05 สิงหาคม 2567

อมารี กรุงเทพฯ และ จีบี ลีโมซีน พร้อมพันธมิตรประกาศความร่วมมือส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการเดินทาง

โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok) ภายใต้การบริหารโดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป
(ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู โดยมีแบรนด์ภายใต้การดูแลที่เป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างกว้างขวางในหลากหลายประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค อาทิแบรนด์ อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) ชามา (Shama) และโอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence)  จัดงานแถลงข่าว ประกาศความร่วมมือในการส่งเสริมความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว ระหว่าง โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ (Amari Bangkok)  บริษัท จีบี ลีโมซีน จำกัด (GB Limousine) พร้อมด้วยผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ในการเลือกใช้ระบบขนส่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ พร้อมร่วมหารือเกี่ยวกับนวัตกรรมในการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา


ภายในงาน สุขมาล มอนเดล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ ได้กล่าวว่า ในยุคที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสนใจ การหันมาเลือกใช้ระบบขนส่งที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทางและการขนส่งโดยตรง ด้วยเหตุนี้ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) พร้อมด้วยบริษัท จีบี ลีโมซีน จำกัด จึงมุ่งหวังที่จะสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรม ด้วยการใช้ระบบขนส่งและการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการนำหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG) ไปใช้ในกระบวนการให้บริการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน 

“โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ ให้ความสำคัญในด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมการกำกับดูแลที่มีจริยธรรม ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงของโรงแรมอมารี กรุงเทพฯ ให้สามารถดึงดูดกลุ่มนักเดินทางและนักท่องเที่ยวที่ใส่ใจในความยั่งยืนให้เลือกมาใช้บริการกับเรา ซึ่งอาจนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินในระยะยาวด้วย โดยเหนือสิ่งอื่นใดเราเชื่อมั่นว่าการมุ่งมั่นในหลัก ESG จะทำให้โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ สามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืนต่อไปได้อย่างแน่นอน” คุณสุขมาลกล่าว

ด้าน สาธิษฐิ์ จิวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) บริษัท จีบี ลีโมซีน จำกัด เผยว่า การนำหลัก ESG มาเป็นกลยุทธสำคัญในการทำธุรกิจ ทั้งการนำรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำมาใช้ การดำเนินการตามวิธีปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเข้าร่วมในโครงการที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังถึงความตั้งใจในการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง ซึ่ง

ไม่เพียงลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ยังเสริมสร้างคุณค่าของแบรนด์และเพิ่มความไว้วางใจจากลูกค้า “แนวทางนี้ไม่เพียงทำให้เรามั่นใจได้ในความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้าในระยะยาว แต่ยังทำให้เราเป็นผู้นำที่รับผิดชอบและมีวิสัยทัศน์ในอุตสาหกรรมลิมูซีนด้วย” คุณสาธิษฐิ์กล่าว 

สำหรับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กิตติ พรศิวะกิจ กรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ประธานกรรมการ Smart Tourism สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เล่าถึงวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ว่า ที่ผ่านมา ททท. ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่รับผิดชอบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ผ่านแคมเปญการท่องเที่ยวอันโดดเด่น น่าสนใจ ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ประเทศไทยยังคงความสวยงามและดึงดูดใจนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ผู้มีหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี 

“ททท. มุ่งหวังที่จะอนุรักษ์ความงามทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของประเทศไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ผ่านแคมเปญและโครงการต่าง ๆ ซึ่งกระตุ้นให้นักเดินทาง ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความยั่งยืนด้วย โดยหวังว่าจะเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของไทยได้ในระยะยาว ที่สำคัญคือ วิธีการนี้ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับประเทศในสายตานักท่องเที่ยว และสนับสนุนเป้าหมายที่กว้างขึ้นในการรักษาสถานะของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำในภูมิทัศน์การท่องเที่ยวระดับโลกด้วย” คุณกิตติให้ข้อมูล


ทั้งนี้ ความร่วมมือของ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ และ บริษัท จีบี ลีโมซีน จำกัด รวมถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนในครั้งนี้ นับเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งทั้งสามองค์กรคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจในอุตสาหกรรม เกิดความตระหนักในการทำธุรกิจด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลมากขึ้น อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริงในอนาคตต่อไป

ททท. จับมือ โลตัส เสิร์ฟความสุขกับแคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว”

เปย์ของขวัญตามใจแม่ ลุ้นรับสิทธิ์ พัก กิน ฟิน เที่ยวทั่วไทย เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวทั่วประเทศ


วันนี้ ( 3 สิงหาคม 2567) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ โลตัส และ 30 พันธมิตรภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ผนึกกำลังส่งมอบความสุขด้วยของขวัญวันแม่ แถลงข่าวแคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว” ชวนนักท่องเที่ยวคู่แม่ลูกออกเดินทางเที่ยวไทยตามใจแม่ ลุ้นรับสิทธิ์เที่ยว กิน ชอป ในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวรวม 20 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมบัตรกำนัลจากโลตัส กว่า 10,000 รายการ โดยงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. นางสาววรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด โลตัส พร้อมด้วย “แอฟ” ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ และ “น้องปีใหม่” เอวาริณ เตชะณรงค์ ที่จะมาเชิญชวนคู่แม่ลูกสร้างประสบการณ์ประทับใจร่วมกัน เติมเต็มความสัมพันธ์ของครอบครัวในช่วงเวลาสุดพิเศษของเดือนสิงหาคมนี้


นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ในโอกาสของวันแม่ที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้ความสำคัญกับช่วงเวลาสุดพิเศษ ททท. ร่วมกับโลตัสพร้อมพันธมิตรทางการท่องเที่ยว จัดโครงการ “สิงหา แม่พาเที่ยว” เป็นการตอบเทรนด์การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเพื่อเติมเต็มความหมายของชีวิต เน้นประสบการณ์การพักผ่อนที่คุ้มค่า ตลอดจนนิยมท่องเที่ยวเป็นกลุ่มเล็กร่วมกับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง โดยแจกบัตรกำนัลโรงแรมห้องพัก บัตรรับประทานอาหาร กิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมบัตรกำนัลจากโลตัส รวมกว่า 10,000 รายการ ให้คุณแม่พาคุณลูกออกเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกัน เสริมสร้างความสัมพันธ์อันแสนอบอุ่นภายในครอบครัว และพบกับประสบการณ์ 5 Must Do in Thailand ในพื้นที่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง สุโขทัย นครราชสีมา นครพนม ขอนแก่น  ชลบุรี  จันทบุรี นครนายก พระนครศรีอยุธยา ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี สระบุรี กระบี่ ภูเก็ต  พังงา ตรัง ระนอง และกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งเดือนสิงหาคม –กันยายน นอกจากนี้ยังได้มีการประชาสัมพันธ์ผ่าน KOL/KOC คู่แม่ลูกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวของกลุ่มครอบครัวเพื่อนำไปสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวในครั้งต่อ ๆ ไปอีกด้วย โดยโครงการนี้นับเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศให้กลับมาฟื้นตัว สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการและชุมชนทั่วประเทศ ทั้งเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว 


นางสาววรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาด โลตัส กล่าวว่า โลตัส มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณ ททท. ที่ได้ให้โลตัสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้กับคนไทยในครั้งนี้ “วันแม่” เป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยมักใช้ช่วงเวลาอันแสนพิเศษ ทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว ทั้งการเดินทางท่องเที่ยว รับประทานอาหารมื้ออร่อยพร้อมหน้าพร้อมตากัน และยิ่งด้วยวันแม่ปีนี้ตรงกับช่วงวันหยุดยาว โลตัส อยากเชิญชวนให้คนไทยได้ออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยโลตัสมีจำนวนสาขามากกว่า 2,100 สาขาทั่วประเทศ มีบริการครบครันที่พร้อมจะเสิร์ฟความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือที่ชอปปิง ซึ่งเราคาดว่าจะมีจำนวนลูกค้าที่ท่องเที่ยว และใช้โลตัสเป็นจุดแวะพักกว่า 10 ล้านคน โลตัสพร้อมร่วมเติมเต็มความสุขทุกครอบครัว ขอมอบประสบการณ์พิเศษ บัตรกำนัลเงินสด ให้เป็นของขวัญวันแม่ ให้คนไทยได้เข้าร่วมในทุกสาขาของโลตัส ตลอดระยะเวลาของแคมเปญ


แคมเปญ “สิงหา แม่พาเที่ยว” จะเปิดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มแม่ลูกเข้ามารับสิทธิ์ได้ โดยแบ่งรอบแจกบัตรกำนัลตลอด 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 5-7 สิงหาคม 2567 ระหว่างเวลา 09.00 - 24.00 น. และมีวิธีการรับสิทธิ์ ดังนี้

1. ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ บนเว็บไซต์ www.สิงหาแม่พาเที่ยว.com 

2. กดรับสิทธิ์โรงแรมที่พัก, บัตรรับประทานอาหาร, คูปองทดแทนเงินสด หรือกิจกรรมท่องเที่ยว ที่คุณสนใจ สงวนสิทธิ์การรับสิทธิ์ได้เพียง 1 ท่าน ต่อ 1 สิทธิ์ ทั้งโครงการ (จำกัด 1,000 สิทธิ์เท่านั้น) พร้อมเลือกชมเส้นทางท่องเที่ยว 20 จังหวัดในโครงการ

3. กรอกรหัส OTP ที่ได้รับทางโทรศัพท์

4. หากกดรับสิทธิ์สำเร็จ จะได้รับ Code/ E-Voucher หรือใบยืนยันการรับสิทธิ์ พร้อมคูปองทดแทนเงินสดจากโลตัส มูลค่า 1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทสิทธิ์ที่ได้รับ) ผ่าน E-mail ที่ลงทะเบียน ภายใน 24 ชั่วโมง 

5. นำ Code/ E-Voucher หรือใบยืนยันการรับสิทธิ์ ติดต่อจองที่พักกับทางโรงแรม หรือกิจกรรมท่องเที่ยว พร้อมแนบบัตรประชาชน โดยชื่อบนบัตรประชาชนจะต้องตรงกับที่ลงทะเบียน ในส่วนของบัตรรับประทานอาหาร, บัตรกำนัลเงินสด สามารถนำไปใช้ยังสถานประกอบการได้เลย

6. พร้อมสามารถกดรับสิทธิ์ คูปองส่วนลดจากโลตัส มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าขั้นต่ำ 500 บาท ที่โลตัส จำกัดจำนวน 10,000 สิทธิ์เท่านั้น (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด) 

7. คุณแม่ พาคุณลูก และครอบครัว ออกเดินทางท่องเที่ยว  โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม - 15 กันยายน 2567

8. หากพบปัญหาในการยืนยันรับสิทธิ์ หรือการนำสิทธิ์ไปใช้ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ที่
www.สิงหาแม่พาเที่ยว.com หรือ ช่องทาง Line OA : สิงหาแม่พาเที่ยว ตั้งแต่ 1 สิงหาคม – 15 กันยายน 2567 เวลา 10.00-17.00 น.


นอกจากนี้ โครงการสิงหา แม่พาเที่ยว ยังได้รวบรวมสิทธิพิเศษ โปรโมชั่นส่วนลดที่พัก ร้านอาหาร  10-50% ใน 20 เส้นทางเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว อาทิ โรงแรม ดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, โรงแรม La Vela Khao Lak จังหวัดพังงา, โรงแรม Foto Hotel จังหวัดภูเก็ต, โรงแรม THAN Wellness Destination จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, โรงแรม Sangkaew House Chiang Rai จังหวัดเชียงราย, โรงแรม Siri Regent Nakornphanom จังหวัดนครพนม  มอบให้แก่นักท่องเที่ยว  ซึ่งสามารถใช้สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน เพื่อให้สิงหานี้ เต็มไปด้วยทริปแห่งความทรงจำ ที่ไม่รู้ลืม ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.สิงหาแม่พาเที่ยว.com 


กรมการท่องเที่ยวจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ


กรมการท่องเที่ยวจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “Beyond Carrying Capacity: Best Practice in Sustainable Tourism Management in Conservation, Fragile, and Protected Areas” ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเอเปค พ.ศ. 2563 – 2567 

เขตเศรษฐกิจไทย โดยกรมการท่องเที่ยว จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Beyond Carrying Capacity: Best Practice in Sustainable Tourism Management in Conservation, Fragile, and Protected Areas” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเอเปค (APEC Fund) เพื่อยกระดับการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่เปราะบาง และพื้นที่คุ้มครอง

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2567) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว มอบหมายให้ นายบุญเสริม  ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “Beyond Carrying Capacity: Best Practice in Sustainable Tourism Management in Conservation, Fragile, and Protected Areas” โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้กำหนดนโยบายที่มุ่งเน้น

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจากเขตเศรษฐกิจเอเปค รวมถึงตัวแทนจากชุมชนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม จำนวน 30 คน ระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคม 2567 ณ โรงแรม THE WESTIN GRANDE SUKHUMVIT กรุงเทพมหานคร 

นายบุญเสริม ขันแก้ว กล่าวว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเอเปค ปี พ.ศ. 2563 – 2567 ภายใต้เป้าหมายสำคัญที่ 4 คือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่เปราะบาง และพื้นที่คุ้มครอง นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงรวบรวมแนวทางการพัฒนาการจัดการในแหล่งท่องเที่ยว และเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวให้ดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและปกป้องสิ่งแวดล้อม”

การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีในการหารือร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วนเพื่อหาแนวทางในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมีการอภิปรายและแบ่งปันประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเสนอแนะแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและฟื้นตัวได้ โดยผลลัพธ์ของการประชุม

เชิงปฏิบัติการข้างต้น จะถูกรวบรวมและนำเสนอในคู่มือการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่เปราะบาง และพื้นที่คุ้มครอง (Handbook on Sustainable Tourism Management in Conservation, Fragile, and Protected Areas) ซึ่งจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของเอเปค นายบุญเสริม ขันแก้ว กล่าวเสริมว่า “การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราไปสู่การจัดการที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 

โดยหวังว่าการอภิปรายและข้อเสนอแนะที่ได้รับในการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวที่สมดุลและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่เพื่ออนาคต

"เสริมศักดิ์ มอบ "พลภูมิ ผู้ช่วยรัฐมนตรี "กระตุ้นททท.โตเกียว หวังดึง นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าไทยทะลุ 1 ล้านคนในปี 67 นี้

เมื่อวันที่ 4 ส.ค.67 นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นตัวแทนนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินทางเข้าเยี่ยมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานโตเกียวให้การต้อนรับ 

นายพลภูมิ เปิดเผยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและญี่ปุ่น รวมถึงแนวทางการทำการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

เพราะปัจจุบันประเทศญี่ปุ่น มีจำนวนประชากร 124 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และมีประชากรที่มีหนังสือเดินทาง (Passport) จำนวน 24 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ที่สำคัญนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ จึงถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่สำคัญที่และต้องรักษาไว้ ตลอดจนสร้างความดึงดูดเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศมากขึ้น  


ขณะเดียวกัน ยังได้ให้นโยบายในการผลักดันรายได้ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้าไทย จากปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางเข้าไทย ประมาณ 8.04 แสนคน เป็น 1 ล้านคน ภายในปี พ.ศ. 2567 ตามนโยบายของนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ต้องการเร่งผลักดันรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้บรรลุเป้า 3.5 ล้านล้านบาท ภายในสิ้นปี 2567 

นายพลภูมิ กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะอาด และความสะดวก ดังนั้นจึงเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้นเพื่อขยายเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไปในอนาคต

01 สิงหาคม 2567

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จับมือญี่ปุ่น พัฒนาน้ำพุร้อนไทยเทียบเท่าออนเซ็นทาวน์

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมนำคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เดินทางไปลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน ระหว่างกรมการท่องเที่ยวและจังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ณ จังหวัดชิซุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

ประเทศไทย โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน กับจังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสถานะสู่การเป็นผู้นำระดับโลกและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวผ่านความร่วมมือต่าง ๆ ในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ประเภท น้ำพุร้อนและสปา โดย MOU ดังกล่าว ให้ความสำคัญในประเด็นดังนี้ 

1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมมือกันในด้านการวิจัย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการดำเนินงานของการท่องเที่ยวน้ำพุร้อน

2. การพัฒนาการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจผ่านการตลาด โครงการร่วม และการเผยแพร่ข้อมูลในด้านต่าง ๆ เช่น การท่องเที่ยวน้ำพุร้อน

3. การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดบนพื้นฐานของการสื่อสารที่เปิดกว้างและราบรื่น

ทั้งนี้ ประเทศไทยคาดหวังว่า ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวน้ำพุร้อนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะช่วยกระตุ้นและดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั้งประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่น และจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาท่องเที่ยวในประเทศไทยที่กำลังยกระดับการท่องเที่ยวน้ำพุร้อนสู่มาตรฐานสากล ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเรื่องนี้ เราจึงจะได้ประโยชน์ ทั้งการเรียนรู้ การปรับปรุงมาตรฐาน และการใช้ประโยชน์จากน้ำพุร้อนของไทยที่มีอยู่จำนวนมาก รวมทั้งเป็นการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากภาคการท่องเที่ยว ตามนโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

153 Mountain View Resort

Toptotravel ชวนท่องเที่ยว รับลมหนาวหยุดเวลา ณ เขาค้อ ที่เขาค้อ มองหาที่พัก สะอาด สะดวก นอนหลับสบาย บรรยากาศดี ชมวิวเขาสวยๆ พร้อมกับลมเย็นๆ สิ่งอำนวยความสะดวกรีสอร์ตเล็ก ห้องพักมีขนาดกะทัดรัด อยู่ใกล้ ๆ กับภูแก้วรีสอร์ต

153 Mountain View Resort ที่พักเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ในราคาที่จับต้องได้ไม่ยากเลย โดยบรรยากาศภายในรีสอร์ตมีปลูกต้นไม้สวยงาม มากมายหลายชนิด ช่วงฝนนี้ดอกไม้เล็กๆ ที่กำลังผลิบาน เป็นอีกโมเมนต์ชื่นใจเมื่อได้เข้าพักที่นี่ ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
👉แอร์
👉ตู้เย็น
👉เครื่องทำน้ำอุ่น
👉กาต้มน้ำร้อนในห้อง
👉ไดร์เป่าผม
👉น้ำดื่ม
👉กาแฟ
👉 Wifi ฟรี
👉พร้อมอาหารเช้าอร่อยๆ
👉ปาร์ตี้หมูกระทะ บาบีคิว เครื่องดื่ม

รีสอร์ท ตั้งอยู่ห่างจากวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว 8 กิโลเมตร





รีสอร์ท 153 mountain view
88 Moo 10, Highway 12, Khaem Son, Khaokho, Phetchabun, Thailand, Phetchabun
โทร. 084 629 6161
พิกัด :https://maps.app.goo.gl/JivaksQ9DVCw3FxP9 


#153mountainview #รีสอร์ทราคาหลักร้อย #ที่พักเขาค้อราคาถูก #ที่พักทะเลหมอก #ที่พักเขาค้อ

นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีเฮ!

นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีเฮ!!!! ทวงคืนความยุติธรรม ศาลอาญามีคำสั่งรับฟ้อง คดีฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จ คดีอาญาคุก 7 ปี !!

ข่าวด่วน!!! (วันนี้ 1 สิงหาคม 2567) ที่ศาลอาญา บัลลังก์ 914 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.609/ 2567 ระหว่าง นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ โจทก์ ฟ้องดำเนินคดีอาญาผู้บริหารกับพวกรวม 2 คนในความผิด ฐาน "ร่วมกันฟ้องเท็จและเบิกความเท็จฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, มาตรา 175 และ มาตรา 177" กรณีจำเลยทั้งสองได้ไปยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีอาญาหมายเลขดำ 1806 /2566 ครั้นต่อมาศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษายกฟ้องฯ แล้ว

ดังนั้น นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ จึงมายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำ อ.609 /2567 โดยคดีนี้ศาลได้ไต่สวนมูลฟัองไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าว นายสืบพงษ์ฯ ได้อ้างตนเองเป็นพยานขึ้นเบิกความและนำพยานบุคคลภายนอกขึ้นเบิกความอีก 1 ปาก เพื่อยืนยันถึงสถานะสถาบันการศึกษาของนายสืบพงษ์ฯ ที่ต่างประเทศ ดังนั้นคดีจึงเสร็จสิ้นการพิจารณาโดยศาลจึงนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาในวันนี้ (1 สิงหาคม 2567)ปรากฏว่าวันนีันายสืบพงษ์ฯ และคณะ ได้เดินทางมาศาลด้วยความยิ้มแย้มหลังทราบว่าศาล "มีคำสั่งคดีมีมูลและประทับรับฟ้องไว้พิจารณา" โดยให้โจทก์นำหมายส่งหมายเรียกให้แก่จำเลยทั้งสองภายใน 7 วัน ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดหมาย

โดยศาลนัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสอง/และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 16 ก.ย. 2567 เวลา 09.00 น. ที่จะถึงนึ้ ซึ่งเป็นที่น่าจับตามองว่าเกี่ยวกับในเรื่องนี้จะส่งผลต่อสถานะและการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ ต้องจับตาดูกันต่อไป!!!