04 สิงหาคม 2568

แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านแพมบก อ.ปาย แหล่งท่องเที่ยวชุมชุนมาแรงยุคดิจิทัล

สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท. สำนักงานแม่ฮ่องสอน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สำนักงานประมงจังหวัดแม่ฮ่องสอน วิสาหกิจชุมชนการ ท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านแพมบก (สะพานบุญโข่กู้โส่) องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรม "เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเชิงเกษตร บ้านแพมบก" ชุมชนท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตเชิงเกษตร ที่สืบสานรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ผสมผสานวิถีชีวิตชุมชนและอาชีพเกษตรกรรมที่เข้มแข็งท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่สวยงามลงตัวและมีเสน่ห์ สร้างรายได้ให้ทุกครัวเรือนอย่างเป็นธรรม 


วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2564 เวลา 09.30 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มอบหมายให้นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยเชิงเกษตรบ้านแพมบก ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีนายพยุงศักดิ์ สิทธิลภ เกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนและกิจกรรมการท่องเที่ยวของชุมชน ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน สื่อมวลชนและนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์วิถีชีวิตท้องถิ่น

ภายในงานมีการแสดงทางวัฒนธรรมรำกิงกะหล่า รำโต จากเยาวชนโรงเรียนบ้านแพมบก ประกอบกับมี กิจกรรมสาธิตการทำของที่ระลึกแบบ DIT : DO IT YOUR SELT ได้แก่ การทำไม้กวาดปุ้มเป้ง การทำตา หลว เป็นเครืองรางป้องกันสิ่งไม่ดี และมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติการดำนาแบบโบราณการ การปล่อยกุ้งฝอยในแปลงนาข้าว การทำน้ำพริกคั่วทราย การทำข้าวส้ม อาหารท้องถิ่นแบบไทยใหญ่ และการนั่งรถมอเตอร์ไซด์พ่วงข้างแบบอินดี้ทัวร์ไปชมหมู่บ้านและเก็บผักปลอดภัยจากแปลงจริง ซึ่งได้รับความสนใจส่วนราชการระดับจังหวัดและระกับอำเภอ รวมไปถึงผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ตลอดจนชาวต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

หมู่บ้านแพมบก หมู่ 6 ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีจำนวน 80 ครัวเรือน ประชากร 288 คน (ณ ก.ค. 68)  ส่วนมากเป็นชาติพันธุ์ไทยใหญ่ 90% อีก 10% เป็นชาวปกาเกอะญอ และลาหู่ จีนยูนนาน นับถือศาสนาพุทธ 100 % ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตร เพราะปลูกและปศุสัตว์ ได้แก่ ข้าวโพด กระเทียม ผักสวนครัว นาข้าว และเลี้ยงสัตว์ 

หมู่บ้านแพมบก ชื่อหมู่บ้านมีที่มาจากคำว่า “แพม” มาจากชื่อลำน้ำแพมที่ไหลผ่านหมู่บ้าน ส่วนคำว่า “บก” เป็นภาษาไทยใหญ่ หมายถึง “หมก” มีความหมายว่า ป่าลึกหรือที่สูง ดังนั้น “บ้านแพมบก” จึงหมายถึง หมู่บ้านที่ซ่อนอยู่ในป่าลึกหรือที่สูงเขาและมีแม่น้ำไหลผ่าน 




ชุมชนแห่งนี้ มีต้นทุนทางสภาพภูมิประเทศรายล้อมด้วยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ มีภูเขามีป่า มีแม่น้ำ ลำธารน้ำ (ลำห้วยคาย ลำห้วยแพม) รวมทั้งทุนทางวัฒนธรรม และโดดเด่นด้วยความสามัคคี ความเข้มแข็ง มีผู้ใหญ่บ้านผู้นำท้องถิ่นเป็นแกนนำที่มีวิสัยทัศน์ มีแนวคิดในการพัฒนาและมองเห็นโอกาส ซึ่งได้หารือกับชาวบ้านและรวมกลุ่มกันทำการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนตนเองแบบร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดและร่วมรับประโยชน์ทุกครัวเรือน และมีหน่วยงานต่าง ๆ ได้เข้ามาร่วมให้การสนับสนุน และส่งเสริมต่อยอด จนมีนักท่องเที่ยวมาท่องเที่ยวปีละเกือบ 200,000 คน เป็นชาวต่างชาติ 90% สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และนำไปสนับสนุนด้านสาธารณะกุศลในชุมชนทั้งวัดและโรงเรียนอีกหลายแห่ง โดยจัดการขายหุ้น ๆ ละ 500 บาท ให้ทุกครัวเรือนมีการซื้อหุ้น 100 หุ้น เป็นเงิน 5,000 บาท ในสิ้นปี 2567 ที่ผ่านมาได้ปันผลรายได้เฉลี่ยให้ทุกครัวเรือน ครัวเรือนละ 15,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวและจำหน่ายของที่ระลึก อาหาร และเครื่องดื่ม บ้านแพมบกยังเป็นหมู่บ้านนำร่องด้านการจัดการขยะแบบธนาคารขยะให้กับอีก 11 หมู่บ้านในตำบลทุ่งยาวอีกด้วย โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว 

บ้านแพมบกได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาให้การสนับสนุนต่อยอดและพัฒนา ทั้งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานเกษตรจังหวัดแม่ฮ่องสอน สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งยาว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำป่า สำนักงานจัดการป่าไม้ที่ 1 สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวปาย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายหน่วยงาน จนได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการในจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็น “ต้นแบบชุมชนยลวิถี” ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ส่งเข้าประกวดระดับประเทศของกระทรวงวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2568 (อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการ) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการส่งเสริมชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เชิงเกษตรและธรรมชาติ สำหรับเสนอขายขยายตลาดต่อไปอย่างยั่งยืน 

แหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่น 

• สะพานโขกู้โส่ หมายถึง สะพานบุญ ขัวแตะที่ทอดผ่านทุ่งนาไปยังสำนักสงฆ์ ระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร 

• บ่อเลี้ยงปลา บ่อเลี้ยงปลาให้ทางโรงเรียนมาจำหน่ายอาหารปลานำรายได้พัฒนาโรงเรียน และเสริมอาหารกลางวันให้เยาวชน 

• เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่สวยงาม เดินง่ายไม่ไกล ชมธรรมชาติ พรรณไม้ สัตว์ป่า

.    แปลงพืชผักสวนเกษตรปลอดภัย 

แหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเส้นทางในชุมชน  

• น้ำตกแพมบกที่สวยงาม (อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย มีค่าธรรมเนียม) 

• จุดชมวิวดอยเมี่ยง  

• จุดชมวิวดอยธง ที่มองเห็นเมืองปายทั้งเมือง 

• หน่วยพิทักษ์ป่าไม้

• เจเจฟาร์ม

กิจกรรมการท่องเที่ยว 

• วัดแพมบก ศิลปะไทยใหญ่ 

• เดินบนสะพานขัวแตะ (สะพานโขกู้โส่) 

• ศาลาเจดีย์ 

• ชมทุ่งนาเขียวขจี (กรกฎาคม – พฤศจิกายน) 

• ชมทัศนียภาพรายล้อมของชุมชนที่เต็มไปด้วยป่าไม้ สายธาร และแปลงเกษตร 

• ยิงธนู 

• ยิงปืนจุกน้ำปลา 

• ดำนา (ก.ค. - ส.ค.) 

• เกี่ยวข้าว (พ.ย. - ธ.ค.)  

• นั่งเกวียน (วัวเทียมเกวียน) 

• เก็บผักและสมุนไพรมาทำอาหาร 

• ทำน้ำพริกคั่วทราย 

• ทัวร์อินดี้ นั่งมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง 

• ทำไม้กวาดปุ๋มเป้ง

• ทำโมบายที่ระลึก เช่น ตาแหลว


ประเพณี 

• ดับไฟเทียน 

• ต่างซอมต่อ 


การแสดงศิลปวัฒนธรรม 

• การแสดงรำนก รำโต (ศิลปะแบบไทยใหญ่) 

• การแสดงรำไต 


สิ่งอำนวยความสะดวก 

• ร้านกาแฟสด รสกลมกล่อม หอมละมุน 

• ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม 

• ร้านจำหน่ายสินค้าของที่ระลึก 

• ร้านค้าชุมชน

• ที่พักแบบโฮมลอดจ์ และโฮมสเตย์ 

• ห้องน้ำห้องสุขาที่สะอาดหลายจุด 


ของที่ระลึกของชุมชน  

• น้ำผึ้งป่า 

• ข้าวเกรียบรสชาติผลไม้ตามฤดูกาล 

• ผ้าทอมือไทยใหญ่ ปกาเกอะญอ และลีซู 

• กระเป๋า ย่าม 

• เครื่องจักสาน

• ค่าบำรุงชุมชนคนละ 50 บาท (ไม่รวมค่ากิจกรรมต่างๆ และมัคคุเทศก์ท้องถิ่น)  


ติดต่อได้ที่ 

• นายเศกสิทธิ์ ภีระตุ้ย ผู้ใหญ่บ้านแพมบก โทร. 06 3186 1966, 06 4136 9746

• นายเพ็ชร หมื่นบุญตัน ประธานท่องเที่ยวชุมชนบ้านแพมบก โทร. 09 3448 9337



ข้อมูลโดย หมวดต๊อบ ผอ. ททท. แม่ฮ่องสอน (ภาพ-ข่าว สามารถเผยแพร่ได้โดยไม่ติดลิขสิทธิ์ และได้รับความยินยอมจากบุคคลในภาพแล้ว)

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวรองเท้าผ้าใบสำหรับพนักงาน คอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” ภ

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเปิดตัวรองเท้าผ้าใบสำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า (Frontline Staff) คอลเลกชันพิเศษ “Bangkok Airways x PUMA” ภายใต้คอนเซปต์ “BE THE FIRST MOVE FOR BETTER TOGETHER” ตอกย้ำอัตลักษณ์เอเชียบูทีคแอร์ไลน์ สร้างพลังขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศด้านการบริการ


ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นางจันทร์ทิพย์ ทองกันยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนางสาวพรทิพย์ วนิชนพรัตน์ ผู้จัดการและผู้อำนวยการประจำภูมิภาค บริษัท พูม่าสปอร์ตส (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
นางสาวอมรรัตน์ คงสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย และรักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ที่สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จับมือกับ PUMA สปอร์ตแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ร่วมกันสร้างสรรค์รองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษสำหรับพนักงานบริการส่วนหน้า ภายใต้คอนเซปต์ “BE THE FIRST MOVE FOR BETTER TOGETHER” ซึ่งผสานไลฟ์สไตล์และฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าผ้าใบรุ่นยอดนิยม ‘ROMA’ ของ PUMA ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 30% การดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย ตอกย้ำอัตลักษณ์ ‘Asia’s Boutique Airline’ ที่มีความเป็นมิตร (Friendly) มีสไตล์ (Stylish) น่าเชื่อถือ (Reliable) และพร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปี่ยมด้วยความรื่นรมย์ (Enjoyment)”
นางจันทร์ทิพย์ ทองกันยา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สายการบินบางกอกแอร์เวย์สมุ่งมั่นพัฒนาการบริการ และให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์ในแบบเอเชียบูทีคแอร์ไลน์ ซึ่งการปรับโฉมยูนิฟอร์มด้วยการสวมรองเท้าผ้าใบในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนผ่านพนักงานบริการส่วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน ตลอดจนพนักงานสำรองที่นั่ง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังและแรงบันดาลใจในการส่งมอบบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้โดยสาร”


นางสาวพรทิพย์ วนิชนพรัตน์ ผู้จัดการและผู้อำนวยการประจำภูมิภาค บริษัท พูม่าสปอร์ตส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง PUMA และบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินชั้นนำระดับภูมิภาคในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบคอลเลกชันพิเศษ Bangkok Airways x PUMA เป็นครั้งแรกในประเทศไทยสำหรับพนักงานบริการส่วนหน้าเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพูม่าในการเป็นผู้นำนวัตกรรมรองเท้าที่ผสานดีไซน์ทันสมัยเข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างลงตัว เป็นการยกระดับประสบการณ์การสวมใส่ที่ก้าวล้ำในทุกการเดินทาง พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ยุคนี้ที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสีสัน”


การประกาศนโยบายของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่อนุญาตให้พนักงานบริการส่วนหน้าสามารถสวมใส่รองเท้าผ้าใบขณะปฏิบัติงานได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริการของอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย โดยคำนึงถึงสุขภาพและสวัสดิภาพของพนักงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างยั่งยืน

"คิทโด้" วิตามินเม็ดเคี้ยว 2 สูตร 2 รสชาติ

 "คิทโด้" วิตามินเม็ดเคี้ยว 2 สูตร 2 รสชาติ เติมเต็มประโยชน์เน้นๆ สำหรัลูกในช่วงเตรียมสอบพิเศษสุดคุ้ม! ซองละ 39 บาท ซื้อได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาใกล้บ้านคุณ


คิทโด้ (KITDO) วิตามินเม็ดเคี้ยวที่คุณพ่อคุณแม่เลือกสรรแล้วให้ลูกรัก เพราะคิทโด้เป็นวิตามินสูตรธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สารกันเสีย รสชาติหอมอร่อย ทานง่าย และอัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการสำหรับหนูๆ น้องๆ ในช่วงเตรียมสอบ และยังดีต่อสุขภาพทุกคนในครอบครัว กลับมาพร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ! พบกับ คิทโด้ วิตามินเม็ดเคี้ยว 2 สูตร 2 รสชาติ “คิทโด้ ไอมู อะเซโรลา ซี พลัส มัลติวิตามิน” สำหรับเสริมภูมิคุ้มกัน และ “คิทโด้ โปร ดีเอชเอ พลัส บิลเบอร์รี่” สำหรับบำรุงสมองและสายตา ในราคาเพียงซองละ 39 บาท (จากปกติ 49 บาท) พร้อมรับเพิ่มอีก 3 เม็ดในซองทันที (มูลค่า 12 บาท) รวมเป็น 15 เม็ด! พิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 38 บาท ตั้งแต่วันนี้ - 23 สิงหาคม 2568 ซื้อได้ที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขา

รายละเอียดผลิตภัณฑ์คิทโด้
“คิทโด้ ไอมู อะเซโรลา ซี พลัส มัลติวิตามิน” (KITDO IMU Acerola C Plus Mutivitamin) วิตามินเม็ดเคี้ยว รสส้ม ประกอบด้วย วิตามินซีจากธรรมชาติ อะเซโรลา เชอรี่ สกัด นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและไต ที่มีงานวิจัยรับรองว่าเป็นวิตามินซีที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว และคงอยู่ในร่างกายได้นานกว่าวิตามินซีสังเคราะห์ทั่วไป และไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ผสานกับ ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี, ซิงค์ และวิตามินรวม 13 ชนิด เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อหวัด ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิด ลดอาการภูมิแพ้ และป้องกันการขาดวิตามินต่างๆ ในร่างกาย เพิ่มความแข็งแรงโดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย


“คิทโด้ โปร ดีเอชเอ พลัส บิลเบอร์รี่” (KITDO Pro DHA plus Bilberry) วิตามินเม็ดเคี้ยว รสมิกซ์เบอร์รี่ ประกอบด้วย น้ำมันปลาทูน่าบริสุทธิ์ นำเข้าจากออสเตรเลียที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 (Omega 3) ได้แก่ ดีเอชเอ (DHA) ที่มีคุณสมบัติทำให้การเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างเซลล์สมองมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเซลล์สมองมีการเชื่อมต่อได้มากขึ้น ส่งผลให้การเรียนรู้เร็วขึ้นและความจำดีขึ้น ผสานกับ โคลีน ที่ช่วยเพิ่มสารสื่อนำประสาท พร้อมด้วย แอล-ไลซีน และ วิตามินบีรวม 7 ชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1, วิตามินบี 3, วิตามินบี 5, วิตามินบี 6, วิตามินบี 12, กรดโฟลิค และไบโอติน ผสานกับ สารสกัดจากบิลเบอร์รี่, เบอร์รี่รวม 6 ชนิด และวิตามินเอ เพื่อการดูแลสมองและสายตา เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทและสมอง ความจำและการเรียนรู้ บำรุงสายตา เพิ่มการมองเห็น ลดอาการตาแห้ง ลดความอ่อนล้าจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน เหมาะสำหรับน้องๆ และทุกคนที่ใช้สายตาจ้องมือถือ iPad คอมพิวเตอร์บ่อยๆ ต้องลองสูตรนี้

วิธีรับประทาน แนะนำให้รับประทานคิทโด้ เคี้ยวสูตรละ 1-3 เม็ดต่อวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับปริมาณสารอาหารและวิตามินครบถ้วนในแต่ละวัน การดูแลสุขภาพของเด็กตั้งแต่ยังเล็กเป็นรากฐานสำคัญมาก เพราะยิ่งดูแลดีเท่าไหร่ เด็กก็จะมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ฉลาด และเติบโตอย่างมีพัฒนาการที่ดีสมวัย

คิทโด้ วิตามินเม็ดเคี้ยว ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน มีการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีสารอาหารสำคัญ ทานง่าย หอมกลิ่นผลไม้ ไม่เติมน้ำตาลซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ฟันผุ และไม่ใส่สารกันเสีย ทำให้มั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ “คิทโด้” ทั้ง 2 สูตร 2 รสชาติ ได้ที่เว็บไซต์ www.bshine.co.th/kitdo/, FB : https://www.facebook.com/kitdoclub และ Line : @Kitdo

02 สิงหาคม 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน”





เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “สตรีไทยพร้อมใจ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานอย่างยั่งยืน” จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 93 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 47 พรรษา ในวันที่ 3 มิถุนายน 2568





โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กราบบังคมทูลรายงานการจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568  และนางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กราบบังคมทูลวัตถุประสงค์การจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 และกราบบังคมทูลเบิกผู้ทำคุณประโยชน์ และสตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมทั้งนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายวราวุธ กล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภาคีเครือข่าย และองค์กรสมาชิกสตรีจากทั่วประเทศ รู้สึกซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานวันตรีไทย ประจำปีพุทธศักราช 2568 ในวันนี้

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชวโรกาส กราบบังคมทูลความเป็นมาของวันสตรีไทย กล่าวคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาต ให้วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสตรีไทย ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2546 เป็นต้นมา และพระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ดอกกล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์ เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันสตรีไทย ตลอดจนทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับหน้าที่ของสตรีไทยไว้ 4 ประการ คือ ประการที่ 1 พึงทำหน้าที่ของแม่ให้สมบูรณ์ ประการที่ 2 พึงทำหน้าที่ของแม่บ้านให้ดี ประการที่ 3 พึงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นสตรีไทย และประการที่ 4 พึงฝึกฝนตนเอง  



สำหรับงานวันสตรีไทย ประจำปี 2568 มีการจัดนิทรรศการสำคัญให้เยี่ยมชม ได้แก่ 1) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 3) นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า ฯพระบรมราชินี 4) นิทรรศการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 5) ผลิตภัณฑ์ 904 และร้านโกลเด้นเพลส  6) นิทรรศการมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 7) นิทรรศการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

01 สิงหาคม 2568

กิจกรรม "ทำความดีบูชาคุณพระพุทธเจ้าและแทนคุณแผ่นดิน"

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5(หน้าศาลากลางจังหวัดสกลนคร) จังหวัดสกลนคร นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานจัดกิจกรรม  "ทำความดีบูชาคุณพระพุทธเจ้าและแทนคุณแผ่นดิน" ดังนี้

-มอบโลงศพและผ้าขาวห่อศพให้กับคนยากจน  คนตกทุกข์ได้ยากหรือศพไม่มีญาติ จำนวน 351 โลง  

-พิธีทักษิณานุปทาน อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้บริจาคโลงศพและผู้ที่มาร่วมงานได้อุทิศส่วนกุศลให้ 

-โดยมีพระราชวชิรโสภณ(วิ) (หลวงปู่หลอ นาถกโร) เจ้าอาวาสวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เป็นประธานสงฆ์  



รายนามวัด/องค์กรที่รับบริจาคโลงศพและผ้าห่อศพ สำหรับคนยากจน 
คนตกทุกข์ได้ยากหรือศพไม่มีญาติ ดังนี้

1.โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร จำนวน 50 โลง

2. วัดโนนสว่าง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี จำนวน 50 โลง

3.วัดป่าคำสว่าง  จังหวัดนครพนม จำนวน 30 โลง

4.วัดป่าโยธาพิทักษาราม จังหวัดนครพนม จำนวน 30 โลง

5.วัดจันทรังษี อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 30 โลง

6.วัดท่าแร่ (ศาสนาคริสต์) บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 โลง(โลงไม้กางเขน)

7.มูลนิธิรัตนกตัญญู ต.ขมิ้น อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร  จำนวน 30โลง

8.สมาคมกู้ภัยมิตรภาพร่วมใจ จังหวัดสกลนคร จำนวน 30 โลง

9.สมาคมกู้ภัยพิทักษ์สกลนคน จำนวน 30 โลง

แจกสิ่งของให้กับคนพิการ คนยากจน จำนวน 100 ชุดประกอบด้วย

• ข้าวสาร ถุงละ 5 กิโลกรัม คนละ 1 ถุง

• ยาพาราเซตามอลแก้ปวดลดไข้

• ยาสระผมสมุนไพรออแกนิค

• สบู่สมุนไพรออแกนิค



เงินสงเคราะห์สำหรับสามล้อถีบ 

ตัดผมฟรี

แจกอาหาร น้ำดื่ม สำหรับคนยากจน คนทุกข์ยากมีความลำบาก คนที่มีความเดือดร้อน คนหาเช้ากินค่ำ

SACIT พาสื่อมวลชนสัมผัสเสน่ห์งานหัตถกรรมจาก “กก” จันทบุรี เสริมความยั่งยืนให้ชุมชน

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จัดกิจกรรมพิเศษพาสื่อมวลชนร่วมทริปเรียนรู้เส้นทางหัตถศิลป์และท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดจันทบุรี ตลอดทั้งวันคณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์จาก “กก” ชื่อดังของท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “สืบสานสู่สานต่อหัตถศิลป์ถิ่นสีสันของชุมชน” KOK Community ต้นน้ำ สู่ปลายน้ำ จันทบุรี




โดยคณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมเยียนกลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม หมู่ 10 ชมกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมจาก นางจุไรรัตน์ สรรพสุข ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2558 ประเภทเครื่องจักสาน พร้อมพาคณะลงพื้นที่ต้นน้ำ บริเวณปลูกกกวัตถุดิบสำคัญของงานหัตถกรรมสร้างสรรค์อันเลื่องชื่อของ จังหวัดจันทบุรี
ชมกรรมวิธีการสร้างสรรค์งานหัตถกรรม การย้อมสีกกจาก นางมะลิ เพชรกุล ประธานกลุ่มประเภทเครื่องจักสาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีความทันสมัย รองรับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบัน ตลอดจนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากเสื่อกกหลากหลายรูปแบบ ชมผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จาก นายอิสระ ชูภักดี ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ (New Young Craft) ปี 2567 เจ้าของแบรนด์ “กอกก” (KORKOK) พร้อมร่วมกิจกรรมเวิร์คชอป ชมการสาธิตงานฝีมือจากครูศิลป์และคนรุ่นใหม่

ดร.พิณทิพย์ วัชโรทัย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมศักยภาพ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) SACIT กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่เพียงต้องการให้สื่อมวลชนได้เห็นความงามของผลิตภัณฑ์ จาก “กก” ของจังหวัดจันทบุรี แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ กระตุ้นให้เกิดการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ และช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หัตถกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”



นอกจากเรียนรู้ภูมิปัญญาดั้งเดิมผลิตภัณฑ์จาก “กก” คณะสื่อมวลชนยังได้สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อาทิสวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนฯ และชุมชนริมแม่น้ำจันทบุรีที่สะท้อนวิถีชีวิตผู้คนกับธรรมชาติ สร้างมุมมองใหม่ให้กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสานกับงานศิลป์ไทยอย่างลงตัว




3 ยักษ์ใหญ่ขนส่ง SCGJWD , Flash Express & ไปรษณีย์ไทย ผนึกจุดแข็งส่ง Fuze Post บุกตลาด Cold Chain

บริษัทขนส่งโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ SCGJWD ผนึกแนวร่วม Flash Express และไปรษณีย์ไทย ผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่าง ก่อตั้ง Fuze Post ให้บริการ Cold Chain Logistics แบบส่งด่วนครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมระบบขนส่งที่เปี่ยมประสิทธิภาพ  เปิดโลกขนส่งสินค้าเย็นและสินค้าแช่แข็งให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงและขยายตลาดสร้างฐานลูกค้าเพิ่ม  ตอกย้ำกลยุทธ ส่งเย็น ส่งเร็ว ส่งฟิ้วซ์  พร้อมก้าวสู่ผู้นำการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วไทยและอาเซียนต่อไป   

คุณบดินท ตัณฑไพบูลย์ Managing Director บริษัท Fuze Post จำกัด กล่าวถึงที่มาของ Fuze Post ว่า “Fuze Post  เป็นบริษัทร่วมทุนที่ผนึกแนวร่วมบริษัทพันธมิตรด้านขนส่ง 3 รายใหญ่ของไทย ได้แก่  SCGJWD  ที่เป็นผู้ชำนาญด้านคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิและโลจิสติกส์ครบวงจร  ร่วมด้วยไปรษณีย์ไทยที่มีโครงข่ายทั่วไทย และจำนวน Drop off ครอบคลุมเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ  และ Flash Express ที่เป็นผู้ชำนาญด้าน อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีด้านการขนส่ง  โดยเป็นการรวมจุดเด่นและความชำนาญทั้งสามด้านเข้าด้วยกันสู่บริการของ Fuze Post  ที่มุ่งมั่นในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้วยบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารแปรรูป สินค้าทะเล สินค้าแช่เย็น สินค้าแช่แข็ง และสินค้าอื่น ๆอีกมากมาย ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑลและทุกภูมิภาคทั่วไทย ด้วยทีมงานและระบบการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าปลายทางจะได้รับสินค้าที่สดใหม่เสมอ”  

คุณเกรียงศักดิ์  ธนาศิรนนท์ ผู้บริหาร บริษัท Fuze post จำกัด กล่าวเสริมเรื่องบริการของ Fuze Post ว่า “เราให้บริการเรื่องขนส่งเย็นตั้งแต่เริ่มต้นไปจนจบกระบวนการ  ด้วยทีมงานไปรษณีย์ในพื้นที่ช่วยสนับสนุนเรื่องรถจัดส่งไปยังสถานประกอบการ และจุดรับสินค้า นอกจากนี้ยังมีทีมงานหลังบ้านที่ช่วยติดตามเรื่องการขนส่งในแต่ละวันให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่รวดเร็วและยังคงสภาพสดใหม่  สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องข้อมูล เรามีการรวบรวมข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดาต้าเบส ที่เป็นระบบหลังบ้านเชื่อมโยงการจัดส่งข้อมูลของลูกค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง  ปัจจุบัน Cold Chain Logistics เข้ามายกระดับทำให้ผู้ประกอบการสามารถเปิดตลาดได้ทั่วไทย  และยังช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน            

คุณคมสันต์ ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด  ผู้นำด้านธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ระดับมืออาชีพ ให้บริการครบวงจร ครอบคลุมทั่วไทย และเซาท์ อีส เอเชีย กล่าวถึงความท้าทายของตลาด Cold Chain Logistics ว่า "ตลาด Cold Chain เป็นตลาดที่ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารสด อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง และอาหารอื่น ๆ ส่งผลให้ตลาด Cold Chain ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ที่สำคัญตลาดอีคอมเมิร์ซปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังมีสินค้าแช่เย็นที่กำลังมาแรงได้รับความนิยม และเป็นตลาดใหม่ที่น่าจับตา และท้าทายให้ผู้สนใจก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาด สำหรับ Flash Express ด้วยความที่เราเป็นผู้ให้บริการ  อีคอมเมิร์ซครบวงจรที่มีบริษัทในเครือหลากหลายธุรกิจเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงได้ร่วมมือกับ SCG JWD และไปรษณีย์ไทย พัฒนาระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิในประเทศไทยให้เติบโตต่อไป โดยการนำเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เรามี เข้ามาขับเคลื่อนในธุรกิจ Cold Chain เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน”    

อีกหนึ่งหน่วยงานพันธมิตร SCGJWD  คุณชวนินทร์  บัณฑิตกฤษดา  CO-CEO SCGJWD  ย้ำจุดเด่นธุรกิจส่งเย็นของ Fuze Post ว่า  “ธุรกิจ Cold Chain เราทำครบวงจรตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง แตกต่างจากธุรกิจขนส่งเย็นทั่วไปที่ทำเฉพาะขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เรามีศักยภาพในการขยายบริการทั้งเรื่องการนำเข้าและส่งออกสินค้าไปในประเทศต่าง ๆในภูมิภาค  ด้วยประสบการณ์ในวงการโลจิสติกส์กว่า 46 ปี ที่เรามีความชำนาญและมีฐานลูกค้าในตลาด B2B ด้านขนส่งเย็นเป็นจำนวนมาก  ผนวกกับไปรษณีย์ไทยและ Flash Express ที่มีประสบการณ์ในตลาด B2C  การผนึกความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเสริมศักยภาพเรื่องการขนส่งให้ Fuze Post เจาะกลุ่มลูกค้าได้ครอบคลุมทั้ง B2B และ B2C”  

ด้านคุณนเรศ  ไชยวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานระบบไปรษณีย์และปฏิบัติการนครหลวง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พูดถึงจุดแข็งของไปรษณีย์ไทยที่มาสู่บริการของ Fuze Post ว่า “ไปรษณีย์ไทยมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ เราจึงใช้โครงข่ายมาเป็นจุดแข็งในการให้บริการ Cold Chain   โดยมีการปรับ 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกคือกระบวนการเรื่องของการรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่าย ให้สอดคล้องกับบริการขนส่งเย็น   สองเรื่องการวางแผนเรื่องเส้นทางการขนส่ง จุดรับส่ง การขนส่งระหว่างจุดต่อจุด ให้ใช้ระยะทางที่สั้นที่สุด และมีความรวดเร็วมากที่สุด และข้อสามเรื่องบรรจุภัณฑ์ โดยนำแพคเกจจิ้งที่เหมาะสมที่สุดเพื่อช่วยรักษาสินค้าภายในให้เหมาะสมกับการขนส่งเย็น เรามองว่า Fuze Post เป็นโอกาสที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำเพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานด้านส่งเย็นได้อย่างทั่วถึง” 

ล่าสุด Fuze Post ร่วมออกบูธเพื่อแนะนำบริการขนส่งเย็นในงาน Smart SME EXPO 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 สิงหาคม 2568 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยนำบริการขนส่งเย็นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เจาะโอกาสทางธุรกิจขยายตลาดลูกค้าได้กว้างไกลยิ่งขึ้น พร้อมยังให้คำปรึกษาในเรื่องโซลูชั่นส์การขนส่งตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้ามาลงทะเบียนที่ Fuze Post  บูธ B22  กับแคมเปญส่วนลดและบริการพิเศษมากมาย  

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2055-6787