แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาวสังคม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาวสังคม แสดงบทความทั้งหมด

30 มีนาคม 2569

ไม่พัก! กรมการท่องเที่ยวล็อคเป้า “ลิตเติ้ลทัวร์” ลักลอบจัดทัวร์เถื่อนพัทยา-เกาะล้าน

กรมการท่องเที่ยวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ลงพื้นที่ชลบุรีตรวจสอบและจับกุมทัวร์เถื่อน ภายหลังได้รับแจ้งเบาะแสการจัดนำเที่ยวผ่านแอปพลิเคชันไลน์

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรี) ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีผู้จัดรายการนำเที่ยวโดยใช้ชื่อ “ลิตเติ้ลทัวร์” จัดนำเที่ยวพื้นที่พัทยาและเกาะล้าน จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 28–30 มีนาคม 2569 โดยมีการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนนักท่องเที่ยวผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชันไลน์ จากการตรวจสอบพบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว และบุคคลที่ดำเนินการนำเที่ยวก็ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต 

นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคตะวันออก พร้อมด้วยตำรวจท่องเที่ยว จึงร่วมกันลงพื้นที่ติดตามพฤติการณ์พบว่า “ลิตเติ้ลทัวร์” ได้นำนักท่องเที่ยวประมาณ 40 ราย เดินทางมายังเกาะล้าน พัทยา โดยใช้รถบัสหมายเลขทะเบียน 30-0336 จึงได้ดำเนินการเข้าจับกุมผู้กระทำความผิดดังกล่าวในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับสูงสุดถึง 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” พร้อมจัดทำบันทึกการจับกุมส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวย้ำว่า “กรมการท่องเที่ยวขอย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และขอให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการบริษัทนำเที่ยวที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อความปลอดภัยและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากพบเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่กรมการท่องเที่ยว สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาทั้ง 8 สาขา หรือศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) โทร 0 2141 3200”

05 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย งานแถลงข่าวประจำปี 2569


วิริยะประกันภัย ตอกย้ำความแข็งแกร่งท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ชูศักยภาพการบริหารจัดการสินไหมทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และความพร้อมรับมือภัยพิบัติรุนแรงทั้งแผ่นดินไหวและมหาอุทกภัยในรอบปีที่ผ่านมา ยันแม้เจอวิกฤตหนัก แต่ผลประกอบการปี 68 ยังทะลุเป้า 4.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่ไว้วางใจให้บริษัทฯ ดูแลคุ้มครองในทุกสถานการณ์ เผยตั้งเป้ายอดขายท้าทายขึ้น ในปี 69 แตะ 4.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% พร้อมเดินหน้าผสานพลังเทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงาน ยกระดับงานบริการในทุกมิติ เพื่อรับมือความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในอนาคต



นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคมไทยอย่างมั่นคง ภายใต้เจตนารมณ์อันแน่วแน่ “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤตมุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” ท่ามกลางปัจจัยความท้าทายและความไม่แน่นอนที่ยังคงต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติที่มีความถี่และรุนแรงมากขึ้นจาก Climate Change ตลอดจนเหตุการณ์ความไม่สงบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุบัติภัยที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง     

ทั้งนี้ ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล อาทิ เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลให้หลายจังหวัดรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน รวมถึงกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยประสบภัยมาก่อน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเกิดความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ขณะที่ภัยพิบัติจากอุทกภัยที่แม้จะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในปีที่ผ่านมา ดังเช่นมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะความเสียหายรุนแรงในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค     

“บริษัทฯ มีความพร้อมอย่างเต็มศักยภาพในการรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 79 ปี และมีความเชี่ยวชาญจากการได้บริหารจัดการภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ระดับเล็กไปจนถึงวิกฤตขนาดใหญ่ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการด้านสินไหมทดแทนจากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และ ‘ปฏิบัติการ First AID’ ที่นำมาใช้จนเป็นผลสำเร็จต่อเนื่องมากกว่าทศวรรษ ทั้งความพร้อมในการสำรวจ ประเมินความเสียหาย และการประสานเครือข่ายรถยกลากเพื่อกู้รถยนต์ออกจากพื้นที่น้ำท่วมอย่างทันท่วงที การจัดซ่อมที่ได้มาตรฐานผ่านเครือข่ายศูนย์ซ่อมมาตรฐานวิริยะประกันภัย ประกอบกับบริษัทฯ มีสาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 160 แห่ง ที่พร้อมดูแล เยียวยา และชดเชยค่าสินไหมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว ครบถ้วน และเป็นธรรม ตลอดไปถึงการประสานพลังเครือข่ายวิริยะจิตอาสาทั่วไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดทำถุงยังชีพ และมอบสิ่งของจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง” คุณอมร กล่าว


อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 34 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.64% สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลูกค้าและประชาชนมีต่อวิริยะประกันภัย ส่วนผลประกอบในปี 2568 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 42,923 ล้านบาท เติบโต 5% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (Motor) 37,654 ล้านบาท เติบโต 3.5% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) 5,269 ล้านบาท เติบโต 17.09% อีกทั้งยังคงมั่นคงแข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ที่มีอยู่ถึง 68,166 ล้านบาท และอัตราความพอเพียงของเงินกองทุน (CAR) 357.21% ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาตรฐานของเงินกองทุนฯ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้


นายอมร เปิดเผยต่อไปอีกว่า “สำหรับเป้าหมายด้านยอดขายในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงรวมอยู่ที่ 44,646 ล้านบาท หรือต้องเติบโตประมาณ 4% แบ่งเป็นด้าน Motor อยู่ที่ 38,865 ล้านบาท หรือเติบโต 3% ส่วนด้าน Non-Motor อยู่ที่ 5,780 ล้านบาท หรือเติบโต 9.7%”
ส่วนแผนการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งยกระดับคุณภาพงานบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและคู่ค้ามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนงานบริการ ทั้งระบบการรับประกันภัย การเคลมสินไหมทดแทน


การเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าให้รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงยกระดับการให้บริการภายใต้แนวทาง One Stop Service ให้ครอบคลุมทุกงานบริการ ทั้งการให้บริการของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ผ่านสายด่วน 1557 การให้บริการผ่านระบบออนไลน์แบบ Self Service บน LINE Official เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวกและครบวงจร ควบคู่กับการกำกับดูแลคุณภาพงานเคลม การตรวจสอบอุบัติเหตุ และคุณภาพงานจัดซ่อมให้ได้มาตรฐานภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า
     
บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและประยุกต์ใช้นวัตกรรมให้เกิดประสิทธิภาพในงานบริการสูงสุดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ ให้มีความรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น อาทิ ระบบ E-Agency โปรแกรมที่ช่วยรองรับการทำงานของตัวแทนฯ,  V-Inspection บริการตรวจสภาพรถยนต์ก่อนทำประกันภัยด้วย AI, VClaim on VCall บริการเคลมนัดหมายออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลที่รวดเร็วและครอบคลุมทุกจังหวัด รวมถึงวางแนวทางพัฒนาบริการ Fast Track Claim สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยรายได้จากการนอนโรงพยาบาล (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)
     
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ Data Driven ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม ความต้องการ และความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มประกันภัย Motor และ Non-Motor ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของประชาชน และตอบโจทย์การใช้ชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันอย่างแท้จริง
     
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการบุคลากร ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายและเสริมสร้างคุณภาพงานบริการในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมหรือความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรและการทำงาน (Employee Engagement) ทั้งการวางเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การส่งเสริมสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงาน ตลอดจนการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้วยการอบรมพัฒนาทักษะการทำงานตามสายวิชาชีพ การส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี AI ฯลฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรให้สามารถรองรับสถานการณ์วิกฤตใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     
“การพัฒนาในทุกมิติสะท้อนพันธกิจสำคัญของวิริยะประกันภัยในการทำหน้าที่ตามคำมั่นสัญญา “ทำหน้าที่หลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทย” บนพื้นฐาน DNA องค์กรที่ยึดมั่นว่า “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” พร้อมเคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกวิกฤตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป” คุณอมร กล่าวในที่สุด

31 กรกฎาคม 2568

TQM ผนึกกำลังสาขา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) ร่วมกับพนักงาน    สาขาน่าน และแพร่ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดน่าน โดยได้จัดมอบ      ถุงยังชีพพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาด ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากการมอบสิ่งของจำเป็นแล้ว ทีมงาน TQM ยังได้สำรวจข้อมูลและความต้องการเพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อวางแผนการช่วยเหลือในระยะถัดไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ TQM ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความมุ่งมั่นในการเคียงข้างสังคมในทุกช่วงวิกฤต 

สำหรับลูกค้า TQM ที่ได้รับความเสียหาย ทั้งในส่วนของที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ สามารถติดต่อแจ้งเคลมประกัน    ที่สายด่วน 1737 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official: @TQM Insurance Broker และ Facebook Page: TQM Insurance Broker   


18 พฤษภาคม 2567

"พิพัฒน์" รุดเยี่ยมครอบครัวแรงงาน เสียชีวิตจากอิสราเอล


วันที่ 19 พฤษภาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และคณะ ลงพื้นที่ไปยังบ้านของนายนิพล อัครศรี และนางอมร อัครศรี บิดาและมารดาของนายสนธยา อัครศรี แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากการไปทำงานที่รัฐอิสราเอล เพื่อเยี่ยมปลอบขวัญให้กำลังใจครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล พร้อมมองถุงยังชีพและมอบเงินเยียวยาเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และสิทธิประโยชน์จากเงินกองทุนประกันสังคม โดยมี นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสันติ นันตสุวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม ณ บ้านเลขที่  67 หมู่ 3 ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู 

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอล ซึ่งท่านได้กำชับให้กระทรวงแรงงานดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแรงงานไทยที่เสียชีวิตเพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ด้านแรงงานอย่างครบถ้วนโดยเร็ว ในวันนี้ผมและคณะจึงได้ลงพื้นที่มาเยี่ยมปลอบขวัญให้กำลังใจครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล พร้อมมองถุงยังชีพและมอบเงินเยียวยาเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากเงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และสิทธิประโยชน์จากเงินกองทุนประกันสังคม พร้อมให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยที่เสียชีวิตเพื่อให้ญาติทราบและอำนวยความสะดวกในเรื่องของเอกสารขั้นตอนต่างๆ ด้วย


ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่ทายาทผู้เสียชีวิตจะได้รับนั้น ประกอบด้วย 1) สิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กรณีเสียชีวิต โดยทายาทจะได้รับเงินสงเคราะห์ 40,000 บาท และเงินค่าจัดการศพในต่างประเทศ เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ของกรมการจัดหางานในเบื้องต้น พบว่า นายสนธยายังคงอยู่ในความคุ้มครองของกองทุนฯ 2) โครงการเยียวยา 50,000 บาท 3) เงินชดเชยสถาบันประกันภัยอิสราเอล กรณีเสียชีวิต  โดยครอบครัวจะได้รับเงินช่วยเหลือ เป็นค่าทำศพ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 79,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการฝังศพ เท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินประมาณ 47,000 บาท (1,300 usd) เงินช่วยเหลือการเป็นหม้าย ประมาณ 57,000 บาท เงินชดเชยรายเดือน และเงินชดเชยรายปี (จำนวนเงินตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันประกันภัยแห่งชาติกำหนด) 4) ติดตาม เงินชดเชยเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง (ปิซูอิม) โดยฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟจะเป็นผู้ติดตามให้และขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตาม และ 5) เงินประกันสังคม ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายสนธยาได้สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนไปแล้ว แต่ยังมีเงินชราภาพซึ่งเป็นเงินบำเหน็จชราภาพที่คงเหลืออยู่ในประกันสังคม โดย นายสนธยา อัครศรี สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เมื่อปี 2558 มีเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ที่ 7,301.68 บาท (ยังไม่รวมดอกผล) และ นายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์  สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เมื่อปี 2559 มีเงินบำเหน็จชราภาพ 31,108.26  บาท (ยังไม่รวมดอกผล) ซึ่งนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้งที่หนองคายและหนองบัวลำภู ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน

ทั้งสองครอบครัวเพื่อให้ญาติทราบและดูแลสิทธิปประโยชน์ให้ครบถ้วน และจากการได้พูดคุยกับญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต พบว่า บิดา มารดา และญาติพี่น้องทุกคนต่างมีขวัญกำลังใจดีขึ้นโดยลำดับแล้ว

          “ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และขอส่งกำลังใจให้กับแรงงานที่เหลืออีก 6 ราย ให้ได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุด ขอให้ครอบครัวของแรงงานที่เสียชีวิตจากอิสราเอลมั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามอย่างเต็มที่ ในการดำเนินการประสานทุกฝ่าย เพื่อติดตามสิทธิประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงานให้ได้รับสิทธิ์อย่างครบถ้วนโดยเร็ว ซึ่งเงินช่วยเหลือของนายสนธยา อัครศรี ที่ญาติจะได้รับเป็นเงินประมาณการอยู่ที่ 320,301.68 บาท ส่วนของนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ ทายาทผู้เสียชีวิตที่อยู่จังหวัดหนองคายจะได้รับประมาณ 344,108.26 บาท” ทั้งนี้ ในส่วนของสิทธิประโยชน์ที่ประเทศไทยในวันนี้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ทายาทแล้ว ส่วนการดำเนินการติดตามสิทธิประโยชน์ที่อิสราเอล ฝ่ายแรงงานฯ จะประสานกับสถานทูตและทางการอิสราเอลเพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วต่อไป” นายพิพัฒน์ กล่าว

16 มกราคม 2567

“DEXON” ต้อนรับผู้บริหาร บริษัท คูเวตปิโตรเลี่ยม เอวิเอชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมกิจการ

ดร.มัลลิกา แก่กล้า (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) “DEXON” ผู้ให้บริการตรวจสอบทางวิศวกรรม และสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีศักยภาพในการผลิตเทคโนโลยีด้านการตรวจสอบและการประเมิน พร้อมด้วยผู้บริหารให้การต้อนรับผู้บริหาร บริษัท คูเวตปิโตรเลี่ยม เอวิเอชั่น (ประเทศไทย) จำกัด  นำโดยนายกฤษฎา หัสสรังสี  (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค เข้าเยี่ยมบริษัทฯ และศูนย์วิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สร้างสรรค์และพัฒนางานด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ให้บริการตรวจสอบทางวิศกรรมที่มีความเชี่ยวชาญสูง มุ่งมั่นกับกระบวนการและการส่งมอบบริการตรวจสอบที่มีคุณภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ณ บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จ.ระยอง


 

21 กรกฎาคม 2566

รฟฟท. จัดโครงการ CSR “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้”

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง จัดโครงการ CSR  “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ณ โรงเรียนวัดสนามนอก อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี 


นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของชาติที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนในด้านการศึกษาให้มีผลการเรียนที่ดีแล้ว ควรให้การดูแลเอาใจใส่และสนับสนุนเด็กและเยาวชนในกิจกรรมด้านต่าง ๆ รวมถึงทักษะ พัฒนาการด้านต่าง ๆ ในการเรียนรู้ให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนของชาตินั้น ห่างไกลจากยาเสพติด อบายมุข หรือลดการเกิดอาชญากรรมในเด็กและเยาวชน อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย ทั้งนี้ รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาเด็กและเยาวชนในสังคมมาโดยตลอด จึงได้มีแนวคิดจัดโครงการ “พี่หนูแดงมอบความสุขให้น้องผ่านห้องแห่งการเรียนรู้” ในวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2566 โดยจัดให้มีการปรับปรุงพื้นที่ในสถานศึกษา ได้แก่ ห้องพละ และห้องนาฏศิลป์ เพื่อให้โรงเรียนวัดสนามนอก มีห้องนันทนาการเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงยังสามารถใช้เป็นห้องเพื่อการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมและมีประโยชน์ สร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาให้กับเด็ก รวมถึงการปรับภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบ ให้มีความสวยงาม สะอาดปลอดภัยอีกด้วย



โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ซึ่งบริษัทได้ให้ความสำคัญ และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก และเยาวชน มุ่งเน้นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม อีกทั้งการส่งเสริมในเรื่องการศึกษายังเป็นการช่วยบ่มเพาะต้นกล้าที่ดี คือทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการพัฒนาในด้านการศึกษาให้กับเด็ก และเยาวชน จึงถือเป็นภาระกิจที่สำคัญของบริษัทฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติ และสังคมอีกด้วย




“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th



20 เมษายน 2566

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 สะท้อนความเชื่อมั่นการให้บริการ และมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูล และเข้าถึงความต้องการของผู้ใช้บริการ สำหรับนำมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกสถานี โดยได้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงสำรวจ มาเป็นผู้ออกแบบและลงพื้นที่สำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการในครั้งนี้

โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.48 , ด้านความปลอดภัย 4.43 , ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.30 , ด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข้อมูล 4.38 , ด้านคุณภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสถานีและภายในขบวนรถ 4.40 และด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.25 ซึ่งผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเป็นอย่างมาก

การที่ผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการที่มีต่อรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆ อยู่ในระดับพึงพอใจมากนั้น แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมากยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังมีจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบาย และมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับการให้บริการ รวมถึงการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะมาตรฐานการให้บริการที่บริษัทฯ ยึดถือปฏิบัติมาตลอด  จากการผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 ขอบเขตการปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า ความปลอดภัย และวิศวกรรมซ่อมบำรุง จากหน่วยรับรอง Bureau Veritas (BV) ซึ่งบริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และมีความปลอดภัยสูงสุด เมื่อใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง


หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง 

#รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

03 เมษายน 2566

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566

ประชุมใหญ่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ  ม.ร.ว.พร้อมฉัตร  สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566 และการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ครั้งที่ 1/2566

โดยมี คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อำนวย สุวรรณคีรี  ผศ.ดร.พรทิพย์ พุกผาสุข อารยา อรุณานนท์ชัย  ทิพวิภา สุวรรณรัฐ  วรสุดา รัตนสุคนธ์  และผู้แทนหน่วยราชการ องค์การ มูลนิธิ-สมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมที่โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

23 กุมภาพันธ์ 2566

วิทยาศาสตร์ฮาลาล อีกหนึ่งซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศไทย ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล

วิทยาศาสตร์ฮาลาล อีกหนึ่งซอฟท์พาวเวอร์ของประเทศไทย ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมความก้าวหน้าของงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมฮาลาล ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) หน่วยงานที่ได้รับการยอมรับกันว่าคือสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งแรกในโลก อันกลายเป็นต้นแบบให้เกิดการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลในหลายประเทศมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีการแข่งขันสูงด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรสู่กลุ่มประเทศมุสลิมที่เป็นสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลามหรือโอไอซี ในเมื่อประเทศไทยมิใช่ประเทศมุสลิม ทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จึงเสนอแนวทางลดความเสียเปรียบต่อประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นมุสลิมด้วยการสร้างความเชื่อมั่นด้านการรับรองฮาลาลของประเทศไทยโดยใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลที่พัฒนาขึ้นก่อนหน้านั้นโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นที่มาของการสนับสนุนงบประมาณจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ใน พ.ศ.2546 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศวฮ.ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทุกชุดในการพัฒนางานสาขาต่างๆทางวิทยาศาสตร์ฮาลาล กระทั่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย พัฒนานวัตกรรมขึ้นมากกว่า 150 ชิ้น

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) กล่าวว่า พ.ศ.2558 และ พ.ศ.2562 รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มอบหมายให้ ศวฮ.พัฒนางานด้านดิจิตอลเทคโนโลยี ได้แก่ งานพัฒนา Thailand Diamond Halal และ Halal Blockchain เพื่อความสะดวกของผู้บริโภคมุสลิมในประเทศและต่างประเทศในการทวนสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่ผลิตจากประเทศไทย โดยขณะนี้ ศวฮ.อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแพลตฟอร์มภายใต้ชื่อ Thailand Diamond Halal Blockchain 4.0 นำเสนอต่อทีมงานนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมด้าน Halal Plant-Based Products, Halal Herbal Metabolomic Bioactives รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรมูลค่าสูงสำหรับตลาดมุสลิม ซึ่งจะเป็นโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลมูลค่าสูงจากประเทศไทยที่มีอนาคตสดใสรออยู่ ซาอุดีอาระเบียที่เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์อันเป็นปกติกับประเทศไทยภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลชุดนี้ ให้ความเชื่อมั่นด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากประเทศไทยอันเป็นผลจากความมั่นใจในความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลที่พัฒนาขึ้นโดย ศวฮ.   

นอกเหนือจากงานการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ งานด้านการยกระดับคุณภาพกระบวนการรับรองฮาลาลในประเทศไทย ศวฮ.ทำการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์อาหารและมิใช่อาหารที่เข้ารับการวางระบบการมาตรฐานฮาลาล จำนวนถึง 188,731 การวิเคราะห์ จากโรงงานอุตสาหกรรม 1,112 แห่งทั่วประเทศไทย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศวฮ. กล่าวว่าหากแพลตฟอร์มด้าน Diamond Halal Blockchain สำเร็จลง ผู้บริโภคจะมีความสะดวกในการทวนสอบย้อนกลับสภาพฮาลาลของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการ นอกเหนือจากนี้ ศวฮ.ยังพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารเคมีฮาลาลที่เรียกว่า H-number เพื่อความสะดวกของภาคอุตสาหกรรม ช่วยให้เกิดความได้เปรียบด้านการแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาลที่มีอยู่สูง

ศวฮ.ในปัจจุบันทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล โดยทำการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการแก่นักวิทยาศาสตร์นานาชาติจาก 24 ประเทศจำนวน 118 คน และอบรมเชิงปฏิบัติการแก่นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆในประเทศไทยจำนวน 271 คน ในส่วนงานสุดท้ายที่ ศวฮ.พัฒนาขึ้นคือการร่วมกับมหาวิทยาลัยในเยอรมนีพัฒนาห้องปฏิบัติการด้าน Halal Molecular Sensory Science ขึ้นตลอดจนร่วมงานกับคณาจารย์ในคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนางานด้าน Halal Metabolomic Bioactives นอกเหนือจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจจาก ศวฮ.อีกมากมายที่มีวัตถุประสงค์ให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมฮาลาล 


โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความชื่นชมและยินดีในโอกาสเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลให้เป็นแหล่งศึกษานวัตกรรมฮาลาลซึ่งเป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับคนไทยและประเทศไทย โดยศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้สินค้าฮาลาลของไทยมีมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ โดยจะต้องมุ่งพัฒนาการร่วมมือและการวิจัยให้มากขึ้น แม้ประเทศไทยจะทำการเกษตรกรรมแต่ต้องเพิ่มรายได้ทางอุตสาหกรรมควบคู่กันไปด้วย รวมทั้งการแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถขยายตลาดอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลกได้ เพราะอาหารเป็นหนึ่งใน soft power ที่ต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนไปให้ได้ แม้มีอุปสรรคก็ต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาให้ผ่านไปให้ได้ พร้อมเน้นย้ำการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมทั้งการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยสร้างแรงจูงใจผู้บริโภค นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านการเกษตรทั้งพืชและปศุสัตว์ เชื่อมโยงการพัฒนาด้านฮาลาล และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจระดับบนให้มีความเข้มแข็ง

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้ชื่นชมผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ  ขอให้ร่วมกันพัฒนาคิดค้นและวิจัยงานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลต่อไป ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม การให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับผลผลิตและประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ฮาลาลสู่กระบวนการรับรองผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ช่วยส่งเสริมมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และร่วมกันพลิกบทบาทนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาลไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติต่อไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยต่างๆ ของศูนย์ฯ อาทิ ห้องปฏิบัติการวิจัยชีววิทยาโมเลกุล, ห้องปฏิบัติการวิจัยและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ฮาลาล ตันสรี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และห้องปฏิบัติการวิจัยชีวเคมีโภชนาการ ซึ่งเป็นห้องวิจัยทดสอบนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านอาหาร โภชนาการ และคอสเมติก รวมถึง เยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ฮาลาลต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เส้นปลาจากปลาทับทิมเสริมคุณค่าทางอาหารด้วยสมุนไพรไทย การพัฒนาคัสตาร์ดมันหวานญี่ปุ่นเสริมสารห่อหุ้มจากน้ำมันสมุนไพร นวัตกรรมไข่จากพืช พร้อมชมองค์ความรู้ความเป็นมาของระบบมาตรฐานฮาลาล HAL-Q และผลงานวิจัยนวัตกรรมภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ฯ ที่นำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ครีมกันแดด อาหารเสริม สบู่เหลว 

30 มกราคม 2566

เอสซีจี เซรามิกส์เดินหน้าชวนเด็ก และชุมชนสร้างพื้นที่คุณภาพชีวิตเพื่อความยั่งยืน


บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้ชื่อหุ้น COTTO  ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ (COTTO) คัมพานา(CAMPANA) โสสุโก้ (SOSUCO) สานต่อแนวคิด เดินหน้าร่วมกับชุมชน ชวนเด็กและผู้ใหญ่ ร่วมพัฒนาพื้นที่คุณภาพชีวิตเพื่อความยั่งยืน ผ่าน โครงการเติมความรู้ เปลี่ยนสิ่งที่ถูกทิ้ง ให้เป็นสิ่งที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน ที่เริ่มต้นด้วยการจัดการขยะประเภทต่าง ๆ ในโรงเรียน  ผ่านการให้ความรู้แก่สมาชิกของชุมชนที่เป็นหน่วยเล็กที่สุด คือ เด็กและเยาวชน ปลูกฝังการคัดแยกขยะที่ถูกต้องตามแต่ละประเภท  รวมถึงการคัดแยกขยะเพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็ง ลดการเกิดขยะต้นทาง และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง ครอบครัว และโรงเรียน โดยมี นายอภิเชษฐ ชำนิ  Sustainable Development Manager (ที่ 7 จากขวา)และทีมงานเข้าร่วมให้ความรู้ คำแนะนำ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมให้ครั้งนี้ ให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาและเด็กนักเรียน  โรงเรียนวัดหนองผักชี ตำบลโคกแย้ อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี




20 กันยายน 2565

วิริยะประกันภัย ส่งเสริมสุขภาพดีผ่าน “ผักวอเตอร์เครส”

ราชินีผักต้านมะเร็งให้แก่ชุมชนและโรงเรียนบ้านคลองจันลา จ.ชัยภูมิ

บริษัท  วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)  โดยว่าที่ร้อยตรีหญิงกมลวรรณ  โมรินทร์  ผู้จัดการสาขานครราชสีมา เป็นผู้แทนบริษัทฯ  ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดี  มีได้ในทุกชุมชนผ่านการส่งมอบ “ผักวอเตอร์เครส”  ผักที่ได้ชื่อว่าเป็นราชินีผักคนรักสุขภาพ  จำนวน 250 กิโลกรัม  พร้อมกิจกรรมพิเศษเพื่อรณรงค์ให้ชุมชนปลูกผักด้วยการส่งมอบต้นอ่อน “ผักวอเตอร์เครส”  อีกจำนวน  50 ต้น  ให้กับชุมชนและเด็กนักเรียนในโรงเรียนบ้านคลองจันลา   โดยมีนางบัวทิพย์  มะสันเทียะ  ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ  เป็นผู้แทนรับมอบ ณ  โรงเรียนบ้านคลองจันลา จังหวัดชัยภูมิ  




 ทั้งนี้จุดเริ่มต้นของกิจกรรมส่งมอบราชินีผักต้านมะเร็ง “ผักวอเตอร์เครส”   ครั้งนี้สืบเนื่องจากนางสาวสุชัญสินี สมจิตร   แฟนเพจวิริยะประกันสุขภาพ (FB : Viriyah  Health Insurance)  ซึ่งติดตามข่าวสารที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ให้ความสนใจบทความ “ผักวอเตอร์เครส”  ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งมะเร็ง  แล้วส่งข้อความสอบถามมายังเพจฯ เพื่อขอข้อมูลแหล่งจำหน่ายผักวอเตอร์เครส  จากข้อความดังกล่าวทางบริษัทฯจึงได้ประสานงานสาขาวิริยะประกันภัยในพื้นที่เพื่อดำเนินการส่งมอบผักวอเตอร์เครสตามประสงค์   อีกทั้งทางบริษัทฯ ได้ขยายผลด้วยการเชิญชวนให้ชุมชนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมปลูกผักวอเตอร์เคสรด้วย  ทั้งสอดรับไปกับนโยบายบริษัทฯ ที่อยากส่งเสริมให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี  รวมไปถึงการส่งเสริมให้ชุมชนมีความสุขตามวิถีธรรมชาติ  เป้าหมายของ Viriyah Health Insurance คือ อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

13 กรกฎาคม 2565

รฟฟท. จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ได้พร้อมของกลางระหว่างเส้นทางสถานีหลักหก กับสถานีรังสิต พร้อมประสานนำตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด




นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวน ได้ออกตรวจพื้นที่ตามแนวเส้นทางเดินรถไฟฟ้าสายบางซื่อ - รังสิต ได้พบถุงกระสอบสีขาวอยู่บริเวณท่อสายส่งสัญญาณรถไฟฟ้า ช่วงระหว่างสถานีหลักหก กับสถานีรังสิต จึงเข้าทำการตรวจสอบ พบผู้ต้องสงสัย 1 คน ซ่อนตัวอยู่ภายในท่อสายสัญญาณ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการแสดงตัว เพื่อขอตรวจสอบ โดยหลังจากการตรวจสอบผู้ต้องสงสัย พบอุปกรณ์ที่คาดว่าใช้สำหรับตัดสายไฟ จึงติดต่อประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรปากคลองรังสิต เพื่อนำตัวไปสอบสวน และประสานงานการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเรื่องดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด



ทั้งนี้บริษัทคำนึงถึงความปลอดภัยในการให้บริการแก่ผู้โดยสารเป็นสำคัญ โดยยังคงเข้มงวดในการส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟและสายส่งสัญญาณของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงต่อไป

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

21 เมษายน 2565

ครูโอ๊ะ​ นมัสการ​ พระเทพเสนาบดี​ พร้อมตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนวินิตศึกษาฯ​

พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนและสภาพปัญหาเพื่อนำไปขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์กับเยาวชนและประเทศต่อไป​ ชื่นชมทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน​ 2565 นางกนกวรรณ​ วิลาวัลย์​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและการจัดการเรียนการสอน​ ณ​ โรงเรียนวินิตศึกษา​ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ​ สยามบรมราชกุมารี ​(แห่งที่​ 2) โดยมี​ นายกมล ​รอดคล้าย​ ที่ ปรึกษา​รมช.ศธ.​ นายนิยม​ เวชกามา​ ส.ส.จังหวัดสกลนคร ​เขต ​1ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ​พิจารณาร่าง​ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้​ พ.ศ. ​.... คนที่สาม​ นายสุภัทร  จำปาทอง​  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ นายประพัทธ์​ รัตนอรุณ​ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน​ (รองเลขาธิการ​ กช.)​ ร่วมคณะมาด้วย​ และมี​ นายนิวัฒน์​ รุ่งสาคร​ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี​ กล่าวต้อนรับ​ พระเทพเสนาบดี​ ผู้รับใบอนุญาต​/ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการ/เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี​ นำเสนอเรื่องการจัดการเรียนการสอน แบบ Online สำหรับนักเรียน และกระบวนการจัดกิจกรรมของนักเรียนภายใต้แนวคิด “วินิตนักปั้น”พร้อมทั้งมี นางสาวมัลลิกา​ จิระพันธุ์วานิช ส.ส.จังหวัดลพบุรี​ เขต​ 2 นายศัจธร​ วัฒนะมงคล​ ศึกษาธิการภาค​ 1​ นายสิทธิพงษ์​ พฤกษอาภรณ์​ ศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี​ นายนิพนธ์​ นนธิ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี ​เขต​1​ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานทางการศึกษาในจังหวัดลพบุรี เครือข่ายโรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน บุคลากร เจ้าหน้าที่ นักเรียน นักศึกษา ร่วมให้การต้อนรับ 





รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า กราบนมัสการ พระเทพเสนาบดี ผู้รับใบอนุญาต​/ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการ/เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี​ ครูโอ๊ะมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบปะกับผู้บริหารทุกท่าน การมาในครั้งนี้ มีความตั้งใจที่จะมาติดตามความคืบหน้า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนวินิตศึกษาฯที่เป็นผลสัมฤทธิ์ พร้อมทั้งมารับฟังเสียงสะท้อนและสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อนำไปสานต่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับสภาพปัญหาที่พี่น้องโรงเรียนเอกชนได้สะท้อนมายังครูโอ๊ะจากการที่ลงพื้นที่ เช่น การเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลก็เกิดผลสัมฤทธิ์ไปแล้ว ซึ่งครูโอ๊ะดีใจอย่างยิ่งที่สามารถขับเคลื่อนให้ทุกท่านได้รับสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล 

ขอชื่นชม โรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบ ตามที่ท่านเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี​ ได้มีการชื่นชมว่าโรงเรียนเอกชน มีการส่งต่อลูกหลานมายังโรงเรียนวินิตศึกษาเพื่อให้ทำการจัดการเรียนการสอนให้ลูกหลานได้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะทำให้ลูกหลานชาวลพบุรีและลูกหลานจากที่ต่างๆที่มาเรียนที่ลพบุรีได้รับประโยชน์สูงสุด และวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่มี ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ลพบุรี เขต 1 

มาร่วมรับฟังการจัดการเรียนการสอนด้วย โดยสิ่งที่ต้องการเห็นและต้องการให้เกิดขึ้น คือ ผู้ที่มาร่วมรับฟังในครั้งนี้ ได้นำรูปแบบของโรงเรียนวินิตศึกษาฯ ไปปรับใช้และนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบการศึกษาต่อไป โดยอีกความพิเศษของโรงเรียนวินิตศึกษาฯ คือมีหลักของบวร บ้าน วัด โรงเรียนมาใช้ ทั้งยังขอชื่นชมผู้บริหารและครูโรงเรียนวินิตศึกษาฯ  ที่ช่วยกันพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความพร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างรอบด้าน ทั้งทางกาย จิตใจ และสติปัญญา มีความกตัญญูกตเวที เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีและยึดมั่นในหลักจริยธรรมของพระพุทธศาสนาในการดำรงชีวิต


ขอน้อมกราบนมัสการขอบพระคุณ​ พระเทพเสนาบดี​ ท่านเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี​ ขอบคุณผู้บริหารสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาทุกด้าน ทั้งนี้ขอฝากครูและทุกท่านทุกช่วงวัย ได้ร่วมกันคิดได้ร่วมกันแก้ไขและวางแนวทาง เพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุดนำไปสู่ความสำเร็จในเป้าหมายของชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่เป็นครูซึ่งได้รับการยกย่องเชิดชูจากสังคม ดังนั้นครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีมีความใส่ใจและรักในหน้าที่ มีความอุตสาหะพากเพียรในการทำงาน มีความรับผิดชอบ รอบคอบในการทำงานสิ่งที่เป็นจุดบกพร่องก็ทำการพัฒนาแก้ไขปรับปรุงและนำมาทบทวนเพื่อให้การทำงานได้รับการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น หากสิ่งใดต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทันกับยุคสมัยก็ต้องทำการปรับตัวสิ่งใดที่เป็นประโยชน์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานยิ่งดี​ เพื่อได้เป็นครูที่สง่างามของแผ่นดินไทย

ขอกราบนมัสการในความเมตตาของเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด​ที่จะต้องรับงานไปขับเคลื่อนต่อไป ทั้งนี้การศึกษาต่อให้จะมีการแบ่งเป็นแท่งแต่หัวใจของเราชาวกระทรวงศึกษาธิการได้รวมเป็นหนึ่งเดียว เพราะชีวิตการศึกษาถือเป็นรากหญ้ารากแก้ว​ หากการศึกษาไม่แข็งแกร่ง ไม่สามารถสร้างคนได้​ ประเทศก็จะเดินต่อไปไม่ได้ เยาวชนทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้จะเป็นบุคลากรอันทรงคุณค่าที่จะนำพาประเทศไปในทิศทางที่เจริญต่อไป ส่วนผู้สูงวัยทุกท่านคือผู้ที่ทรงคุณค่าของแผ่นดินหากไม่มีทุกท่านก็ไม่มีเราในวันนี้ ผู้สูงอายุคือผู้สร้างและเป็นแบบอย่างให้พวกเราได้นำมาเป็นแบบอย่างและนำมาประยุกต์ใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุด

ขอกราบอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดอภิบาลรักษาและประทานพรให้ทุกท่านทุกครอบครัวประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น สิ่งใดที่เป็นทุกข์ก็ขอให้ผ่านพ้นไป ขอให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงยิ่งขึ้น และขอให้ครอบครัวทุกท่านมีความสุข ขอเป็นกำลังใจให้ทุกการขับเคลื่อนในชีวิตของทุกท่านประสบความสำเร็จ หากมีสิ่งใดที่ครูโอ๊ะทำได้ก็พร้อมทำทันที รักกันตลอดไป”รมช.ศึกษาธิการ กล่าว







ในโอกาสนี้ รมช.ศึกษาธิการ ได้เยี่ยมชมการนำเสนอผลงานของนักเรียนที่ได้รับการพัฒนาในฐาน "วินิต นักปั้น" อาทิ ฐานนักวิทยาศาสตร์ Coding ฐานศิษย์เก่านักการปกครอง นักการเมือง นักกฎหมาย ฐานนักดนตรี นักกีฬา นักศิลปะ ฐานแปรรูปผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ตลอดจนศูนย์วัดระดับวิชาการ และศูนย์ออนไลน์โรงเรียนวินิตศึกษาฯ เพื่อให้กำลังใจครู วิทยากรผู้สอน ติวเเตอร์ ศิษย์เก่า และนักเรียนปัจจุบัน