26 สิงหาคม 2567

ZEN ครองตลาดร้านอาหารพรีเมียมแมสยาวนานกว่า 33 ปี

จุดพลุฉลอง “33 YEAR FOIE GRAS CELEBRATION” เปิดตัวเมนู “ฟัวกราส์”
รังสรรค์เมนูสุดคราฟท์ ย้ำจุดแข็ง คุณภาพวัตถุดิบพรีเมียม แต่ราคาเข้าถึงง่าย 

เซ็น เรสเตอร์รอง ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ผ่านทุกด่านสมรภูมิ จนครองตลาดร้านอาหารในกลุ่มพรีเมียมแมสมายาวนานกว่า 33 ปี ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกับแบรนด์ร้านอาหารใหม่ ๆ และกลุ่มเชนร้านอาหารน้องใหม่ที่รุกหนักชิงส่วนแบ่งในตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่จุดแข็งสำคัญที่ยังคงดึงความสนใจของผู้บริโภคให้ย้อนกลับมาหาแบรนด์คือความเชื่อมั่นและไว้ใจระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค

คุณมยุรี จิตรกร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความตั้งใจแรกเริ่มของการฉลองครบรอบ 33 ปีของ เซ็น เรสเตอร์รอง คือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในเรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา โดยนำการศึกษาข้อมูลการตั้งราคาสินค้าจากอดีต รวมถึงเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มหดตัว ส่งผลต่อกำลังซื้ออย่างชัดเจน ข้อมูลเหล่านี้ถูกดึงมาเป็นตัวแปรในการกำหนดราคาของเมนูฉลองครบรอบ 33 ปีในครั้งนี้ ด้วยการนำเสนอคุณภาพวัตถุดิบที่พรีเมียม ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคได้ร่วมฉลองไปกับพร้อมกันได้อย่างทั่วถึง”

ครบรอบ 33 ปี กับ 3 กลยุทธ์ ย้ำจุดแข็งสำคัญ

•Beyond Experience with Authentic food
สร้างประสบการณ์แบบเหนือระดับด้วยการชูวัตถุดิบพรีเมียม “ฟัวกราส์” นำเป็นตัวชูโรงครั้งแรกของ 6 เมนูพิเศษ “33 YEAR FOIE GRAS CELEBRATION” ที่ตั้งใจรังสรรค์ทุกขั้นตอน ด้วยรสชาติที่ยังคงความเป็น Authentic ไฮไลท์โดดเด่นกับวัตถุดิบพรีเมียมที่เป็นเมนูสุดคราฟท์สไตล์เซ็น ทั้ง ‘ข้าวอบทรัฟเฟิลเนื้อออสเตรเลียฟัวกราส์’ ข้าวอบซอสสูตรพิเศษ หอมทรัฟเฟิล ทานคู่กับเนื้อออสเตรเลียที่ยอดเยี่ยมทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัส ท็อปด้วยฟัวกราส์สุดพรีเมียม ละมุนลิ้น, ‘โรลปลาไหลญี่ปุ่นฟัวกราส์’ เนื้อปลาไหลฉ่ำ ๆ  เต็มคำ พร้อมกับฟัวกราส์ที่เข้ากันแบบลงตัว, ‘เซ็นสเปเชียลซูชิแอนด์ซาชิมิแพลตเตอร์’ ยกขบวนซูชิและซาชิมิแบบพรีเมียมหลากหลาย มาไว้ในจานเดียว ทั้งซูชิฟัวกราส์, ซูชิปลาไหลฟัวกราส์, ซูชิครีบปลาตาเดียวอะบูริ, ซูชิแซลมอนอโวคาโด, ซูชิกุ้งหวานวาซาบิยูสุ, แซลมอนซาชิมิ อากามิ ฮามาจิ โฮตาเตะ จัดเต็มเลย  และยังมี 3 เมนู คือ โซบะ/อุด้งเย็นไคเซนฟัวกราส์, สลัดฟัวกราส์, และเต้าหู้ทอดปลาไหลญี่ปุ่นซอสฟัวกราส์ที่อร่อยไม่แพ้กัน

•Affordable price
เพราะแบรนด์เข้าใจผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องพบเจอกับปัจจัยมากมายที่ส่งผลต่อกระบวนการตัดสินใจในการจับจ่ายใช้สอย แบรนด์จึงครีเอทเมนูที่มีความพรีเมียม แต่คุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงง่าย กับราคาเริ่มต้นเพียง 320 บาท วางจำหน่ายในทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศได้ร่วมฉลองไปพร้อมกัน

•Pay Attention
ใส่ใจในทุกรายละเอียด พิถีพิถันกับการคัดสรรวัตถุดิบ การให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์และภาพจำ

“อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารก็ยังคงดุเดือด และ เซ็น เรสเตอร์รอง ก็จะต้องย้ำจุดแข็งและปรับตัว พร้อมรีเฟรชกลยุทธ์การตลาดให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดนี้ไว้ต่อไปอย่างแน่นอน” คุณมยุรี กล่าวทิ้งท้าย

ฉลองโมเมนต์แห่งความสุขครบรอบ 33 ปี ไปพร้อมกับ เซ็น เรสเตอร์รอง ตั้งแต่ 20 สิงหาคม 2567 – 20 พฤศจิกายน 2567 พร้อมโปรโมชั่นเฉพาะ ZEN GROUP MEMBER เมื่อสั่งเมนูครบรอบ 33 ปี 1 เมนู ร่วมกับเมนูใดก็ได้ที่ร้าน ครบ 1,500 บาท รับคูปองส่วนลด 330 บาท ไปใช้ในครั้งถัดไป 

และอย่าลืมมาร่วมกิจกรรมสนุก ๆ โชว์ความเป็น Brand Love ลุ้นของรางวัล Cash Voucher 500 บาท ทั้งหมด 33 รางวัลได้ที่ https://www.facebook.com/Zenjapaneserestaurant

24 สิงหาคม 2567

สศท. ส่งเสริมการนำ GI ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มงานศิลปหัตถกรรมไทย


สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. จัดนิทรรศการผลงานต้นแบบจากโครงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ SACIT Concept : Geographical Indications
of Art and Crafts กว่า 60 ผลงาน พร้อมจัดเวที Craft Design Matching ระหว่างผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรม GI กับนักออกแบบ ในงาน Crafts Bangkok 2024 ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา 




นางพรรณวิลาส แพพ่วง รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า สศท.
ให้ความสำคัญด้านการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อผลักดันให้เกิดการผลิตงานศิลปหัตถกรรมได้อย่างยั่งยืน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ให้ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ของตลาดโลก ดังนั้นการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อนำมาช่วยให้ผลิตภัณฑ์งานศิลปหัตถกรรมไทยมีความโดดเด่นเฉพาะตัว สามารถพัฒนาได้อย่างเข้มแข็ง พร้อมทั้งผลักดันผู้ผลิตงานหัตถกรรมสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยได้ริเริ่มการยื่นจดความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่สินค้าหัตถกรรมไทยอย่างมีมาตรฐาน 





ในปี 2567 สศท. ได้ดำเนินโครงการ SACIT Concept ซึ่งเป็นกิจกรรมการคิดสร้างสรรค์ผ่านเครือข่ายผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทยในพื้นที่ GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) โดยการทำงานร่วมกันระหว่าง “ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการสินค้าหัตถกรรม GI” กับ “นักออกแบบ” โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับการนำวัสดุ วัตถุดิบ การทำสีเทคนิคพิเศษ รวมถึงการออกแบบสร้างสรรค์ผลงานผ่านรูปทรง และฟังก์ชั่นการใช้งาน ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านการนำเสนอผลงาน




รวมไปถึงเรื่องราวในการเล่าเรื่องแนวคิดการเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงาน จนเกิดเป็นผลงานผลิตภัณฑ์ต้นแบบ กว่า 60 ผลงาน ภายใต้แนวคิด “GI Smart Craft Combinations” จากกลุ่มผู้ผลิตงานหัตถกรรมทั่วประเทศ 30 ราย ประกอบด้วย สมาชิก สศท. อาทิ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม กลุ่มช่างฝีมือ ชุมชนหัตถกรรม ผู้ประกอบการทั่วไป และนักออกแบบ 10 ราย ที่ร่วมผนึกกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย ยกระดับคุณค่าของพื้นที่ GI ด้วยการหยิบยกการใช้ทุนในพื้นที่ อาทิ ทุนทางประวัติศาสตร์ ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ทุนสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งผลงานทั้ง 60 ผลงานนี้ สศท. ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ได้รับการยื่นจดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้องค์ความรู้และภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมได้รับความคุ้มครอง เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือในระดับบสากลต่อไป”

ด้านนางสาววันวรรษา ชุนจำรัส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม กล่าวว่า ปีนี้ สศท. ปรับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยสนับสนุนกลุ่มคนสามกลุ่ม ทำงานร่วมกันมากขึ้นในรูปแบบของ Co Creation  ระหว่างผู้เชี่ยวชาญช่วยคัดเลือกนักออกแบบและผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยชั้นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และผู้ประกอบการงานหัตถกรรม สศท. ได้นำทั้งสองกลุ่มมา Matching กัน เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มใช้ทุนทางวัฒนธรรม ทางสังคมและทางสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองมีในการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ผลงานที่ได้รักษาไว้ซึ่งองค์ความรู้ดั้งเดิมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่ตัวเองและ สามารถตอบสนองวิถีชีวิต และความต้องการของปัจจุบันของคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์  “GI Smart Craft Combinations”  นี่คือการผสมที่ลงตัวที่สุดเท่าที่เคยทดลองมา 

นายภูสิษฐ์ จาตุรงคกุล ที่ปรึกษาพาณิชย์นวัตกรรม บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด  กล่าวว่า จากที่มีกิจกรรมในโครงการที่ผ่านมา จะได้เห็นร่องรอยใหม่ ๆ เป็นการนำสิ่งที่เป็นทุนเดิมเป็นภูมิปัญญาเดิม มาเจอกับนักออกแบบและได้ไอเดียใหม่ๆ เกิดร่องรอยใหม่ๆ เกิดขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์เติบโตเข้าสู่ตลาดนั้น แตกต่าง ดีกว่า โดนใจตลาดและมีจุดจดจำหรือมีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งเรื่องราวแบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกระแสใหม่ๆ และการตอบรับใหม่ๆ แก่ผู้บริโภคในมุมใหม่ๆ และเชื่อว่าจากโครงการนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการได้เกิดการเรียนรู้และนำแนวคิดเป็นผลพลอยได้นำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดได้ดียิ่งๆ ขึ้น 



สศท. ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมค้นหาแรงบันดาลใจ เติมพลังความคิดสร้างสรรค์จากงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย ที่นิทรรศการ SACIT Concept 2024 ในงาน Crafts Bangkok 2024 ระหว่างวันที่ 24 – 28 สิงหาคม นี้ เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค







ป.ป.ส. จัดงานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน 2567

พร้อมเปิดตัวหนังสือ “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน” 


วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม 2567 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสร็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปทรงเป็นองค์ประธาน งานมหกรรมกองทุนแม่ของแผ่นดิน ประจำปี 2567 “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” และทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พร้อมนิทรรศการ  เปิดตัวหนังสือ “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน”โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี  พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด   และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนหมู่บ้าน/ชุมชน  กองทุนแม่ของแผ่นดิน ร่วมรับเสด็จ จำนวน 2,400 คน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทางธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี



พลตำรวจโท ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 20 ปี ของ การดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จทรงเป็นองค์ประธาน ในพิธีพระราชทานเงินพระราชทานขวัญถุงกองทุนแม่ของแผ่นดินแก่หมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินใหม่ ประจำปี 2567 เพื่อเป็น “ทุนศักดิ์สิทธิ์” อันเป็นศูนย์รวมจิตใจและพลังศรัทธาของเหล่าราษฎรให้ร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านชุมชนและชุมชนของตนเอง ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมสร้างความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎรอย่างยั่งยืน ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 – 2566  มีหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน 27,560 แห่ง โดยในปีนี้ เพิ่มขึ้นอีก 1,087 แห่ง รวมทั้งสิ้น 28,647 หมู่บ้าน/ชุมชน และมีการขยายจำนวนหมู่บ้าน/ชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดินเพิ่มขึ้นทุกปี 


โดยตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เหล่าสมาชิกหมู่บ้านชุมชนกองทุนแม่ของแผ่นดิน ทุกแห่งล้วนมุ่งมั่น ตั้งใจ สร้างครอบครับให้อบอุ่น รวมพลังสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหายาเสพติด บนแนวทางสันติวิธี ด้วยการให้อภัย ให้โอกาส ช่วยเหลือประคับประคอง พัฒนาคุณภาพชีวิตให้สามารถหลุดพ้นจากปัญหายาเสพติด และสร้างสังคมที่ปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

“กองทุนแม่ของแผ่นดิน” เป็นกองทุนที่มอบให้กับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีเป้าหมายมุ่งขจัดปัญหายาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน ด้วยพลังความดีและความสามัคคีของชาวบ้าน โดยมีองค์ประกอบของกองทุน 3 ส่วน ได้แก่ ทุนศักดิ์สิทธิ์ คือ พระราชทรัพย์พระราชทานที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้สมทบงบประมาณส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินขวัญถุงและเป็นศูนย์รวมจิตใจคนในหมู่บ้าน/ชุมชนให้ร่วมดำเนินงาน, ทุนศรัทธา การระดมเงินจากสมาชิกสมทบเข้ากองทุนแม่ของแผ่นดินในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงทุนทางสังคมของหมู่บ้าน/ชุมชนที่ต้องการไม่ให้มีปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านอย่างเป็นรูปธรรม และทุนปัญญา ที่ใช้พลังแห่งปัญญาในการหาวิธีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการระดมทุนเพื่อขยายกองทุน จนสามารถนำไปใช้จ่ายเพื่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของหมู่บ้านได้ อย่างเพียงพอต่อไป


ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงห่วงใยปัญหายาเสพติดในหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ ในวาระครบรอบการดำเนินงาน 2 ทศวรรษของกองทุนแม่ของแผ่นดิน ในปีพุทธศักราช 2567 ภายใต้แนวคิด  “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการสดุดีพระเกียรติคุณพระบรมวงศานุวงศ์ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด และนิทรรศการแสดง ผลการดำเนินงานกองทุนแม่ของแผ่นดินจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทเรียนใน การดำเนินงาน รวมถึงนิทรรศการจากตัวแทนหมู่บ้าน/ชุมชน ต้นแบบ 11 แห่ง ภายใต้แนวคิด  “ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง” มาร่วมจัดแสดงอีกด้วย รวมถึงกิจกรรมเปิดตัว หนังสือที่ระลึกวาระพิเศษ  หนังสือ  “2 ทศวรรษ กองทุนแม่ของแผ่นดิน”

นอกจากนี้ยังมีปาฐกถาพิเศษ โดย พันตำรวจเอก ทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในหัวข้อ “ความสำคัญของกองทุนแม่ของแผ่นดินกับการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด” และกิจกรรมการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ คุณปาน ธนพร , ศิลปินจากเวที Golden Song และ การแสดงศิลปะวัฒนธรรม 4 ภาค

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” ทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้นำไปพัฒนาและต่อยอดเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อสร้างครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และรู้เท่าทันยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ท้ายนี้ ทุกคนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเองได้ โดยการแจ้งเบาะแสยาเสพติด ผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร.1386

23 สิงหาคม 2567

ร่วมแบ่งปันผ้าห่มในโครงการ BKK FOOD BANK

พัชราวดี วีรบวรพงศ์  กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงานโรงแรมฯ ร่วมมอบผ้าห่มจำนวน 1,000 ผืน ให้แก่ โครงการ BKK FOOD BANK ธนาคารอาหาร เมืองแห่งการแบ่งปัน โดยมี คุณกรณิศ บัวจันทร์ ผู้อำนวยการเขตราชเทวี พร้อมด้วย คุณสบโชค ณ ศรีโต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตราชเทวี และฝ่ายที่เกี่ยวข้องของโครงการฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแบ่งปันให้กับกลุ่มเปราะบาง และบุคลากรภาคสนามในพื้นที่เขตราชเทวี

เริ่มแล้ว…ฤดูแห่งความ “สดชื่น หวานฉ่ำ” กับส้มแมนดาริน จากออสเตรเลีย ที่แม็คโคร


แม็คโคร ร่วมกับ สำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย(ออสเทรด) และกลุ่มผู้ปลูกและส่งออกส้มจากรัฐควีนส์แลนด์ จัดงานเปิดตัวเทศกาลส้มแมนดาริน จากออสเตรเลีย ประจำปี 2567 เริ่มฤดูกาลด้วยความสดชื่น หวานฉ่ำ กับส้มแมนดาริน ประเทศออสเตรเลีย โดยแม็คโครได้คัดสรรค์ ส้มแมนดาริน ส่งตรงจากประเทศออสเตรเลีย สด ใหม่ รสจัดจ้าน ที่สำคัญมีประโยชน์ ส้มแมนดารินเป็นของขวัญของทางเลือกสำหรับคนรักสุภาพ ผลมีสีคล้ายทองคำ สื่อถึงความมั่งคั่ง เหมาะกับซื้อเป็นของฝากของเยี่ยมให้ในวาระและโอกาสต่างๆ มาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อใกล้ๆ บ้าน ที่แม็คโครทุกสาขา 


โดยมี นายสมนึก ยอดดำเนิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารสินค้าอาหารสด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) แม็คโคร และคุณวัธระภู กาญจนา ผู้จัดการเขต 9 บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) แม็คโคร ให้การต้อนรับคุณเอสเธอร์ ซัน, ที่ปรึกษา (การพาณิชย์) และข้าหลวงพาณิชย์,สำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ออสเทรด) นายเดวิด แดเนียล ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาตลาด ซีทรัส ออสเตรเลีย ตัวแทนกลุ่มผู้ส่งออกผลไม้ตระกูลส้มจากรัฐควีนส์แลนด์ และกลุ่มผู้ปลูก ผู้ส่งออกส้มจากประเทศออสเตรเลีย คุณซูซาน อาร์ เจนคินส์ ซีอีโอ ไอรอนบาร์ค ซีทรัส และคุณแมททิว โรเบิร์ต ผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ นิวทราโน โปรดิวส์ กรุ๊ป ร่วมกันงานเปิดเทศกาลส้มแมนดารินจากออสเตรเลีย ปี 2567 เริ่มฤดูแห่งความ “สดชื่น หวานฉ่ำ” กับส้มแมนดาริน จากออสเตรเลีย ในครั้งนี้ 

ภายในงานมีเชฟแจน จอมชญา พงษ์ภัทรเวช ได้รังสรรค์เมนูสุดพิเศษ มาให้ผู้ร่วมงาน และแขกผู้เกียรติทุกท่าน  ได้ลิ้มลองและได้ดื่มด่ำกับรสสัมผัสของส้มแมนดาริน จากออสเตรเลีย และยังมีแมสคอต น้องส้มออส ร่วมเดินทักทายลูกค้า พร้อมด้วยโปรพิเศษสำหรับผู้ซื้อภายใน ณ แม็คโคร สาขาสาทร ในวันเปิดงานอีกด้วย 

ออสเตรเลียนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกส้มมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เนื่องด้วยมีภูมิอากาศที่หลากหลายจึงทำให้สามารถปลูกส้มที่มีคุณภาพ มีความหวาน และเนื้อส้มที่ชุ่มฉ่ำหลากหลายสายพันธุ์ แหล่งปลูกส้มของออสเตรเลียจะมีฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งแล้ง แต่มีฝนตกในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นผลให้ส้มแมนดารินเจริญเติบโตได้ดี  ผิวมีสีสันสวยงาม มีรสชาติและคุณภาพดีเยี่ยม 

หาซื้อส้มแมนดาริน จากประเทศออสเตรเลีย ได้ที่แม็คโคร หรือสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Makro PRO App. และซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

ดีป้า ประกาศผล 100 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบ Final เวที Coding War

สนามแข่งโค้ดดิ้งใหญ่สุดในประเทศชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อมลุ้นรับสิทธิ์ร่วมแข่งขันเวทีระดับนานาชาติ

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากกิจกรรม Coding Bootcamp ใน 8 ภูมิภาค กิจกรรมภายใต้โครงการ Coding for Better Life สร้างรากฐานอนาคตประเทศไทย พร้อมประกาศผล 100 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กิจกรรมบ่มเพาะ ติวเข้ม ก่อนชิงแชมป์บนเวที Coding War รอบ Final ระบุโครงการดังกล่าว ช่วยยกระดับทักษะด้านโค้ดดิ้งและเทคโนโลยี แก่กำลังคนดิจิทัลให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง เท่าทันโลกที่เทคโนโลยีมีบทบาท ตอบความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลของประเทศได้อย่างยั่งยืน




ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า กิจกรรม Coding Bootcamp & Roadshow และกิจกรรม Coding War ทั้งรูปแบบ Online และ On Ground ใน 8 ภูมิภาคทั่วประเทศ (จังหวัดขอนแก่น กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี พิษณุโลก เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี และสงขลา) กิจกรรมภายใต้โครงการ Coding for Better Life สร้างรากฐานอนาคตประเทศไทย ที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง มีบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปสนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สร้างการเข้าถึงการเรียนรู้ด้านดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพแก่เยาวชน เกิดการพัฒนาต่อยอดศักยภาพสู่การประยุกต์ใช้ทักษะโค้ดดิ้ง มีการพัฒนาหลักสูตร และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้งที่เหมาะสมกับครูและนักเรียน นำไปสู่การยกระดับการเรียนโค้ดดิ้งทั่วประเทศ เป็นการสร้างเมล็ดพันธุ์ดิจิทัล เพื่อสร้างรากฐานอนาคตของประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัลอย่างยั่งยืนในระยะยาว 


ภายใต้การดำเนินกิจกรรมในแต่ละรอบภูมิภาค มีผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ความรู้ด้านโค้ดดิ้งทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้กับทั้งครูและนักเรียน จำนวนกว่า 400 คน จากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Coding for Better Life พร้อมเปิดโอกาสให้แต่ละทีม ประกอบด้วยครู 1 คน และนักเรียน 3 คน สร้างผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ประกวดแข่งขันประชันไอเดียเพื่อชิงความเป็น 1 ใน 10 ทีม ที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละภูมิภาค โดยภายหลังสิ้นสุดกิจกรรม Coding Bootcamp มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกรวม 80 ทีมจากกิจกรรม Coding Bootcamp จาก 8 ภูมิภาค และ อีก 20 ทีมจากกิจกรรม Coding War จากโรงเรียนทั่วประเทศไทยที่สามารถส่งผลงานเข้าร่วมประกวดและมีการนำเสนอ (Pitching) กับคณะกรรมการในแต่ละภูมิภาค รวมผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรรมการทั้งหมด 100 ทีมที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันในเวที Coding  War รอบ Final ต่อไป

“หนึ่งในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล คือ การปูพื้นฐานความรู้ สร้างความเข้าใจเรื่อง Coding ให้เด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษาให้มีทักษะทางด้านโค้ดดิ้ง และคอมพิวเตอร์แบบรวดเร็ว โครงการ Coding for Better Life สร้างรากฐานอนาคตประเทศไทย โดย ดีป้า จึงดำเนินการกับโรงเรียน 1,500 แห่งทั่วประเทศ ทั้งการจัดสรรอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยเพื่อการเรียนการสอน จัดกิจกรรมโค้ดดิ้ง บูธแคมป์ โรดโชว์ ให้ครูและนักเรียนได้เข้าร่วมพัฒนาทักษะโค้ดดิ้งอย่างเข้มข้น เราได้เห็นการนำเสนอผลงานโค้ดดิ้ง สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นไอเดียใหม่ ๆ ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และโลกอนาคต นักเรียนจากทุกภูมิภาคได้ลงมือเรียนรู้และปฏิบัติจริง นอกจากนี้ ดีป้า ยังสร้างครูกว่า 3,000 คนให้มีความรู้ความเข้าใจทักษะ Coding เพิ่มมากขึ้น ซึ่งครูกลุ่มนี้จะเป็นแม่พิมพ์ที่ผลิตเด็กด้านนี้ในรุ่นถัด ๆ ไป” ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาหลักสูตรของโครงการฯ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ที่ได้ผ่านเข้าสู่การแข่งขัน Coding War ทั้ง 100 ทีม โดยในรอบต่อไปจะเป็นการแข่งขันที่มีความเข้มข้นขึ้น ทางคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องการคัดเลือกตัวแทนที่จะไปแข่งขันต่อในเวทีระดับนานาชาติ จึงพิจารณาผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การใช้งานได้จริง มีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆที่น่าสนใจ  สิ่งสำคัญ คือ ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

“คณะกรรมการยังให้ความสำคัญกับไอเดียใหม่ที่แตกต่าง และการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการนำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่คิด และจบอยู่ในห้องเรียน ต้องแสดงให้เห็นถึงการ
ต่อยอดและสร้างความแตกต่าง แสดงให้เห็นได้ว่าตอบโจทย์ได้ดีกว่าเดิม และแสดงกระบวนการพัฒนา
ผลงาน ตั้งแต่ไอเดียเริ่มต้นจนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้าย โดยทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 100 ทีมจะเข้าสู่กิจกรรมบ่มเพาะ ก่อนเข้าสู่สนามแข่งขันในเวทีระดับประเทศ Coding War เพื่อเพิ่มพูนทักษะในการนำเสนอและ
มุมมองด้านธุรกิจ และเฟ้นหาทีมชนะเลิศเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ
” รศ.ดร.ปัณรสี กล่าว

สำหรับกิจกรรม Coding War รอบ Final มหกรรมการแข่งขันทักษะโค้ดดิ้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยจะจัดขึ้นที่ MCC Hall เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ระหว่างวันที่ 13 - 15 กันยายนนี้ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงาน ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท และรับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันโค้ดดิ้งเวทีระดับนานาชาติ อย่าง Seoul International Invention Fair 2024 (SIIF 2024) ณ สาธารณรัฐเกาหลี โดยโครงการ Coding for Better Life ยังได้รับความร่วมมือภาคเอกชน อาทิ ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด              


โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การมอบ Micro:bit ให้โรงเรียนภายใต้กิจกรรมอัปเกรดห้องเรียนโค้ดดิ้ง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท และสนับสนุนกิจกรรม Roadshow สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับ AI ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ให้กับเยาวชน ครู ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป  รวม 8 จังหวัด และในกิจกรรม Coding War ได้สนับสนุนเงินรางวัล และผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดฟรีตลอด 1 ปี สำหรับทีมผู้ชนะ  ในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา พร้อมรางวัลพิเศษสำหรับระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 600,000 บาท, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เอไอเอ ประเทศไทย และ เทโร เพอร์ฟอร์แมนซ์ คอร์ส เป็นต้น ที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน คือ การปลูกฝังความรู้ด้านโค้ดดิ้งแก่ประชาชนไทยตั้งแต่ระดับเยาวชน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้เด็กไทยเติบโตไปเป็นกําลังคนดิจิทัลที่มีคุณภาพ และเป็นกําลังสําคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.depa.or.th, CodingforBetterLife.com
และเฟซบุ๊กเพจ depa Thailand และ Coding Thailand by depa

อุทัยธานี"จัดงานวิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 190 ปี บ้านสะแกกรัง

เพื่อเป็นการรักษาความเป็นเอกลักษณ์คุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุทัยธานี ส่งเสริม ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี และกระจายรายได้สู่ชุมชน

วันนี้ (22 ส.ค. 67) ที่วัดอุโปสถาราม ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานเปิดงานวิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 191 ปี บ้านสะแกกรัง  ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมงาน


จังหวัดอุทัยธานีถือเป็นจังหวัดทางประวัติศาสตร์ และการท่องเที่ยวจังหวัดหนึ่ง โดยสถานที่หนึ่งที่มีเอกลักษณ์ริมฝังแม่น้ำ นั่นคือ "แม่น้ำสะแกกรัง" มีชุมชนชาวแพที่มีวิถีชีวิตผูกพันสายน้ำแห่งนี้ โดยมีเรือนแพที่มีทะเบียนถูกต้อง ประมาณ 350 หลัง มีผู้อยู่อาศัยจริงประมาณ 100 กว่าหลังคาเรือน ชาวแพมีอาชีพทำประมงน้ำจืด เลี้ยงปลาในกระชัง โดยการจัดงานวิจิตรธานี ถิ่นนี้อุทัย 191 ปี บ้านสะแกกรัง เพื่อเป็นการรักษาความเป็นเอกลักษณ์คุณค่าความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุทัยธานี เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุทัยธานี ทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน และเนื่องด้วยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีการย้ายที่ตั้งเมืองจาก "เมืองอุไทยธานีเก่า" (อำเภอหนองฉาง) มาอยู่บ้านสะแกกรัง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อยู่ใกล้กับริมน้ำสะแกกรังมีความเหมาะสมทางด้านยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านคมนาคมขนส่งและการค้าขาย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2376 โดยนับถึงปีปัจจุบันนี้จะมีอายุครบ 191 ปี

จังหวัดอุทัยธานี ขอเชิญเที่ยวงานวิจิตรธานีถิ่นนี้อุทัย 191 ปีบ้านสะแกกรัง สัมผัสวิถีชีวิตสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นนุ่งผ้าไทยดื่มด่ำมุมมองใหม่แห่งแม่น้ำสะแกกรัง  วันที่ 22-25 สิงหาคม 2567 ณบริเวณลานวัดอุโมงค์สถารามหรือวัดโบสถ์อำเภอเมืองอุทัยธานีจังหวัดอุทัยธานี 

ภายในงานจะพบกับสินค้าของดีของเด่นจากจังหวัดอุทัยธานี และ พบกับ ศิลปินดังมากมาย 

22 สิงหาคมครูเต้ย อภิวัฒน์

23 สิงหาคม การแสดงโขนจากกรมศิลปากร

24 สิงหาคม แซ็ค ชุมแพ

25 สิงหาคม ลิเก คณะศรราม น้ำเพชร

แล้วพบกัน 22-25 สิงหาคมนี้ กับงานวิจิตรธานีถิ่นนี้อุทัย 191 ปีบ้านสะแกกรัง ณ บริเวณลานวัดอุโบสถาราม หรือ วัดโบสถ์อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี