22 กรกฎาคม 2563

กระบี่สวยกว่าเดิม “มัณดาวีต์” ประกาศความพร้อมรับนักท่องเที่ยว

mandawee resort and spa จัดเต็มส่วนลดห้องพักหรู 
ส่งแพ็กเกจเที่ยวฟรีขอบคุณนักรบเสื้อกาวน์

กระบี่เพื่อดินแดนที่คนทั้งโลกใฝ่ฝันถึงด้วยชายหาดและท้องทะเลอันงดงาม ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของภาคใต้ในประเทศไทยมัณดาวีต์  รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่ ประกาศความพร้อมเต็มรูปแบบขานรับการท่องเที่ยวแบบ New Normal  ส่งมอบกำลังใจและแทนคำขอบคุณให้นักรบเสื้อกาวน์ พัก กิน เที่ยว ฟรี! 3 วัน 2 คืน  เสียงตอบรับล้นหลามกว่า 50,000 คน เผยทะเลอันดามันบรรยากาศชวนฝันกว่าเดิมชวนเติมความสุขครบครันได้ทุกวันที่มัณดาวีต์       

สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้หลักทางเศรษฐกิจของประเทศ  ปัจจุบันสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยมีความคลี่คลายลงตามลำดับ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศได้แล้ว ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีความสวยสะอาดตามากกว่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีบรรยากาศที่สวยงามสะอาดตามากกว่าเดิม


นางสาวภัสร์ชนกพร  จรัสธนะภักดิ์  รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จำกัด หนึ่งในบริษัทในเครือ M Group เปิดเผยว่า 

มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พร้อมเปิดรับการกลับมาของนักท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง สอดคล้องกับจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีท้องทะเลและธรรมชาติอันงดงาม และสวยงามมากยิ่งขึ้น หลังจากได้พักฟื้นมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสถึงธรรมชาติอันงดงามแห่งนี้  เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยเพื่อนักท่องเที่ยวSHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration 
เป็นโครงการความร่วมมือของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กับกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ 



โรงแรม มัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ได้รับมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุขเพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมีความสุข ผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของสถานประกอบการ และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยจากสินค้าและบริการประเทศไทย

โรงแรมมัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์สปา ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ พร้อมกลับมาเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังจากภาครัฐอนุญาตให้เปิดกิจการได้ภายใต้การท่องเที่ยววิถีใหม่ หรือ New Normal 

ที่คำนึงถึงสุขอนามัย และมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยทางโรงแรมได้จัดเตรียมความพร้อม ด้วยจุดบริการคัดกรองนักท่องเที่ยว ไทยชนะ การลงทะเบียนเพื่อเก็บข้อมูลของ

นักท่องเที่ยว  ตลอดระยะเวลาที่เข้าพัก รวมทั้งการบริการแบบเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และมาตรการรักษาความสะอาด ทำความสะอาดทุก 2 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด


“มัณดาวีต์” กับ ช่วงเวลาที่แสนดีในกระบี่

โรงแรม มัณดาวีต์  รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่  โรงแรมระดับ 4 ดาวใน ต.อ่าวนาว จ.กระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของประเทศ  เป็นห้องพักแบบ Private Pool villa จำนวน 15 หลัง  45 ห้องนอน

พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ออกแบบในสไตล์ไทย-บาหลี โดยแต่ละหลังมีการออกแบบตกแต่งที่ไม่ซ้ำกัน  พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดภายในพูลวิลล่าประกอบด้วยห้องนอน 3 ห้อง ห้องน้ำ 4 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง 

และห้องครัว 1 ห้อง  พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว  สามารถพักได้ 6 คนต่อหลัง  ภายในโรงแรมยังพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรม มีสระว่ายน้ำ 3  สระ ในส่วนของห้องอาหาร บริการอาหารไทยและอาหารนานาชาติรวมถึง

พูลบาร์  เพื่อการผ่อนคลาย สปา และฟิตเนส ห้องประชุมจัดเลี้ยง และบริการทัวร์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน สะอาด ในราคาที่เหมาะสม


ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการ “คืนคุณแผ่นดิน” ได้จัดแพ็กเกจพิเศษเพื่อแสดงความขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งได้ชื่อว่า “นักรบเสื้อกาวน์”  แนวหน้าในการต่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 

จนทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยคลี่คลายลง ภายใต้โครงการ “นักรบเสื้อกาวน์ เสร็จศึกสู้โควิด เราคิดถึงพวกท่านทุกคน”  มอบสิทธิพิเศษแพ็คเกจท่องเที่ยวฟรี 3 วัน 2 คืน พัก กิน เที่ยว จ.กระบี่  

(1 ท่านสามารถพาผู้ติดตามได้ฟรีอีก 1 ท่าน ) ที่โรงแรม มัณดาวีต์  รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่  


โดยได้เปิดรับสมัครและทำการคัดเลือกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 28 กรกฎาคม 2563  สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ไปจนถึง 31 กรกฎาคม 2565 รวมระยะการใช้สิทธินานถึง 2 ปี 

ปัจจุบันมีแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมลงทะเบียนลุ้นรับสิทธิพิเศษเป็นผู้โชคดี กว่า 50,000 คน  แพ็กเกจท่องเที่ยวฟรีในโครงการ “นักรบเสื้อกาวน์ เสร็จศึกสู้โควิด เราคิดถึงพวกท่าน” ประกอบด้วย


•ฟรี! เข้าพักในโรงแรมมัณดาวีต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.กระบี่  ในห้องพักประเภท Private Pool villa วิลลาแบบสามห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว

 พร้อมอาหาร 3  มื้อ (เช้า 2  มื้อ+เที่ยง 1 มื้อ)   พิเศษ ใช้บริการทุก outlet ลด 30% จากราคาตามเมนู 


•ฟรี! ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-กระบี่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เว็บ สวัสดี จำกัด (มหาชน) ในเครือ M Group 


•ฟรี! แพ็กเกจเรือ Speed boat ทัวร์ 4 แห่ง 7 เกาะ พร้อมอุปกรณ์ดำน้ำดูปะการัง / เสื้อชูชีพ / ประกันภัย / ไกด์ท้องถิ่น/ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานและสถานที่ต่าง ๆ


•ฟรี! บริการรถรับ-ส่ง ไป-กลับหน้าหาด (ทุก 2 ชั่วโมง)



สีสันอันดามัน อัศจรรย์แห่งกระบี่ หลีกหนีความวุ่นวาย งพร้อมไปด้วยหาดทรายสีขาวอันงดงาม


โรงแรม มัณดาวีต์  รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่  มีบริการนำเที่ยวเพื่อชมความงดงามของทะเลอันดามัน ด้วยบริการเรือนำเที่ยวพร้อมอุปกรณ์ ไกด์ และอาหาร ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย โดยจะนำนักท่องเที่ยวไปสัมผัสกับบรรยากาศของการท่องเที่ยวทางทะเล อันเป็นเสน่ห์อันน่าประทับใจของจังหวัดกระบี่ เช่น

• ทะเลแหวก Unseen Thailand จากปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ในช่วงน้ำลง เกิดเป็นเนินทรายที่สามารถเดินเชื่อมไปมาระหว่าง 3 เกาะ ประกอบด้วย เกาะทับ เกาะหม้อ และ เกาะไก่

•ถ้ำพระนาง  1ใน ไฮไลท์ของการท่องเที่ยวกระบี่ ด้วยวิวภูเขาหินปูน  หน้าผา และถ้ำ ที่รายล้อมด้วยหาดทรายขาว และ น้ำทะเลใส 

• เกาะปอดะ ส่วนหนึ่งของ “อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี” ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทางทะเลของจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีชายหาดขาวสะอาด และน้ำทะเลสีสดสวยสะอาดตา


กระบี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันงดงามอีกหลายแห่ง ทั้งทางทะเล เกาะ หรือชายฝั่ง ซึ่งล้วนเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติอันทรงคุณค่า นอกจากนั้นจังหวัดกระบี่ยังมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย 

ภายใต้วิถีชีวิตอันเรียบง่าย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความสงบและคงความสมบูรณ์ทางธรรมชาติไว้ได้มาก อีกทั้งยังมีอาหารการกินอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมเอกลักษณ์ของอาหารถิ่นที่อร่อยและมีเสน่ห์


โรงแรม มัณดาวีต์  รีสอร์ต แอนด์ สปา จ.กระบี่  พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง  เพื่อประสบการณ์ของการพักผ่อนอันแสนประทับใจ ในดินแดนมรดกแห่งอันดามัน 


สอบถามรายละเอียดได้ที่   Facebook : Mandawee Resort And Spa  โทร. 075 661 444


 


SCG เซรามิกส์ เผยผลประกอบการ ไตรมาส 2 ดีเกินคาด เตรียมจัดทัพมุ่งสู่ธุรกิจติดตั้ง ตกแต่ง ต่อเติม


แม้ว่าวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นตลอดไตรมาสที่ 2 จะทำให้ยอดขายลดลงทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศแต่บริษัทฯมีกำไรเพิ่มขึ้น 95% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสามารถบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารลงได้โดยปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเป็นออนไลน์มากขึ้น ปรับตัวได้รวดเร็วตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ตลอดจนต้นทุนพลังงานที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จึงทำให้ผลประกอบการในไตรมาสนี้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้


 นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA) เปิดเผยงบการเงินรวมก่อนสอบทาน ของ COTTO ในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 2,369 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15  แต่บริษัทฯ มีกำไรสำหรับงวด 41 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 95 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
 
สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2563 ถึงแม้ว่าสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากปัญหา COVID-19 จะทำให้บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 4,892 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่บริษัทฯ ยังสามารถทำกำไรสำหรับงวดได้ถึง 166 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก


 นายนำพล เปิดเผยว่า “บริษัทฯ มียอดขายทั้งในประเทศและต่างประเทศลดลงจากปีก่อน โดยเฉพาะในช่วงที่มีมาตรการล็อคดาวน์ซึ่งมีการปิดช่องทางจัดจำหน่ายหลัก คือ ร้านโมเดิร์นเทรดทุกแห่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ มีช่องทางจัดจำหน่ายที่หลากหลาย และมีการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายแต่ละรูปแบบ อย่างมีประสิทธิภาพจึงทำให้ได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มากจนเกินไป เนื่องจากผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงสินค้าของบริษัทฯ ได้จากหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นร้านผู้แทนจำหน่าย คลังเซรามิค และช่องทางออนไลน์  

นอกจากนี้  เรายังได้ร่วมมือกับร้านโมเดิร์นเทรดเพื่อช่วยกระตุ้นการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยในช่วงที่หน้าร้านปิดทำการ ทำให้ยอดขายผ่านทางช่องทางนี้โดยรวมโตขึ้นถึง 300%  ด้านคลังเซรามิคมียอดขายสูงกว่าเป้าหมายทุกเดือน ในขณะที่ร้านผู้แทนจำหน่ายส่วนใหญ่ยังมียอดขายทรงตัว”

ในส่วนของการส่งออกไปยังตลาด CLM อเมริกา ยุโรป และโอเชียเนีย ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ความรุนแรงของการระบาดของโควิด-19ในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถดำเนินการผลิตและขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก จึงทำให้ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก และขณะนี้ตลาดส่งออกเริ่มดีขึ้นบ้างในกลุ่มประเทศที่กำลังฟื้นตัวโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLM
 

สำหรับแผนงานของบริษัทฯ ภายหลังจากนี้ นายนำพลเปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้นและมีความตระหนักถึงเรื่องความสะอาดและความปลอดภัยภายในบ้านเพิ่มขึ้น เป็นโอกาสดีของบริษัทฯที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ในกลุ่ม Health and Clean เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการปรับแต่งพื้นที่อยู่อาศัยให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดี ปลอดภัย สะอาดไร้กังวลและสร้างความอุ่นใจในการอยู่อาศัย 

โดยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เร่งออกสินค้าเพื่อตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ อาทิ กระเบื้อง Hygienic Tile หรือ กระเบื้องยับยั้งแบคทีเรีย จาก COTTO ที่ใช้เทคนิคในการผสมสารซิลเวอร์นาโนในเนื้อกระเบื้อง ทำให้สามารถยับยั้งการเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ตลอดอายุการใช้งานซึ่งแตกต่างจากการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่ออกฤทธิ์ขณะใช้งานและจะหมดประสิทธิภาพลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ขยายพอร์ทสินค้าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคนี้ที่ให้ความสำคัญไม่เพียงแต่ความสะอาด แต่ยังต้องคำนึงถึง ความสะดวก ปลอดภัย และสวยงาม อีกด้วย บริษัทฯจึงมุ่งเน้นพัฒนาออกสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เช่น แผ่นปูพื้น LT แบบ Smart Flexible by COTTO ซึ่งเป็นวัสดุปูพื้นที่มีดีไซน์สวยงาม ติดตั้งง่าย รวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และล่าสุด กระเบื้องรุ่น 4D+ จาก CAMPANA และ SOSUCO  ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการกันลื่นเพื่อความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น โดยยังคงให้ผิวสัมผัสที่่นุ่มละมุนสบายแตกต่างจากเดิม
 
ที่สำคัญ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่ ต้องการปรับปรุงที่พักอาศัย (รีโนเวต) บริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจให้บริการติดตั้ง ภายใต้ชื่อ C’TIS (Certified Tile Installation Service) เพื่อให้บริการสร้างซ่อม ตกแต่ง ต่อเติม ติดตั้งกระเบื้องและวัสดุกรุผิว ด้วยทีมช่างมืออาชีพที่ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 
 
“เราเริ่มต้นจากธุรกิจติดตั้งกระเบื้องเมื่อประมาณปลายปีที่แล้ว ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าหลากหลาย ทั้งกลุ่มที่ต้องการปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัย หน่วยงานราชการ โรงพยาบาล จากนี้ จึงคาดว่าจะต่อยอดเป็น ธุรกิจสร้างซ่อม ตกแต่ง ต่อเติม ติดตั้งวัสดุกรุผิว ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากกระเบื้องเซรามิก  

ไม่ว่าจะเป็นอลูมิเนียมคอมโพสิตสำหรับอาคารสูงและอาคารทั่วไป หรือวัสดุกลุ่ม Resilient Flooring ได้แก่แผ่นปูพื้น LT แบบ Smart Flexible by COTTO เพื่อเจาะตลาดงานต่อเติมบ้านและอาคารขนาดเล็ก โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านในโครงการต่าง ๆ   ที่ผ่านมาลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้บริการของ C’TIS ในการต่อเติมโรงจอดรถ ปูกระเบื้องสระว่ายน้ำ ปูพื้นห้องคอนโดมิเนียม คงานตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยกระเบื้องขนาดใหญ่  ลูกค้าที่สนใจใช้บริการติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทาง เฟซบุ๊กเพจ C’TIS หรือ  COTTO Life และร้านผู้แทนจำหน่ายในพื้นที่ต่าง ๆ  ขณะนี้ มีจุดให้บริการที่กรุงเทพ เชียงใหม่ ระยอง และชลบุรี โดยมีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 30 จุดทั่วประเทศ ภายใน 2 ปีนี้"  นายนำพล กล่าว
 
ปัจจุบัน C’TIS มีทีมช่างประมาณ 100 คนที่ให้บริการด้านสร้าง ซ่อม ตกแต่ง ต่อเติม ติดตั้ง และยังคงเปิดรับสมัครทีมช่างจำนวนมากเข้ามาร่วมงาน โดยจะมีการอบรมให้ความรู้ตามมาตรฐานของ C’TIS พร้อมกับมอบหมายงานให้ทีมช่างอย่างสม่ำเสมอ


 “คาดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะยังคงส่งผลต่อทั้งระบบเศรษฐกิจไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีหลายปัจจัยที่ควรเฝ้าระวัง เช่น แนวโน้มตัวเลขผู้ติดเชื้อ ความชัดเจนของการผลิตวัคซีนป้องกัน และสภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจ ในส่วนของตลาดกระเบื้องเซรามิกอาจจะได้รับผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อที่ลดลงของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ไปสถานการณ์ตลาดในประเทศจะค่อย ๆ คลี่คลายลงตามลำดับ ตามที่ภาครัฐมีแนวทางและมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาคาดว่าจะมีส่วนช่วยให้ตลาดมีความต้องการใช้กระเบื้องเซรามิกและวัสดุก่อสร้างดีกว่าในไตรมาสก่อน โดยบริษัท ฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการวางแผนการผลิตเพื่อบริหารสต๊อกสินค้าให้สอดรับกับความต้องการของตลาดและจับตาดูพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดด้วย  ทั้งนี้ ยังต้องรอดูทิศทางของ COVID-19 หากไม่มีการระบาดระลอก 2 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนงานระยะฟื้นฟูตามที่บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้”  นายนำพล กล่าวสรุป

17 กรกฎาคม 2563

Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA)

โอเอซิสสปา (ประเทศไทย) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยด้านการท่องเที่ยว (SHA) จาก ททท. สร้างความมั่นใจ ท่องเที่ยวปลอดภัย สไตล์ New Normal

โอเอซิสสปาเชียงใหม่ นำโดย นางสาวธัญลักษณ์ จินาทอง ผู้จัดการสปาประจำภูมิภาคเชียงใหม่ พร้อมด้วยทีมผู้จัดการสปาเข้าร่วมพิธีรับมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety & Health Administration - SHA)

โดยได้รับเกียรติจาก นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แทนมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (SHA) เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมแชงกรีล่า เชียงใหม่

โดยตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย หรือ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) เป็นโครงการความร่วมมือของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อเป็นมาตรการลดความเสี่ยง และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และสร้างความมั่นใจในการเดินทางท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

รมช.ศึกษาฯ โชว์ผลงานรอบขวบปี ชูแผนเดินหน้าการเรียนรู้ออนไลน์ สร้างงานสร้างอาชีพ ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ


เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.30 น. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ.และ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. แถลงข่าวผลงานการทำงาน “1 ปี ณ วังจันทรเกษม สะท้อนงาน สะท้อนคน กับ กนกวรรณ วิลาวัลย์” พร้อมจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการ กช. ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงาน กศน. สถานศึกษาเอกชน และ สลช.จากทั่วประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม  

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งว่า “กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาตลอดชีวิต โดยเน้นการสร้าง โอกาสทางการศึกษา แก่ผู้ด้อย พลาดและขาดโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ คนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ผู้พิการ จนพูดได้เต็มปากว่า “การศึกษาของเราเข้าถึงคนทุกช่วงวัย” โดยเน้น คุณภาพและประสิทธิภาพของผู้เรียน พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนในกระทรวงศึกษาธิการเอง การทำงานระหว่าง กระทรวง และเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง 



อย่างเช่นในปีที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานของหน่วยงานในกำกับ ทั้ง กศน. สช. และลูกเสือ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงาน พร้อมทั้งลงพื้นที่ครบทั้ง 77 จังหวัด เพื่อติดตามการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะไม่ต้องการให้ เกิดการแปลงนโยบาย และช่วยเสริมเติมเต็ม อะไรที่ช่วยได้ก็ยินดีสนับสนุน พร้อมร่วมกันแก้ไขข้อติดขัด อุปสรรค และปัญหา เพื่อจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน  

โดยมีผลการดำเนินงานเด่นของหน่วยงานในการกำกับดูแล ดังนี้ ได้ผลักดันการเพิ่มอัตราข้าราชการครู กศน. คูณ 3 แบ่งเป็น ครูผู้ช่วยพื้นที่สูง ครูผู้ช่วยชายแดนใต้ ครูผู้ช่วยพื้นที่ทั่วไป และครูผู้ช่วยแบบสอบแข่งขัน รวม 1,590 อัตรา และสรรหาเป็น ผู้บริหาร กศน. 140 อัตรา ทำให้สามารถขยับลูกจ้างขึ้นมาเป็นพนักงานราชการ และรับสมัครบุคคลภายนอกมาทดแทนอัตรา จ้างที่ว่างลงให้ครบถ้วน 


ในส่วนของ สช. ได้ผลักดันการเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลครูเอกชน จาก 100,000 บาท/คน/ปี เป็น 150,000 บาท/คน/ปี โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 กองทุนสงเคราะห์ได้อนุมัติค่ารักษาพยาบาลแก่ครู 5,106 คน วงเงินกว่า 77 ล้านบาท และได้น้อมนำหลักสูตรจิตอาสา 904 มาใช้ในกระบวนการอบรมลูกเสือ เพื่อช่วยสร้างศักยภาพ ระเบียบวินัย และปลูกจิตอาสาให้แก่เยาวชน พร้อมพัฒนาหลักสูตรลูกเสือมัคคุเทศก์ ให้มีความโดดเด่นด้านภาษา และองค์ ความรู้ในเชิงการท่องเที่ยว โดยจัดอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์รุ่นแรก ใน 8 จังหวัด 480 คนเรียบร้อยแล้ว และในเดือนสิงหาคม จัดอบรมในรุ่นที่ 2 รวม 4,140 คนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ 
 
ในส่วนของการดำเนินงานในระยะต่อไป ได้วางแผนและกำหนดเป้าหมาย ที่จะสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพราะเรื่องของการศึกษาต้องมีความต่อเนื่องและต้องอาศัยเวลา จึงจะเกิดมรรคเกิดผล ภายใต้แนวคิด เรียนรู้ออนไลน์สร้างงานสร้างอาชีพ-ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ” 
 
- เรียนรู้ออนไลน์ โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษา เรียนรู้ และสร้างอาชีพแก่ กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม ผ่านแอปพลิเคชัน “ONIE Online” ส่งเสริมให้ใช้ Google Classroom และพัฒนาหลักสูตรพื้นฐาน ของ กศน.ให้มีความทันสมัยครบถ้วน หลักสูตรอาชีพที่มีความหลากหลาย ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความต้องการและ บริบทของแต่ละพื้นที่ และนำเทคโนโลยีมาขยายผลกับแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ของ กศน. ทั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราช กุมารี” 103 แห่ง และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 19 แห่ง ส่วนการจัดการศึกษาของเอกชน จะขยายความร่วมมือ กับภาคีเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ดิจิทัล “ศูนย์ Digital Learning Center ของ สช.” ที่หลากหลายมากขึ้น เข้าถึงนักเรียน นักศึกษา กศน. และประชาชนมากขึ้น 

โดยเน้นให้ครูใช้ระบบออนไลน์ได้อย่างชำนาญ เช่นการใช้ Zoom, Google Classroom, Facebook Live, Microsoft Team เป็นต้น เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ของทุกกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาระบบสวัสดิการกองทุนสงเคราะห์ออนไลน์ ให้สมาชิกได้รู้ข้อมูล ความเคลื่อนไหว และข่าวสารของกองทุน สงเคราะห์อย่างทันท่วงที พร้อม ๆ กับพัฒนาค่ายลูกเสือ 66 แห่งทั่วประเทศ ให้มีความทันสมัย นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย ผลิตสื่อการเรียนรู้ การจัดแสดงนิทรรศการ แหล่งเรียนรู้ และการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย รองรับการจัดกิจกรรมตามหลักสูตรจิตอาสา 904 สำหรับกระบวนการอบรมลูกเสือ และการอบรมลูกเสือมัคคุเทศก์  โดยได้รับจัดสรร งบประมาณปี 2563 แล้ว จำนวน 118 ล้านบาท ซึ่งจะขับเคลื่อนในค่ายลูกเสือจังหวัด 62  ค่าย และค่ายลูกเสือในกำกับ   4 ค่าย รวมทั้งพัฒนาให้มีความพร้อมสำหรับการใช้ประโยชน์ของคนทุกช่วงวัยในพื้นที่นั้นด้วย 

- สร้างงานสร้างอาชีพ ในส่วนนี้จะเน้นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ กศน.พรีเมียม ทั้ง 231 รายการ ที่จำหน่ายผ่านช่องทาง ออนไลน์ OOCC สามารถสร้างรายได้แก่ประชาชนทุกชุมชน และพัฒนาไปสู่การจดอนุสิทธิบัตร เพื่อรักษาสมบัติของคนไทย ตลอดไป ดังเช่น ผ้าทอมือผักตบชวา กศน. ต.หนองน้ำใส อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา และผ้าทอมือกล้วยไข่ชากังราว อ. ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร 



 - ก้าวสู่สังคมสุขภาวะอย่างมีคุณภาพ โดยจะพัฒนาระบบการทำงานร่วมกันสำหรับกลุ่มบุคลากรนักวิชาชีพ ภาคประชา สังคม กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ครอบครัว ตลอดจนผู้ดูแล ภายใต้ “การจัดการความรู้สนับสนุนเครือข่ายบูรณาการด้าน ผู้สูงอายุและคนพิการ และการบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการและขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากร กศน. ให้มี ศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน. เพื่อร่วมสร้างสังคมสูงอายุที่มีสุขภาวะ” รองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุของประเทศไทย ในเร็ว ๆ นี้ 

โดยมีงานในหลายส่วนที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งระบบการบริหารจัดการ, พัฒนาบุคลากรของ กศน. ให้มี ศักยภาพในการจัดกิจกรรม กศน. รองรับ “สังคมสูงอายุ” มิติสุขภาพสำหรับคนทุกกลุ่มวัย, ระบบการทำงานบนฐานของ ความรู้ การสร้างสรรค์ด้วยคลังปัญญาและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยในการดำเนินชีวิตที่พอเหมาะ พอเพียง และตื่นรู้ในการ จัดการท่ามกลางภาวะภัยพิบัติ, ระบบสารสนเทศ “เว็บไซต์รวมพลัง” รองรับการจัดการเรียนรู้และข้อมูลสนับสนุนเครือข่าย บูรณาการด้านผู้สูงอายุและคนพิการ แบบ One stop service 
 

ทีเค พาเลซ จัดโปรฯ ร่วมแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน” เปิดบูธออนไลน์“ห้าง ททท. ช้อป ฟิน กิน เที่ยว ทั่วไทย”


โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น จัดโปรโมชั่น ร่วมแคมเปญ “เราเที่ยวด้วยกัน”  เสริมทัพบุกตลาดออนไลน์ My Shop จัดโปรโมชั่นห้องพัก ร้านอาหาร สร้างความแตกต่าง ในแคมเปญ “ห้าง ททท.ช้อป ฟิน กิน เที่ยว ทั่วไทย” 

คุณสุชาดา พุทธเจริญ Senior Director of Sales กล่าวว่า  โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” รัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายห้องพักโรงแรม 40% ต่อคืน สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาทต่อคืน โดยนักท่องเที่ยวสามารถรับสิทธิ สูงสุดไม่เกิน 5 คืน  พร้อม คูปอง E-Voucher 600 บาท สำหรับส่วนลดค่าอาหาร พร้อมทั้งคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบน 40 % แต่ไม่เกิน 1,000 บาท ต่อที่นั่ง (จำกัดห้องพักละ 2 ที่นั่ง ตามจำนวนห้องพักจริง) โดยจ่ายคืนเข้าแอปฯเป๋าตัง


ในส่วนของโรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น มอบสิทธิพิเศษ ห้องพัก เริ่มต้น 1,600 บาท ในส่วนห้องอาหาร Wynn Café & Bistro มอบส่วนลด 20 % ลูกค้าที่เข้ามานั่งทานที่ร้าน 

สำหรับแคมเปญ “ห้าง ททท. ช้อป ฟิน กิน เที่ยว ทั่วไทย”  โดยจะเริ่มในวันที่ 27 กรกฎาคม – 28 สิงหาคม 2563 ห้องพัก Superior จากราคาปกติ 2,500.- บาท พร้อมอาหารเช้า  เหลือเพียง 1,699.- บาท พร้อมอาหารเช้า ( Room Only 999.- บาท)  พิเศษ ! เมนูอาหารจาก Wynn Café & Bistro  (ตามรายการที่จัดไว้) สามารถเลือกรับประทานได้ในเวลาเที่ยง หรือ เย็น ห้องพัก Deluxe จากราคาปกติ 3,500.- บาท พร้อมอาหารเช้า เหลือเพียง 1,999.-  พร้อมอาหารเช้า ( Room Only 1,299.- บาท) พิเศษ ! เมนูอาหารจาก Wynn Café & Bistro  (ตามรายการที่จัดไว้) สามารถเลือกรับประทานได้ในเวลาเที่ยง หรือ เย็น
 
 
ในส่วนของห้องอาหาร Wynn Café & Bistro จัดคูปองเงินสดราคา 399.- บาท สามารถใช้ได้ในราคา 500.- บาท และคูปองเงินสดราคา 899.- บาท สามารถใช้ได้ 1,000.- บาท  ทั้งนี้ ห้องพักและห้องอาหาร สามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2563 – 26 มกราคม 2564 

ทั้งนี้ โรงแรมเน้นหนักมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ภายใต้แนวทางการดำเนินงานและมาตรการป้องกันความเสี่ยงไวรัสโควิด-19 ผ่านการรับรองจากโครงการ Amazing Thailand Safety& Health Administration (SHA) 

โดยเปิดให้บริการในรูปแบบ New Normal โดยเริ่มตั้งแต่ประตูทางเข้าโรงแรม มีจุดคัดกรองตรวจเช็คอุณหภูมิ มีสัญลักษณ์รักษาระยะห่าง ในพื้นที่สาธารณะโรงแรม และบริเวณห้องประชุมรวมไปถึงการลงทะเบียนเข้า-ออก เพื่อติดตามผู้ใช้บริการ มีเจลแอลกออฮออล์สำหรับล้างมือในพื้นที่สาธารณะตามจุดต่างๆ ของโรงแรม  ในส่วนห้องประชุมมีการจัดที่นั่งเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร และพนักงานที่ให้บริการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02 574 1588 เพจ www.facebook/TKPALACEHOTEL

16 กรกฎาคม 2563

ENERGY SEASIDE CITY คอนโดหรูทำเลศักยภาพ ชวนลูกค้าสัมผัสประสบการณ์

 “SEASIDE CITY LIFE ใช้ชีวิตติดทะเล” บนชายหาดส่วนตัว

พิเศษโปรฯปลดล็อค ราคา 1.9 ล้านบาท จอง 0 บาท ฟรีดาวน์ กู้100% พร้อมจุดเด่นยืนหนึ่ง...ฟรีค่าส่วนกลางตลอดชีพ

     ENERGY SEASIDE CITY คอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่ เปิดตัวแคมเปญใหม่ SEASIDE CITY LIFE ใช้ชีวิตติดทะเล” 
ชวนคุณพักผ่อนบนชายหาดที่สวยงามยาวกว่า 400 เมตร ตอบโจทย์การพักผ่อนรูปแบบใหม่ 
SOCIAL DISTANCING ที่เน้น
บรรยากาศความเป็นส่วนตัว และพื้นที่อากาศปลอดภัย โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ร่มรื่น พื้นที่ส่วนกลางเปิดโล่งขนาดใหญ่พร้อม
พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ทำให้ผู้พักอาศัยได้ทำกิจกรรมกับครอบครัวอย่างอิสระ เพื่อรองรับวิถีชีวิตใหม่ (
NEW NORMAL) ที่สำคัญให้
ที่นี่เป็นบ้านหลังที่สองของคุณ
 SAFE LIFE SAFE HOUSE   

     
     
ENERGY SEASIDE CITY
เป็นอาคาร LOW-RISE สูง 8 ชั้น สถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลที่ผสมผสานเอกลักษณ์แห่งวันวานของหัวหินเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน อาคารชุดแต่ละกลุ่มถูกจัดวางให้รับลมทะเลและแสงแดดจากธรรมชาติ แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวสูงสุด พร้อมสระว่ายน้ำขนาดใหญ่จำนวน 7 สระ ทอดตัวยาวจรดเส้นขอบฟ้า พร้อมสวนสวยแบบเมืองตากอากาศ โดยใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น




ภายในห้องชุดออกแบบจัดวางพื้นที่ใช้สอยได้อย่างลงตัว ทุกห้องตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ ด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์วินเทจ
พร้อมเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น ตู้เย็น ทีวี เตาไมโครเวฟ มีให้เลือกทั้งแบบ
1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ แบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และแบบ DUPLEX 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ขนาดตั้งแต่ 32 - 108 ตารางเมตร

รองรับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่กับอาคารสปอร์ตคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ 10,000 ตรม.โดยให้ความสำคัญของการเว้นระยะห่างทางสังคม (SOCIAL DISTANCING) ทางโครงการให้สิทธิประโยชน์ลูกบ้านฟรีตลอดชีพอาคารสปอร์ตคอมเพล็กซ์จัดแบ่งออกเป็น 3 ชั้น

ชั้นที่1 ร้านค้าและลานเอนกประสงค์สำหรับทำกิจกรรมให้กับลูกบ้าน

ชั้นที่2 ฟิตเนสเซ็นเตอร์ ที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายกว่า 200 ชิ้น และมี INSTRUCTOR ให้คำปรึกษาในด้านการออกกำลังกาย

ชั้นที่3 สนาม MULTIFUNCTION รองรับกีฬาบาสเก็ตบอล  แบดมินตัน และวอลเลย์บอล ที่พิเศษ คือ เลนโบว์ลิ่งจำนวน 4 เลน มาตรฐานระดับสากล



มั่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อให้ลูกบ้านได้ใช้ชีวิตที่นี่อย่างสะดวกสบาย และปลอดภัยต่อสุขภาพมากที่สุด

เลือกใช้ชีวิตติดทะเลแบบ SAFE LIFE SAFE HOUSE ด้วยงบสบายกระเป๋า ราคาเพียง 1.9 ล้านบาท จอง 0 บาท ฟรีดาวน์ กู้100% โครงการฯเปิดห้องตัวอย่างและส่วนกลางให้ชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น โดยมีมาตรการดูแลและป้องกันการระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สัมผัสบรรยากาศ ทัศนียภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบ เพื่อเป็นตัวชี้วัดในการตัดสินใจซื้อ
รีบเป็นเจ้าของก่อนหมดแคมเปญ สอบถามข้อมูลโทร.
08 4911 4911


วิริยะ-BDMS คุณภาพชีวิตคนไทย เปิดวิถีใหม่ประกันสุขภาพ

วิริยะ-BDMS ร่วมยกคุณภาพชีวิตคนไทย
ตั้งเป้าหมายให้ทุกคนมีประกันภัยสุขภาพด้วยเบี้ยราคาพิเศษ เริ่มต้นวันละ17 บาท

“วิริยะประกันภัย-กรุงเทพดุสิตเวชการ”  ร่วมยกคุณภาพชีวิตคนไทย ด้วยการเปิดวิถีใหม่ประกันสุขภาพ หวังให้คนไทยทุกคนมีกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพฉบับแรก เพื่อได้รับการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมในมาตรฐานระดับโลก  ภายใต้โครงการ “คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย” Viriyah Healthcare by BDMS เผยราคาเบี้ยเริ่มต้นแค่วันละ 17 บาท ได้รับความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายต่อปี คุ้มครองตั้งแต่บาทแรกโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งในวงเงินคุ้มครองเริ่มต้น 100,000 บาท และ ความคุ้มครองสูงสุด 700,000 บาท ซึ่งจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งค่าแพทย์ ค่าการพยาบาล ค่ายา ค่าอุปกรณ์ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ และที่สำคัญสามารถเข้าไปใช้บริการในโรงพยาบาลในเครือ BDMS ได้ทั่วไทย

นายเกรียงศักดิ์ โพธิเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า จากผลพวงของวิกฤติโรคสายพันธุ์ใหม่โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการเข้ามีส่วนร่วมของทุกคนในสังคมในเรื่องของหลักประกันสุขภาพ แต่กระนั้นถึงแม้ว่าประชาชนทุกคนจะตระหนักในภัยอันตรายจากสุขภาพ 

โดยเฉพาะโรคภัยที่จะเกิดจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่พร้อมจะแพร่เชื้ออยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความตระหนักที่ตั้งอยู่บนความวิตกใน
สภาพความเป็นจริงที่พบเห็น ว่าการดูแลสุขภาพและการได้รับการรักษาพยาบาลจากหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของภาครัฐนั้นบางส่วนก็ยังมีข้อจำกัด 

ในขณะที่ความคุ้มครองที่จะได้รับจากการประกันสุขภาพในระบบประกันภัยก็ไม่สามารถเข้าถึงเพราะมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความคุ้มครองที่ค่อนข้างสูง จนเป็นที่ยอมรับกันว่า การประกันสุขภาพกลายเป็นสินค้าสำหรับคนที่มีรายได้สูงเท่านั้น 

“ยิ่งมองกว้างออกไปถึงผลกระทบด้านอื่นๆที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่โดยเฉพาะปัญหารายได้หดหายจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด ย่อมเป็นโจทย์ชีวิต ที่ยากจะหาคำตอบว่าผู้คนในสังคมจะเข้าถึงความคุ้มครองด้านประกันสุขภาพที่สมบูรณ์และดีเลิศได้อย่างไร” นายเกรียงศักดิ์กล่าว

นายเกรียงศักดิ์ เปิดเผยต่อไปว่าด้วยโจทย์ชีวิตที่ผู้คนจะเข้าถึงหลักประกันสุขภาพดังกล่าวมาข้างต้น วิริยะประกันภัย ซึ่งนอกจากมีภารกิจในการทำหน้าที่สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนและสังคมไทยมายาวนานกว่า 73 ปี บริษัทฯยังยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการแบ่งปันและสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมไทยอีกด้วย 

ดังนั้นในเมื่อประชาชนกำลังประสบกับภาวะการไม่เข้าถึงหลักประกันสุขภาพ  บริษัทฯ จึงได้ร่วมหารือกับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ว่าจะร่วมกันทำอย่างไร ในอันที่จะแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คนไทยมีโอกาสที่จะมีกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับแรกกันถ้วนหน้า 

“ผลจากการหารือร่วมกันทำให้ได้พบทางเลือกใหม่ที่ถือได้ว่าเป็นวิถีใหม่ของการประกันภัยสุขภาพ และสอดรับกับรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยโครงการ “คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย:  Viriyah Healthcare by BDMS”

นายเกรียงศักดิ์เปิดเผยอีกว่าสาระสำคัญของโครงการดังกล่าวอยู่ที่การออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบใหม่ขึ้นมารองรับโดยทางวิริยะประกันภัยได้ตั้งโจทย์ไว้ว่าจะทำอย่างไรให้เบี้ยประกันภัยเข้าถึงคนไทยได้ง่ายและสามารถตัดสินใจซื้อความคุ้มครองได้ทันที  

ซึ่งพบว่าระบบเหมาจ่ายน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์  Viriyah Healthcare by BDMS ที่ออกใหม่มานี้ จักเป็นประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์การรักษาพยาบาลที่หลากหลายครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศและ ASIA โดยเน้นราคาผลิตภัณท์ที่มี 3 แผน โดยมีราคาพิเศษเริ่มต้นเพียงวันละ ไม่ถึง 17 บาทให้ความคุ้มครองถึง 100,000 บาท ต่อปี และ แผนที่ 2 ราคาเริ่มต้นเพียงวันละ ไม่ถึง 24 บาทให้ความคุ้มครองถึง 300,000 ต่อปี และแผนสูงสุดเพียงวันละ ไม่ถึง 33 บาทได้รับความคุ้มครองถึง 700,000 บาท ต่อปี



“ในส่วนเงื่อนไขความคุ้มครอง เป็นความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายต่อรายปีไม่จำกัดจำนวนครั้งในแต่ละปี และได้รับผลประโยชน์ใหม่ต่อเนื่องทุกปี เริ่มต้นคุ้มครองอายุตั้งแต่ 16-60 ปี คุ้มครองต่อเนื่องถึง 80 ปี ทั้งนี้ผู้เอาประกันภัยจะได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุและเจ็บป่วยแบบคนไข้ใน ตั้งแต่ บาทแรก จนครบวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

โดยให้ความคุ้มครองอย่างครอบคลุมทุกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าห้องปกติ ค่าห้องผู้ป่วยหนัก ICU ค่าการพยาบาล ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายทั่วไปในโรงพยาบาล รวมถึงค่าอุปกรณ์ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ และค่ายา ค่าแพทย์ และที่สำคัญ ไม่ต้องสำรองจ่ายเมื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในเครือ BDMS”

สำหรับเป้าหมายความสำเร็จในการดำเนินการครั้งนี้ นายเกรียงศักดิ์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าด้วยราคาค่าเบี้ยประกันภัย และมาตรฐานการรักษาที่ได้รับ ตลอดไปถึงศักยภาพที่ทั้ง 2 องค์กรมีเครือข่ายอยู่ทั่วไทย โดยเฉพาะช่องทางตัวแทนของวิริยะประกันภัย จะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบใหม่นี้ได้โดยง่ายและตัดสินใจซื้อได้ทันที 

นอกจากนี้เพื่อเป็นการต่อยอดผลประโยชน์ให้กับผู้คนที่เคยซื้อแผนประกันสุขภาพ Covid19 เพียงแค่ท่านนำหน้าตารางกรมธรรม์มาแสดงว่าได้เคยซื้อสินค้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรมธรรม์จากบริษัทประกันใดก็ตาม สามารถนำมาใช้แทนเงินสด มูลค่าสูงสุด 800 บาทต่อกรมธรรม์ ทั้งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 อีกทั้งบริษัทฯยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ในการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับลูกค้า เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต KTC ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563

ทางด้านผลประกอบการด้านการรับประกันภัยสุขภาพ นายเกรียงศักดิ์ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ใน 5 เดือนแรกของปี 2563  บริษัทฯประสบความสำเร็จในการดำเนินงานการรับประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) เป็นอย่างมาก เพราะมีอัตราเติบโตถึง 33.90 % เบี้ยรับรวมทั้งสิ้น 1,915.86 ล้านบาท 

โดยมีประกันภัยสุขภาพเติบโตสูงสุดถึง 966.57% เบี้ยประกันภัย 797 ล้านบาท เหตุที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในตลาดประกันสุขภาพ คาดว่าน่าจะเป็นความกังวลของผู้คนที่เกิดขึ้นในสถานการณ์โควิด-19 จึงจำต้องแสวงหาความคุ้มครองจากระบบประกันภัย ซึ่งเงื่อนไขความคุ้มครองของบริษัทฯ

ในขณะนั้นคือ “เจอจ่ายจบ” ถือว่าโดนใจผู้บริโภคมากที่สุด  ในขณะเดียวกันบริษัทฯ เองก็มี BDMS เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้า จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเชื่อมั่นได้ถ้าซื้อประกันภัยสุขภาพกับวิริยะประกันภัย ดั่งคำนิยามว่าถ้า “วิริยะจ่าย BDMS รักษา” เชื่อถือได้  ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Personal Health Advisor โทร. 0 2224 1557 หรือ https://bit.ly/3elJ0yf


อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เป็นมิติใหม่ของการตลาดประกันสุขภาพ คุณเศรษฐา ทวีสิน  กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า แสนสิริ ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ที่ให้ความสำคัญกับการอยู่อาศัยและมุ่งมั่นส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกบ้านแสนสิริอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้วิสัยทัศน์ ขององค์กรในปีนี้ “Made For Life เพื่อชีวิตดีดีของทุกคน” นอกเหนือจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์แก่ลูกค้าในทุกระดับแล้ว เรายังเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงทุกคน และผู้นำอันดับหนึ่งของคนอยากมีบ้าน เราต้องการให้ครอบครัวแสนสิริทุกคน  ได้เข้าถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับแรกในราคาที่เข้าถึงได้ โดยวางแผนมอบประกันจากโครงการฯให้ลูกบ้านครอบครัวแสนสิริรายใหม่ ได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและครอบคลุมในทุกมิติของการอยู่อาศัย

ส่วนทางด้านบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS  โดยคุณนฤมล น้อยอ่ำ รักษาการ    กรรมการผู้อำนวยการใหญ่  ได้เปิดเผยถึงความร่วมมือกับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ว่า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของ BDMS ในการให้บริการด้านสุขภาพแก่คนไทยร่วมกับพันธมิตรประกันภัยสุขภาพโดยได้กำหนดเป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี

โดย BDMS ได้ยึดถือใน 4 ปณิธานหลักในการ ดำเนินงาน ประกอบด้วย ศักยภาพความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS ทั่วประเทศไทย, ประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันความรู้ความชำนาญการ ทางการแพทย์กับโรงพยาบาลต่างประเทศชั้นนำในแต่ละด้าน, ความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ ทันสมัยและความใส่ใจด้านงานบริการของทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความต้องการของผู้ป่วยล้วนเป็นสิ่งที่ BDMS
ต้องการ มอบให้แก่คนไทยทุกคน

นางนฤมล เปิดเผยต่อไปอีกว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้
เห็นชัดเจนว่า “ไม่ควรประมาทเรื่องสุขภาพ”
ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะไม่เจ็บป่วย ณ วันนี้อาจไม่จริงเสมอไป ความเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ ยังคุกคามคนไทยในวัยที่น้อยลงเรื่อยๆ ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลในเครือ BDMS ทั่วประเทศเน้นคุณภาพและมาตรฐานการดูแลรักษา 

ทั้งยังพัฒนาศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางการแพทย์ร่วมกับสถาบันการแพทย์ระดับโลก โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ ศูนย์มะเร็ง ศูนย์หัวใจ ศูนย์ระบบประสาทและสมอง ศูนย์กระดูก ศูนย์อุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจและวางใจในผลการรักษาที่เรามอบให้ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างครบวงจรโดยเราไม่เคยหยุดที่จะแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อส่งมอบศักยภาพบริการทางการแพทย์ที่เรามี จึงเป็นที่มาของความร่วมมือขึ้นในครั้งนี้ผ่านประกันสุขภาพของ โครงการ Viriyah Healthcare by BDMS “คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย”