แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie แสดงบทความทั้งหมด

24 กรกฎาคม 2569

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง ร่วมบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอนและของใช้จำเป็น

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง ร่วมบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอนและของใช้จำเป็น  ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย

นายแพทย์ กัมพล โซ่เจริญธรรม และ แพทย์หญิง ธีรธร ทองก้อนใหญ่ สองผู้บริหารบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง ร่วมบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอนและของใช้จำเป็น  การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ "บ้านหมากแข้ง จากสมรภูมิ สู่แผ่นดินแห่งพระบารมี" ณ อุทยานเทิดพระเกียรติบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย



เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภายใต้ชื่องาน "บ้านหมากแข้ง จากสมรภูมิ สู่แผ่นดินแห่งพระบารมี" โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย และคณะ เดินทางลงพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรมและมอบสิ่งของแก่ประชาชนในพื้นที่ตลอดทั้งวัน


ในโอกาสนี้ นายแพทย์ กัมพล โซ่เจริญธรรม และ แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ สองผู้บริหารในนามบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนสิ่งของเพื่อมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ ต.กกสะทอน ประกอบด้วย สมาร์ทโปรเจคเตอร์ สำหรับใช้ในการเรียนการสอนและการอบรม รวมทั้ง ผ้าอ้อมอนามัยสำหรับเด็ก ,พัดลม ,หม้อหุงข้าว,และเตาไมโครเวฟ

แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “สิ่งของดังกล่าวจะถูกนำไปมอบให้แก่โรงเรียนและประชาชนในพื้นที่ตำบลกกสะทอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและถุงยังชีพที่จัดขึ้นตลอดเส้นทาง ตั้งแต่บ้านห้วยมุ่น บ้านหมากแข้ง ไปจนถึงบ้านหมันขาว”

“นอกจากการมอบสิ่งของแล้ว บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้จัดหน่วยบริการเคลื่อนที่นำเทคโนโลยี Eyetronix (อายทรอนิค)ซึ่งใช้นวัตกรรมในการคัดกรองศักยภาพสมอง และ Neurosight (นิวโรไซต์)ซึ่งเป็นระบบฟื้นฟูสมรรถภาพทางปัญญาด้วยเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ลงพื้นที่ตำบลกกสะทอนเป็นครั้งแรก เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองและฟื้นฟูสมองแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ ในพื้นที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ถือเป็นการต่อยอดพันธกิจของบริษัทฯ จากการบริจาคสิ่งของพื้นฐาน สู่การส่งมอบองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่ทันสมัยให้ถึงมือประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างแท้จริง” แพทย์หญิงธีรธร กล่าว

การร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ในการมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม และแบ่งเบาภาระของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งได้รับความชื่นชมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก




19 ตุลาคม 2568

EP.4 เที่ยวได้ทั้งปี วิถีลุ่มภู – อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู อำเภอสุวรรณคูหา

วิถีลุ่มภู – อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู อำเภอสุวรรณคูหา เมืองสงบกลางขุนเขา เมืองเล็กๆ ในจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ใครหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า…



ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ “ถ้ำสุวรรณคูหา” แต่ยังเต็มไปด้วยธรรมชาติ วิถีชีวิตเรียบง่าย และกลิ่นอายของความอบอุ่นแบบบ้านๆ ที่หาไม่ได้ในเมืองใหญ่ 

วันนี้ toptotravel พาไปขึ้นไปชิมวิว ทิวเขาที่สลับซับซ้อน พาไปชมไรกาแฟแห่งถิ่นอีสาน และช้อปชิมสินค้า OTOP บอกเลยจึ้งมาก



จุดเช็คอินที่ตุ๊ดแนะนำ

📍 จุดชมวิวสถานีภูซาง

🏡 ชุมชนบ้านคลองเจริญ

☕ กลุ่มไร่กาแฟแม่แดง

#toptotravel #หนองบัวลำภู 

#เที่ยววิถีชุมชน #อำเภอสุวรรณคูหา

23 กรกฎาคม 2568

ททท. จับมือ สดร. ดำเนินโครงการ สู่ปีที่ 4


AMAZING DARK SKY IN THAILAND  ททท. จับมือ สดร. ดำเนินโครงการ สู่ปีที่ 4 พร้อมประกาศแหล่งท่องเที่ยวดูดาวแห่งใหม่ของเมืองไทย 16 โลเคชั่นใหม่ล่าสุด ประจำปี 2568


วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) แถลงข่าวเปิดโครงการ AMAZING DARK SKY IN THAILAND #Season 4 โดยมี นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. และ ผศ. ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการ สดร. ร่วมเป็นประธานในพิธี ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 



เผยลิสต์ 16 พื้นที่ดูดาวแห่งใหม่ทั่วประเทศ พร้อมมอบโล่เพื่อประกาศแก่พื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทย เพื่อปลุกกระแสการเดินทางมิติใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวความสนใจพิเศษที่ต้องการเดินทางสัมผัสความงดงามของธรรมชาติยามค่ำคืน ณ ห้องประชุมจารุวัสตร์ ชั้น 10 อาคาร ททท.

​นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า โครงการ “AMAZING DARK SKY IN THAILAND #Season 4” หรือ โครงการเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง ททท. และ สดร. ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบ Dark Sky Tourism กิจกรรมยอดนิยมในหมู่ผู้สนใจดาราศาสตร์ตลอดจนกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติ ชื่นชอบการตั้งแคมป์ และกิจกรรมกลางแจ้ง โดย ททท. เล็งเห็นประโยชน์ของการต่อยอดประชาสัมพันธ์

เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวคุณภาพดังกล่าว พร้อมยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวไทยสุดประทับใจ (Grand Moment) ให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางไปรับความสุขท่ามกลางธรรมชาติสัมผัสความสวยงามของท้องฟ้าประเทศไทย ตื่นตาตื่นใจท้องฟ้าในยามค่ำคืน ณ สถานที่ดูดาวทั่วทุกภูมิภาค อีกทั้งยังสะท้อนศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวไทยที่มีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์  

ผศ. ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติในฐานะหน่วยงานหลักด้านดาราศาสตร์ของประเทศไทย ได้ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ในหลายมิติ 








โดยหนึ่งในโครงการสำคัญอย่าง AMAZING DARK SKY IN THAILAND #Season 4 นับเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับ ททท. ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบจากมลภาวะทางแสง อนุรักษ์ความมืดของท้องฟ้า และให้ความสำคัญในการประหยัดพลังงานและปรับพฤติกรรมการใช้แสงไฟ โดยใช้ดาราศาสตร์มากระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้มีการประกาศรายชื่อพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดของประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 48 พื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย และในปี 2568 ได้มีการขึ้นทะเบียนอีก 16 พื้นที่เพิ่มเติม เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวดูดาวแห่งใหม่ของประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดมิติใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทย ด้วยเสน่ห์ของท้องฟ้ายามค่ำคืนและความงดงาม

ของดวงดาว พร้อมจุดประกายให้นักท่องเที่ยวหันมาสนใจการท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์มากขึ้น ทั้งนี้ หวังว่าโครงการดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์และเป็นสถานที่ถ่ายภาพสำหรับกลุ่มนักดาราศาสตร์สมัครเล่น นอกจากนี้ในอนาคต สดร. ยังตั้งเป้าผลักดันให้เกิดเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างเพื่อให้ดาราศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน

​สำหรับ 16 พื้นที่ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดและได้ขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยประจำปี 2568 ภายใต้โครงการ AMAZING DARK SKY IN THAILAND เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวดูดาวแห่งใหม่ และแหล่งการเรียนรู้ดาราศาสตร์เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์ในการประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ มีรายละเอียดดังนี้

อุทยานท้องฟ้ามืด (Dark Sky Park) จำนวน 5 พื้นที่ ได้แก่ ทุ่งโนนป่าก่อ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน     จังหวัดมุกดาหาร, อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ, อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย จังหวัดเลย, อุทยานภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก และอุทยานแห่งชาติแม่ปิง จังหวัดลำพูน

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ส่วนบุคคล (Dark Sky Properties) จำนวน 9 พื้นที่ ได้แก่ โกลเด้น คลิฟ บีช รีสอร์ท จังหวัดตราด, ดารกะ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, ดารา ควิซีน ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต, บ้านไร่นายเขียว จังหวัดขอนแก่น, ฟาวน์เท่นทรีรีสอร์ท จังหวัดนครราชสีมา, ภูพร้อมดาว ฟาร์มสเตย์ จังหวัดชัยภูมิ, วนธารา รีสอร์ท  จังหวัดพิษณุโลก, สวนป่าแม่ละเมา(ออป) จังหวัดตาก และสวนแม่ฟ้าหลวง โครงการพัฒนาดอยตุง จังหวัดเชียงราย

เขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในพื้นที่ชานเมือง (Dark Sky Suburbs) จำนวน 2 พื้นที่ ได้แก่ คชอาณาจักร 

จังหวัดสุรินทร์ และ สวนวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม

ทั้งนี้ หน่วยงาน โรงแรม รีสอร์ท ชุมชน ศูนย์วิทยาศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ ทั่วประเทศที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครเพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืดในประเทศไทยได้ที่ https://darksky.narit.or.th/ หรือฝสามารถดาวน์โหลดหนังสือคู่มือการท่องเที่ยวดูดาวในรูปแบบ e-book ได้ที่ https://shorturl.at/CC75X


24 เมษายน 2567

ประชุมคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ

สภาสังคมสงเคราะห์ฯ ได้มีการประชุมคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องแพลตตินั่ม ฮอลล์ ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน กรุงเทพฯ โดยมี นางอารยา อรุณานนท์ชัย ประธานคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ เป็นประธาน ทั้งนี้ ดร.วิชัย ไทยถาวร รองประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ที่ปรึกษาคณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ 


คณะกรรมการกองทุนดอกแก้วกัลยาฯ เข้าร่วมประชุม เพื่อทราบการดำเนินงาน และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัดงานน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่กำหนดจัดในวันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2567 ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ




09 เมษายน 2567

กรมการท่องเที่ยว เตรียมเอาผิดบริษัททัวร์-ไกด์เถื่อน

กรณีดราม่ารายการนำเที่ยวชุมพรของพี่จองกับคัลแลนจากกรณีดราม่าช่องยูทูป รายการพี่จองกับคัลแลน ตอน พาเที่ยวชุมพร EP 3 ประเด็นไกด์สาวทำหน้าที่ไม่เป็นมืออาชีพ จนเกิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัททัวร์และมัคคุเทศก์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พบว่า บริษัททัวร์ที่นำเที่ยวในรายการข้างต้น ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2566 และผู้หญิงที่ทำหน้าที่ไกด์ตามที่ปรากฎในข่าว ไม่มีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 2 กรณี คือ

 1. ทัวร์เถื่อน จัดนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาต ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ไกด์เถื่อน ทำหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาต ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ 

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยว โดยสำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ภาคใต้ เขต 1 จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป 

 

15 มีนาคม 2567

ผส. จับมือพันธมิตร ท้าให้มาลั้นลากับชีวิต” กับ O-lunla Market ปล่อยพลังคนวัยซ่า ครั้งที่ 2 และ 3


วันที่ 15 มี.ค.67 เวลา 10.00 น. นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และนางสาวศุภาญา ธนวัฒน์เสรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เปเปอร์คอร์รัส ผู้ก่อตั้งนิตยสารโอ-ลั้นลา ร่วมแถลงข่าวกิจกรรม “โอ-ลั้นลามาร์เก็ต ปล่อยพลังคนวัยซ่า” โดยมีตัวแทนสูงวัยไอดอล คุณอนุสร ตันเจริญ เจ้าของเพจลุงอ้วนกินกะเที่ยว คุณฐิติรักษ์ รวีพงศ์ธราวุธ ผู้ก่อตั้ง เจปัง ไอติมย่างเนย และคุณอรุณศรี ฉ่ำเฉียวกุล จิตอาสาไลน์แดนซ์ ร่วมพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจ ณ บริเวณโถงชั้น 1 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ นิตยสารโอ-ลั้นลา  จัดงาน O-lunla Market ครั้งที่ 2 ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) 5-7 เมษายน 2567 และ O-lunla Market ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  26-29 กันยายน 2567 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ปล่อยพลังคนวัยซ่า” (SA:Silver Age) พบกับหลากหลายความลั้นลาในงาน อาทิ  ไอดอลวัยซ่าร่วมทอล์กสร้างแรงบันดาลใจ เริงลีลาศ ร้อง เต้น เล่นดนตรีโดยวัยซ่ารุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เวิร์กชอปสุดพิเศษที่พลาดแล้วบอกได้คำเดียวว่าเสียดาย ตรวจสุขภาพ และร้านค้าของพ่อค้าแม่ค้าวัย 55+ ที่ทำด้วยรัก คัดด้วยใจนำสินค้ามาให้ชอปเพลินๆ  กว่า 60 ร้านค้า


ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 กล่าวคือ มีอัตราส่วนของประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete- Aged Society) โดยมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป จำนวน 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.08 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super - Aged Society) ในปี พ.ศ. 2576 และในปี พ.ศ. 2583 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 31.37 ของประชากรทั้งหมด 

นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ภารกิจของกรมคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุครอบคลุมใน 5 มิติ ประกอบด้วย มิติทางสุขภาพ 
มิติทางสังคม มิติมิติทางสิ่งแวดล้อม มิติทางเศรษฐกิจ และมิติทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม การร่วมจัดกิจกรรม
โอ-ลั้นลา มาร์เก็ต ในปี 2567 นี้ เนื่องจากกิจกรรมนี้ตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในมิติทางเศรษฐกิจ

หากถอดบทเรียนประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนประเทศไทย จะพบปัญหาคล้ายคลึงกันคือ ปัญหาขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน อัตราการพึ่งพิงของผู้สูงอายุมากขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศเพิ่มขึ้น ตลอดจนปัญหาด้านการเงินส่วนบุคคลที่ไม่ได้ออมไว้มากพอสำหรับวัยเกษียณ แต่การแก้ไขปัญหาหรือช่วยเหลือผู้สูงอายุด้วยการสงเคราะห์นั้นใช้งบประมาณสูงมากและทำเท่าใดก็ไม่เพียงพอ วิธีการที่ดีกว่าก็คือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี และส่งเสริมการมีงานทำ  “ข้อมูลอ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า คนไทยหลังวัยเกษียณควรมีเงินออมขั้นต่ำ 4 ล้านบาท ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากไม่ได้เตรียมพร้อมในด้านการเงิน  กรมจึงทำงานเชิงรุก สนับสนุนการสร้างอาชีพ การขยายเวลาการทำงาน ตลอดจนการออมและการลงทุนกับหน่วยงานพันธมิตร”

กรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมกับ นิตยสารโอ-ลั้นลา จัดกิจกรรมโอ-ลั้นลามาร์เก็ต เพื่อเป็นต้นแบบการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงและมีศักยภาพได้ฟื้นฟูทักษะ (Reskill) หรือพบอาชีพใหม่ สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีความสามารถในการสร้างรายได้ เป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย และเป็นพลังที่จะทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน



นางสาวศุภาญา ธนวัฒน์เสรี ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารโอ-ลั้นลา  กล่าวว่าโอ-ลั้นลาเชื่อมั่นใน “พลังสร้างสรรค์” ของผู้สูงอายุ จึงได้จัดทำนิตยสารนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อนำเรื่องราวของผู้สูงอายุที่เปี่ยมประสบการณ์ มองโลกเชิงบวก และกล้าทำสิ่งใหม่ในวัยใกล้เกษียณมานำเสนอทั้งในรูปแบบนิตยสารฟรีก็อปปี้ สื่อออนไลน์ และพัฒนาสู่กิจกรรมออนกราวด์ต่างๆ อาทิ เวิร์กช็อป ทริปท่องเที่ยว การจัดสัมมนาปัจฉิมนิเทศ เป็นต้น 
 โอ-ลั้นลามาร์เก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอกย้ำให้เห็น “พลัง” ของผู้สูงวัย สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังช่วยปูทางการสร้าง “อาชีพที่สอง (Second Career)” หลังเกษียณ เพื่อพึ่งพิงตนเองได้ในอนาคต 

“โอ-ลั้นลามาร์เก็ต  ถูกออกแบบให้เป็น ‘มากกว่าตลาด’ คือ คอมมูนิตี้หรือชุมชนปล่อยพลังคนวัยซ่า มีสีสันและกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแสดงเอนเตอร์เทนเมนท์โดยผู้สูงวัย ทอล์กสร้างแรงบันดาลใจจากสูงวัยไอดอล เวิร์ก ชอปสุขภาพ เวิร์กชอปศิลปะด้านภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า”
 ทั้งนี้ จากการจัดโอ-ลั้นลา มาร์เก็ต ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2566 และได้รับการตอบรับที่ดี ในปี 2567 จึงดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้
• ครั้งที่ 2  ระหว่างวันศุกร์ที่ 5 – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง 
• ครั้งที่ 3  ระหว่างวันพฤหัสที่ 26 – วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  



เอ็ม ดิสทริค ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่ร่วมส่งเสริมและเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ 
โดยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงได้ทำงานต่อเนื่อง หรือพบอาชีพที่สอง นอกจากเป็นการเตรียมพร้อมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพื่อให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตัวเองมากที่สุด ยังเป็นการกระตุ้นเตือนการวางแผนการเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ

เอ็ม ดิสทริค ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ มีความยินดีสำหรับการเปิดพื้นที่สำหรับทุกๆกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคม และขอขอบคุณผู้จัดทำนิตยสารโอ-ลั้นลา และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เช่นกัน ที่นำกิจกรรม โอ-ลั้นลา มาร์เก็ต  ปล่อยพลังวัยคนซ่า ครั้งที่ 3 มาจัดที่เอ็มควอเทียร์ ระหว่างวันที่ 26-29 กันยายน นี้ โดยเอ็มควอเทียร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมดังกล่าวที่ทีมงานนิตยสารโอ-ลั้นลาจัดขึ้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคอมมูนิตี้สุขุมวิท ทั้งในกลุ่มคนไทยและ Expat ในประเทศ ตลอดจนนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้สนใจ 
 
#Highlightในงาน  O-lunla Market ปล่อยพลังคนวัยซ่า ครั้งที่ 2 
🎯 เชิญร่วมรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์  ปล่อยพลังคนวัยซ่า   กับ สูงวัยไอดอล  อาทิ
-  คุณอรุณศรี ฉ่ำเฉียวกุล จิตอาสาไลน์แดนซ์ ใช้การเต้นจุดพลังวัยซ่า 
- ดร. สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการแถวหน้าของไทย
- คุณฐิติรักษ์ รวีพงศ์ธราวุธ  เริ่มธุรกิจใหม่ เจปัง ไอติมย่างเนย ในวัย 58+

✅  ช้อปเพลิน เจริญพุง กับร้านค้าโดยพ่อค้าแม่ขายวัยใส วัย 55 +
✅ สมัครงานกับองค์กรสายตาไกลรับสูงวัยเข้าทำงาน
✅ ลีลาศ 
✅ การแสดง ดนตรี เต้น เล่น ร้อง จากวัยซ่ารุ่นใหญ่ไฟกะพริบ
✅  Exclusive Workshop สร้างอาชีพ สร้างสุขภาพ   
✅ บรรยายสุขภาพ  ฯลฯ

งานนี้  วัยซ่า และลูกหลาน   ต้องไม่พลาด !!!!!  ครั้งที่ 2 วันที่ 5–7 เมษายน 2567 ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง และ ครั้งที่ 3 วันที่ 26–29 กันยายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  
#กรมกิจการผู้สูงอายุ   #Olunlaclub   #OlunlaMarket   #ปล่อยพลังคนวัยซ่า  

🎯 สูงวัยไอดอล
“วัย” ไม่ใช่อุปสรรคในการเริ่มต้น สองท่านนี้คือตัวอย่าง ของสูงวัยไอดอล ที่เริ่มต้นอาชีพใหม่ในวัยใกล้เกษียณ

🟡 คุณฐิติรักษ์ รวีพงศ์ธราวุธ (ป้าอ้วน) ผู้ร่วมก่อตั้ง เจ-ปัง ไอติมย่างเนย วัย 65 ปี ในอดีตเคยทำธุรกิจเสื้อยืดแบรนด์ “เป่ายิ้งฉุบ” ด้วยเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงวางมือ และส่งมอบธุรกิจนี้ให้หลาน ในวัย 58 ปี ป้าอ้วนยังคงไม่หยุดนิ่ง และมองหาสิ่งใหม่ในชีวิตเพื่อให้สมองยังได้ทำงานและมีชีวิตชีวา ด้วยเป็นคนชอบรับประทานไอศกรีม เธอและน้องชายจึงไปลงคอร์สเรียนไอศกรีม ก่อนมาเปิดร้านที่ตลาดวังหลัง   ช่วงเวลานั้นเอง เกิดวิกฤตโควิด-19  ร้านไอศกรีมจึงได้รับผลกระทบทางด้านยอดขาย 
 ป้าอ้วน มองข้ามปัญหาด้านยอดขาย เดินหน้าผลิตไอศกรีมเพื่อมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานต่อสู้กับโควิด-19  ไอศกรีมของป้าอ้วนได้รับคำชื่นชมโดดเด่นที่รสชาติกลมกล่อม ไม่หวานมาก โดยใช้น้ำตาลอ้อยออร์แกนิก เมื่อหลานชายกลับมาจากต่างประเทศ ได้ร่วมเสนอไอเดียเพิ่มมูลค่าให้ไอศกรีม โดยนำขนมปังมาย่างกับเนยหอมๆ  ให้ความรู้สึกเหมือนวัยเด็กที่กินไอศกรีมคู่ขนมปัง ปรับชื่อร้านเป็น “เจ-ปัง” และใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่

 จากร้านสาขาแรกที่วังหลัง ปัจจุบัน เจ-ปัง ไอติมย่างเนยสูตรเฉพาะของครอบครัว ขยายสาขาสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 20 สาขา และน้อยคนนักอาจจะทราบว่า ร้านไอติมย่างเนยที่โด่งดังครองใจวัยรุ่น เกิดจากการเริ่มต้นและทำงานร่วมกันของคนสองรุ่น “ทำงานกับคนรุ่นใหม่ เราต้องเชื่อและมั่นใจในรุ่นเขา”  

🟡 คุณอนันต์  วิวัฒนผล (ลุงพล) ผู้ผลิตน้ำข้าวโพด Uncle Pol Shop วัย 65 ปี​ อดีตนักธุรกิจผลิตโคมไฟประหยัดพลังงานที่ประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจ สต๊อกสินค้าจมน้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ความเครียดสะสมได้ทำลายสุขภาพกายและใจ ร่างกายซูบผอมและตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกระดูกชนิดร้ายแรงเมื่อปี 2558  ทีมแพทย์แจ้งว่าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเพียง 3-6 เดือน คุณอนันต์ใช้เวลาช่วงนั้นทำความดีทุกวันเพื่อเตรียมพร้อมวาระสุดท้าย จิตใจที่ผ่อนคลายลงทำให้มีความสุขมากขึ้น และเปิดรับการรักษาตามคำแนะนำของหมอและการรักษาทางเลือกที่ตนเองอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม

การสู้กับมะเร็งดำเนินมาถึงขั้นที่ต้องยอมสูญเสียขาเพื่อรักษาชีวิต ลุงพลเตือนสติกับตัวเองไม่ให้จมจ่อมพ่ายแพ้กับโรคร้าย ทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตห่างไกลจากการเป็นผู้ป่วยติดเตียง จึงตัดสินใจลุกขึ้นฝึกขับรถด้วยเท้าซ้ายเพียงข้างเดียว เมื่อทำได้ ความมั่นใจและกำลังใจค่อยๆ ฟื้นคืน ระหว่างการฟื้นฟูร่างกายจากเคมีบำบัด ลุงพลได้รับรู้ข้อมูลประโยชน์ของน้ำข้าวโพดที่มีแอนติออกซิแดนท์สูง และเมื่อศึกษาเชิงลึกพบว่า “วัตถุดิบ” ที่ดีจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำข้าวโพดที่แตกต่างจากท้องตลาด นั่นคือเลือกใช้ข้าวโพดที่มีอายุไม่เกิน 65 วัน และตัดจากไร่ส่งมาถึงโรงผลิตไม่เกิน 12 ชั่วโมง ทำการคั้นพร้อมซาง เพราะจมูกเมล็ดข้าวโพดที่ติดอยู่กับซาง อุดมไปด้วยสารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์
 
ปัจจุบันลุงพลมีโรงงานผลิตน้ำข้าวโพดขนาดเล็กอยู่ที่จังหวัดราชบุรี โดยรับข้าวโพดสดมาจากอำเภอสวนผึ้ง  และนำน้ำข้าวโพดออกขายตามตลาดนัดและงานอีเวนต์ต่างๆ “กำลังใจ อาจหาได้จากคนรอบข้าง แต่ความเข้มแข็ง ต้องสร้างจากใจของเราเอง”

นางสาวศุภาญา ธนวัฒน์เสรี ผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารโอ-ลั้นลา  กล่าวว่าโอ-ลั้นลาเชื่อมั่นใน “พลังสร้างสรรค์” ของผู้สูงอายุ จึงได้จัดทำนิตยสารนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 เพื่อนำเรื่องราวของผู้สูงอายุที่เปี่ยมประสบการณ์ มองโลกเชิงบวก และกล้าทำสิ่งใหม่ในวัยใกล้เกษียณมานำเสนอทั้งในรูปแบบนิตยสารฟรีก็อปปี้ สื่อออนไลน์ และพัฒนาสู่กิจกรรมออนกราวด์ต่างๆ วอาทิ เวิร์กช็อป ทริปท่องเที่ยว การจัดสัมมนาปัจฉิมนิเทศ เป็นต้น  โอ-ลั้นลามาร์เก็ต เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตอกย้ำให้เห็น “พลัง” ของผู้สูงวัย สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และยังช่วยปูทางการสร้าง “อาชีพที่สอง (Second Career)” หลังเกษียณ เพื่อพึ่งพิงตนเองได้ในอนาคต 

“โอ-ลั้นลามาร์เก็ต  ถูกออกแบบให้เป็น ‘มากกว่าตลาด’ คือ คอมมูนิตี้หรือชุมชนปล่อยพลังคนวัยซ่า มีสีสันและกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการแสดงเอนเตอร์เทนเมนท์โดยผู้สูงวัย ทอล์กสร้างแรงบันดาลใจจากสูงวัยไอดอล เวิร์ก ชอปสุขภาพ เวิร์กชอปศิลปะด้านภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่า”

 ทั้งนี้ จากการจัดโอ-ลั้นลา มาร์เก็ต ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2566 และได้รับการตอบรับที่ดี ในปี 2567 จึงดำเนินการต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้

• ครั้งที่ 2  ระหว่างวันศุกร์ที่ 5 – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2567 ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง 

• ครั้งที่ 3  ระหว่างวันพฤหัสที่ 26 – วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  

เอ็ม ดิสทริค ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ เป็นอีกหนึ่งพันธมิตรที่ร่วมส่งเสริมและเตรียมพร้อมสังคมผู้สูงอายุ 

โดยสนับสนุนให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงได้ทำงานต่อเนื่อง หรือพบอาชีพที่สอง นอกจากเป็นการเตรียมพร้อมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพื่อให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตัวเองมากที่สุด ยังเป็นการกระตุ้นเตือนการวางแผนการเงินเพื่อใช้ยามเกษียณเอ็ม ดิสทริค ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ มีความยินดีสำหรับการเปิดพื้นที่สำหรับทุกๆกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้สังคม และขอขอบคุณผู้จัดทำนิตยสารโอ-ลั้นลา และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เช่นกัน ที่นำกิจกรรม โอ-ลั้นลา มาร์เก็ต  ปล่อยพลังวัยคนซ่า ครั้งที่ 3 มาจัดที่เอ็มควอเทียร์ ระหว่างวันที่ 26-29 กันยายน นี้ โดยเอ็มควอเทียร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมดังกล่าวที่ทีมงานนิตยสารโอ-ลั้นลาจัดขึ้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคอมมูนิตี้สุขุมวิท ทั้งในกลุ่มคนไทยและ Expat ในประเทศ ตลอดจนนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้สนใจ 

#Highlightในงาน  O-lunla Market ปล่อยพลังคนวัยซ่า        ครั้งที่ 2 

🎯 เชิญร่วมรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์  ปล่อยพลังคนวัยซ่า   กับ สูงวัยไอดอล  อาทิ

-  คุณอรุณศรี ฉ่ำเฉียวกุล จิตอาสาไลน์แดนซ์ ใช้การเต้นจุดพลังวัยซ่า 

- ดร. สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการแถวหน้าของไทย

- คุณฐิติรักษ์ รวีพงศ์ธราวุธ  เริ่มธุรกิจใหม่ เจปัง ไอติมย่างเนย ในวัย 58+

✅  ช้อปเพลิน เจริญพุง กับร้านค้าโดยพ่อค้าแม่ขายวัยใส วัย 55 +

✅ สมัครงานกับองค์กรสายตาไกลรับสูงวัยเข้าทำงาน

✅ ลีลาศ 

✅ การแสดง ดนตรี เต้น เล่น ร้อง จากวัยซ่ารุ่นใหญ่ไฟกะพริบ

✅  Exclusive Workshop สร้างอาชีพ สร้างสุขภาพ   

✅ บรรยายสุขภาพ  ฯลฯ

งานนี้  วัยซ่า และลูกหลาน   ต้องไม่พลาด !!!!!  ครั้งที่ 2 วันที่ 5–7 เมษายน 2567 ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง และ ครั้งที่ 3 วันที่ 26–29 กันยายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์  

#กรมกิจการผู้สูงอายุ   #Olunlaclub   #OlunlaMarket   #ปล่อยพลังคนวัยซ่า  

🎯 สูงวัยไอดอล “วัย” ไม่ใช่อุปสรรคในการเริ่มต้น สองท่านนี้คือตัวอย่าง ของสูงวัยไอดอล ที่เริ่มต้นอาชีพใหม่ในวัยใกล้เกษียณ

🟡 คุณฐิติรักษ์ รวีพงศ์ธราวุธ (ป้าอ้วน) ผู้ร่วมก่อตั้ง เจ-ปัง ไอติมย่างเนย วัย 65 ปี ในอดีตเคยทำธุรกิจเสื้อยืดแบรนด์ “เป่ายิ้งฉุบ” ด้วยเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงวางมือ และส่งมอบธุรกิจนี้ให้หลาน ในวัย 58 ปี ป้าอ้วนยังคงไม่หยุดนิ่ง และมองหาสิ่งใหม่ในชีวิตเพื่อให้สมองยังได้ทำงานและมีชีวิตชีวา ด้วยเป็นคนชอบรับประทานไอศกรีม เธอและน้องชายจึงไปลงคอร์สเรียนไอศกรีม ก่อนมาเปิดร้านที่ตลาดวังหลัง   ช่วงเวลานั้นเอง เกิดวิกฤตโควิด-19  ร้านไอศกรีมจึงได้รับผลกระทบทางด้านยอดขาย 

 ป้าอ้วน มองข้ามปัญหาด้านยอดขาย เดินหน้าผลิตไอศกรีมเพื่อมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานต่อสู้กับโควิด-19  ไอศกรีมของป้าอ้วนได้รับคำชื่นชมโดดเด่นที่รสชาติกลมกล่อม ไม่หวานมาก โดยใช้น้ำตาลอ้อยออร์แกนิก เมื่อหลานชายกลับมาจากต่างประเทศ ได้ร่วมเสนอไอเดียเพิ่มมูลค่าให้ไอศกรีม โดยนำขนมปังมาย่างกับเนยหอมๆ  ให้ความรู้สึกเหมือนวัยเด็กที่กินไอศกรีมคู่ขนมปัง ปรับชื่อร้านเป็น “เจ-ปัง” และใช้สื่อโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่

 จากร้านสาขาแรกที่วังหลัง ปัจจุบัน เจ-ปัง ไอติมย่างเนยสูตรเฉพาะของครอบครัว ขยายสาขาสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 20 สาขา และน้อยคนนักอาจจะทราบว่า ร้านไอติมย่างเนยที่โด่งดังครองใจวัยรุ่น เกิดจากการเริ่มต้นและทำงานร่วมกันของคนสองรุ่น “ทำงานกับคนรุ่นใหม่ เราต้องเชื่อและมั่นใจในรุ่นเขา”  

🟡 คุณอนันต์  วิวัฒนผล (ลุงพล) ผู้ผลิตน้ำข้าวโพด Uncle Pol Shop วัย 65 ปี​ อดีตนักธุรกิจผลิตโคมไฟประหยัดพลังงานที่ประสบปัญหาการดำเนินธุรกิจ สต๊อกสินค้าจมน้ำจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ความเครียดสะสมได้ทำลายสุขภาพกายและใจ ร่างกายซูบผอมและตรวจพบว่าเป็นมะเร็งกระดูกชนิดร้ายแรงเมื่อปี 2558  ทีมแพทย์แจ้งว่าสามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกเพียง 3-6 เดือน คุณอนันต์ใช้เวลาช่วงนั้นทำความดีทุกวันเพื่อเตรียมพร้อมวาระสุดท้าย จิตใจที่ผ่อนคลายลงทำให้มีความสุขมากขึ้น และเปิดรับการรักษาตามคำแนะนำของหมอและการรักษาทางเลือกที่ตนเองอ่านค้นคว้าเพิ่มเติม

การสู้กับมะเร็งดำเนินมาถึงขั้นที่ต้องยอมสูญเสียขาเพื่อรักษาชีวิต ลุงพลเตือนสติกับตัวเองไม่ให้จมจ่อมพ่ายแพ้กับโรคร้าย ทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตห่างไกลจากการเป็นผู้ป่วยติดเตียง จึงตัดสินใจลุกขึ้นฝึกขับรถด้วยเท้าซ้ายเพียงข้างเดียว เมื่อทำได้ ความมั่นใจและกำลังใจค่อยๆ ฟื้นคืน 

ระหว่างการฟื้นฟูร่างกายจากเคมีบำบัด ลุงพลได้รับรู้ข้อมูลประโยชน์ของน้ำข้าวโพดที่มีแอนติออกซิแดนท์สูง และเมื่อศึกษาเชิงลึกพบว่า “วัตถุดิบ” ที่ดีจะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำข้าวโพดที่แตกต่างจากท้องตลาด นั่นคือเลือกใช้ข้าวโพดที่มีอายุไม่เกิน 65 วัน และตัดจากไร่ส่งมาถึงโรงผลิตไม่เกิน 12 ชั่วโมง ทำการคั้นพร้อมซาง เพราะจมูกเมล็ดข้าวโพดที่ติดอยู่กับซาง อุดมไปด้วยสารอาหารที่เสริมสร้างเซลล์

ปัจจุบันลุงพลมีโรงงานผลิตน้ำข้าวโพดขนาดเล็กอยู่ที่จังหวัดราชบุรี โดยรับข้าวโพดสดมาจากอำเภอสวนผึ้ง  และนำน้ำข้าวโพดออกขายตามตลาดนัดและงานอีเวนต์ต่างๆ “กำลังใจ อาจหาได้จากคนรอบข้าง แต่ความเข้มแข็ง ต้องสร้างจากใจของเราเอง”

23 มกราคม 2566

บีอีซี เวิลด์ จับมือ I.E. Entertainment ลุยตลาดละครในต่างประเทศ

บีอีซี เวิลด์ ผู้นำด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ชั้นนำของประเทศไทย เปิดความร่วมมือครั้งสำคัญ รับปี 2566 ด้วยการจับมือกับ I.E. Entertainment Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทมีเดียครบวงจรเกี่ยวกับคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้งและการจัดจำหน่าย เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ละครของ ช่อง 3 และ BEC Studio ไปทั่วโลก

โดย I.E. Entertainment ประเดิมส่งออกละครช่อง 3 สู่ตลาดต่างประเทศ ได้ถึง 4 เรื่อง คือ “บุพเพสันนิวาส - Love Destiny” ให้กับแพลตฟอร์ม PTS ในไต้หวัน และอีก 3 เรื่องให้กับแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งชั้นนำอย่าง StarTimes เพื่อออกอากาศมากกว่า 20 ประเทศ ในทวีปแอฟริกา ได้แก่ “กรงกรรม – Repercussion”, “ตราบฟ้ามีตะวัน - My Forever Sunshine” และ “รตีลวง – LOVE and DECEPTION” โดยได้บรรลุข้อตกลงจากการร่วมงาน Asia TV Forum & Market (ATF) 2022 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการ สายธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้ว่า “บีอีซี เวิลด์ มีการเติบโตของรายได้จากตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยได้จำหน่ายลิขสิทธิ์ละครของช่อง 3 ไปแล้วมากกว่า 6,200  ชั่วโมง เพื่อออกอากาศในเอเชีย ลาตินอเมริกา และล่าสุดที่แอฟริกา โดยที่ผ่านมาผลการดำเนินงานในตลาดเพื่อนบ้านของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโตดีกว่าที่คาดหวังไว้มาก เราจึงหวังว่าจะได้เปิดตลาดในต่างประเทศใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป

โดยการร่วมมือครั้งนี้ ผมเชื่อว่าทาง I.E. Entertainment จะสามารถนำความเชี่ยวชาญ และเน็ตเวิร์กที่มี นำทางให้ละครของเราสามารถส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้นไปอีก และนอกจากการจำหน่ายลิขสิทธิ์โดย BEC World เองแล้ว ทาง I.E. Entertainment ยังเป็นตัวแทนที่สามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์นอกประเทศไทยเพียงรายเดียว ยกเว้นประเทศในกลุ่ม CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จะได้สิทธิ์การจำหน่ายลิขสิทธิ์แบบไม่ผูกขาด (Non-Exclusive) และนี่คืออีกก้าวหนึ่งที่จะทำให้สถานะของ บีอีซี เวิลด์ ในตลาดโลกแข็งแกร่งขึ้นในฐานะบริษัทชั้นนำทางธุรกิจบันเทิง”​


สำหรับ บริษัท I.E. Entertainment Pte. Ltd. ก่อตั้งโดย Indra Suharjono และ Erlina Suharjono สองพี่น้องผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในสายงานมีเดียเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีความช่ำชองในธุรกิจภาพยนตร์และคอนเทนต์มามากกว่า 30 ปี ซึ่งเคยทำสถิติในการจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครไทยของช่อง 3 ไปต่างประเทศมากกว่า 100 เรื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ในนาม JKN Global Media Group ได้กล่าวเสริมถึงการทำงานร่วมกันครั้งนี้ว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เพิ่มเติมคอนเทนต์คุณภาพสูงของ บีอีซี เวิลด์ ไว้ในพอร์ตโฟลิโอของ I.E. Entertainment ละครไทยจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายแพลตฟอร์มของต่างประเทศ โดยเทรนด์ความต้องการเสพละครไทยในปัจจุบันกำลังเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั่วทั้งตลาดเอเชีย และ I.E. Entertainment ยินดีที่ได้รับโอกาสเป็นด่านหน้าในการบุกไปตามเทรนด์โลกนี้”



นอกจากจะประสบความสำเร็จในการเปิดดีลแรกออกสู่ตลาดใหม่แล้ว I.E. Entertainment ยังเดินหน้าเจรจาจำหน่ายลิขสิทธิ์ละครใหม่ในปี 2566 อย่างต่อเนื่อง อาทิ “พรหมลิขิต - Love Destiny 2”, “หมอหลวง - Royal Doctor”, “มาตาลดา - To the Moon and Back”, “จนกว่าจะได้รักกัน - Love at First Night”,
“สืบลับหมอระบาด - Doctor Detective” และ “เกมรักทรยศ - The Betrayal” ทั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับ บีอีซี เวิลด์ แล้ว ยังช่วยทำให้ผู้ชมชาวต่างชาติได้ซึมซับทั้งด้านภาษา และวัฒนธรรมไทย ผ่านทางละครอีกด้วย