18 พฤษภาคม 2569

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟ.

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม


ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน
ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi “Year of Omotenashi Service” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้
1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย
ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม
รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026”

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” เสริมความร่วมมือเครือข่ายประกันสุขภาพ

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” ภายใต้แนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกันสุขภาพ และตัวแทนประกันชีวิต ในการดูแลผู้ถือกรมธรรม์ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม โดยมี นายแพทย์วันชัย  ศิริเสรีวรรณ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ คุณมณเฑียร สารโภค รองผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการ และคุณฐิติภา แย้มกลิ่น ผู้จัดการฝ่ายประสานสิทธิ์ เป็นผู้นำในการดำเนินงานและขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้


โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา มีบทบาทเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญากับบริษัทประกันสุขภาพ โดยให้การดูแลกลุ่มผู้ถือกรมธรรม์ พร้อมประสานงานข้อมูลด้านสุขภาพในกระบวนการสำคัญ เช่น การพิจารณาความคุ้มครองเบื้องต้นก่อนการรักษา (Pre-Authorization) การติดตามข้อมูลระหว่างการรักษา (Case Concurrent Review) และการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Review) เพื่อสนับสนุนการพิจารณาสิทธิ์ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน

สำหรับปี 2569 โรงพยาบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มตัวแทนประกัน ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลและดูแลลูกค้าในความรับผิดชอบของตนเอง โดยกิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการของโรงพยาบาล และเปิดโอกาสให้ตัวแทนประกันได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้เอาประกัน

ภายในกิจกรรม มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการประสานงานด้านสิทธิ์การรักษา รวมถึงแนวทางการให้บริการของศูนย์ลูกค้าประกัน เพื่อช่วยให้ตัวแทนสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้ถือกรมธรรม์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งช่องทางสื่อสารผ่าน Line Official สำหรับแจ้งข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลรายชื่อตัวแทนประกันสุขภาพประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบ


กิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพ และเสริมสร้างความร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพและตัวแทนประกันชีวิตที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการมีกำหนดดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลในการพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงบริการตามสิทธิ์ที่กำหนดอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ 

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ


ตอกย้ำจุดยืนสร้างงาน สร้างอาชีพ UFM มอบแป้งสาลีสำหรับใช้ในการเรียนการสอน  หวังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน


นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้เพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ ให้กับประชาชนที่สนใจการทำเบเกอรี่ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องการยกระดับวงการเบเกอรี่ไทย สู่มาตรฐานสากล ดังนั้น ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคมสร้างอาชีพ  ให้คนไทย สนับสนุนโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างต่อเนื่อง มอบผลิตภัณฑ์แป้งสาลี ตราว่าว, ตราหงส์ขาว, ตราพัดโบก, ตราบัวแดง, แป้งโฮลวีต และ แป้งทอดกรอบ ตรา UFM  จำนวนกว่า 1,000 ลัง ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน




ปีที่ผ่านมีประชาชนสนใจเข้าเรียนหลักสูตรขนมอบและเบเกอรี่จากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง กว่า 1,500 คน การที่ผู้เรียนใช้วัตถุดิบแป้งข้าวสาลีที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้ควบคุมโครงสร้างของขนมได้ตามสูตรมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวนุ่มของขนมปัง หรือความเบาฟูของเค้ก เนื้อขนมมีความละเอียดน่ารับประทาน ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมของวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น เนยและนม ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น 



ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการที่ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ แล้ว UFM ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านโครงการ UFM Train the Trainer อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร รวมถึงโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนในปีนี้ทาง UFM เดินหน้าจัดทำโครงการ UFM Train the Trainer ต่อ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและเบเกอรี่ พัฒนาบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ซึ่ง UFM เชื่อมั่นว่าทุกโครงการที่ทำเพื่อสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพให้กับคนไทย เพื่อสร้างรายได้และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจต่อไป

14 พฤษภาคม 2569

ม.น.ข.รับมอบทุนสนับสนุน โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569)

เมื่อวันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม 2569 อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พร้อมด้วยคุณวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์  รองประธาน ม.น.ข. รับมอบเงินจากคณะผู้บริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จำนวนเงิน 817,722 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดงาน Gala dinner (สปอนเซอร์) โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569) ณ บริษัท สํานักกฎหมายธรรมนิติ จํากัด 

ซึ่งการจัดงาน Gala dinner ในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569
ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อระดมทุนสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคง
ให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

13 พฤษภาคม 2569

บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569

รายได้ 7,906 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เติบโต 24.5% ผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน


กรุงเทพฯ / 13 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 7,906 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และมีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ขณะที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 1.2 ล้านคน มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 86.2 

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ บริษัท ฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารลงร้อยละ 11.8 จากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ–พนมเปญ และหยุดการให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ–ลำปาง และลำปาง–แม่ฮ่องสอน ในปีที่ผ่านมา 

บริษัท ฯ ยังมุ่งเน้นการบริหารเครือข่ายเส้นทางบินที่มีความต้องการเดินทาง และข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งอย่างเหมาะสม ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย (Load Factor) ร้อยละ 86.2 เพิ่มขึ้น 4.7 จุด ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 4,469.7 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน  

บริษัท ฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 242.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงร้อยละ 6.2 โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบินที่ปรับตัวลดลง

  รายได้รวมของบริษัท ฯ ในไตรมาส 1 ประกอบด้วยรายได้จากบัตรโดยสาร ร้อยละ 68.6 รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 20.8 และรายได้จากธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 2.3 ของรายได้รวม บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท ฯ อยู่ที่ 2,091.0 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.01 บาท สะท้อนถึงความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม

  บริษัท ฯ มีการประกาศวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ “Leading Aviation with Responsibility, Delivering Services with Sustainability” เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจการบินแบบครบวงจรควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ 

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ฯ ภายใต้โครงการ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในหนังสือ Thailand’s Best Practices and Lessons Learned in Development (Vol.2) ซึ่งจัดทำโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) สะท้อนถึงความโดดเด่นของแนวทางการดำเนินธุรกิจที่บูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม 


การดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาล บริษัท ฯ ได้ดำเนินกิจกรรม PDPA in Practice Knowledge Sharing เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้แก่หน่วยงานภายในองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในบริบทการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสม

บริษัท ฯ ได้ทบทวนและประกาศนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 

นอกจากนี้ บริษัท ฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 
ติดตามข้อมูลข่าวสารสำหรับนักลงทุนสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์
https://investor.bangkokair.com/th/

CP LAND กางโรดแมป 3 ปี ปั้นแบรนด์โรงแรมใหม่ ‘bedZ’

 

บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจโรงแรมระยะ 3 ปี (2569-2571) เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่ม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการ ผสานการทำงานและการพักผ่อน เข้าด้วยกัน ภายใต้เทรนด์ “Bleisure” (Business + Leisure) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “CP LAND วางกลยุทธ์การเติบโตโดยมุ่ง ‘จัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล (Balanced Portfolio)’ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯและหัวเมืองศักยภาพ ทั่วประเทศ โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนที่ผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งแบรนด์ bedZ จะถ่ายทอดนิยามของการพักผ่อน

พร้อมกันนี้  ขอแนะนำผู้บริหารผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม เพื่อถ่ายทอดทิศทาง และแนวคิดของแบรนด์ bedZ อย่างเป็นทางการ


คุณเยี่ยม กล่าวเสริมถึงแนวคิดการพัฒนาโรงแรม bedZ มาจาก customer insight ที่นักเดินทางอยากได้ประสบการณ์พักผ่อนที่ดีด้วยราคาที่เข้าถึง ภายใต้สโลแกน “Comfy bedZ, Happy Guests” ที่เน้นประสบการณ์ของผู้เข้าพักเป็นหัวใจสำคัญ การนอนหลับที่ดี คือหัวใจของความสุข เน้นความสบายในการพัก (Comfort), เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ (Smart Stay) และการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของเมือง (Local Experience) เพื่อให้ทุกการเข้าพักเป็นมากกว่าการนอน โดยเราจะมีการทยอยเปิดโรงแรม bedZ ตาม strategic location ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทั้งเมืองหลักและเมืองรองในเร็วๆนี้  

bedZ ยังมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเสน่ห์ของย่านโดยรอบ ผ่านการแนะนำสถานที่ท้องถิ่น คาเฟ่ ร้านอาหาร และจุดหมายที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตเหมือนคนพื้นที่ และค้นพบมิติใหม่ของการเดินทางในทุกครั้งที่เข้าพัก

11 พฤษภาคม 2569

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์

บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลกประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้อย่างต่อเนื่อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทุนการศึกษาและอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติ

ตลอดระยะเวลาที่ทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ เสด็จเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุนถาวรเพื่อการศึกษา ติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนผู้รับทุน และทรงพระกรุณาตอบจดหมายเยาวชนด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เยาวชนผู้รับทุนเข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา กรุงเทพฯ และพระตำหนักทรงงาน จังหวัดน่าน เป็นประจำ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนทั่วประเทศปัจจุบัน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 2,091 ทุน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มอบทุนแล้วกว่า 37,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและภริยา ร่วมดูแลติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน


ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้) พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ” และเว็บไซต์ www.ruamchit-normklao.org

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ

ห้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานพรวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์

เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปี และ ในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ แก่ เจ้าของวันเกิด

งานฉลองวันเกิดปีที่ 69 ของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ และในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียน จัดขึ้นโดย โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์, โรงแรมอมารี กรุงเทพ, บริษัท เดอะ บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป จำกัด และน้อยอัมพวา วัตถุโบราณ ภายใต้ชื่อ “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) รายได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย มาเป็นประธานในงาน



บรรยากาศของงานคลาคล่ำไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ และเพื่อนสนิทมิตรสหายที่คุ้นเคยกับเจ้าของวันเกิด ที่พร้อมใจกันแต่งตัวในสไตล์คาวบอยมาร่วมงานจนแน่นห้องแกรนด์บอลรูม โดยมี คุณบุ๋ม-ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ,คุณวุธ-อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร รับหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวที และ คุณปอนด์-ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรภาคสนาม ภายในงานยังมีการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์จากฝีมือนักเรียน โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ พร้อมด้วย กระเป๋าหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สำหรับผู้จิตศรัทธาที่อยากจะร่วมอุดหนุน รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบเป็นค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารสามมื้อ ให้แก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย รวมทั้งการประมูลภาพวาดดอกกุหลาบ สีน้ำมัน จำนวน 1 ภาพ จากฝีมือการวาดของ อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ฉายา Mr.Rose(มิสเตอร์โรส) ปัจจุบันอาจารย์เป็นประธานกลุ่มศิลปินอิสระ 96 และเป็นจิตรกรแนวหน้าของเมืองไทยทางด้านภาพเขียนสีน้ำมัน โดยผู้ที่ประมูลภาพวาดดังกล่าวไปได้ คือ อัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซ่า ร่วมกับมูลนิธิทานประทาน ในราคา หนึ่งแสนบาท และการประมูลผ้าไหมทอมือ โดยนักเรียน โรงเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในราคา เก้าหมื่นบาท งานฉลองวันเกิดปี 24 ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ และวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เริ่มต้นขึ้นเวลา 14.30 น.เริ่มด้วยการชมวีดีทัศน์โรงเรียนฯ ตามด้วยการบอกเล่าเรื่องความสำเร็จของเหล่าศิษย์เก่า พร้อมการกล่าวอวยพรวันเกิดจากฯพณฯ องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าของวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์



ถึงช่วงเวลาสำคัญของงานกับการแสดงดนตรีจากวง Siren (ไซเรน) ประกอบด้วย น้องอาร์ติสท์-ศรีสิรินทร์ วิชยสุทธิ์ ร้องนำ ,น้องจุงเฟรา-ญารดา ขาวเมืองน้อย bass , น้องมินมิน-แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม piano ,น้องปันปัน-ปุญณิศา ศาลิคุปต guitar , น้องนาย-นาย สิงห์โต Guitar , น้องสิงห์-สิงห์ เหลืองสุนทร กลอง และ น้องริกะ-พรรฐนจ กนกกุลชัย ร้องนำ การขับร้องเพลงโดย ศิลปินแห่งชาติ คุณเม้า-สุดา ชื่นบาน ,คุณจี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์,คุณเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า คุณณัฐ-ณัฐภัทร จตุรทิศพาณิชย์ แชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 และ คุณโรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ควบคุมโดย คุณหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ,บริษัทเอกชัยไลท์ติ้ง สนับสนุนแสงสีเสียง ,ดล 365 (Dol 365) รับหน้าที่ ออแกไนเซอร์งาน,เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค (COVERMARK) แต่งหน้า และทำผมโดย เกตุวดี และไฮไลท์สำคัญของงานบ่ายวันนั้น คือการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าในชุดวิคตอเรีย จากห้องเสื้อ Showtime by Chanon (โชว์ไทม์ บาย ชานนท์) และแฟชั่นโชว์เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems ) โดยนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์จำนวน 12 ท่าน ได้แก่ คุณนภฤชา โพธิสุข,คุณพฤณ สิทรัพย์,คุณเฌอร์ลิญา อธิภัทรากุลพันธ์,คุณศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑมาส ,คุณโชติภาภัค รัตนสมฤกษ์ ,คุณนภษกร วัชระวิสิฐ ,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฎิมานนท์ ,ดร.เอกกฤต นารายณ์รักษา,คุณได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ,คุณลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ,คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง และคุณน้ำฝน-พัชรินทร์ วิทยาปัญญานนท์

สำหรับแฟชั่นโชว์เครื่องประดับ Beauty Gems ในครั้งนี้ว่า มีธีมชื่อว่า GOTHIC GRACE มีทั้งหมด 9 เซ็ต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ชุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของการแสดงแฟชั่นโชว์นี้ในครั้งนี้ คือเซ็ตเครื่องประดับ สร้อยคอพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 148.13 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 20.67 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 81.67 กรัม ต่างหูพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 26.91 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 2.41 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 14.69 กรัม และแหวนพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 24.43 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 0.49 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 8.30 กรัม ตบท้ายบรรยากาศแสนอบอุ่นด้วยการฉลองวันเกิดให้กับดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เจ้าของวันเกิดแบบอบอุ่นท่ามกลางครอบครัว แขกผู้มีเกียรติ และเพื่อนสนิทมิตรสหาย ด้วยเค้กวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเสียงเพลง....Happy Birthday ดังกระหึ่มลั่นหน้าห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ยังได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันบริจาคเงินให้กับโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา เดิมชื่อ โรงเรียนร่วมน้ำใจ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 โดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กหญิงกำพร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีละ ประมาณ 25 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น และทางโรงเรียนยังได้รับพระเมตตาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานความช่วยเหลือแก่ เด็กที่น่าสงสารเหล่านี้มาโดยตลอด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 350 คน จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ หรือสนับสนุนเป็นทุนทรัพย์ รวมทั้งอุดหนุน ผลิตภัณฑ์ฝีมือนักเรียน จากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ ที่บูธหน้างาน พร้อมด้วย กระเป๋าหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบเป็นค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารสามมื้อ ให้แก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย” งาน “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” ในครั้งนี้ จบลงด้วยดี พร้อมกับความแฮบปี้ในใจของเจ้าของวันเกิด เพราะยอดเงินบริจาคในปีนี้ตรงเป้าที่ตั้งไว้ แต่เท่าไร คงต้องไปถามไถ่กันเอาเอง สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่อยากร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของ
สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณกวาง-ชนรรถพร รัตนมณี โทร.081-342-0744

10 พฤษภาคม 2569

โฟลว์ อินเตอร์ พร้อมสยายปีกเปิดตัว Arcobräu แบรด์ดังจากเยอรมัน


วันนี้  เราจะมาร่วมพูดคุยถึงเส้นทางธุรกิจ กลยุทธ์การปรับตัวในยุคเศรษฐกิจผันผวน และการขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจร้านอาหารที่สะท้อนรสนิยมแบบยุโรปขนานแท้เบียร์จากเยอรมนี ภายใต้แบรนด์ที่เราภาคภูมิใจอย่าง เบียร์ Arcobräu (อาร์โคบราว) เป็นเบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้จากเยอรมนีที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี  และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นของเบียร์เยอรมันคือ ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ ดื่มแล้วไม่ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือแฮงค์โอเวอร์ในเช้าวันถัดไป ซึ่งต่างจากทางฝั่งอังกฤษ ที่จะมีความเข้มข้นและรสสัมผัสของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า มีรสขมนิดๆ ตามสไตล์ที่คนชอบรสชาติเบียร์ฝั่งอังกฤษ



โฟลว์ อินเตอร์ พร้อมสยายปีกเปิดตัว Arcobräu แบรด์ดังจากเยอรมันขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่มพรีเมียมสู่ประเทศไทยกานต์พิชชา คงสมบัติ และ Flow Inter ชื่อแรกๆ ที่คนรักเครื่องดื่มพรีเมียม บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัดมุ่งเน้นการเป็นผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียม โดยเฉพาะจากประเทศเยอรมนีและอังกฤษ 

กานต์พิชชา คงสมบัติ CEO ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการคัดสรรเครื่องดื่มชั้นเลิศจากยุโรป มาให้คนไทยได้สัมผัส วันนี้เราจะมาร่วมพูดคุยถึงเส้นทางธุรกิจ กลยุทธ์การปรับตัวในยุคเศรษฐกิจผันผวน และการขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจร้านอาหารที่สะท้อนรสนิยมแบบยุโรป




เบียร์ Arcobräu (อาร์โคบราว) มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย เป็นเบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้จากเยอรมนีที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี  และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นของเบียร์เยอรมันคือ ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ ดื่มแล้วไม่ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือแฮงค์โอเวอร์ในเช้าวันถัดไป ซึ่งต่างจากทางฝั่งอังกฤษ ที่จะมีความเข้มข้นและรสสัมผัสของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า มีรสขมนิดๆ ตามสไตล์ที่คนชอบรสชาติเบียร์ฝั่งอังกฤษ


เครื่องดื่ม 5 ชนิด ภายใต้แบรนด์ Arcobräu มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย ที่ประกอบด้วย

1. Natur Radler ส่วนผสมที่เบา ๆ ให้ความสดชื่นของเลมอน มีกลิ่นหอม ปราศจากสารให้ความหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มแบบเบาๆ การจับคู่อาหาร เช่น สลัด อาหารทะเล หรืออาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆ

2. Mooser Liesl บาวาเรีย Helles คลาสสิกที่ต้มด้วยมอลต์พิเศษและฮอปต์ธรรมชาติ เพลิดเพลินไปกับรสชาติต้นตำรับที่นุ่มนวล ดื่มด่ำควบคู่ไปกับอาหารเลิศรส ไม่ว่าจะเป็น ไก่ย่าง เพรตเซล หรือชีส เข้ากันได้อย่างลงตัว

3. Weissbier Hell เครื่องดื่มจากข้าวสาลีระดับพรีเมียมที่ได้รับรางวัลนี้ ให้กลิ่นผลไม้และกลิ่นหอม ด้วยยีสต์ชั้นดีเพื่อรสชาติที่ละเมียดละมัย เหมาะกับการรับประทานกับอาหาร ประเภท ไส้กรอก ผักย่าง หรือซอฟต์ชีส

4. Festbier เครื่องดื่มสไตล์ดั้งเดิมนี้ผลิตขึ้นสำหรับเทศกาลอ๊อกโทเบิลเฟสต์ เป็นการรวบรวมการเฉลิมฉลองของบาวาเรีย ด้วยมอลต์ที่เข้มข้น มีกลิ่นหอมรับประทานง่าย ซึ่งสามารถรับประทานกับอาหารประเภท บราทวูร์สท์ และผักย่าง ได้เป็นอย่างดี

5.Winterbier เครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นสำหรับตามฤดูกาลพิเศษ มีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมของฮอปส์อ่อนๆ เหมาะสำหรับการสังสรรค์ในฤดูหนาวที่แสนสบาย การจับคู่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง



นอกจากนี้ โฟลว์ อินเตอร์ ยังเดินสายร่วมงานแฟร์ระดับประเทศอย่าง ThaiFex รวมถึงงานของหอการค้าอังกฤษ (BCCT) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และเรายังมีเครือข่ายเอเย่นต์ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และภาคอีสาน กานต์พิชชา คงสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย



“กรมการท่องเที่ยวบุกเมืองคานส์! ชู Cash Rebate 30% ตั้งเป้าดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท”

กรมการท่องเที่ยวเตรียมยกทัพโปรโมตประเทศไทยสู่สายตาโลก ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเข้าร่วมออกคูหาประเทศไทยหมายเลข 112 ภายใน International Village เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการจัดคูหาร่วมกันภายในงาน

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Cannes Film Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่ผู้ผลิตภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยกรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลด้านสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความหลากหลาย มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Incentive Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงศักยภาพของทีมงานชาวไทย สตูดิโอ อุปกรณ์ถ่ายทำ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พร้อมรองรับกองถ่ายต่างประเทศอย่างครบวงจร


นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังเตรียมจัดกิจกรรมภายในคูหาประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย อาทิ กิจกรรมานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรมงานเลี้ยงพบปะผู้ผลิตภาพยนตร์ “Thailand Happy Hour” เพื่อดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากนานาประเทศให้เกิดการเจรจาความร่วมมือและตัดสินใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวคาดหวังว่าการเข้าร่วมงานดังกล่าว จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท อันจะก่อให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

สำหรับ Cannes Film Festival 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 23 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก มีผู้เข้าร่วมงานที่มาจากมากกว่า 100 ประเทศ และเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำกับ ผู้ผลิต นักแสดง และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงานในทุกปี

09 พฤษภาคม 2569

ลิ้มรสความหอมหวานผ่านเมนูของหวานประจำฤดูกาล

ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์


ฤดูกาลแห่งความหวานฉ่ำของ “มะม่วงน้ำดอกไม้” พร้อมแล้วที่จะให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อย ณ มิลค์ แอนด์ โค ชั้น G และ ที แอนด์ ทิปเปิ้ล ชั้น 23 ขอชวนคุณร่วมสัมผัสเสน่ห์ของผลไม้ไทยประจำฤดูกาลผ่านเมนูของหวานที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ด้วยความหวานละมุน กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ และเนื้อสัมผัสนุ่มเนียนของมะม่วงน้ำดอกไม้ นำมารังสรรค์เป็นเมนูของหวานหลากหลาย อาทิ เดนิชมะม่วง ราคา 130 บาท++ แป้งกรอบอบใหม่ หอมเนย เสิร์ฟคู่มะม่วงสุกและครีมเนียนนุ่ม เพิ่มมิติความหอมหวานอย่างพอดีคำ, ชีสเค้กมะม่วง ราคา 190 บาท++ เนื้อเค้กเนียนละเอียด รสเปรี้ยวหวาน ตัดกับซอสมะม่วงเข้มข้นอย่างลงตัว และ มูสมะม่วง ราคา 190 บาท++ เนื้อเบานุ่มละลายในปาก นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินไปกับเบเกอรี่ ครัวซองต์ เดนิช เค้ก แซนด์วิช สลัด อาหารไทย และเครื่องดื่มชา กาแฟ พร้อมความโดดเด่นรายล้อมด้วยการตกแต่งหรูหราทันสมัย ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินผ่อนคลายสบายตา เหมาะสำหรับเช็คอินเก๋ๆลงโซเชียลอวดเพื่อนได้ทั้งเดือน ที่ มิลค์ แอนด์ โค ชั้น G และ ที แอนด์ ทิปเปิ้ล ชั้น 23 ของโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคมนี้



สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มิลล์ แอนด์ โค ชั้น G โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์
โทร. 02-100-1234 ต่อ 2321 หรืออีเมล์: diningcgcw@chr.co.th