27 สิงหาคม 2569

รพ.พญาไท 2 ชูความเชี่ยวชาญ Advanced GI Care เชื่อม “ความแม่นยำ–นวัตกรรม–ทีมสหสาขา”

สู่การรักษาโรคทางเดินอาหารและตับเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับผู้ป่วย

กรุงเทพฯ – โรงพยาบาลพญาไท 2 ตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านการดูแลโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ผ่าน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับ (Advanced GI Care) ที่ผสานความเชี่ยวชาญของแพทย์ เทคโนโลยีการส่องกล้องขั้นสูง และการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ เชื่อมการดูแลตั้งแต่การคัดกรอง วินิจฉัย รักษา ไปจนถึงการติดตามผล โดยมุ่งสร้างคุณค่าจากการรักษาที่ผู้ป่วยสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการวินิจฉัยที่แม่นยำ ลดขั้นตอนและการรักษาที่ไม่จำเป็น ลดผลกระทบต่อร่างกาย และช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น ภายใต้แนวคิด Value-based Healthcare ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นหัวใจของการดูแล

โรคระบบทางเดินอาหารและตับมีความซับซ้อน ครอบคลุมตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไปจนถึงระบบทางเดินน้ำดี ขณะที่อาการในระยะแรก เช่น จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก หรือการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลง อาจถูกมองว่าเป็นเพียงอาการเล็กน้อย จนทำให้ความผิดปกติบางอย่างถูกตรวจพบล่าช้ากว่าที่ควร


นพ.โชติ เหลืองช่อสิริ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “หัวใจของ Advanced GI Care ไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถในการนำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เราเห็นความผิดปกติได้ละเอียดขึ้น วินิจฉัยได้แม่นยำ และเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละรายตั้งแต่ต้น เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรวดเร็ว ไม่เพียงช่วยลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น แต่ยังเพิ่มโอกาสให้คนไข้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม และกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วขึ้น”

จาก Precision Diagnosis สู่การรักษาที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม
ปัจจุบันการส่องกล้องไม่ได้มีบทบาทเพียงเพื่อ “ตรวจหาโรค” แต่ในหลายกรณียังสามารถช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาความผิดปกติได้ภายในขั้นตอนเดียวกัน

โรงพยาบาลพญาไท 2 นำระบบส่องกล้องและเทคโนโลยีประมวลผลภาพความละเอียดสูงจากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาสนับสนุนการตรวจ เพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของรอยโรคได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดว่า “การตรวจที่ละเอียดและแม่นยำ คือจุดเริ่มต้นของการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงที”

เทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ Endoscopic Ultrasound (EUS) ที่ช่วยประเมินอวัยวะและรอยโรคซึ่งอยู่ลึกกว่าพื้นผิวของทางเดินอาหาร เช่น ตับอ่อนและท่อน้ำดี รวมถึง Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatography (ERCP) สำหรับการตรวจและรักษาความผิดปกติของท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน ซึ่งในผู้ป่วยบางรายสามารถให้การรักษาผ่านการส่องกล้องโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ ช่วยลดผลกระทบต่อร่างกายและระยะเวลาการฟื้นตัว


หากพบความผิดปกติระหว่างการส่องกล้อง เช่น ติ่งเนื้อหรือภาวะเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร แพทย์ยังสามารถประเมินและให้การรักษาที่เหมาะสมได้ในคราวเดียวกัน ช่วยลดการกลับมาทำหัตถการซ้ำ และลดระยะเวลาจาก “การตรวจพบ” ไปสู่ “การรักษา”

Advanced GI Care ในมุมของพญาไท 2 จึงไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาใช้ แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อสร้าง Patient Value ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งความแม่นยำในการวินิจฉัย ความเหมาะสมของการรักษา และลดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

Connected Care เชื่อมการรักษาอย่างต่อเนื่อง ลดภาระผู้ป่วยและครอบครัว
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือการออกแบบระบบให้การดูแลไม่ได้จบลงหลังการตรวจหรือส่องกล้อง แต่สามารถเชื่อมต่อไปยังแพทย์และทีมที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคซับซ้อน เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ผ่าน 4C Program – Colorectal Cancer Collaborative Care Program ที่เชื่อมข้อมูลการวินิจฉัยและการวางแผนรักษาร่วมกันของทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยลดภาระที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องประสานการรักษาด้วยตนเอง และสร้างความต่อเนื่องของการดูแลตลอด Patient Journey

นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังนำเสียงสะท้อนจากผู้เข้ารับบริการมาพัฒนากระบวนการเตรียมลำไส้ก่อนการส่องกล้อง ให้สามารถลดระยะเวลาเตรียมตัวจากหลายวันเหลือภายในวันเดียวในผู้ป่วยที่เหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อ

ชีวิตประจำวัน และทำให้ประสบการณ์ในการเข้ารับการตรวจสะดวกขึ้น

นพ.โชติ กล่าวว่า “เทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อถูกใช้โดยทีมที่สามารถนำข้อมูลไปสู่การรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน สิ่งที่เราอยากสร้างไม่ใช่เพียงศูนย์ที่คนไข้มาตรวจแล้วกลับบ้าน แต่เป็นระบบที่มีทีมพร้อมดูแลต่อ ตั้งแต่การตรวจเพิ่มเติม การรักษา การส่งต่อ ไปจนถึงการติดตามผล เพื่อให้คนไข้และครอบครัวมั่นใจว่าไม่ต้องเดินผ่านกระบวนการเหล่านี้เพียงลำพัง”

สำหรับเครือโรงพยาบาลพญาไท Value-based Healthcare จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนเทคโนโลยีหรือขั้นตอนการรักษา แต่คือการเลือกใช้สิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมายกับผู้ป่วยมากที่สุด ตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำ การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม ลดการรักษาที่รุกล้ำร่างกายโดยไม่จำเป็น ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น และมีความต่อเนื่องในการดูแล

ความเชี่ยวชาญด้าน Advanced GI Care ของโรงพยาบาลพญาไท 2 จึงสะท้อนการนำ Medical Expertise, Advanced Technology และ Connected Care มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ไม่ได้จบอยู่ที่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนเป็นคุณค่าที่ผู้ป่วยสัมผัสได้จริง ทั้งผลลัพธ์การรักษา คุณภาพชีวิต และความมั่นใจว่ามีทีมพร้อมดูแลอย่างต่อเนื่องเพราะการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ควรจบเพียงวันที่อาการดีขึ้นหรือการรักษาสิ้นสุด แต่คือการมีพันธมิตรด้านสุขภาพที่เข้าใจ พร้อมดูแล เชื่อมต่อการดูแล และพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ป่วยในทุกช่วงของชีวิต

โรงพยาบาลพญาไท — Partner For Life
พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลคุณในทุกช่วงชีวิต

กรมการท่องเที่ยวเดินหน้า “Thailand FILMAZING Package” ผนึกภาครัฐ–เอกชนทั่วประเทศ

ดึงดูดกองหนังต่างประเทศลงทุนไทย หวังสร้างเม็ดเงิน 10,000 ล้านบาท

กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมการหาสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ธุรกิจท่องเที่ยว และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “Thailand FILMAZING Package” แพ็กเกจส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศให้เกิดเม็ดเงินในประเทศไทยให้ถึง 10,000 ล้านบาท

ตลอดช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการประชุมหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่นำร่อง 9 พื้นที่ ได้แก่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดกาญจนบุรี เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ที่พัก การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตภาพยนตร์

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยการดำเนินกิจกรรม “Thailand FILMAZING Package” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรวบรวมสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น และข้อเสนอจากผู้ประกอบการในประเทศไทย เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และช่วยให้กองถ่ายต่างประเทศสามารถวางแผนการผลิตและเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า

“เป้าหมายของเราไม่ได้มองเพียงเรื่องจำนวนกองถ่ายที่จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย แต่ต้องการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับประเทศในวงกว้าง ทั้งธุรกิจภาพยนตร์ การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง การเช่าสถานที่ อุปกรณ์ถ่ายทำ ตลอดจนธุรกิจบริการและผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยกรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดเม็ดเงินจากกองถ่ายต่างประเทศในประเทศไทยให้ถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี” นายจาตุรนต์ กล่าว

ด้าน นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่นำร่องทั้ง 9 พื้นที่ ทำให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน รวมถึงเห็นถึงความร่วมมือและความกระตือรือร้นของจังหวัดต่าง ๆ ที่ต้องการดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในพื้นที่

“สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการลงพื้นที่ คือ ทุกจังหวัดมีความพร้อมและมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ถ่ายทำ บุคลากร และผู้ประกอบการในพื้นที่ ที่สำคัญคือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมีความตั้งใจที่จะร่วมกันอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายต่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอศักยภาพของแต่ละพื้นที่ไปสู่ตลาดภาพยนตร์ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายบุญเสริม กล่าว

ทั้งนี้ “Thailand FILMAZING Package” จะเป็นกลไกในการรวบรวมสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอสำหรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแพ็กเกจจะได้รับโอกาสในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ Thailand Film Office (TFO) รวมถึงการนำเสนอในงานตลาดภาพยนตร์และงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติ อาทิ Cannes, London, Hong Kong และ Los Angeles ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์และผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการด้านที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร สตูดิโอ สถานที่ถ่ายทำ การเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำ การขนส่ง การบริการด้านการผลิตและหลังการถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Thailand FILMAZING Package” เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก


ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถส่งข้อมูลเข้าร่วม “Thailand FILMAZING Package”
ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 ผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ที่ https://forms.gle/rvvfuK3iFhgZGdAM6

กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “Thailand FILMAZING” ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของกองถ่ายภาพยนตร์จากทั่วโลก

24 สิงหาคม 2569

กรมกิจการผู้สูงอายุ จับมือ “มูลนิธิวีวี แชร์” และภาคีเครือข่าย ส่งมอบอาหารมูลค่ากว่า 4.7 ล้านบาท หนุนโภชนาการกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

หนุนโภชนาการกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี


วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 เวลา 14.00 น. ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ มอบหมายให้ นางวรรณภา สุขคง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นประธานในพิธีรับมอบผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จาก คุณศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้แทนมูลนิธิวีวี แชร์ พร้อมด้วยผู้แทนบริษัท เชฟแคร์ส โปรดักท์ จำกัด และบริษัท ซี เจ เอ-ลิสต์ จำกัด เพื่อนำไปส่งต่อแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีนางดุสิตา เชาวน์เลิศ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานีหัวหน้าหน่วยงานทีม One Home สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จังหวัดปทุมธานี ประธานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) จังหวัดปทุมธานี และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธี  

สำหรับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 4,717,440 บาท ประกอบด้วย แฮมเบอร์เกอร์หมู จำนวน 48 ลัง (15,840 ชิ้น) แพนเค้ก จำนวน 661 ลัง (237,960 ชิ้น) และบะหมี่รามยอน จำนวน 5,040 ลัง (120,960 ซอง) ซึ่งจะกระจายความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงไปยังกลุ่มเป้าหมายในความอุปการะของหน่วยงานสังกัดกระทรวง พม. (One Home) จังหวัดปทุมธานี ครอบคลุมทั้ง 14 หน่วยงาน รวมจำนวนผู้รับบริการทั้งสิ้น 2,750 คน ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี คนไร้ที่พึ่ง คนพิการ เด็กและเยาวชนในสถานสงเคราะห์ ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ตลอดจนประชาชนกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานบริการสังคมและเครือข่าย อพม. ในจังหวัดปทุมธานี 








นางวรรณภา กล่าวว่า ในนามของกระทรวง พม. และกรมกิจการผู้สูงอายุ ขอขอบคุณมูลนิธิวีวี แชร์ บริษัท เชฟแคร์ส โปรดักท์ จำกัด บริษัท ซี เจ เอ-ลิสต์ จำกัด รวมถึงผู้ประสานงานทุกท่าน ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตและร่วมเคียงข้างกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนอาหารในครั้งนี้นอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารและโภชนาการของสถานสงเคราะห์และหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว ยังเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยหน่วยงาน พม. One Home จังหวัดปทุมธานี จะเร่งจัดสรรผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมดให้ถึงมือกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป  การผนึกกำลังร่วมกันในครั้งนี้ สะท้อนถึงพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ในการร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมเชิงรุก เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางโภชนาการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

โครงการสร้างอุทยานหลวงปู่มั่น เชิญร่วมสร้างมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ “อุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” วัดสัมปัตตะวนาราม จังหวัดนครราชสีมา

วัดสัมปัตตะวนาราม (ธรรมยุต) อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ขอเชิญพุทธศาสนิกชน ผู้มีจิตศรัทธา และผู้มีจิตเป็นกุศล ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสร้าง “อุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” เพื่อสืบสานพระเกียรติคุณและปฏิปทาแห่งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระมหาเถระผู้เป็นต้นแบบสำคัญของพระกรรมฐานสายวัดป่า 

วัตถุประสงค์ ครั้งนี้ 

1.น้อมภวายบุชาธรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต  

2. เป็นอนุสรณ์ที่ระลึกในวาระพิเศษสำคัญและสามารถใช้ประโยชน์ในการประกอบศาสนกิจ

 3.ใช้เป็นศูนย์เผยแพร่องคือความรู้เกี่ยวกับสายพระป่ากรรมฐาน  

4. เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามปฏิปทาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต 

5.ใช้เป้นพื้นที่สนับสนุนงานสารณกุศลและการพัฒนาสังคม 

โครงการดังกล่าว จัดสร้าง รูปเหมือนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ขนาดหน้าตัก 9 เมตร พร้อมอาคารประดิษฐาน เพื่อเป็นสถานที่แห่งการรำลึกถึงคุณูปการและคำสอนของหลวงปู่มั่น ตลอดจนเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและอนุชนรุ่นหลัง ให้ได้ศึกษา เรียนรู้ และน้อมนำแนวทางการปฏิบัติธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต


นอกจากนี้ โครงการยังเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดสร้าง โดยจะมีการ “จารึกนามเจ้าภาพ” อย่างสมเกียรติ เพื่อบันทึกไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความศรัทธา และเป็นเกียรติประวัติอันดีงามของเจ้าภาพและวงศ์ตระกูลสืบไป

การจัดสร้างอุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในครั้งนี้ ยังถือเป็นกิจกรรมสำคัญเพื่อร่วม เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 159 ปีชาตกาล และก้าวสู่ทศวรรษใหม่แห่งการสืบสานปฏิปทา สู่ 160 ปีชาตกาลพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อันเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันสืบทอดพระธรรมคำสอนและคุณงามความดีให้คงอยู่คู่พระพุทธศาสนา โดยมี คุณกฤตชัย พยอมแย้ม ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการและ ร.ท.หญิง ปริศญา คูหามุข (น้องแมงปอ) อนุคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์โครงการ เป็นผู้ดำเนินรายการ

รายนามเจ้าภาพอุปถัมภ์มีดังต่อไปนี้

1.  ดร.ปราศรัย ประวัติรุ่งเรืองพร้อมครอบครัว  ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ 1,000,000 บาท (โอนแล้ว)

2.  ดร.กันกุล ดำรงปิยวุฒิ์ประธานกรรมการ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ 2,751,000 บาท (โอนแล้ว)

3.  ดร.ปนัดดา เจริญจิตมั่น ประธานกรรมการบริหารของบริษัท เจซีเจพลาส จำกัด (Double  ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ 1,000,000 บาท (โอนแล้ว)

4..  ดร.(กิตติมศักดิ์) พรทิพา สุพัฒนุกุล (ผอ.ฟ้า) ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี , ประธานมูลนิธิผู้ให้ย่อมใจเป็นสุข ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์ 1,000,000 บาท (โอนแล้ว)

5.  คุณประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด และ บริษัททีพีไอโพลีนเพาเวอร์ จำกัด มหาชน เป็นเจ้าภาพอุปถัมภ์สนับสนุนวัสดุก่อสร้างจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ

วัดสัมปัตตะวนาราม (ธรรมยุต) จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมสร้างมหากุศลครั้งประวัติศาสตร์ในโครงการ “อุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” เพื่อร่วมกันสร้างอนุสรณ์แห่งศรัทธา สืบสานพระปฏิปทา และส่งต่อคุณความดีจากรุ่นสู่รุ่น ร่วมบุญในวันนี้ เพื่อฝากความดีไว้เป็นมรดกทางจิตใจและเกียรติประวัติแก่ลูกหลานและวงศ์ตระกูลสืบไป










ทุกท่านสามารถร่วมบุญได้ ที่ ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 374-0-91612-5 สาขาแยกปักธงชัย ชื่อบัญชี วัดสัมปัตตะวนาราม  ( เพื่อโครงการสร้างอุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต )
หรือ ธนาคารทหารไทยะนชาต จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 035-7-43681-5 ชื่อบัญชี โครงการสร้างอุทยานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ณ วัดสัมปัตตะวนาราม( ธ)

ประสานงานฝ่ายเลขานุการและเหรัญญิก :
คุณวรินทร สุธรรมชาว โทร. 095-614-5492 ไลน์ไอดี 3035961
น.อ.สุรสิทธ์  อิ่มฤทธา  โทร. 084-722-8572 ( ส่งหลักฐานการเงินและติดต่อลดหย่อนภาษี)

21 สิงหาคม 2569

ฟอร์จูน โฮเทล กรุ๊ป ยกทัพ 11 โรงแรม ร่วมงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 79” จัดโปรแรง “เที่ยวยกครัว” ซื้อ Voucher 5 แถม 1


กรุงเทพฯ 21สิงหาคม 2569 – ฟอร์จูน โฮเทล กรุ๊ป (Fortune Hotel Group) ภายใต้บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) ชวนคนไทยออกเดินทางพักผ่อนกับครอบครัวและคนพิเศษ ยกทัพโรงแรมในเครือ 11 แห่งทั่วประเทศ ร่วมงาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 79” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เที่ยวยกครัว” พร้อมนำเสนอแพ็กเกจห้องพักราคาพิเศษ ครอบคลุมหลากหลายจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วไทย

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ G06 โดยฟอร์จูน โฮเทล กรุ๊ป เตรียมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะภายในงาน ซื้อ Voucher 5 ใบ รับฟรี 1 ใบ และซื้อ Voucher 10 ใบ รับฟรี 2 ใบ สามารถใช้สิทธิ์เข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 – 31 มีนาคม 2570 ตามเงื่อนไขของแต่ละโรงแรม

11 โรงแรม พร้อมราคาพิเศษภายในงาน

โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช

Superior Room ราคา 1,599 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @grandns


โรงแรมฟอร์จูน แสงจันทร์ บีช ระยอง

Deluxe Room ราคา 1,999 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortunesaengchan


โรงแรมฟอร์จูน โคราช

Superior Room ราคา 1,099 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortunekorat


โรงแรมฟอร์จูน ริเวอร์วิว นครพนม

Superior Room ราคา 1,499 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortuneriverview


โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง นครพนม

Deluxe Room ราคา 1,499 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortuneviewkhong


โรงแรมฟอร์จูน บุรีรัมย์

Deluxe Room ราคา 1,099 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortuneburiram


โรงแรมฟอร์จูน คอร์ทยาร์ด เขาใหญ่

Classic Room ราคาเริ่มต้น 1,699 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortunecourtyard


โรงแรมฟอร์จูน ดี พลัส เขาใหญ่

Superior Room ราคาเริ่มต้น 1,099 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortunedplus


โรงแรมฟอร์จูน ดี พิษณุโลก

Superior Room ราคา 999 บาท รวมอาหารเช้า

Line OA: @fortunephitsanulok


โรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด

Superior Room ราคา 899 บาท พร้อม Grab & Go

โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย

Superior Room ราคา 699 บาท พร้อม Grab & Go

Line OA: @fortunedloei

ผู้ที่กำลังวางแผนทริปพักผ่อนช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 สามารถเลือกซื้อ Voucher ในราคาพิเศษได้ภายในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 79 วันที่ 20–23 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ G06

หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงแรมกำหนด โปรดตรวจสอบวันงดใช้สิทธิ์ (Blackout Date) ของโรงแรมแต่ละแห่งก่อนเข้าพัก และสำหรับโรงแรมสาขาเขาใหญ่ การเข้าพักในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 – 31 มีนาคม 2570 มีค่าบริการเพิ่มเติมตามเงื่อนไขที่กำหนด


#โรงแรมในเครือฟอร์จูนกรุ๊ป         

 #ไทยเที่ยวไทยครั้งที่79       

 #cpland

#ฟอร์จูนโฮเทลกรุ๊ป

#CPLAND

#FortuneRiverView






เกี่ยวกับโรงแรมในเครือฟอร์จูน

โรงแรมในเครือฟอร์จูน ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ  เป็นโรงแรมมาตรฐานการบริการมาตราฐานโรงแรมในประเทศ ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์ “ฟอร์จูน” โดย บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน)ได้รับการรับรองความสะอาดตามมาตรฐานของ SHA Plus จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำหรับธุรกิจโรงแรม โรงแรมในเครือฟอร์จูน แบ่งการให้บริการ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.City Hotel ระดับ 4-5 ดาว ได้แก่ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช โรงแรมฟอร์จูน โคราช จังหวัดนครราชสีมา ฯลฯ

2.Resort Hotelระดับ 3-4 ดาว ได้แก่  โรงแรมฟอร์จูนริเวอร์วิวนครพนม โรงแรมฟอร์จูน วิวโขง นครพนม โรงแรมฟอร์จูน แสงจันทร์ บีช ระยองและ โรงแรมฟอร์จูนคอร์ทยาร์ดเขาใหญ่ ฯลฯ

3.Lifestyle and Convenient Hotel ระดับ 2-3 ดาว ได้แก่ โรงแรมฟอร์จูน ดี เขาใหญ่ โรงแรมฟอร์จูน ดี แม่สอด โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย และ โรงแรมฟอร์จูน บุรีรัมย์ โรงแรม ฟอร์จูน พิษณุโลก ฯลฯ 

ข้อมูลเพิ่มเติม www.fortunehotelgroup.com

เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)

ซี.พี. แลนด์ หรือ CP LAND ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจที่พักอาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม 2. ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ส่วนกลางและภูมิภาค) 3. ธุรกิจโรงแรม 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 5. ธุรกิจบริหารอาคาร 6. ธุรกิจพลังงาน 7. ศูนย์ประชุมไคซ์ – KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th 

ขอขอบพระคุณในการอนุเคราะห์เผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ          

ฝ่ายสื่อสารการตลาดและประชาสัมพันธ์องค์กร บริษัทซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน)

พม. จัดงานใหญ่ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ดึง ปชช.-เครือข่าย ร่วมสร้างสังคมไทย


พม. จัดงานใหญ่ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ดึง ปชช.-เครือข่าย ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน พร้อมกางผลงาน พม. 120 วัน ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดงานมหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ "Social Development Expo 2026 (SDX 2026)" ภายใต้แนวคิด "Co-Creating a Better Society ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัยไปด้วยกัน" ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ได้ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมออกแบบอนาคตของสังคมไทย ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ผลงานวิชาการ และต้นแบบการพัฒนาสังคมจากทั่วประเทศ นำไปสู่การออกแบบอนาคตของสังคมไทยที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เพราะทุกคนคือพลังของการสร้าง "สังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรม SDX 2026 พร้อมปาฐกถาพิเศษ “120 วัน พม. ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งมี นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นางสาวชนก  จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายแพทย์วัชรากร เลิศด้วยลาภ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายชนินทร์  รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นายกันตพงศ์  รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , คณะทูตจากสถานเอกอัครราชทูต , ผู้แทนภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม , ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ , ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายนิกร เปิดเผยว่า ผลงาน 120 วัน ของกระทรวง พม. "ร่วมสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมที่เป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ปรับระบบการทำงานใหม่ ให้มองประชาชนเป็นรายคน รายครอบครัว และรายพื้นที่ เพื่อส่งความช่วยเหลือไปให้ถึงมือของประชาชนผู้ที่ต้องการอย่างแม่นยำ ทั้งนี้ หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนจาก การให้ประชาชนเข้ามารับความช่วยเหลือ ไปสู่การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล ค้นหา เข้าถึง และติดตามดูแลประชาชนเชิงรุก โดยการนำระบบดิจิทัลและ AI มาเชื่อมสิทธิสวัสดิการ และโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงได้ตรงจุดและรวดเร็วขึ้น

สำหรับผลงานสำคัญในช่วงที่ผ่านมา กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาระบบฐานข้อมูล MSDHS Big Data เชื่อมข้อมูลกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูล MSO-Logbook เข้ากับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 231,091 ราย , การพัฒนาระบบ พม. Care เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์ 6 ประเภท ด้วยตัวเอง ผ่านระบบออนไลน์บนสมารท์โฟน ซึ่งมีผู้ใช้บริการ 3,503 ราย , การเชื่อมบริการสำหรับคนพิการผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" ซึ่งมีคนพิการใช้งานมากถึง 71,642 คน , การยกระดับ สายด่วน พม. โทร. 1300 ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์ , ยกระดับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้นแบบ 435 แห่ง , ขับเคลื่อนศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็กต้นแบบ 434 แห่ง , สนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 2.42 ล้านคน และผลักดันให้มีคณะบริหารสภาเด็กและเยาวชนครบทุกระดับ 8,778 แห่ง

อีกทั้ง สนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและระบบสวัสดิการฐานราก ซึ่งมีสมาชิกสวัสดิการชุมชน 2.51 ล้านคน , ขับเคลื่อนศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) 2,258 แห่งทั่วประเทศ โดยให้การดูแลผู้สูงอายุ 169,150 คน , ผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาท , สนับสนุนอุปกรณ์สำหรับคนพิการอีก 17,000 คน , ปรับสภาพแวดล้อมที่พักอาศัยสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการแล้ว 10,559 หลัง , ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการบ้านมั่นคงและบ้านพอเพียง 24,482 ครัวเรือน , ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ 75,772 คน และสร้างอาชีพให้กลุ่มเปราะบางอีก 16,213 คน , สนับสนุนสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพแก่คนพิการและผู้สูงอายุ 9,509 ราย วงเงิน 455 ล้านบาท , ขยายวงเงินกู้กองทุนคนพิการจาก 120,000 บาท เป็น 300,000 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสการประกอบอาชีพ



นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังคงเดินหน้าปรับระบบราชการให้เป็นประตูที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และเข้าใจประชาชน ลดขั้นตอนบริการ พร้อมทบทวนและปรับปรุงกฎหมายสำคัญรวม 8 ฉบับ และผลักดันร่างกฎหมายด้าน Universal Design เพื่อวางรากฐานให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ใช้ชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเท่าเทียม "ก้าวต่อไปของกระทรวง พม. ไม่ใช่การทำโครงการแยกส่วน แต่คือการวางวาระรวมของระบบสังคมใหม่ ด้วยการเชื่อมคน ครอบครัว ชุมชน เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย อาชีพ สวัสดิการ และกฎหมายเข้าไว้ด้วยกัน โดยทุกนโยบาย ทุกสวัสดิการ ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตประชาชนทุกช่วงวัยได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" นายนิกร กล่าวย้ำ


#พม #กระทรวงพม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
#นิกรโสมกลาง #สร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน #ศรส
#ศูนย์สร้างสุข #พมCARE #SDX2026

19 สิงหาคม 2569

กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช จับมือ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ลงนาม MOU พัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาและพยาบาลศาสตร์

บริษัท แอดวานซ์ เมดิคอล เซนเตอร์ จำกัด หรือ กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช (CGH) ร่วมกับ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา (MOU) เพื่อร่วมกันส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านวิชาการและภาคปฏิบัติ พร้อมสนับสนุนการเรียนรู้ของนักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ให้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์และสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานจริง 

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร.พลอย พุทธพงษ์ศิริพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เป็นประธานลงนาม ณ ชั้น 16 อาคาร CP ALL Academy สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถนนแจ้งวัฒนะ 

ภายในงานมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรเข้าร่วม ได้แก่ พญ.เพชรลดา พุทธพงษ์ศิริพร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร กลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอช พร้อมด้วย นายพรวิทย์ พัชรินทร์ตนะกุล รองอธิการบดีอาวุโส สายวิชาการ และ ศาสตราจารย์ (เชี่ยวชาญพิเศษ) ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล รองอธิการบดี ส่วนวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงคณะผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องจากทั้งสองฝ่าย

ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการและภาคปฏิบัติ และโอกาสในการทำงานสำหรับนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ ตลอดจนการสนับสนุนพื้นที่และกระบวนการฝึกปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง




นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายมีแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้าน นวัตกรรม โครงการวิชาการ งานวิจัยและพัฒนา การฝึกอบรม และการศึกษาดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากร นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องฃกลุ่มโรงพยาบาลซีจีเอชมีความยินดีที่ได้ร่วมพัฒนาความร่วมมือกับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยมุ่งหวังให้ความร่วมมือดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษากับประสบการณ์จากภาคการปฏิบัติงาน และช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในวิชาชีพในอนาคต

ความร่วมมือทางการศึกษาครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรในการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพและสังคมในระยะยาว