24 สิงหาคม 2562

สำนักงาน กสทช. จัดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชน

เพื่อสร้างเสริมศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนระดับอำเภอด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ครั้งที่ 1 จังหวัดอุดรธานี
สำนักงาน กสทช. โดยสำนักรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (รท.) จัดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนระดับอำเภอด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนกลาง ณ ห้องฟ้าหลวง 5 โรงแรมนภาลัย อำเภอเมืองอุดรธานี



โดยได้รับเกียรติจาก นายวันชัย จันทร์พร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดการจัดกิจกรรมฯ และ นายชุติเดช บุญโกสุมภ์ ผู้อำนวยการสำนัก รท. ร่วมงานบรรยายในหัวข้อ “บริบทกิจการโทรคมนาคมไทยและการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ในยุคไทยแลนด์ 4.0” ให้แก่ผู้นำเครือข่ายระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนกลาง รวม 11 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มุกดาหาร เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี จำนวนกว่า 300 คน

สำหรับการจัดกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจในประเด็นใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการ
ใช้บริการโทรคมนาคม รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้นำเครือข่ายภาคประชาชนให้มีความเข้าใจ
ในสิทธิของผู้บริโภคอย่างถูกต้อง เพื่อจะนำความรู้ที่ได้รับในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ไปเผยแพร่ให้กับสมาชิกในพื้นที่และชุมชนของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สสว. – สถาบันอาหาร แถลงความสำเร็จ

สร้างเครือข่าย SME ยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ยั่งยืน


สสว. ผนึกสถาบันอาหาร โชว์ผลงานส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ไทย ภายในงาน “มหกรรมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูปสู่โลกอุตสาหกรรม” พบกับ SME ทั้งกลุ่มอาหารเครื่องดื่มและกลุ่มผลผลิตทางการเกษตรจากทั่วประเทศ กว่า 60 บูธ จากโครงการยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายสับปะรดและเครือข่ายกระเทียม ภายใต้โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2562 ส่งผลให้เกิดการต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมตั้งเป้ายกระดับผู้ประกอบการ กระตุ้นให้เกิดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
            นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า สสว. ได้ร่วมกับสถาบันอาหาร ดำเนินโครงการยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม OTOP 3-5 ดาว โดยเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งหลังการดำเนินโครงการเสร็จสิ้น พบว่า มีผู้ประกอบการจำนวน 500 ราย ทั่วประเทศให้ความสนใจและเข้าร่วมการอบรม และมีผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 52 รายที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ




ตั้งแต่การสำรวจความคิดเห็นแบบกลุ่มย่อย (Focus group) ระดมความคิด สร้างความรู้ความเข้าใจในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์สินค้าอาหารและเครื่องดื่มในท้องถิ่นให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด กระทั่งได้ 52 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสินค้าต้นแบบ
อาทิ หลนเค็มบักนัดไก่ จ.อุบลราชธานี, มะขามผงชงพร้อมดื่ม จ.เลย, เนื้อทุบรสแซ่บ จ.มุกดาหาร,ไส้อั่วสมุนไพรผสมบุกรสหม่าล่า จ.เชียงใหม่, ขิงแผ่นอบกรอบ จ.เพชรบูรณ์,ปลาอินทรีย์ทรงเครื่อง บรรจุในถุง Retort Pouch จ.นนทบุรี, พัฟมะม่วง จ.ราชบุรี, ซุปปลาผง จ.ปัตตานี, น้ำแกงส้มพร้อมบริโภค จ.ประจวบคีรีขันธ์
โดยจะมี 5 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิจารณาเพื่อคัดเลือกเป็นสุดยอดสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มประจำท้องถิ่น (Product champion) ซึ่งทั้ง 5 ผลิตภัณฑ์จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งผลกระทบแบบทวีคูณ (Multiple Effect) กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าหรือบริการมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนเกิดการขยายตัว
โครงการยกระดับผู้ประกอบการฯ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น เรื่องดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการเก็บรักษา เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และสามารถเข้าสู่ตลาดสากลได้ คาดว่าจะสามารถ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 25 ล้านบาทต่อปี และสสว หวังให้ผู้ประกอบการ
ได้นําองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนี้ไปดําเนินการต่อ เพื่อสร้างความยั่งยืนในแง่ของการสร้างรายได้ให้กับชุมชนต่อไป” ผอ.สสว.กล่าว




           นายสุวรรณชัย กล่าวอีกว่า สำหรับ โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ปี 2562 ในกลุ่มเครือข่ายสับปะรด และกลุ่มเครือข่ายกระเทียม เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ สสว. ได้ร่วมมือกับสถาบันอาหารคัดเลือกผู้ประสานงานเครือข่าย (Cluster Development Agent : CDA) จำนวน 17 ราย การรวมกลุ่มเครือข่าย 5 กลุ่ม แบ่งเป็นสับปะรด 4 เครือข่าย และกระเทียม 1 เครือข่าย ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับความรู้และประสบการณ์ในหลายด้าน ทั้งการยกระดับ มาตรฐานการผลิต การนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้และยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของตนเองได้เป็นอย่างดี




           นางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต่อว่า โครงการสนับสนุน เครือข่าย SME ปี 2562 ในกลุ่มเครือข่ายสับปะรด และกลุ่มเครือข่ายกระเทียม ซึ่งสถาบันอาหารได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ มีความคืบหน้าด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรูปธรรมได้ 5 ผลิตภัณฑ์จาก 5 เครือข่าย ทั้งยังเกิดการเชื่อมโยงกันของผู้ประกอบการในเครือข่าย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ให้เกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ได้แก่ กลุ่มเครือข่ายสับปะรดสามบุรี (จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดกาญจนบุรี) พัฒนาไอศกรีมไวน์สับปะรด กลุ่มเครือข่ายสับปะรดสยามโกลด์ (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) พัฒนาสับปะรดแช่เยือกแข็ง กลุ่มเครือข่ายสับปะรดสินสมุทร (จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด) พัฒนาสับปะรดอบน้ำผึ้ง กลุ่มเครือข่ายสับปะรดภาคเหนือ (จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดพิษณุโลก) พัฒนาสับปะรดผงสำหรับหมักเนื้อ และกลุ่มเครือข่ายผู้ปลูกกระเทียมจังหวัดเชียงใหม่ พัฒนากระเทียมผง



ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมจัดให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ณ เมืองมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 คาดว่ามียอดการ สั่งซื้อประมาณ 30 ล้านบาท
       นายสุวรรณชัย กล่าวต่อว่า จะเห็นได้ว่า จาก 2 โครงการที่ สสว.ทำงานร่วมกับสถาบันอาหาร มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกิดขึ้น ไม่น้อยกว่า 100 ผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ จึงเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนาธุรกิจโดยการสนับสนุน ด้านการสร้างกลุ่มเครือข่าย และ สร้าง Product Champion ด้วยการพัฒนาคุณภาพกระบวนการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในปัจจุบันและเป็นการวางรากฐานการพัฒนาสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้มีการกระจายทั้งประเทศอย่างทั่วถึง
และเพื่อเป็นการต่อยอดการพัฒนาผู้ประกอบการให้เกิดความยั่งยืน สสว. สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้จัดพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) เพื่อการพัฒนายกระดับสินค้าชุมชน และสร้าง Product Champion กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม
“ความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ การส่งเสริม และ สนับสนุนทางด้านวิชาการ การฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการถ่ายทอด เทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์วัตถุดิบทางการเกษตร เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในรูปแบบเพิ่มมูลค่าให้กับ สินค้าเกษตร และการอนุรักษ์ หรือรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่จากงานวิจัย โดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นนำมายกระดับพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ส่งผลกระทบแบบทวีคูณ (Multiple Effect) กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าหรือบริการมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจในชุมชนเกิดการขยายตัวและยั่งยืน” นายสุวรรณชัย กล่าวในที่สุด
           สำหรับผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจากทั้งสองโครงการ ได้นำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน “มหกรรม
งานแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูปสู่โลกอุตสาหกรรม”
รวมทั้งผลิตภัณฑ์ ดีสินค้าเด่นในกลุ่มเครือข่าย
ทั่วประเทศ ตั้งแต่ วันที่
20-26 สิงหาคม 2562 เวลา 10.00 -21.00 น.ณ ลานกิจกรรมลิฟท์แก้ว ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า ติดตามรายละเอียดผ่านทาง
www.sme.go.th หรือ application  SME CONNEXT




22 สิงหาคม 2562

เพลินยามบ่าย..ไปกับชุดน้ำชาขนมไหว้พระจันทร์


โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต โรงแรมอย่างเป็นทางการเพียงแห่งเดียวของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขอเชิญคุณมาเพลิดเพลินยามบ่าย ด้วยชุดน้ำชาขนมไหว้พระจันทร์ “Mooncake High Tea” ดื่มด่ำไปกับชุดชาคุณภาพจาก TWG และขนมไหว้พระจันทร์ที่มีให้เลือกถึง 8 รสชาติที่เราตั้งใจคัดสรรมาเป็นอย่างดี ได้แก่ ทุเรียน เม็ดบัว, งาดำ, คัสตาร์ดครีม, แก้วมังกร, ชาเขียว, ช็อกโกแลตมิ้นต์อัลมอนต์ และมะพร้าวใบเตย

โดยภายในเซ็ต สามารถเลือกขนมไหว้พระจันทร์ได้ถึง 3 ชิ้น 3 รสชาติ ทานคู่กับชาร้อนๆ ระดับพรีเมี่ยมจาก TWG กับสี่รสชาติที่เราอยากแนะนำ อาทิ Silver Moon Tea, Chocolate Tea, Orange Blossom Oolong และ 1837 Black Tea ชุดน้ำชาขนมไหว้พระจันทร์ “Mooncake High Tea” พร้อมให้บริการตลอดช่วงบ่ายที่เลอ กูร์เม่ต์ ตั้งแต่เวลา 11.30 – 17.00 น. ระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 15 กันยายน 2562 ในราคาชุดละ 388 บาท สุทธิ


21 สิงหาคม 2562

งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทคและจักรปักสัญจร ครั้งที่ 5 จังหวัด เชียงใหม่


คุณมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์เซอร์
จับมือร่วมกับ สมาคมธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และหอการค้าจังหวัด เชียงใหม่ จัดงานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค
และจักรปักสัญจร ครั้งที่ 5 จังหวัด เชียงใหม่ เป็นการนำผู้ประกอบการ บริษัท ชั้นนำจากทาง กรุงเทพฯ ไปจัดแสดงสินค้าแบบยิ่งใหญ่ โดยมี 4 กลุ่มอุตสาหกรรม หลักมารวมตัวกัน ได้แก่งาน

1. ด้านงานพิมพ์ เป็นงานด้านธุรกิจด้านงานพิมพ์ อาทิ เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท, เครื่องพิมพ์ดิจิตอล, เครื่องพิมพ์มัลติฟังค์ชั่น, เครื่องถ่ายเอกสารสี ธุรกิจบริการงานป้ายโฆษณา อุปกรณ์ก่อน-หลังการพิมพ์ เป็นต้น

2. ด้านแอลอีดี เป็นงานธุรกิจด้านหลอดไฟแอลอีดี อาทิ ตู้ไฟ, ป้ายกล่องไฟสำเร็จรูป, เมนูบอร์ด, กรอบป้ายกระจายแสง, งานตกแต่ง และวัสดุอุปกรณ์ป้ายไฟ เป็นต้น

3. ด้านจักรปัก พิมพ์สกรีน และสิ่งทอ เป็นธุรกิจของ กลุ่มเครื่องจักรสำหรับเสื้อผ้าสิ่งทอ อาทิ จักรปัก, พิมพ์สกรีน, เครื่องพิมพ์สกรีน, เครื่องทรานเฟอร์, สีสกรีน และอุปกรณ์งานปัก เป็นต้น

4. ด้านงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ เป็นธุรกิจงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ อาทิ งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์, เครื่องพิมพ์บนกล่อง, เครื่องพิมพ์ฉลากสินค้า, เลเบล, เครื่องพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ และสินค้าพรีเมี่ยม เป็นต้น
ทั้งนี้ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมสัมมนา ความรู้ และWorkshop จากบริษัทชั้นนำที่จะนำ 

1. สมาคมธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ภาคเหนือ จัดกิจกรรม เสวนาในหัวข้อ “บรรจุภัณฑ์ยุค 4.0 โตได้ยังไง
” โดยกูรูที่ให้ความรู้คือ คุณธนพันธ์ ศิริโยธิพันธ์ ท่านนายกสมาคมธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ภาคเหนือ
จากโรงพิมพ์ นันทพันธ์

2. “การสอนประกอบตู้ไฟสำเร็จรูป คอมโพสิต และการสอน Neonflex” จากบริษัท ติวานนท์ ปริ้นท์เซ็นเตอร์ จำกัด โดยวิทยากร คุณเพชร ทิมทอง และคุณอุดม คอมประสิทธิ์

3. “เทคโนโลยีอิงค์เจ็ทยูวี ดีจริงเหรอ” จากบริษัท ซุปเปอร์ริเออร์ อิงค์เจ็ท จำกัด โดยวิทยากร คุณพงศกร บุญใส

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ พร้อมของรางวัลอีกมากมาย รวมไปถึงโปรโมชั่นพิเศษสุดจากผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในครั้งนี้

โดยทั้งหมดนี้จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 7 – 8 กันยายน 2562
ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว ฮอลล์ 1-3
ตั้งแต่ เวลา 09.00-17.00 น.

20 สิงหาคม 2562

กองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม จัดงาน “The S-curve Exponential Showcase 2562

งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตรเพื่อเพิ่มองค์ความรู้ด้าน Branding และการใช้ Social Media เพื่อการสร้างแบรนด์ 


กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.)กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางการตลาด SMEs และผู้ให้บริการไอทีด้วย Social Media ประจำปี 2562 ขึ้น ภายใต้ชื่อหลักสูตร “The S-curve Digital Branding” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำให้กับผู้ประกอบการในการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์ และ Social Media เพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้น่าสนใจและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น บัดนี้ทางโครงการได้จัดการอบรมและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโครงการสำเร็จลงไปแล้วอย่างสมบูรณ์ จึงได้จัดงาน
“The S-curve Exponential Showcase 2562 งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตร”
หลักสูตร Digital Branding สำหรับ SMEs และ Startup โดยได้รับเกียรติจาก นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธาน ในพิธีมอบรางวัล ณ.Thailand Creative Design Center (TCDC) ถนนเจริญกรุง


นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
 ​นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้วยระบบเทคโนโลยีดิจิทัล ตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน SMEs เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางการตลาด SMEs และผู้ให้บริการไอทีด้วย Social Media ประจำปี 2562 ขึ้นระหว่างเดือน มีนาคม - สิงหาคม ภายใต้ชื่อหลักสูตร “The S-curve Digital Branding”  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำให้กับผู้ประกอบการในการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อออนไลน์และ Social Media เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดให้น่าสนใจและน่าจดจำ
มากยิ่งขึ้น ซึ่งได้ทำให้เกิด Success Case ในการประยุกต์ใช้ Social Media ในธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาดขึ้นมาแล้วนั้น ซึ่งบัดนี้โครงการได้จัดการอบรมและดำเนินกิจกรรมต่างๆ สำเร็จลงอย่างสมบูรณ์ โดยมีผลผลิตตามรายละเอียดกิจกรรมดังนี้คือ

1. การจัดอบรมด้าน Digital Branding ให้กับผู้ประกอบการ SMEs และ ผู้ให้บริการไอที
จำนวน 3 รุ่น รวมทั้งหมด 90 ราย ได้แก่


1.1 "The S-curve Startup" หลักสูตร Digital Branding สำหรับผู้ให้บริการไอที Startup
จำนวน 1 รุ่น 20 ราย
1.2 “The S-curve SMEs" หลักสูตร Digital Branding Bootcamp สำหรับ SMEs
จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 35 ราย รวมเป็น 70 ราย


​ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ได้เข้าร่วมอบรมรุ่นละ 6 ครั้ง จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ
ในวงการการตลาดและการสร้างแบรนด์ พร้อมกับได้รับคำปรึกษาแนะนำเชิงลึกจากวิทยากรประจำ

โครงการ และมีโอกาสร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด

2. การออก Roadshow เพื่อประชาสัมพันธ์และแสดงศักยภาพของผู้ให้บริการไอที
และสตาร์ทอัพ

ผู้ให้บริการไอทีและสตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม ได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม Road Show ในที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ ได้มีการออกบูธในงาน Smart SME Expo ซึ่งมีผู้ร่วมชมบูธมากกว่า 300 คน และภูมิภาค ในงานสัมมนา Digital Branding 5G ซึ่งทางโครงการได้จัดขึ้นร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และธนาคารกสิกรไทย ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมดรวมกันมากกว่า 600 คน



​โดยผลลัพธ์ในการดำเนินการสร้างองค์ความรู้ด้าน Branding และการใช้ Social Media เพื่อการสร้างแบรนด์ ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถพัฒนาแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น สามารถขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีการประยุกต์ใช้ Social Media เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการตลาด ให้เกิดยอดขายและลดต้นทุนไม่น้อยกว่า 10% และผู้ประกอบการ SMEs ร้อยละ 67.14 ที่เข้าร่วมโครงการฯ มีพัฒนาการสื่อสารแบรนด์ผ่าน Social Media โดยสามารถเพิ่มยอดขายเดือนรวมกว่า 37 ล้านบาท 
และคาดการณ์ยอดขายเพิ่มขึ้นต่อปีเป็นเงินกว่า 445 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จึงได้จัดงาน “The S-curve Exponential Showcase 2562 
งานสัมมนาสรุปโครงการและมอบเกียรติบัตร” หลักสูตร Digital Branding สำหรับ SMEs และ Startup โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ความสำเร็จของผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมโครงการณ รวมถึงมอบเกียรติบัตรเพื่อเป็นการแสดงความยินดี พร้อมเปิดให้กับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจได้เข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวันพุธที่ 21 สิงหาคม 2562 เวลา 9:00 น. - 16:00 น. ณ Thailand Creative Design Center (TCDC) ถนนเจริญกรุง


โดยภายในงานประกอบด้วย การแถลงผลการจัดอบรมและกิจกรรมของโครงการฯ และพิธีมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ส่วนในภาคบ่ายเป็นการบรรยาย โดยวิทยากร คุณเตฌิณ โสมคำ ในหัวข้อ "Branding Exponential SME" พร้อมการเสวนา Success Story จากตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอันเกิดจากการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้จากโครงการนี้อย่างประสบความสำเร็จ



กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้มีส่วนในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs (Strong SMEs) และสร้างให้เกิดผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (New Warriors)
ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม นายเดชา จาตุธนานันท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
กล่าวปิดท้าย



GIT คัด 8 สุดยอดฝีมือแบบวาดผลงานออกแบบเครื่องประดับ

ร่วมเฟ้นหาสุดยอดช่างเจียระไน เสริมแกร่งศักยภาพสู่ตลาดสากล

กรุงเทพฯ 19 สิงหาคม ๒๕๖๒ : สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การ มหาชน) หรือGITจัดงานตัดสินรอบคัดเลือกแบบวาดเครื่องประดับ ในโครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับ ครั้งที่ 13  (GIT’s World Jewelry Design Awards 2019) พร้อมตัดสิน ผลการประกวดพลอยเจียระไน ชิงเงินรางวัล มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท หรือ 35,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศเพื่อพัฒนาศักยภาพและขีดสามารถของนักออกแบบและช่างเจียระไนพลอยรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับตอบ โจทย์ความต้องการผู้ประกอบการในปัจจุบัน





นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบัน เผยว่า โครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13 ภายใต้หัวข้อ  "Blue by Day, Green By Evening, Red by Night” เน้นการออกแบบ เครื่องประดับที่มีอัญมณีสีแดง สีน้ำเงิน และ  สีเขียว เป็นองค์ประกอบหลัก
ในชิ้นงาน อีกทั้งยังได้จัดการ ประกวดพลอยเจียระไน สำหรับช่างเจียระไนพลอยในจังหวัดจันทบุรี และช่างเจียระไนจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเจียระไนรวมถึงช่างเจียระไนได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือให้เข้าสู่วงการ มาตรฐานระดับโลกชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท หรือ 35,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ


โดยครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดออกแบบเครื่องประดับจำนวนมากถึง 660 ผลงาน จากทั่วโลก เป็นผลงานจากนักออกแบบชาวไทยจำนวน 557 ผลงาน และต่างชาติ 103 ผลงาน โดยมาจาก 14 ประเทศ 
ทั่วโลก

สำหรับการตัดสินแบบวาดในรอบนี้ สถาบันได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ร่วมใน การตัดสิน ได้แก่ นางสุพัตรา ศรีสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและที่ปรึกษาสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณี และเครื่องประดับแห่งชาติ นางสิริพร ภาณุพงศ์ อดีตอัครรราชทูต ณ กรุงเวียนนา รองประธานกรรมการ สำนักกฎหมาย Royal Law หม่อมหลวงคฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ ผศ.ดร.วีรวัฒน์ สิริเวศมาส รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และนายสุริยนต์ ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท บิวตี้เจมส์ จำกัด





กรรมการได้ทำการคัดเลือก 30 ผลงานออกแบบ โดยจะพิจารณาแบบวาดเครื่องประดับที่ใช้ ซึ่งแบ่ง เป็น 2 ประเภท ได้แก่พลอยทับทิม หรือพลอยไพลิน หรือพลอยเนื้ออ่อนในเฉดสีที่ใกล้เคียง 15 ผลงาน และ ประเภทพลอยสีเขียว โดยคัดเลือกแบบวาดเครื่องประดับที่ใช้พลอยเพอริโด หรือพลอยเฉดสีใกล้เคียง จำนวน 15 ผลงาน ในท้ายสุดจะคัดเลือก ประเภทละ 4 ชิ้นงาน ที่ได้คะแนนสูงสุดของแต่ละประเภท รวมเป็น 8 ชิ้นงาน ไปผลิตเป็นเครื่องประดับจริง เพื่อตัดสินรอบชิงชนะเลิศในวันศุกร์ที่ 27 กันยายน 2562



โดยมีรายชื่อดังนี้
ผลงานการประกวดประเภทพลอยสีแดง และ น้ำเงิน
1.นางสาว อาทิตยา ผลสุข  ชื่อผลงาน Blue Deco
2.นางสาว Wansa Phaerakkakit  ชื่อผลงาน The Blue Macaw
3.นาย จิรวัฒน์ สมเสนาะ ชื่อผลงาน . The power of gems
4.นาย Sippakorn Oudkom ชื่อผลงาน Rose in the Night

ผลงานการประกวดประเภทพลอยสีเขียว
1 นาย ชาญชัย ดวงระหว้า  ชื่อผลงาน Bamboo
2 นางสาว ปวันรัตน์ ปัญจไชย ชื่อผลงาน Grass in Evening
3 นาย อำพล แตระพรพาณิชย์ ชื่อผลงาน Salika
4. Ms. Reyhaneh Ettehad ชื่อผลงาน . Green Calm

ผู้สำรอง
นางสาว กนกพร พัฒนเลิศพันธ์ ชื่อผลงาน The elegance of Thai Silk

นอกจากนี้ สถาบันได้เปิดโอกาสให้ผู้ผ่านรอบคัดเลือกแบบวาดทั้ง 30 ผลงาน ร่วมแข่งประกวดชิง รางวัล Popular Design Award 2019 

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโหวตได้ ผ่านเว็บไซต์ www.gitwjda.com
โดยเจ้าของ แบบวาดที่ได้รับคะแนนโหวตมากที่สุดจะได้เงินรางวัล 1,000 USD หรือประมาณ 30,000 บาท และผู้ร่วมสนุก โหวตก็มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลเครื่องประดับพลอยแท้อีกด้วย


สำหรับการประกวดพลอยเจียระไน แบ่งการประกวดออกแบบ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ รางวัล ประเภทช่างเจียระไนจันทบุรี และ ช่างเจียระไนพลอยทั่วไป โดยการประกวดครั้งนี้มีพลอยเจียระไนเข้าร่วม ประกวดทั้งสิ้น 82  เม็ด  แบ่งเป็นประเภทช่างเจียระไนจันทบุรี  22 เม็ด และช่างเจียระไนทั่วไปทั้งชาวไทยและ ต่างชาติ รวม 60 เม็ด ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.สุรินทร์ อินทรยศ  ตำแหน่ง คณะบดีคณะอัญมณี มหาวิทยาลัย บูรพา วิทยาเขคจันบุรี
นายเผด็จ ภู่อากาศ ตำแหน่ง ครูฝึกฝีมือแรงงาน สำนักงานพัฒนาฝึกฝีมือแรงงาน จันทบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการ เจียระไนพลอย และ นายทนง ลีลาวัฒนสุข รองผู้อำนวยการเทคนิค สถาบันวิจัย และพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นกรรมการตัดสิน 
โดยประกาศผลผู้ชนะเลิศในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ผู้ที่ได้รับรางวัในแต่ละประเภท ดังนี้


ประเภทช่างเจียระไนจันทบุรี
รางวัลชนะเลิศ มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ
พร้อมโล่เกียรติยศ 
ได้แก่ นาย อำนาจ ทองดา ชื่อผลงาน แดง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 2,500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ  ได้แก่ นาย ธีรศักดิ์ ทองดา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ   ได้แก่ นายวิสุทธิ์ ไขสรี
ประเภทช่างเจียระไนทั่วไป
รางวัลชนะเลิศ มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ
พร้อมโล่เกียรติยศ
ได้แก่ นางสาว กัลยา สิรินิมิตกุล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 2,500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ
ได้แก่ นาง ถวิล ตูนา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 1 รางวัล เงินรางวัลมูลค่า 2,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ
ได้แก่ นาย นิวัฒน์ ศรีสุรินทร์

สถาบัน กำหนดจัดพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดออกแบบเครื่องประดับ และประกวดพลอย เจียระไน พร้อมด้วยนิทรรศการแสดง ผลงานของ ผู้เข้าประกวด ในวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ภายในงานแสดง สินค้า “เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2019” ณ จังหวัดจันทบุรี เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การประกวดครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบ และ ช่างเจียระไนพลอย สู่อุตสาหกรรม อัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีไทยให้ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการ ผลิตอัญมณีและเครื่องประดับอย่าง ครบวงจร”
-นางดวงกมล เจียมบุตร กล่าวปิดท้าย



สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
ฝ่ายฝึกอบรม โทร 02 634 4999 ต่อ 301 - 313

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท อะเมริ–เอเชีย เมด จำกัด ร่วมลงนามข้อตกลงสนับสนุนทุนวิจัย



วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2562 เวลา 16.45 น. ห้องประชุมยาใจ ณ สงขลา ชั้น 25
อาคารหอพัก
และพัฒนาคณาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Mr.Sergei Mileidievich Millian บริษัท อะเมริ – เอเชีย เมด จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงสนับสนุนทุนวิจัย ระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ บริษัท อะเมริ – เอเชีย เมด จำกัด โดยมี รศ.พญ.บุรณี กาญจนถวัลย์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย ศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ หัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา และ คณาจารย์ คณะแพทยศาสตร์
จุฬาลงกรณ์ เข้าร่วมพิธี

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงสนับสนุนทุนวิจัย ข้อตกลงสนับสนุนทุนวิจัยเนื่องจาก บริษัท อะเมริ- เอเชีย เมด จำกัด  มีความสนใจเรื่องการรักษามะเร็งและมีแผนที่จะสร้างโรงพยาบาลรักษามะเร็ง ที่ทันสมัยในประเทศไทย จึงเห็นว่าการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนคนไทยและประชากรโลก โดยการวิจัยจากสมุนไพรไทย โดยทั้งสองฝ่ายมีความประสงค์ที่จะร่วมมือสนับสนุนทุนวิจัยร่วมกัน

ณ ห้องประชุมยาใจ ณ สงขลา ชั้น 25
อาคารหอพัก
และพัฒนาคณาจารย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย