQ+ ระดับเอเชียครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) 


หมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย การประกาศจุดยืนของ SET ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่การเสนอตัวเพื่อประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทยโดยชุมชนไพรด์ในประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างตลาดทุนของประเทศกับวาระการพัฒนาที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม การเข้าร่วมของ SET ในวันนี้จึงถือเป็นการตอกหมุดเสาหลักด้านการเงินให้กับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาตินี้อย่างเป็นรูปธรรม 

ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจยืนยันความชัดเจนของประเด็นนี้ จากรายงานของ Open for Business พบว่าประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวถึง 4.5 เท่า ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.47 ของ GDP ต่อปี จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันกลุ่ม LGBTIQ+ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.18–12.18 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมและการขับเคลื่อนของตลาดทุนสามารถช่วยดึงกลับคืนมาได้ 

ภาพรวมภาคธุรกิจไทยยืนยันความเร่งด่วนของประเด็นนี้เช่นกัน โดยรายงาน The Thailand Workplace Equity Report 2026 จัดทำโดยบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) ซึ่งเป็นแบบสำรวจเชิงโครงสร้างฉบับแรกของไทยด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ครอบคลุมองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พบว่า ร้อยละ 52 ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจยังไม่มีระบบวัดผล DEI ขณะที่ร้อยละ 81 มองว่า DEI มีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากร และร้อยละ 58 คาดว่า DEI จะถูกผนวกเข้ากับการรายงาน ESG ภายในสองปีข้างหน้า การแสดงบทบาทผู้นำของ SET ในวันนี้จึงเป็นสัญญาณตรงถึงบริษัทจดทะเบียนว่าการทำงานด้านทุนมนุษย์ต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ต้องสามารถวัดผลได้ รายงานได้ และมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอย่างแท้จริง 

คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า  “หนึ่งปีหลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองและทำให้สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTIQ+ เป็นจริงได้ การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลั่นระฆัง คือการส่งสารที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม” 


พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการ 'Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality’ เราเชื่อมั่นว่าเบื้องหลังทุกบริษัท ทุกนวัตกรรม ทุกการตัดสินใจลงทุน และทุกธุรกิจที่ยั่งยืนคือ 'คน' โดยคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความเคารพ การยอมรับ และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดทุนที่จะมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริงเมื่อทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าได้อย่างเท่าเทียม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าความหลากหลาย การมีส่วนร่วม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคุณค่าทางสังคม หากแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 'The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities' 

ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) พันธมิตรด้านเทคนิคด้าน LGBTIQ+ ของแคมเปญ  "เศรษฐกิจเพศหลากหลาย LGBTIQ+ ระดับโลกมีมูลค่าราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ตัวเลขนี้มักถูกมองผ่านมุมของผู้บริโภคเท่านั้น ทั้งที่แรงงาน LGBTIQ+ มีอยู่ในทุกขั้นของระบบเศรษฐกิจไทยมาตลอด ทั้งในระบบและนอกระบบ ตั้งแต่ภาคแรงงานนอกระบบจนถึงห้องประชุมบอร์ดบริหาร คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะให้ความครอบคลุมหรือไม่ แต่คือจะบูรณาการศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้นี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความมุ่งหมายสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 สามารถยกระดับให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีรุ้งแห่งเอเชีย ไม่ว่าจะในมุมตลาด การลงทุน นโยบาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การที่ SET ลั่นระฆังในวันนี้ คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว" 

ก้าวต่อไปนับจากนี้ หลังจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น มาตรฐานพฤติกรรมทางธุรกิจแห่งสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTIQ+ (UN Standards of Conduct for Business on Tackling Discrimination against LGBTIQ+ People) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ขจัดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน และแสดงบทบาทสนับสนุนชุมชน LGBTIQ+ อย่างเปิดเผย พิธีในวันนี้เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนใน SET ประเมินความก้าวหน้าของตนเองผ่าน UN LGBTIQ+ Standards Gap Analysis Tool ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและรักษาความลับ ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการปรับนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ lgbtiq.unglobalcompact.org  

การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ครอบคลุมการเสริมศักยภาพด้านธรรมาภิบาลเชิงครอบคลุมสำหรับบริษัทจดทะเบียน การพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางเพศ และงานวิจัยด้านนโยบายที่เสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำหรับทุกคนของเอเชีย

ข้อมูลเพิ่มเติม www.prideshow.org



26 มิถุนายน 2569

“Motor Field Marine” คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine” รายเดียวในไทย

ยกระดับอุตสาหกรรมเรือไทยด้วยเทคโนโลยีและบริการระดับสากล

Motor Field Marine ประกาศก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเรือไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Mercury Marine ผู้ผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ามายกระดับตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เรือพาณิชย์ และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


นายสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ มารีน จำกัด (Motor Field Marine) บริษัทในเครือของ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ ไทยแลนด์ ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และบริการหลังการขายเรือ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ทางทะเลแบบครบวงจร กล่าวว่า "การได้รับความไว้วางใจจาก Mercury Marine ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Marine Solutions พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อสันทนาการ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายของอุตสาหกรรมเรือไทย"


Mercury Marine ในเครือบริษัท บรันสวิก คอร์ปอเรชั่น (Brunswick Corporation) ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์เรือระดับโลก และครองอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%  โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ V10 และ V12 Outboard สำหรับเรือโดยเฉพาะ รองรับกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า พร้อมโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง รวมถึง Joystick Piloting ระบบควบคุมเรืออัจฉริยะจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ช่วยให้การบังคับและการจอดเรือทำได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังครั้งนี้ Motor Field Marine เตรียมต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเรือสันทนาการ (Leisure) สู่กลุ่มเรือราชการ เรือพาณิชย์ เรือสปีดโบ๊ท เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสาร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพความต้องการเครื่องยนต์สูงถึง ประมาณ 2,000 เครื่องต่อปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตของตลาดในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการและดีลเลอร์มาตรฐานรวม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 พัทยา ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี สมุย ตราด ฉะเชิงเทรา โคราช ลำพูน และสมุทรปราการ พร้อมแผนขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า

ด้านบริการหลังการขาย บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารอะไหล่แท้ครอบคลุมทุกรุ่นที่จำหน่าย พร้อมระบบ Fast Parts Delivery นำเข้าอะไหล่ทางอากาศทุกสัปดาห์สำหรับรายการสำคัญ ช่วยลดระยะเวลารออะไหล่จากเดิมกว่า 45 วัน เหลือไม่เกิน 15 วัน ลด Downtime ของเรือเชิงพาณิชย์ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ Mercury Marine จัดอบรมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมช่างไทยให้รองรับเครื่องยนต์เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ด้าน Mr. Enrique, General Manager – Australia, New Zealand & Asia ของ Mercury Marine กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ Mercury Marine ในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี การแต่งตั้ง Motor Field Marine ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นในประสบการณ์กว่า 20 ปี ความเข้าใจตลาด เครือข่ายการบริการ และแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Mercury Marine ในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว"



Mercury Marine ระบุว่า กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product Leadership ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสมรรถนะผลิตภัณฑ์, Effective Distribution ระบบกระจายสินค้าและเครือข่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และ Delightful Customer Experience การสร้างประสบการณ์และบริการหลังการขายที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ ผู้ผลิตเรือ หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อการพักผ่อน

ภายในงาน Mercury Marine Thailand Official Launch ยังได้เปิดตัว V8 300 HP Fourstroke OurboardMercury และ 5.7L V10 400hp AMS Outboard เครื่องยนต์ติดท้ายรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร ให้แรงบิดสูง การทำงานเงียบและนุ่มนวล ระบบ Quad-Cam และระบบควบคุมดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 87 ที่มีจำหน่ายทั่วไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ 



การจับมือกันระหว่าง Motor Field Marine และ Mercury Marine ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ แต่เป็นการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม Marine ไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจและบริการทางทะเลของภูมิภาคในอนาคต


25 มิถุนายน 2569

กรมการท่องเที่ยวยกระดับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ 35 แห่ง ตั้งเป้าบริหารจัดการท่องเที่ยวชุมชนสู่ความยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบของกรมการท่องเที่ยว 35 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสงคราม 

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ ทักษะ และศักยภาพในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้จากพื้นที่ต้นแบบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสินค้า บริการ และกิจกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานการท่องเที่ยว และสามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับฟังการบรรยายและฝึกปฏิบัติในหัวข้อสำคัญ อาทิ การส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการในห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว (Optimizing the Tourism Supply chain) การทำการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Touch Point ชุมชน สู่ Touch ใจนักท่องเที่ยว” การสร้างเสน่ห์ชุมชนด้วยการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ภายใต้หัวข้อ “Local Eco-healing ฮีลใจ

ในชุมชนสีเขียว” รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ในหัวข้อ “AI Local Story เล่าเรื่องชุมชนให้โลกจำ ด้วยผู้ช่วยอัจฉริยะ” นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและขยายผลแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ตลอดจนกิจกรรมศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับประสบการณ์ตรงและสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนาชุมชนของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม


กรมการท่องเที่ยวมุ่งมั่นส่งเสริมและยกระดับศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน สร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่ท้องถิ่น ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว

The Heritage Chiang Rai เปิดตัวแพ็กเกจวิวาห์ ‘Beautiful Wedding Celebration’

The Heritage Chiang Rai เปิดตัวแพ็กเกจวิวาห์ ‘Beautiful Wedding Celebration’ เริ่มต้น 65,000 บาท ตอบโจทย์คู่รักยุคใหม่

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น  รุกตลาดงานวิวาห์ในจังหวัดเชียงราย เปิดตัวแพ็กเกจ "Beautiful Wedding Celebration" เพื่อรองรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานครบวงจร ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรา และอบอุ่นในสไตล์ล้านนาร่วมสมัย โดยเริ่มต้นเพียง 65,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย

ด้วยศักยภาพของโรงแรมที่สามารถรองรับทั้งพิธีหมั้น พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส และ After Party ได้อย่างครบครัน The Heritage Chiang Rai จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักที่ต้องการจัดงานแต่งงานในจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังเติบโตในฐานะ Wedding Destination ของภาคเหนือ



แพ็กเกจดังกล่าวรวมบริการด้านสถานที่จัดงาน การตกแต่ง อาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับคู่บ่าวสาว เพื่อให้ทุกช่วงเวลาแห่งความรักได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน และน่าประทับใจที่สุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาโทร  052 055 888
www.heritagechiangrai.com

22 มิถุนายน 2569

CHANGAN ฉลองความสำเร็จ จัดงานส่งมอบรถ NEVO Q05 อย่างเป็นทางการ

หลังกวาดยอดจองทะลุ 2,200 คัน ภายใน 7 วัน หลังเปิดตัว

กรุงเทพฯ CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ฉลองความสำเร็จหลัง NEVO Q05 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน ภายในสัปดาห์แรกหลังการเปิดตัว พร้อมจัดงานส่งมอบรถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ชื่องาน “NEVO Q05 Remarkable Journey”  เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และต้อนรับเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง โดยมี นายริกกี้ อู๋ รองประธาน และ Customer Officer  บริษัท ฉางอาน ออโต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนาย คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนบริษัทฯ ร่วมให้การต้อนรับ และแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด  


เสียงตอบรับจากลูกค้า ด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ CHANGAN NEVO Q05 ว่าเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ดีไซน์ เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความปลอดภัย โดยความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนมิถุนายน หลังจากที่ CHANGAN เพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีโรงงาน ฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง และการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน โดยโรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตของฉางอานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฐานการผลิตที่สำคัญของ DEEPAL S05 และ NEVO Q05 สำหรับตลาดอาเซียน และส่งออกไปยังตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกอีกด้วย

NEVO Q05 เป็นรถ SUV อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘รถสมาร์ท ขับสบาย’ โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระความจุ 1,380 ลิตร พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC 3C ที่ชาร์จจาก 30–80% ได้ภายใน 15 นาที มีระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุด 426 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมด้วยระบบ ADAS และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.6 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสมาร์ทยิ่งขึ้น


นายคริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งมอบรถ NEVO Q05 เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่น่าจดจำและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าระหว่าง CHANGAN และลูกค้าทุกท่าน ในฐานะตัวแทนบริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN  และขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อบริษัทฯ และได้เลือก NEVO Q05 เป็นเพื่อนร่วมเดินทางคันใหม่ของท่าน CHANGAN มุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในด้านการบริการหลังการขายและการส่งมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ตลอดทุกการเดินทาง ปัจจุบัน CHANGAN มีโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 55 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้า และกำลังจะขยายเพิ่มอีก 10 แห่งในเร็วๆ นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับการดูแลอย่างที่ดีที่สุดในทุกพื้นที่”

CHANGAN ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง NEVO Q05 พร้อมส่งมอบแล้ววันนี้ที่โชว์รูม CHANGAN ทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและค้นหาโชว์รูม CHANGAN ได้ที่ เว็บไซต์: www.changan.co.th/th/nevo-q05 และ FACEBOOK : CHANGAN Thailand

#CHANGANTHAILAND #NEVOQ05FirstJourney #ChanganNEVO #NEVOQ05 #NEVO