27 พฤษภาคม 2568

Sheep เปิดตัวเคส Disney Stitch Collection


“Sheep”  เคสสัญชาติไทย ผู้ผลิตและออกแบบแก็ดเจ็ตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสินค้าและคำนึงถึงภาพลักษณ์การใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าไทยจากร้าน AppleSheep แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์และไอที  ร่วมกับดิสนีย์ เปิดตัวงานคอลแลปครั้งใหญ่   “Disney Stitch Collection” ตอบรับกระแสภาพยนตร์ Lilo& Stitch (ลีโลแอนด์สติทช์ ) ไลฟ์แอ็กชั่นแห่งปี  โดยถ่ายทอดภายใต้คอนเซ็ปต์  “โต้คลื่นกับ Stitch” ในรูปแบบดีไซน์เฉพาะตัวของแบรนด์ Sheep   


นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ Founder&CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ Sheep เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า  “ตอนนี้กระแสโด่งดังเป็นอย่างมากกับภาพยนตร์  Lilo& Stitch( ลีโลแอนด์สติทช์ )ที่กำลังฉายในโรงภาพยนตร์อยู่ในขณะนี้  กับตัวการ์ตูนสุดแสบซ่าจอมป่วนของ “สติทซ์”  แน่นอนว่าSheepเป็นแบรนด์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ และสร้างสรรค์เคสคาแรกเตอร์ต่างๆมากมาย ตอบโจทย์สายแฟชั่นที่เกาะติดเทรนด์ใหม่ๆอยู่เสมอ   เป็นโอกาสดีที่เราได้ทำคอลเลคชั่นในช่วงเวลานี้  ให้แฟนๆแบรนด์Sheep ได้ใกล้ชิดกับตัวการ์ตูนสติทช์ผ่านคอลเลคชั่นล่าสุด Disney Stitch  เรายกจุดเด่นของคาแรกเตอร์สตริทช์ ตัวการ์ตูนจอมแสบที่สุดในจักรวาลดิสนีย์ สัตว์เลี้ยงหน้าตาประหลาดสีฟ้าสุดน่ารักของ ‘Lilo’  ที่เป็นซิกเนเจอร์ ออกมาอย่างชัดเจน  โดยเฉพาะโทนสีฟ้าและน้ำเงิน แฝงเรื่องราวการเดินทางพักผ่อนของ Stitch  บนเกาะฮาวาย ผ่านธีมหลัก 4 ลายดีไซน์ด้วยกัน (Travel, Aloha, Flower และ Beach) ลายTravelลายที่รวบรวมตั๋วจากการเดินทางไปเที่ยวจากที่ต่าง ๆ ของ ‘Stitch’,   ลายAloha ลายที่เน้นการเล่นสุดซนของ ‘Stitch’ พร้อมโทนสีซัมเมอร์ดูสนุกสนาน,  ลายFlower ลายที่เหมาะกับคนชอบสีโทน ฟ้า-ชมพู พร้อมกับ ‘Stitch’ ที่กำลังเล่นดอกไม้  และ   ลายBeach พักผ่อนบนหาดทราย และกินไอศกรีมให้สดชื่นกับ ‘Stitch’  แต่ละลายที่แบรนด์Sheepทำมีจุดโดดเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อให้ตอบโจทย์กับทุกสไตล์   ในรูปแบบลิขสิทธิ์แท้ ”  


โดยเคสคอลเลคชั่นนี้รองรับโทรศัพท์  ไอโฟน 11 – 16 และซัมซุง S23 Ultra – S25 Ultra พร้อมขบวนอุปกรณ์เสริมระดับพรีเมี่ยมแบบครบครัน สำหรับ iPhone, iPad และ MacBook และ Mouse Pad  MagSafe Griptok , MagSafeWallet, และ Phone Charm  รวมทั้งสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ  ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวคอลเล็กชันครั้งใหญ่ที่ร่วมกับดิสนีย์สำหรับปีนี้  คอลเลคชั่น Disney Stitch เราหยิบเทคนิคการพิมพ์ลายแบบพิเศษมาใช้ มีเคสแบบทึบและแบบใส รวมถึงลายพิมพ์สองชั้น เผยให้เห็นรายละเอียดที่พิถีพิถันในการออกแบบเป็นอย่างมาก  แต่ยังคงเน้นฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า   ถือว่าเป็นงานท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากการออกแบบเราดึงภาพจำและเอกลักษณ์ของ Characterสตริทซ์มานำเสนออย่างดีที่สุด ขณะเดียวกันยังคงภาพลักษณ์ของผู้ใช้งานสินค้า  คือต้องตอบโจทย์สะท้อนตัวตนกับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี   เพื่อส่งมอบความพิเศษสำหรับลูกค้าแบรนด์ Sheepทุกคน




โดยแบรนด์ Sheep ได้เปิดตัว   Disney Stitch Collection” ที่ชั้น1 สยามพารากอน ในงาน  ป๊อปอัป “Stitch Island Vibes” ซึ่งเป็นงานอีเว้นท์ใหญ่ของดิสนีย์ ที่เนรมิตงานบรรยากาศให้เป็นเกาะฮาวายจากเรื่องราวของสติทช์   ในวันที่ 22-26 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา  งานนี้แบรนด์Sheep ได้นำคอลเลคชั่นใหม่มาโชว์และจำหน่าย   ให้สาวกที่ชื่นชอบ สติทช์ได้ช้อปแบบจุใจ  นอกจากนั้นเรายังต้องการขยายฐานเปิดตลาดลูกค้าต่างประเทศเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆนอกเหนือจากลูกค้าคนไทย  เพราะสยามพารากอนเป็นศูนย์การค้าระดับโลก ที่เป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้งที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางจากทั่วโลก   นอกจากที่นี่แล้วแบรนด์Sheep ยังได้รับความไว้วางใจจากร้านค้าชั้นนำระดับประเทศมากมายให้วางสินค้าจำหน่าย    เรามั่นใจในคุณภาพและสินค้าที่ดีของแบรนด์และเรายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์สินค้า พัฒนาในทุกมิติพร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ” นายอภินันท์กล่าวทิ้งท้าย                     

ปัจจุบันพบกับสินค้าแบรนด์Sheepได้ที่ Sheep Flagship Store ที่เซ็นทรัลเวิลด์และร้านAppleSheep   9 สาขาด้วยกัน  , เซ็นทรัลลาดพร้าว , แฟชั่นไอส์แลนด์ , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ ,เมกา บางนา , ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต 2 แห่ง ,  เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่ 

ติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่  www.applesheepth.com, Line: @applesheep,
Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth


เครือเฮอริเทจมาพร้อมคอนเซ็ปต์ "เปิดประตูสู่โลกแห่งสุขภาพ"

ยกขบวนผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม มาตรฐานสากล

กรุงเทพ-เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เตรียมสร้างความฮือฮาอีกครั้งในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Beyond Food Experience” การนำเสนอประสบการณ์ที่มากกว่าเพียงรสชาติ สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ในเครือที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการผลิตระดับโลก ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในปีนี้ เครือเฮอริเทจมาพร้อมคอนเซ็ปต์ "เปิดประตูสู่โลกแห่งสุขภาพ" นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น “เฮอริเทจ” ผลิตภัณฑ์ถั่ว ธัญพืช และผลไม้อบแห้งพรีเมียม สำหรับเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร, ”บลูไดมอนด์” ผลิตภัณฑ์ถั่วอัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนีย และเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ "อัลมอนด์ บรีซ", “ซันคิสท์” ผลิตภัณฑ์ถั่วพิสทาชิโอ ถั่วพรีเมียมคุณภาพหลากหลายชนิด และเครื่องดื่มน้ำนมพิสทาชิโอ, “นัท วอล์คเกอร์” ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและเมล็ดพืช, “เนเจอร์ เซ็นเซชั่น” ผลิตภัณฑ์ธัญพืชและผลไม้อบแห้ง, “วันเดอร์พัฟฟ์” ข้าวโพดอบกรอบผสมถั่วพรีเมียม, “ฟรังซัว” คุ้กกี้สไตล์โฮมเมด, “เลอรูท” อาหารคลีนพร้อมทาน, “ลาชายา” ผลิตภัณฑ์ชาดอกไม้และผลไม้ออร์แกนิค  

ภายในงานมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลท์หลายรายการ อาทิเช่น เครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ต แบรนด์ ลัฟ นมทางเลือกยอดนิยม เปิดตัวมา 2 รสชาติ ได้แก่ สูตรไม่เติมน้ำตาล และ รสช็อกโกแลต ลัฟ นมโอ๊ต มีวิตามินอี ใยอาหาร และแคลเซียมสูง ปราศจากแลคโตสและกลูเตน ไม่มีส่วนผสมของถั่วเหลือง หอม อร่อย ดื่มง่ายได้ทุกเพศทุกวัย โดยมี “คุณศิริลักษณ์ คอง หรือ หลิง หลิง คอง” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สื่อภาพลักษณ์ของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีสุขภาพดี ดูแลตัวเอง และใส่ใจในสุขภาพอยู่เสมอ ให้เป็นตัวแทนสื่อสาร โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก

"เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA อีกครั้ง งานนี้เป็นเวทีสำคัญให้เราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพของเราสู่สายตาผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่หลากหลายและมีคุณภาพของเราจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพได้อย่างแน่นอน โดยในปีนี้ มีการนำเอาเครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ต แบรนด์ ลัฟ มาเป็นส่วนประกอบหลัก ในการทำเครื่องดื่มสลัชชี่ หอมมันกลมกล่อมอย่างลงตัว มีทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ Choco Pistachio Crunchy / Oat Milk Perfect Match / Triple Choco Banana เพื่อแสดงให้ผู้ประกอบการเห็นถึงความสามารถในการนำผลิตภัณฑ์ของเราไปต่อยอดได้ เพิ่มมูลค่าสินค้า อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่ชื่นชอบในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีความแปลกใหม่ อร่อย และได้สุขภาพ " คุณวศธร พลไพศาล ผู้บริหารเครือเฮอริเทจ กล่าว


“แบรนด์ “นัท วอล์คเกอร์” ปีนี้ มาพร้อมความอร่อยซีรีส์ใหม่ กับครั้งแรกในไทยที่นำอัลมอนด์คุณภาพพรีเมียมมาเคลือบกรุบกรอบ   เพิ่มประสบการณ์ความแซ่บเผ็ดซี้ดถึงใจ 2 รสชาติ 2 สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น Nut Walker Fiery Hot Crunchy Almonds ที่ได้แรงบันดาลใจจากรสชาติยอดนิยมฝั่งตะวันตก เน้นความอร่อยแบบดุดัน เข้มข้น เผ็ดร้อน เคี้ยวมันส์ และ Nut Walker Sizzling BBQ Crunchy Almonds นำเสนอเอกลักษณ์รสบาร์บีคิวสไตล์เอเชียนแท้ ๆ  ผสานความกลมกล่อมจากเครื่องเทศนานาชนิด หอมกรุ่นกลิ่นรมควัน จัดจ้านถึงใจ อร่อยเต็มคำ ทานเล่นแบบเพลิน ๆ จนหมดซอง และยังได้ประโยชน์หลากชนิดจากอัลมอนด์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน”

“นอกจากนี้ เครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ แบรนด์ บลูไดมอนด์ อัลมอนด์ บรีซ ยังได้รับเกียรติจากผู้บริโภค ที่ร่วมโหวตให้แบรนด์คว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร BrandAge โดยทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวไทย เกี่ยวกับแบรนด์ที่พวกเขาชื่นชอบและประทับใจมากที่สุดอีกปีหนึ่ง โดย อัลมอนด์ บรีซ ได้รับรางวัลนี้ถึง 3 ปีซ้อน ได้แก่ ปี  2023 จากกลุ่มนมจากธัญพืช ในปี 2024 และ ปี 2025 จากกลุ่มนมอัลมอนด์ ถือได้ว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเรา ในการนำเสนอนมอัลมอนด์ที่มีคุณภาพ ผลิตจากอัลมอนด์นำเข้าจากแคลิฟอร์เนีย รสชาติอร่อย และดีต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เรา พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภคชาวไทย” คุณวศธร เสริม

“และอีกหนึ่งรางวัลที่เครือเฮอริเทจภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก คือ รางวัล Prime Minister’s Export Award สาขา Best Halal 2024 นับเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านระบบการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่เพื่อผู้บริโภคชาวไทย แต่คำนึงถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลก” คุณวศธร กล่าวปิดท้าย

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเครือเฮอริเทจได้รับการคัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล ได้รับการจดทะเบียนรับรองทั้ง HACCP, GHPs, BRCGS, และ ISO 22000 พร้อมด้วยมาตรฐานอาหารฮาลาลและโคเชอร์ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ผู้บริโภค นอกจากนี้ ภายในบูทของเครือเฮอริเทจ ผู้เข้าชมงานจะได้พบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ การชิมผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น

ติดตามกิจกรรมและข่าวสารของเครือเฮอริเทจได้ที่ www.facebook.com/Heritagegroupth, www.instagram.com/heritagegroupth 
และ www.heritagethailand.com 

“THAIFEX – ANUGA ASIA 2025” เปิดฉากวันแรก ยิ่งใหญ่ระดับโลก

“พิชัย” นำทัพต้อนรับผู้ซื้อจาก 140 ประเทศ หนุนไทยสู่ “ครัวโลก” คาดมูลค่าสั่งซื้อกว่า 98,000 ล้านบาท

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2025” งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับนวัตกรรมอาหารจากทั่วโลก สร้างโอกาสเจรจาการค้า และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารโลกภายใต้นโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของวัตถุดิบ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวัฒนธรรมอาหารที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ด้วยศักยภาพเหล่านี้ รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ส่งผลให้ในปี 2567 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่อันดับ 12 ของโลก และคาดว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าการส่งออก 1.75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จากปีที่ผ่านมา

THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาหารไทยทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs และสตาร์ตอัป ไปจนถึงบริษัทรายใหญ่ ได้พบปะเจรจาการค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจระดับนานาชาติ และขยายโอกาสการส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้มีขนาดของงานและจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีผู้ประกอบการกว่า 3,200 บริษัท จากประเทศไทยและอีก 56 ประเทศ ร่วมจัดแสดงสินค้ารวมกว่า 6,200 คูหา ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป เทคโนโลยีอาหาร ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง คาดว่าตลอดช่วงวันเจรจาธุรกิจจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 90,000 ราย จาก 140 ประเทศทั่วโลก และจะก่อให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อทั้งในงานและภายใน 1 ปีหลังงานรวมกันกว่า 98,000 ล้านบาท



“ความสำเร็จของงานนี้และการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจอาหารระดับโลก และแหล่งสำรองอาหารที่น่าเชื่อถือของโลก ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากนานาชาติ และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมบริการระดับโลกในอนาคต” นายพิชัย กล่าว

THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 จัดเจรจาธุรกิจในวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00-18.00 น. เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 5-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจากจะจัดแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มอย่างครอบคลุมครบทุกประเภทแล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการ สัมมนา และกิจกรรมพิเศษ ที่จะช่วยอัปเดตเทรนด์อาหาร ความต้องการของผู้บริโภค และข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ร่วมงาน เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จที่มากขึ้น

#toptotravel #thaifex2025 #THAIFEXANUGAASIA2025

สหฟาร์มตอกย้ำความแข็งแกร่งในระดับสากล ชูจุดแข็งฮาลาล-ธุรกิจเติบโตยั่งยืน

ร่วมเวที THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 โชว์ศักยภาพโต 2 ดิจิท เปิดตัวแคมเปญฮาลาลใหม่ มุ่งสู่อนาคตสีเขียว


กรุงเทพฯ – 27 พฤษภาคม 2568 – บริษัท สหฟาร์ม จำกัด (Saha Farms) ผู้นำอุตสาหกรรมไก่ไทยและผู้ส่งออกรายใหญ่ของประเทศ ยกทัพผลิตภัณฑ์ไก่สด ไก่แปรรูป และปลาดุกคุณภาพระดับโลก เข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025: Beyond Food Experience อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ บูธ 2-U29 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ตอกย้ำความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโต “สองหลัก” (Double-digit growth) ในปี 2568 ท่ามกลางแนวโน้มตลาดโลกที่เอื้ออำนวยและศักยภาพการผลิตที่เข้มแข็ง



“ไก่ไทย” ครองตลาดโลก – สหฟาร์มคว้าโอกาสทองจากความเปลี่ยนแปลงในเวทีการค้า

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มการค้าโลกในปีนี้เปิดโอกาสสำคัญให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลกอย่างบราซิลประสบปัญหาการส่งออก ส่งผลให้ความต้องการสินค้า “ไก่ไทย” เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


“สหฟาร์มสามารถปิดออเดอร์ได้รวดเร็วขึ้น รายได้เติบโตชัดเจน พร้อมเดินหน้าขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เรายังไม่มีความเสี่ยงจากภาษีส่งออก แต่ก็เฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน” ดร.จารุวรรณ กล่าว

เปิดตัวแคมเปญ Halal With Heart – ฮาลาลด้วยหัวใจ สื่อสารมาตรฐานที่มากกว่า “ใบรับรอง”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญใหม่ “Halal With Heart – ฮาลาลด้วยหัวใจ” ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจหลังสหฟาร์มคว้ารางวัล Prime Minister’s Export Award 2024 สาขา Best Halal โดยแคมเปญนี้เน้นย้ำว่า “ฮาลาล” ของสหฟาร์มไม่ใช่เพียงการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่คือระบบการผลิตที่ยึดหลักศรัทธา ความเข้าใจ และความรับผิดชอบ โดยมีทีมงานชาวมุสลิมดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด

“เราต้องการให้ทุกคำที่บริโภคคือความมั่นใจ ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และความเคารพในหลักศาสนา” ดร.จารุวรรณ กล่าวเสริม



แคมเปญ Halal With Heart – ฮาลาลด้วยหัวใจ สื่อสารมาตรฐานที่มากกว่า “ใบรับรอง”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญในปีนี้ คือการเปิดตัวแคมเปญใหม่ “Halal With Heart – ฮาลาลด้วยหัวใจ” ซึ่งเกิดจากแรงบันดาลใจหลังสหฟาร์มคว้ารางวัล Prime Minister’s Export Award 2024 สาขา Best Halal โดยแคมเปญนี้เน้นย้ำว่า “ฮาลาล” ของสหฟาร์มไม่ใช่เพียงการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่คือระบบการผลิตที่ยึดหลักศรัทธา ความเข้าใจ และความรับผิดชอบ โดยมีทีมงานชาวมุสลิมดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด

“เราต้องการให้ทุกคำที่บริโภคคือความมั่นใจ ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และความเคารพในหลักศาสนา” ดร.จารุวรรณ กล่าวเสริม



ภายในงาน THAIFEX ปีนี้ สหฟาร์มยังเตรียมโชว์วิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนผ่านการเปิดตัวโครงการ GO Green ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยตลอดปีที่ผ่านมา บริษัทได้จับมือกับ WHA Group ดำเนินโครงการพลังงานสะอาด รวม 10 โครงการ ได้แก่ โซลาร์ฟาร์ม, โซลาร์รูฟ และโซลาร์โฟลทติ้ง และอีก 4 โครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการ “เมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จ คาดว่าจะลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นต์ได้สูงถึง 30,000 ตันต่อปี และเรายังอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางเปลี่ยนการใช้ถ่านหินในโรงงาน มาใช้พลังงานชีวมวล (Biomass) เพื่อการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

THAIFEX 2025: ก้าวสำคัญสู่เวทีโลก


การเข้าร่วมงาน THAIFEX ปีนี้ นับเป็นครั้งที่สองหลังจากสหฟาร์มออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยการปรากฏตัวเมื่อปีที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม มีผู้เข้าชมบูธจำนวนมาก และเกิดการเจรจาทางธุรกิจจริงกับพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ “ปีนี้เราจะต่อยอดความสำเร็จ สานสัมพันธ์พันธมิตรเดิม ขยายเครือข่ายใหม่ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทยสู่สายตาโลก” ดร.จารุวรรณ กล่าวทิ้งท้าย



23 พฤษภาคม 2568

ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท เกาะสมุย ฉลองครบรอบ 17 ปี

เตรียมเปิดวิลล่าใหม่รับทุกความต้องการของทุกกลุ่มนักเดินทางยกระดับการพักผ่อนด้วยสุดยอดรางวัล พร้อมมุ่งมั่นเป็นหนึ่งด้านความยั่งยืน

ในโอกาสครบรอบ 17 ปีแห่งการให้บริการอย่างเป็นเลิศ “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” (Silavadee Pool Spa Resort) รีสอร์ทชั้นนำบนเกาะสมุย เฉลิมฉลองการครบรอบเกือบสองทศวรรษแห่งการให้บริการด้วยหัวใจ และยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินงานควบคู่ไปกับหลักแนวคิดด้านความยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นสุดยอด      รีสอร์ทเพิ่มความมั่นใจให้กับแขกผู้เข้าพักที่ให้ความไว้วางใจเสมอมา



ซึ่งที่ผ่านมา “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมายในปี 2024 อาทิ มาตรฐาน ISO 22000:2018 ในด้านระบบบริหารความปลอดภัยของอาหาร , การติดอันดับ 1 ใน 5 รีสอร์ทริมชายหาดที่ดีที่สุดในประเทศไทย จากรางวัล Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific 2024 และยังเป็นโรงแรมแห่งแรกในเกาะสมุยที่ได้รับการรับรองระดับ Gold จาก Travelife ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

คุณชลลดา สุนทรวสุ กรรมการผู้จัดการ ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท กล่าวว่า “ในโอกาสครบรอบ 17 ปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเราภูมิใจที่ “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับการยอมรับจากนักเดินทางนานาชาติที่หลงใหลในเสน่ห์ของสมุย และจะมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทีมงานของเราทุกคนใส่ใจในรายละเอียดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ประทับใจแก่ผู้เข้าพักทุกท่านตั้งแต่เช็คอินจนกระทั่งเช็คเอ้าท์ ด้วยความตระหนักถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและความยั่งยืน ศิลาวดีจึงได้ต่อยอดแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยการส่งเสริมแนวคิด Sustainable Living สนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในด้านการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เรายังใช้วัตถุดิบจากฟาร์มของเราเอง และเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นในทุกขั้นตอน เพราะเราเชื่อว่าความหรูหราที่แท้จริงต้องเดินเคียงคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำมาอย่างต่อเนื่อง"

ในวาระครบรอบ 17 ปี “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” ยังเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวพูลวิลล่าดีไซน์ใหม่เพิ่มเติมอีกจำนวน 18 หลัง  วิลล่าที่มาพร้อมห้องพักขนาด 2 , 3 และ 4 ห้องนอน ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ธรรมชาติของเกาะสมุย ตามปรัชญา "Back to Nature" อันเป็นปณิธานของผู้ก่อตั้งรีสอร์ท ซึ่งเน้นการอนุรักษ์ก้อนหินใหญ่ทุกก้อน ต้นไม้ใหญ่ทุกต้น และสภาพภูมิประเทศเดิม เพื่อคงความเป็นธรรมชาติอันเป็นหัวใจสำคัญของศิลาวดี 

โดยพูลวิลล่าดีไซน์ใหม่แต่ละหลังมาพร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง วิวทะเลแบบพาโนรามา และบรรยากาศอันเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนและสร้างความทรงจำร่วมกันอย่างประทับใจ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและประสบการณ์ที่น่าจดจำมากยิ่งขึ้น


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญกับก้าวใหม่ของ “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” คือการยกระดับร้านอาหาร   The Height ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดดเด่นด้วยเมนูอาหารไทยและอาหารใต้ต้นตำรับที่สะท้อนรสแท้ของวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้นำเสนอภายใต้แนวคิด Elevate Thai Senses เพื่อสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ครบทุกอรรถรส นอกจากนี้ยังปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ภายในรีสอร์ท ได้แก่ ฟิตเนสที่กว้างขวางพร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และสปาที่ได้รับการตกแต่งใหม่อย่างพิถีพิถัน เพิ่มห้องทรีตเมนต์ ยกระดับบรรยากาศให้หรูหราและเงียบสงบยิ่งขึ้น


กว่า 17 ปีที่ผ่าน “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” ขอแสดงความขอบคุณจากใจต่อทุกความทรงจำที่ได้ร่วมสร้างกับแขกผู้เข้าพักทุกท่าน โดยศิลาวดีจะยังคงเดินหน้าด้วยแรงบันดาลใจและจุดมุ่งหมายที่แน่วแน่ เพื่อรอต้อนรับทุกท่าน และจะทำให้ทุกการเข้าพักกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า ให้ “ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท” เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนที่ประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

สามารถสำรองห้องพัก ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ โทร.+66 (0)77 960 555
หรือที่ Website : https://www.silavadeeresort.com/

Facebook : Silavadee Pool Spa Resort

Instagram : silavadeeresort

Youtube : @silavadeepoolsparesortkohs7519    

Line OA : @Silavadee Resort  


22 พฤษภาคม 2568

เอกชน ผนึก บิ๊ก รง.ปุ๋ย จัดให้ "ปุ๋ยพร้อมใช้ แบ่งจ่ายสองรอบ" ช่วยเหลือเกษตรกร


ปุ๋ยพร้อมใช้ แบ่งจ่ายสองรอบ" ช่วยเหลือเกษตรกร  การวาง Concept ฟื้นฟูดิน ลดต้นทุน เพิ่มกำไร ให้เกษตรกร ผ่านระบบการใช้สินค้าแบบแบ่งจ่าย ชูความคุ้มค่าต้นทุนไร่ละ 390 บาท เปิดโอกาสเกษตรกรจ่ายเงินหลังเก็บเกี่ยว พร้อมดึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรคอยเป็นพี่เลี้ยงเกษตรกร แนะนำเทคนิคการใช้สินค้าที่ตรงกับพืช และการทำเกษตรที่ถูกต้อง วางเป้าหมายสร้างเกษตรกรใช้ปุ๋ยในโครงการ 100,000 - 200,000 ไร่ต่อเดือน  นายปวัตร วงษ์ชูแก้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮลท์ อินโนเวชั่น โปรดักส์ จำกัด  ในฐานะบริษัทเจ้าของโครงการ ปุ๋ยพร้อมใช้ แบ่งจ่ายสองรอบ เปิดเผยว่า 



การค้าปุ๋ยในลักษณะเงินผ่อน มีการทำกันอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่การให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยเงินผ่อนแล้วสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย และมีพี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญด้านการเกษตรคอยให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรด้วย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่เราจะต้องทำ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในประเทศ "โครงการ ปุ๋ยพร้อมใช้ แบ่งจ่ายสองรอบ สามารถช่วยเกษตรกรได้ 5 เรื่องหลัก ก็คือ 1. เกษตรกรมีโอกาสซื้อสินค้าคุณภาพในราคาที่ต่ำ 2. ทำให้เกษตรกรมีโอกาสในการลดต้นทุนการผลิตได้ดีขึ้น 3. โครงการเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถจ่ายเงินค่าสินค้า 50% หลังเก็บเกี่ยวได้ และ 4. ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับปรุงดินในพื้นที่ของตัวเองให้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันเราพบว่าดินในการทำเกษตรของบ้านเรากลับแย่ลงทุกวัน จึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และข้อสุดท้ายคือ 5. ประโยชน์จากการที่เกษตรกรมีพี่เลี้ยง" 

นายปวัตร กล่าวต่อว่า สำหรับสินค้าที่เรานำเข้ามาร่วมในโครงการครั้งนี้มีทั้งหมด 5 สูตรด้วยกัน ซึ่งทั้ง 5 สูตรนอกจากจะมีสูตรปรับปรุงดินแล้ว อีก 4 สูตร ยังให้ธาตุอาหารครบทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง และธาตุเสริม ครบตามที่พืชต้องการอีกด้วย

"ทั้ง 5 สูตรนี้ เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้ตั้งแต่ช่วงการปรับปรุงดิน, ช่วงพืชปลูกใหม่หรือช่วงบำรุงพืชหลังเก็บเกี่ยว, ช่วงเร่งการแตกตาแตกดอกของพืช และ ช่วงบำรุงผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวโดยที่เกษตรกรไม่จำเป็นต้องซื้อปุ๋ยชนิดอื่นมาเพิ่มเติม"  นายปวัตร กล่าวต่อว่า สินค้า 1 ชุดสามารถนำไปใช้ได้ 10 ไร่ เราจัดจำหน่ายให้เกษตรกรในชุดละ 3,900 บาท ซึ่งต้นทุนจะตกเพียงไร่ละ 390 บาทเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรโดยรวมได้ไม่ต่ำกว่า 30-50% ส่วนการจัดส่งสินค้าจะเป็นลักษณะการจัดส่งแบบเก็บเงินปลายทาง      

นอกจากนั้น เรายังเปิดโอกาสให้เกษตรกรจ่ายเงินค่าสินค้าก้อนแรกแค่ 50% ส่วนอีก 50% ที่เหลือเราผ่อนผันให้เกษตรกรนำมาจ่ายให้กับเราหลังการเก็บเกี่ยวได้ ในขณะที่การจัดส่งสินค้าจะเป็นลักษณะการจัดส่งแบบเก็บเงินปลายทาง 

ดังนั้น โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่ดีและเหมาะสมต่อการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในยุคปัจจุบันมากที่สุด  นายปวัตร กล่าวและทิ้งท้ายว่า หลังจากการเปิดตัวโครงการในครั้งนี้ เรามีเป้าหมายการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้เดือนละ 10,000-20,000 ไร่ต่อเดือน ส่วนเป้าหมายในปีถัดไปนั้น วางเป้าหมายไว้ที่ 100,000-200,000 ไร่ ต่อเดือน 

สาเหตุที่ทำให้เรามั่นใจว่าโครงการนี้จะสามารถเติบโตได้ในระยะยาวมาจากคุณภาพของสินค้าที่เรามั่นใจว่าสามารถตอบสนองความต้องการให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี รวมถึงโครงการของเราสามารถช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลกำไรให้กับเกษตรกรได้ ที่สำคัญเรายังมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรในเรื่องเทคนิคการใส่ปุ๋ย และการทำเกษตรที่ถูกต้อง ผ่านระบบออนไลน์เซอร์วิสของเราที่เกษตรกรสามารถทักเข้ามาขอความรู้ต่างๆได้ โดยที่เราจะมีผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรคอยแก้ปัญหาให้

ดังนั้น นับจากนี้เป็นต้นไปก็อยู่ที่พี่น้องเกษตรกรไทยว่าจะเชื่อมั่นในโครงการของเราและให้โอกาสเราได้นำสินค้าไปให้บริการแก่ท่านมากน้อยขนาดไหน นายปวัตร กล่าว ด้าน นาย กฤษชนก ตัณฑเศรณีวัฒน์ ประธานกลุ่มโรงงานผลิตปุ๋ยเครือ ภาคภูมิ กรุ๊ป ในฐานะโรงงานผลิตสินค้าและผู้ออกแบบสูตร เปิดเผยว่า

กลุ่มโรงงานผลิตปุ๋ยในเครือ ภาคภูมิ กรุ๊ป ของเรา มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนบริษัทเอกชนในการนำโครงการดีๆ อย่างนี้ ออกไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งถือเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้ตรงจุด

นายกฤษชนก กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันโรงงานของเราเปิดดำเนินกิจการมากว่า 27 ปี ถือเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยครบวงจรขนาดใหญ่ และเป็นโรงงานส่งวัตถุดิบปุ๋ยให้กับโรงงานปุ๋ยต่างๆ ที่ต้องการ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งโรงงานมีเนื้อที่มากกว่า 800 ไร่ มีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อวันในประเภทปุ๋ยเม็ด และมีกำลังผลิตประมาณ 100,000 ขวดต่อวัน ในประเภทปุ๋ยน้ำ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถรองรับการผลิตจากการเติบโตของโครงการนี้ได้เป็นอย่างดี  "สินค้าที่โรงงานผลิตให้ในโครงการนี้ขอให้เกษตรกรทุกคนมั่นใจ นายกฤษชนก กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันโรงงานของเราเปิดดำเนินกิจการมากว่า 27 ปี ถือเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยครบวงจรขนาดใหญ่ และเป็นโรงงานส่งวัตถุดิบปุ๋ยให้กับโรงงานปุ๋ยต่างๆ ที่ต้องการ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งโรงงานมีเนื้อที่มากกว่า 800 ไร่ มีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อวันในประเภทปุ๋ยเม็ด และมีกำลังผลิตประมาณ 100,000 ขวดต่อวัน ในประเภทปุ๋ยน้ำ ซึ่งเรามั่นใจว่าจะสามารถรองรับการผลิตจากการเติบโตของโครงการนี้ได้เป็นอย่างดี  "สินค้าที่โรงงานผลิตให้ในโครงการนี้ขอให้เกษตรกรทุกคนมั่นใจได้เลยว่าเป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพ ที่เกษตรกรนำไปใช้แล้วมีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน" กฤษชนก กล่าวทิ้งท้าย

    

       

ในขณะที่ นายชวริจณ์ ประสิทธิ์ภูพัน ในฐานนะ ที่ปรึกษาโครงการฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ตนในฐานะที่มีประสบการณ์ด้านการตลาดให้กับโรงงานผลิตปุ๋ย และบริษัทเอกชน ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าด้านการเกษตร รวมถึงปัจจุบันยังเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่เกษตรกร มามากกว่า 10 ปี จากประสบการณ์การลงพื้นที่ ได้พบปะกับเกษตรกรทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่ามีปัญหาด้านการเกษตรที่คล้ายคลึงกัน

นายชวริจณ์ กล่าวว่า "ปัญหาหลักในการทำการเกษตรในปัจจุบันมี 5 เรื่องด้วยกันก็คือ 1. ปัญหาเรื่องของคน ที่ขาดวินัย และขาดความรู้ในด้านการทำเกษตรที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใส่ปุ๋ยที่ถูกต้อง การให้ธาตุอาหารที่ตรงกับความต้องการของพืช 2. ปัญหาของดินพบว่าดินในปัจจุบันมีปัญหาทั้งระบบ โดยเฉพาะความเป็นกรด และการขาดธาตุอาหารในดินที่มีน้อยลงทุกวัน 3. ปัญหาของพืช ซึ่งเกิดความเชื่อมโยงมาจากคน และดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง ทำให้เกษตรกรต้องใส่ปุ๋ยในปริมาณที่มากขึ้น 4. ปัญหาที่เกิดมาจากปุ๋ย อาทิ ปุ๋ยคุณภาพต่ำ, ปุ๋ยแพง, ปุ๋ยปลอม ที่ยังคงสร้างปัญหาให้เกษตรกรในปัจจุบัน และ 5. ปัญหาด้านการตลาด ซึ่งเป็นภาพใหญ่ที่ต้องถูกได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมกับการให้ความรู้ด้านการตลาดให้กับเกษตรกรซึ่งตรงนี้เกษตรกรยังขาดความรู้อยู่อีกมาก



นายชวริจณ์ กล่าวทิังท้ายว่า การที่มีเอกชน และโรงงานผลิตปุ๋ย มาร่วมมือกันสร้างโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในแนวแบบนี้ออกมา ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะการช่วยให้เกษตรกรได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ และการช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพิ่มกำไรได้ รวมถึงการเล็งเห็นถึงความสำคัญในการฟื้นฟูสภาพดินในพื้นที่การเกษตรในปัจจุบัน และการสรรหาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ซึ่งตรงนี้หากทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก นายชวริจณ์ กล่าว 

19 พฤษภาคม 2568

“ซีพีแรม” รายแรกในซีพีได้รับเลือกเป็นต้นแบบ มอก.9999

มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรมการันตีต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน สร้างความภาคภูมิใจแก่อุตสาหกรรมอาหารไทย ได้รับเลือกให้เป็นต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน และเป็นบริษัทแรกในเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือเครือซีพี ที่ได้รับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม หรือ มอก.9999 ตามกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้องค์กรอุตสาหกรรมไทยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างระบบการจัดการขององค์กรให้สมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับธุรกิจในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ผ่านหลักการสำคัญ 3 ด้าน คือ “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี” บนพื้นฐานของ “ความรู้และคุณธรรม” โดยได้รับเกียรติจาก นายจงรักษ์ โรจน์พลาเสถียร ผู้อำนวยการสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ เป็นผู้มอบประกาศนียบัตร มอก.9999 โดยมี นายชุมพล ลีละศุภพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นผู้รับมอบประกาศนียบัตร มอก.9999 ณ ห้อง Auditorium ชั้น 6 อาคารทรู ดิจิทัล พาร์ค (TDPK) กรุงเทพฯ 

ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ แนวคิดความยั่งยืนจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นเข็มทิศสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่มั่นคง ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือเครือซีพีได้ให้ความสำคัญและนำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง โดยบริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นผู้นำร่องในการนำมาตรฐาน มอก.9999 มาปรับใช้ภายในองค์กร ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดมั่นใน 4 หลักการสำคัญคือ การทำงานร่วมกัน เคารพประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การทำงานแบบบูรณาการ และการทำงานเชิงระบบ โดยมาตรฐานนี้จะเข้ามาช่วยสร้างความสมดุลในห่วงโซ่อุปทาน ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่พัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพแต่ยังช่วย “พัฒนาคน” ให้เป็นคนดีมีคุณค่าพร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างสมดุลกับสังคมและสิ่งแวดล้อม มาตรฐานนี้คือรากฐานของความยั่งยืนที่แท้จริง ทั้งต่อตัวเรา องค์กร และสังคมโดยรวม


มาตรฐาน “มอก.9999” ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของซีพีแรมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์กรในทุกมิติ ผ่านกระบวนการคิดและการตัดสินใจบนหลักเหตุผล ความรัดกุม และคำนึงถึงความเหมาะสมอย่างรอบด้าน เพื่อวางรากฐานธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาวควบคู่ไปกับการสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างความสุขให้กับผู้คนทั้งองค์กร

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซีพีแรมได้รับมาตรฐาน “มอก.9999” ก็คือตลอดระยะเวลากว่า 18 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนิน “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้จริงในระดับชุมชน ผ่านการส่งเสริมอาชีพโดยคำนึงถึงความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่เป็นหลัก โดยพิจารณาตามความเหมาะสมด้านพื้นฐานอาชีพและทรัพยากรที่มีอยู่ ทั้งยังมีการคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมให้มาพัฒนาระบบงานไปพร้อม ๆ กับบริษัท โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP การส่งเสริมให้สามารถวางแผนการผลิตที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ไปจนถึงการรับซื้อผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาเป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ด้วยตนเอง และอีกมากมาย

หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือการส่งเสริมให้ชุมชนเกษตรกรรอบๆ โรงงานซีพีแรม ทำการเพาะปลูก “กะเพรา” จากเมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพในการเพาะปลูกมีผลผลิตที่ดีมีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูยอดนิยม “ข้าวกะเพรา” ของซีพีแรมที่จัดจำหน่ายอย่างแพร่หลายในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับฐานราก เข้ากับอุตสาหกรรมอาหารระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยวิสัยทัศน์ “เรามุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารคุณภาพ เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคน” ที่ยึดมั่นในคุณภาพ ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซีพีแรมยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่เปี่ยมด้วยความอร่อย ปลอดภัย และให้คุณค่าทางโภชนาการ พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมและยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน และเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกใบนี้อย่างยั่งยืนต่อไป