26 ธันวาคม 2563

ยิ่งใหญ่ สมการรอคอยในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง Blockchain Thailand Genesis 2020 Exclusive Edition

Blockchain Thailand Genesis 2020 Exclusive Edition
เปิดโลกสินทรัพย์ดิจิทัลและอุตสาหกรรมบล็อกเชน

สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย จัดงานมหกรรมบล็อกเชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย “Blockchain Thailand Genesis 2020 Exclusive Edition” เปิดโลกสินทรัพย์ดิจิทัลและอุตสาหกรรมบล็อกเชน (The World of Digital Asset and Blockchain Ecosystem) ในวันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์

ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในรูปแบบ “รูปแบบออนไลน์เสมือนจริง” โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 3,000 คน 



นายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า ถือเป็นภารกิจสำหรับของ สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ที่จัดขึ้นเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ยุคใหม่แห่งสินทรัพย์ดิจิทัลกับงานบล็อกเชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย กับงาน “Blockchain Thailand Genesis 2020 Exclusive Edition” มหกรรมงานบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล (The World of Digital Asset and Blockchain Ecosystem) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ และเนื่องด้วยสถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องเจอกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เราจึงจำเป็นต้องมีมาตราการพิเศษเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นคือ “รูปแบบออนไลน์เสมือนจริง” ซึ่งภายในงานประกอบด้วย เวทีให้ความรู้และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อต่างๆ ภายใต้ 4 หัวใจหลัก ได้แก่ 


• สกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ (Central Bank Digital Currency: CBDC) 

เมื่อแต่ละประเทศตัดสินใจมีสกุลเงินบนโลกดิจิทัลเป็นของตัวเอง

• ระบบการเงินกระจายศูนย์ (Decentralized Finance: DeFi) 

รู้จักกับโลกอนาคตที่จะไม่มีเงินสดอีกต่อไป ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่ การลงทุนรูปแบบใหม่ และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่

• สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset)

โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อการฝากถอนโอนจ่ายไม่จำต้องมีธนาคาร กระแสเงินและรูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไปเช่นไร เมื่อเศรษฐกิจกำลังจะขับเคลื่อนไปด้วยสกุลเงินใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน

• เทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้เพื่อการประกอบการ (Blockchain for Enterprise)

รู้จักการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการจัดการข้อมูลสารพัดประโยชน์ที่สามารถให้คุณได้ทั้งความปลอดภัย (security) และความเป็นส่วนตัว (privacy) โดยที่ไม่ต้องเลือก

​นายสัญชัย ปอปลี ประธานกรรมการผู้บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ จำกัด และที่​ปรึกษา​สมาคม​สินทรัพย์​ดิจิทัล​ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมีข้อมูลเยอะน้อยแค่ไหน จะเป็นมือใหม่ โปรแกรมเมอร์ นักลงทุน หรือนักธุรกิจ คุณก็สามารถเข้าร่วมงานครั้งนี้ในแบบที่เหมาะกับคุณได้อย่างแน่นอน เพราะเราได้รับเกียรติจากกูรู ผู้รู้ ตัวจริงเสียงจริงในวงการบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล มาร่วมเป็นวิทยากรเพื่อถ่ายทอดข้อมูลดีๆ ที่เรียกได้ว่ามางานเดียว ได้ข้อมูลครบทุกมิติของบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเลยทีเดียว อาทิ เช่น ดร.นภนวลพรรณ ภวสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), คุณสรานี สงวนเรือง, คุณโฉลก สัมพันธารักษ์, คุณปริญญ์ พานิชภักดิ์, คุณชัชวาลย์ วัฒนะโชติ, คุณอัครเดช เดี่ยวพานิช และคุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า ในการรับ e-book ให้กลับไปศึกษาเกี่ยวกับบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งในส่วนที่เป็นสรุปงานและข่าวคราวในวงการปีนี้และส่วนที่เป็นการทำนายทิศทางตลาดในปี 2021 เพื่อตอกย้ำว่า ​สมาคม​สินทรัพย์​ดิจิทัล​ไทย พร้อมที่จะผลักดันวงการสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชนไปสู่อนาคต และเน้นย้ำในการเป็นเครือข่ายของกลุ่มผู้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุด และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่แห่งสินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งผู้สนใจข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับวงการบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล



สามารถเข้าไปได้ที่ www.facebook.com/blockchainthailandevent นายศุภกฤษฎ์ กล่าวปิดท้าย

นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เร่งประชุมหารือแผนเที่ยวอย่างยั่งยืน รองรับปี 64-65


นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ วาระปี 2564-2565 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มอบหมายให้อุปนายกฝ่ายต่างๆ แจ้งให้ที่ประชุมทราบเกี่ยวกับแผนงานกิจกรรมและโครงการวิจัยที่มุ่งหมายจะให้เกิดขึ้นในระหว่างวาระ เช่น โครงการเขาใหญ่เมืองดูดาว งานมหกรรมทุเรียนเขาใหญ่ โครงการจัดทำแนวกันไฟร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โครงการการพัฒนาเขาใหญ่สู่เมืองเกษตรอินทรีย์

นางสาวพันชนะ วัฒนเสถียร นายกสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่





โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการขับเคลื่อนและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยการจับมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างรัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่น และประชาชน

25 ธันวาคม 2563

โครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔


นายสมใจ  บุญอาจ ผู้อำนวยการ กองหนึ่งใจ...เดียวกันฯ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ ณ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้

วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลงพื้นที่โรงเรียนเพียงหลวง ๑๔ ฯ จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังผลการดำเนินงาน ประจำปี ๒๕๖๓ และเยี่ยมชมกิจกรรมเพียงหลวงตามรอยพ่อสานต่อความพอเพียงตามโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ อาทิ การเลี้ยงกบ การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลาดุก การปลูกมะนาว การปลูกต้นหม่อน รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพียงหลวง ได้แก่ การทำอิฐตัวหนอน พร้อมทั้งได้ให้แนวทางในการดำเนินโครงการ/กิจกรรม เเก่คณะครูที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว โดยมี นายวิชัย สมศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนเพียงหลวง ๑๔ฯ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะครูให้การต้อนรับ

วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลงพื้นที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการใช้จ่ายงบประมาณ และวางแผนการดำเนินโครงการ/กิจกรรมโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ  ๒๕๖๔ รวมทั้งรับฟังปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยมีนางรัมภาภรณ์  วรรคสังข์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ


นายสมใจ  บุญอาจ ผู้อำนวยการ กองหนึ่งใจ...เดียวกันฯ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ระหว่างวันที่ ๒๒ - ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๓ ณ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้

วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลงพื้นที่โรงเรียนเพียงหลวง ๑๔ ฯ จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังผลการดำเนินงาน ประจำปี ๒๕๖๓ และเยี่ยมชมกิจกรรมเพียงหลวงตามรอยพ่อสานต่อความพอเพียงตามโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ อาทิ การเลี้ยงกบ การปลูกพืชผักสวนครัว การเพาะเห็ด การเลี้ยงปลาดุก การปลูกมะนาว การปลูกต้นหม่อน รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพียงหลวง ได้แก่ การทำอิฐตัวหนอน พร้อมทั้งได้ให้แนวทางในการดำเนินโครงการ/กิจกรรม เเก่คณะครูที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว โดยมี นายวิชัย สมศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนเพียงหลวง ๑๔ฯ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยคณะครูให้การต้อนรับ

วันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลงพื้นที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการใช้จ่ายงบประมาณ และวางแผนการดำเนินโครงการ/กิจกรรมโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ  ๒๕๖๔ รวมทั้งรับฟังปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดยมีนางรัมภาภรณ์  วรรคสังข์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดศรีสะเกษ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ 

จากนั้น ลงพื้นที่นิคมลำโดมน้อยจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการใช้จ่ายงบประมาณ และวางแผนการดำเนินโครงการ/กิจกรรมโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๔ รวมทั้งรับฟังปัญหา/อุปสรรคในการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา โดมีนายสุรศักดิ์ คันธพรสิริ ผู้ปกครองนิคมลำโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ


วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๓ ลงพื้นที่โรงเรียนเพียงหลวง ๑๒ ฯ จังหวัดอุบลราชธานี รับฟังผลการดำเนินงานประจำปี ๒๕๖๓ และเยี่ยมชมกิจกรรมเพียงหลวงตามรอยพ่อสานต่อความพอเพียง ตามโครงการโรงเรียนเพียงหลวงฯ อาทิ การเลี้ยงกุ้ง การเลี้ยงกบ การเลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ การเลี้ยงเป็ด การเลี้ยงหมู การปลูกข้าวโพด การปลูกข้าวในบ่อซีเมนต์ การปลูกผักหวาน การปลูกพืชผักสวนครัว การสาธิตการทำน้ำสมุนไพร (น้ำใบเตยและน้ำมัลเบอร์รี) รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพียงหลวง ได้แก่ การจักสานกระติ๊บข้าวและเสื่อ พร้อมทั้งได้ให้แนวทางในการดำเนินโครงการ/กิจกรรม แก่คณะครูที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีนายกรุงกฤษณ์  โทจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเพียงหลวง ๑๒ ฯ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยคณะครูให้การต้อนรับ

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น

จับมือกรุงเทพมหานคร และผู้ประกอบการย่านสาทร ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ร่วมเปิด
“GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020”

ในรูปแบบใหม่ที่เพิ่มช่องทางการระดมทุนแบบ Omni-Channel รับนิวนอร์มอล
ชูแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน 

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) จับมือกรุงเทพมหานคร กลุ่มผู้ประกอบการย่านสาทร และพันธมิตรทางธุรกิจ สานต่อโครงการ “GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020” ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ด้วยคอนเซ็ปต์ The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมปรับรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel ให้มีความเป็นดิจิทัลเพื่อรองรับความปกติรูปแบบใหม่ในช่วงสถานการณ์ที่ท้าทายด้านสุขอนามัย ผ่าน 3 กิจกรรม เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2563 ต่อเนื่องถึงเมษายน 2564 นำร่องด้วย Sathorn District Charity Christmas Tree ต้นคริสต์มาสแห่งการเฉลิมฉลองในย่านสาทร สร้างสรรค์ด้วยแนวคิด “One Give One Gift - หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” ในปลายเดือนธันวาคม 63 ตามด้วย AWC Charity Market Around ตลาดนัดของคนใจบุญ ในเดือนมีนาคม 64 และกิจกรรมปันฝัน ส่งมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เพื่อร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเยาวชนไทย ในเดือนเมษายน 64

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่ม แอสเสทเวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างคุณค่าและประโยชน์ เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 นี้ ที่โลกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก เรายิ่งเล็งเห็นความสำคัญของการรวมพลังของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันฝ่าฟันและก้าวพ้นความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกันสู่อนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น โครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020 จึงเดินหน้าต่อเนื่องด้วยแนวคิด The Power of One รวมพลังเป็นหนึ่ง ด้วยความเชื่อมั่นว่า พลังแห่งความร่วมมือที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐในย่านสาทร จะช่วยส่งเสริมการสร้างคุณค่าและประโยชน์เพื่อดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน พร้อมสามารถขยายผลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในวงกว้างของกรุงเทพฯ ตลอดจนทั้งประเทศไทย เราจึงขอเชิญชวนทุกท่านมารวมพลังกันทำให้เทศกาลส่งความสุขท้ายปีนี้มีความหมายและคุณค่ามากยิ่งขึ้น เริ่มต้นง่าย ๆ จากตัวเราเอง ลองมาปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การบริโภคสินค้า การให้ของขวัญและแบ่งปันสิ่งของกับคนอื่น ตลอดจนรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดจะหลอมรวมเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมและสิ่งแวดล้อม และสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับทุกคนได้”    

และเนื่องด้วยสถานการณ์ด้านสุขอนามัยที่มีความท้าทายในปีนี้ เราได้จัดเตรียมช่องทางในการรับบริจาคในรูปแบบใหม่ให้มีความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อลดการพบปะและสัมผัสระหว่างบุคคล ด้วยรูปแบบการรับบริจาคแบบ Omni-Channel ที่สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ผ่าน                3 กิจกรรมหลัก ของโครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020

1. กิจกรรม Sathorn District Charity Christmas Tree รวมพลังส่งต่อความสุขเพื่อสร้างสรรค์สังคม ด้วยต้นคริสต์มาสแห่งการแบ่งปัน เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ชวนทุกคนมาร่วมเปลี่ยนเทศกาลแห่งเฉลิมฉลองในปีนี้ให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ผ่านการส่งต่อความสุขให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ภายใต้แนวคิด “One Give One Gift - หนึ่งคนให้ หนึ่งคนรับ” โดยปีนี้ ต้นคริสต์มาสที่เป็นแลนด์มาร์กของการเฉลิมฉลองในย่านสาทร ได้รับการสร้างสรรค์และตกแต่งด้วยขวดพลาสติก bioPET ที่ใช้แล้ว เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องปัญหาขยะ และการรีไซเคิลโดยนำวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ พร้อมเชิญชวนทุกคนที่เดินผ่านไปมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ โดยสแกน QR Code ที่ต้นคริสต์มาส เพื่อส่งข้อความอวยพร หรือให้กำลังใจน้องๆ ยิ่งสแกนมาก ยิ่งเพิ่มความสุขที่มากขึ้นทั้งผู้ให้และผู้รับ หรือสามารถบริจาคสมทบทุนโดยตรงผ่านมูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล บัญชีหมายเลข: 483 1 15405 3 ธนาคาร กรุงศรีชื่อบัญชี: บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (บัญชีออมทรัพย์) โดยทางมูลนิธิฯ จะนำไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ มอบเป็นของขวัญมอบให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน เพิ่มเติม

2. AWC Charity Market Around ตลาดนัดการกุศล รวมพลังแห่งการบริโภคเพื่อสร้างสรรค์สังคม โดยรวบรวมสิ่งของบริจาคและสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจและผู้เช่าของแอสเสท เวิรด์ 

คอร์ปอเรชั่น และร้านค้าชั้นนำ มาจัดจำหน่ายในช่วงเดือนมีนาคม 2564 ภายในงานนำเสนอสินค้าที่หลากหลายจากผู้บริจาคให้เลือกสรร อาทิ อาหาร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเพื่อสุขภาพ และและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย โดยจะนำรายได้ไปจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและกีฬามอบให้แก่เด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน

3. กิจกรรมปันฝัน รวมพลังแห่งการให้และแบ่งปันอย่างยั่งยืน หลังจากการระดมทุนผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการ GIVE GREEN CBD: SYNERGY POWER 2020 ทางมูลนิธิฯ จะนำอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษาร่วมสร้างโอกาสในการต่อเติมความฝันให้กับเด็ก และเยาวชนในโรงเรียน และชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้กับโครงการอาคารสำนักงาน และโรงแรมในกลุ่มของ AWC ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด 8 โรงเรียนในเดือนเมษายน 2564 อันประกอบด้วย โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดราชสิงขร บางคอแหลม กรุงเทพฯ โรงเรียนวัดสร้อยทอง บางซื่อ กรุงเทพฯ โรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ โรงเรียนบ้านหนองทะเล กระบี่ โรงเรียนบ้านทับใต้ ประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนเกาะสมุย สุราษฏ์ธานี และโรงเรียนเมืองถลาง ภูเก็ต



และสำหรับกิจกรรม “Empire Tower We Run with Virgin Active” ชวนคนไทยรวมพลังเพื่อการมีสุขภาพ
ที่ดีอย่างยั่งยืนกับนักวิ่งพลังสีเขียวใช้แก้วน้ำแก้วเดียวตลอดการวิ่ง เพื่อเป็นการลดขยะและประหยัดทรัพยากร ซึ่งปกติจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะเปิดรับสมัครนักวิ่งในไตรมาสที่ 3 และจัดกิจกรรมวิ่งในช่วงปลายปี 2564 ประสานพลังภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากจุดเล็กๆ ย่านสาทรสู่เยาวชนทั่วประเทศ

มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากกรุงเทพมหานครและผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งเป็นผู้ประกอบการและบริษัทในที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในย่านสาทร ในการจัดทั้ง 4 กิจกรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมส่งเสริมพื้นที่ธุรกิจย่านสาทร ในการเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์ชุมชนเมืองคุณภาพและเป็นศูนย์กลางธุรกิจอันดับหนึ่งจากปัจจุบันสู่อนาคต เพื่อร่วมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน

โดยบริษัทเอกชนที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ ประกอบด้วย บริษัทวีจีไอ โกลบอล มีเดีย จํากัด (VGI) บริษัทเคพีเอ็มจี ภูมิไชย สอบบัญชี จํากัด (KPMG) บริษัท ซี.อี.เอส.จำกัด (CES) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) ธนาคารยูโอบี จํากัด (มหาชน) (UOB) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) (SE-ED)

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการ GIVE GREEN CBD : SYNERGY POWER 2020
และกลุ่มมูลนิธิแอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ภายใต้ แอสเสท เวิรด์คอร์ปอเรชั่น  เพิ่มเติมได้ที่

Website: www.assetworldcorp-th.com
Facebook: AssetWorldCorporation
IG: AssetWorldCorporation

ชมย้อนหลังได้แล้ว..งานประชุมวิชาการนานาชาติฮาลาล !! “Thailand Halal Assembly 2020”

 งานประชุมด้านฮาลาลที่ดีที่สุดในไทย..ในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง 

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทยมีกำหนดจัดงานประชุมด้านฮาลาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “Thailand Halal Assembly 2020”  ระหว่างวันที่ 22 – 23  ธันวาคมนี้ ภายใต้แนวคิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ฮาลาล (Halal Sphere : An Ecologic-Economic Equity Concept of Halal) ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง และสามารถชมย้อนหลังได้แล้ว !!

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานจัดงาน Thailand Halal Assembly 2020 กล่าวว่า นับเป็นงานฮาลาลที่กล่าวได้ว่าดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในปีนี้ยังเพิ่มเติมความทันสมัย ทันโลกยุคโควิท-19 กับงาน “Thailand Halal Assembly 2020” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 7 โดย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ฮาลาล (Halal Sphere : An Ecologic-Economic Equity Concept of Halal) และเนื่องด้วยสถานการณ์ที่ทั่วโลกต้องเจอกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เราจึงจำเป็นต้องมีมาตราการพิเศษเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นคือ “รูปแบบออนไลน์เสมือนจริง” โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ธันวาคม 2563 ภายในงานจะพบกับ การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมและธุรกิจฮาลาล ครั้งที่ 13 (13th HASIB : The 13th Halal Science, Industry and Business Virtual Conference) และการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮาลาล (IHSATEC 2020 : First round The International Halal Science and Technology Conference 2020) โดยมีรายละเอียดังนี้

วันที่ 22 ธันวาคม 2563

• Session 1: Digital Catalyst and Resilience of Future Halal Industry การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมฮาลาลในอนาคต

• Session 2 : The Role and Responsibility of Halal entrepreneur for Building Trust in the Post Covid-19 Era บทบาทและความรับผิดชอบของผู้ประกอบการฮาลาลในการสร้างความเชื่อมั่นในยุคหลังการระบาดของเชื้อโรคโควิด-19

• Session 3 : Strategy and Evolving of Halal Branding beyond COVID-19 Pandemic กลยุทธ์และพัฒนาการของการสร้างแบรนด์ด้านฮาลาลภายหลังการระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อโรคโควิด-19

วันที่ 23 ธันวาคม 2563

• Session 1: Challenges and Opportunities: Halal Science, Technology, and Innovation after  Covid-19 ความท้าทายและโอกาส: วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมฮาลาลหลังยุคโควิด-19

• Session 2 : Responding to Halal Science and Innovation: A Global Sustainability on Ecology, Economy and Equity การตอบสนองต่อวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมฮาลาล: เพื่อความยั่งยืนระดับโลก
ด้านนิเวศวิทยา เศรษฐกิจและความเสมอภาค

• Session 3 : Scientific and Innovation Approach in the New Normal Era แนวทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในยุคปกติใหม่ “New Normal”

• Session 4 : Halal Sphere: A Pathway to Establish Science and Innovation Culture Halal Sphere:
เส้นทางสู่การสร้างวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมด้านฮาลาล

ซึ่งงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล “Thailand Halal Assembly 2020”  ถือเป็นงานที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 30 ประเทศ วิทยากรมากกว่า 24 คน และมีคนอยากเข้าร่วมจากทั่วโลก เราในฐานะผู้จัดงานก็อยากให้คนไทยทุกคนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองในการทำธุรกิจ ซึ่งผู้สนใจสามารถชมงานเสวนาต่างๆ ย้อนหลังได้แล้ว

 www.facebook.com/ThailandHalalAssembly , www.Thailandhalalassembly.com ,

24 ธันวาคม 2563

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ พร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย ช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2564

เน้นย้ำขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาการใช้บริการ

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก รักษาความปลอดภัย และป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รองรับการใช้บริการของผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่  ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 – 4 มกราคม 2564

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อานวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาล
ปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2563 – 4 มกราคม 2564 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทาง รวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยได้เตรียมดำเนินการด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านการอำนวยความสะดวก มีการประชาสัมพันธ์จุดให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ (Taxi) ที่แอร์พอร์ต 
เรล ลิงก์ สถานีพญาไท และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีมักกะสัน




ด้านการรักษาความปลอดภัยมีการจัดทำประกาศ และแจ้งข้อมูลด้านความปลอดภัยในการโดยสารรถไฟฟ้า รวมทั้งมีมาตรการยกระดับการป้องกันอันตรายด้านการเดินรถ โดยให้สถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี

มีการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และจัดจุดตรวจสัมภาระผู้โดยสารก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า 
เพื่อตรวจหาวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งประกาศแจ้งเตือนผู้โดยสารเกี่ยวกับการระมัดระวังทรัพย์สิน  และกระเป๋าสัมภาระที่ไม่มีเจ้าของในระบบรถไฟฟ้า พร้อมกำชับสถานีต่างๆ  ให้ควบคุมติดตามการใช้งานโทรทัศน์วงจรปิด ( CCTV ) และเฝ้าระวังหน้าจอมอนิเตอร์อยู่เสมอ รวมถึงมีการตรวจตราบนขบวนรถไฟฟ้าโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม และชุดสุนัขตรวจวัตถุระเบิด (K9) ออกตรวจสอบพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า รวมทั้งกำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่ อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และพลุดอกไม้ไฟทุกชนิด

นอกจากนั้นบริษัทยังเข้มงวดในมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 โดยมีการตั้งจุดคัดกรองอุณหภูมิ และตรวจตราการสวมหน้ากากอนามัยของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด  โดยขอความร่วมมือผู้โดยสารสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ใช้บริการรถไฟฟ้า และสแกน QR Code ไทยชนะบริเวณสถานีทุกครั้งในการใช้บริการ เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบสวนโรค รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ( Social Distancing ) ในขณะใช้บริการ โดยงดเว้นการพูดคุยภายในตู้โดยสาร 

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบริเวณสถานี และภายในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อสร้างมั่นใจในการใช้บริการให้แก่ผู้โดยสาร


ทั้งนี้เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสาร และช่วยให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข Call Center 1690
หรือ www.srtet.co.th , www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

23 ธันวาคม 2563

โอทอปเทรดเดอร์ ประเทศไทย เสริมแกร่ง นำทัพผู้ซื้อพบผู้ขาย กว่า 100 ราย

เจรจาจับคู่ทางธุรกิจสร้างช่องทางการตลาดกับ OTOP OUTLET ภายในงาน OTOP CITY 2020

บริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ภายในงาน โอทอป ซิตี้  (OTOP CITY 2020) ผู้ซื้อพบผู้ขาย มากกว่า 100 ราย  นำทัพสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ร่วมจัดแสดงสินค้าและจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์   โอทอป เสริมความแข็งแกร่งสร้างรายได้ให้กับชุมชน

นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ประธาน บริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กรมพัฒนาชุมชน ไว้วางใจมอบหมายให้บริษัท โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินการด้านการตลาดสินค้าโอทอปในการหาช่องทางจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการในประเทศ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) ภายในงาน โอทอป ซิตี้  (OTOP CITY 2020) เนื่องจากโอทอปเทรดเดอร์ ประเทศไทยทำหน้าที่ รวบรวมสินค้า กระจายสินค้า กระตุ้นช่องทางการจำหน่าย เชื่อมโยงการตลาดเดิม   รุกตลาดใหม่ ให้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอทอปทุกระดับอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตที่ไม่ถนัดเรื่องการตลาด สามารถเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้น และยังสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ดีขึ้น โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการขับเคลื่อนผลักดันงานโอทอป ในรูปแบบ โอทอปโชว์ห่วยช่วยชุมชน โอทอปเทรดเดอร์แบรนด์ และ โอทอปเอ้าท์เลท ทั้งนี้ มีแผนที่จะสร้าง โอทอปแฟรนไชส์ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กลุ่มผู้ประกอบการที่กำลังมองหาธุรกิจใหม่




างโอทอปเทรดเอดร์ ประเทศไทย มีแผนที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการโอทอปให้มีโอกาสได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาทางธุรกิจ (Business Matching) เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP ผ่านศูนย์ OTOP Outlet เป็นศูนย์รวมสินค้าโอทอปจากทั่วประเทศ  ปีนี้นำผู้ขายกว่า 100 ราย ผู้ซื้อจำนวน 24 ราย มาเจรจาธุรกิจร่วมกัน และมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจกันทุกวันตลอดการจัดงาน ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และผู้ซื้อจากกลุ่มโมเดิร์นเทรด ร้านค้า ห้างร้าน และกลุ่มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ


ด้านนาย สมปอง อาจณรงค์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนเชี่ยวชาญ กรมพัฒนาชุมชน กล่าวว่า งานโอทอป ซิตี้ 2020 ต้องการที่จะเป็นกลไกลในการขับเคลื่อนสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืนและเข้มแข็ง โดยใช้เวทีนี้ให้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการให้นำผลิตภัณฑ์มาจัดหน่ายให้เกิดการเรียนรู้ เห็นตลาดที่ชัดเจนและถูกต้องสามารถตอบโจทย์ลูกค้า  ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าโอทอปอย่างแท้จริง และยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมในระดับฐานรากให้มีความเข้มแข็ง งานโอทอป ซิตี้ 2020 มีผู้ประกอบการทั้งสิ้นที่ผ่านการคัดสรรกว่า 17,000 ราย นำผลิตภัณฑ์มาร่วมออกบูธกว่า 3,000 บูธ เป็นผลิคภัณฑ์ระดับ 3-5 ดาว มาจัดจำหน่าย และช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เทศกาลส่งความสุขปีใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยรณรงค์ให้ทุกคนใช้ผลิตภัณฑ์โอทอปเป็นของขวัญของฝากช่วงเทศกาลปีใหม่ เพื่อช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอทอปให้มีช่องทางการตลาดมีรายได้จากการจำหน่ายสินค้า ปัจจุบันสามารถสั่งซื้อได้ผ่านออนไลน์และออฟไลน์ชั้นนำ

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. โดยนาย สราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต ผู้อำนวยการ สำนักฯ ภาคกลางและภาคตะวันออก กล่าวว่า สสปน. หรือ ทีเส็บเห็นศักยภาพของสินค้าโอทอป แหล่งสินค้าชุมชน และการท่องเที่ยวโอทอป นวัตวิถี  จึงเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ภายในงาน OTOP CITY 2020 ภายใต้โครงการ Empower Thailand Exhibition   หรือ EMTEX  สนับสนุนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 อีกทั้งได้ยกระดับการจัดงานแสดงสินค้า เป็น Trade Exhibition

ทั้งนี้จะช่วยผลักดันสินค้าโอทอป รวมถึงสินค้าในท้องถิ่นมาสู่กลุ่มลูกค้างานประชุม สัมมนา หรืออุตสาหกรรมไมซ์ ทั้งในรูปแบบสินค้าที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม และของใช้ในกิจกรรมไมซ์ นอกจากนี้ภายในงานจะมีการจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างเวทีการตลาดในอนาคต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

นายวัชรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย การจัดเจรจาจับคู่ทางธุรกิจในปีนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและเกิดมูลค่าการซื้อขายภายในงาน คาดว่าจะมีการเจรจาซื้อขายที่สร้างมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ในบูธ OTOP Intertrader   ภายใต้งาน OTOP CITY 2020