05 มีนาคม 2563

รพ.ศิริราชจับมือเลิฟอิสเอ็นฯ และลิโด้ คอนเน็คท์ จัดกิจกรรมเรียนรู้ช่วยฟื้นคืนชีพพื้นฐาน

โครงการ CSR “ปั๊มเถอะ..พี่ขอ!”
ได้ อุ๋ย บุดดาเบลส แต่งเพลงแร็พให้เข้าจังหวะกับการทำ CPR

ในปัจจุบันสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจเฉลี่ยปีละ 54,000 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็ง และอุบัติเหตุ ดังนั้นการได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างถูกต้อง และทันท่วงที จะทำให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บมีโอกาสรอดชีวิตและกลับคืนมาใช้ชีวิตเป็นปกติได้
ผศ.พญ.บุศรา ศิริวันสาณฑ์ รองหัวหน้าภาควิชาวิสัญญีวิทยา ฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จึงเป็นที่มาของโครงการ“ปั๊มเถอะ..พี่ขอ!” โดยการใช้เสียงเพลงร่วมกับการอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพื่อให้ผู้คนจดจำและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จึงได้มีการพูดคุยกับ จี๊บ – เทพอาจ กวินอนันต์ Chief Executive Officer ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเลิฟอิสเอ็นเตอร์เทนเม้นท์และลิโด้ คอนเน็คท์ ซึ่งเล็งเห็นว่า ลิโด้เป็นพื้นที่สำหรับโอกาสที่จะใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ในการใช้ประโยชน์ที่ให้คุณค่ากับสังคม ประกอบกับเลิฟอิสเป็นกลุ่มบริษัทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ด้านดนตรี จึงได้ส่งนโยบายให้ ไก่ - สุธี แสงเสรี ประธานผู้บริหารฝ่ายสร้างสรรค์ ลิโด้ คอนเน็คท์ ซึ่งได้นำโจทย์ตรงนี้ไปให้ อุ๋ย บุดดาเบลส ผู้ดูแลค่ายเพลง พร้อมบวก ในสังกัดเลิฟอิสเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ สร้างสรรค์เพลงที่มีจังหวะแร็พ 


โดยนำศิลปิน นายนะ ทศกัณฐ์ จากค่ายตนเอง (พร้อมบวก) มาร่วมร้องและแร็พในครั้งนี้ด้วย กับเพลง “ปาม ปั๊ม ปาม” PUMP ความพิเศษในเพลงนี้คือจะมีจังหวะในท่อนเพลงสอดคล้องกับจังหวะที่ใช้
ในการปั้มหัวใจเพื่อที่ให้ผู้ฟังได้จดจำและได้นำไปใช้ประโยชน์ช่วยเหลือผู้อื่นได้ในภาวะฉุกเฉิน และ
ที่สำคัญเป็นกิจกรรมฟรี! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตารางรายละเอียดวันเวลาที่จะเปิดให้ฝึกเรียนรู้ในการทำCPR

สามารถเข้าไปลงทะเบียนใน website: www.lidoconnect.com
เริ่มโครงการตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป จัดอบรมเดือนละ 1 ครั้ง ในทุกวันเสาร์ของต้นเดือน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกทำ CPR เพื่อที่ทุกคนจะได้มีโอกาสได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

04 มีนาคม 2563

แผ่นมาสก์หน้า “BANOBAGI” ยืนหนึ่งยอดขายสูงสุด

คว้ารางวัลใหญ่จากเวที Watsons HWB Awards 2020
“BANOBAGI” มาสก์คุณหมอแบรนด์ดังจากเกาหลี คว้ารางวัลสุดยอดสินค้าขายดี จากเวทีใหญ่ Watsons HWB Awards 2020 เผยเตรียมออกมาสก์พรีเมี่ยม 4 สูตรใหม่ มั่นใจปีนี้โกยยอดขาย
3 ล้านชิ้น ดันรายได้แตะ 150 ล้านบาท

นางสาวยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามจากประเทศเกาหลีหลากหลายแบรนด์ อาทิ BANOBAGI, SKINDOM, ME-IN, SCINIC เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ แผ่นมาสก์หน้า “BANOBAGI” (บาโนบากิ) ได้รับสุดยอดรางวัลใหญ่แห่งปีจากเวที "Health Wellness and Beauty Awards 2020" ซึ่งจัดโดย วัตสัน ประเทศไทย เพื่อมอบรางวัลให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคในช่วงปีที่ผ่านมา โดยรางวัลที่ BANOBAGI ได้รับคือ “รางวัล

สุดยอดสินค้าขายดี” หรือ Best Selling Jelly Facial Mask (BANOBAGI Vita Genic Jelly Mask) ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวในกลุ่มแผ่นมาสก์หน้าที่ได้รับรางวัลนี้ จากแผ่นมาสก์หน้ากว่า 300 รายการในหมวดหมู่เดียวกันที่จำหน่ายในร้านวัตสันและวัตสันออนไลน์ นับเป็นการการันตีและตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ BANOBAGI ได้เป็นอย่างดี ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียงปีเศษเท่านั้น
“ภายหลังจากที่บริษัทร่วมมือกับ โรงพยาบาลบาโนบากิ (โรงพยาบาลศัลยกรรมและความงามอันดับ 1ของเกาหลี ที่โด่งดังจากรายการ Let Me In Korea) ในการเป็น Exclusive Distributor แต่เพียงผู้เดียวในการจำหน่ายแผ่นมาสก์หน้า “BANOBAGI Jelly Mask” ในไทยทั้ง 7 สูตร ได้แก่ Whitening ให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ, Relaxing ลดการระคายเคืองจากมลภาวะ, Hydrating เติมน้ำให้ผิวแบบเร่งด่วน, Lifting ลดริ้วรอย กระชับผิว, Brightening ให้ผิวกระจ่างใส มีออร่า, Acne ช่วยดูแลปัญหาสิว และสูตร Sleepless ช่วยกู้ผิวโทรมจากการนอนน้อย ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ผลลัพธ์ผิวที่ดีขึ้น ทำให้เกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดขายจากทุกช่องทาง ทั้งในร้านวัตสัน, วัตสันออนไลน์, Lazada, Shopee และ Konvy ได้มากถึง 2 ล้านชิ้น สร้างยอดขายได้ถึง 80 ล้านบาท”
นางสาวยศพร กล่าวต่อว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวมาสก์ระดับพรีเมี่ยม อีก 4 สูตร ที่สามารถลดขั้นตอนการใช้สกินแคร์ที่ยุ่งยากไว้ในมาสก์หน้าเพียงแผ่นเดียว การันตีผลลัพธ์โดยทีมแพทย์จาก รพ.บาโนบากิ ที่คิดค้นและพัฒนาสูตรมาเพื่อตอบโจทย์ผิวของคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งคาดว่าจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการพัฒนา BANOBAGI Jelly Mask 7 สูตรเดิมที่ขายดีอยู่แล้ว จะสามารถสร้างยอดขายในปี 2563 ได้มากถึง 3 ล้านชิ้น โดยในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 90% และมียอดขายรวม 150 ล้านบาท
ด้าน คุณหมอบันแจยง (Dr. Ban Jae Yong) ซีอีโอ บาโนบากิ คอสเมติก (เกาหลี) กล่าวเสริมว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์มาสก์หน้า BANOBAGI Jelly Mask ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทยและทั่วโลก การันตีคุณภาพด้วยยอดขายกว่า 30 ล้านชิ้นทั่วโลก และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าของ BANOBAGI ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ด้วยดีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราจึงได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มจำนวนวิตามินผิวจาก 40,000 ppm เป็น 50,000 ppm ในแผ่นมาสก์หน้าทุกสูตร เพื่อให้การบำรุงผิวล้ำลึกมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มจำหน่ายในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน


ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ระหว่าง 
หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและโครงการคืนคุณแผ่นดิน” วันพุธที่ 4 มีนาคม 2563 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและโครงการคืนคุณแผ่นดิน “ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน”

( 4/3/63) ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พล.อ.พีรพงษ์ เมืองบุญชู ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และ คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ร่วม“ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน โดยมีพลโท สุชาติ สุทธิพล รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ฝ่ายบริหาร พลโท สัณทัศน์ นันทิภาคย์หิรัญ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ฝ่ายพัฒนา พลโท กิตติพงศ์ กาญจนาคม เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พลโท สำราญ ไชยริปู รองหัวหน้าสำนักงานผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พลตรี ธนินททร์ พู่ทองคำ รองเสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ฝ่ายบริหาร พลตรี นนธวัฒน์ ภักดิพงศ์พิชญะ รองเสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ฝ่ายพัฒนา พลตรี ชีวธันย์ ปิยะศาสตร์ธนา คณะกรรมการโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน นทพ. คุณรัชตพล กัตัญญูกานต์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาธุรกิจ SME สมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสาน คุณวินัย พรรณสุชล คณะกรรมการสมาคมฯ คุณสมภพ พจน์พริ้ง คณะกรรมการสมาคมฯ คุณศรัณย์ วิทยาบัณฑิต คณะกรรมการสมาคมฯ คุณอติชาติ เลาหพิบูลย์กุล คณะกรรมการสมาคมฯ คุณส่งศักดิ์ ฉัตรชูสกุล ที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน คุณอัครพงศ์ กุลเดชนิธิพัฒน์ ที่ปรึกษาโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและประชาชน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
ตามที่ทางหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย มีวัตถุประสงค์พัฒนา คน ชุมชน พื้นที่ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน มีความสมบูรณ์แบบองค์รวมและเกื้อกูลต่อการป้องกันประเทศ ซึ่งโครงการคืนคุณแผ่นดินมีวัตถุประสงค์ช่วยเหลือพัฒนาชุมชนให้อยู่ดี กินดี ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง มีความสามัคคี โดยทั้งสองหน่วยงานขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เดียวกันที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง และเพื่อให้การดำเนินการความร่วมมือเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และ โครงการคืนคุณแผ่นดิน จึงได้ทำพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืนระหว่าง หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและโครงการคืนคุณแผ่นดิน
คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน กล่าวว่า โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน จะประสบความสำเร็จได้แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน ทุกคนต้องอยู่อย่างยั่งยืนได้ โดยมีการสำรวจ 5 มิติ
1. อาคารบ้านเรือน ลักษณะของพื้นที่ พื้นที่เป็นแบบไหน พื้นที่มีภูเขา มีลำน้ำ มีห้วย มีคลอง สำรวจทุกตารางเมตร ใช้ทั้งแผนที่ดาวเทียม ใช้โดรน ใช้คนเดิน และมาประมวลผลกัน จะรู้ว่าพื้นที่ไหน ชุมชนไหนคนอยู่มากคนอยู่น้อย พื้นที่ขยะของเสียอยู่ตรงไหน แม้แต่ต้นไม้กี่ต้นเราก็รู้
2. ประชากรและสิ่งมีชีวิต ประชากรทุกคนเราต้องรู้ว่ามี ผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน เด็กกี่คนผู้ป่วยกี่คน ผู้สูงวัยกี่คน และคนที่มีปัญหากี่คน สิ่งมีชีวิตจะได้รู้ว่าจำนวนทั้งหมดมีเท่าไหร่ ในปริมาณที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นๆ เพื่อจะได้ส่งเสริม
3. อาชีพ พฤติกรรม วัฒนธรรม คนส่วนใหญ่มีอาชีพอะไร ทำนา เกษตรกร ข้าราชการ หรืออาชีพอื่นๆ และเขามีพฤติกรรมยังไง บางคนเขาอาจจะมีพฤติกรรม ขยันขันแข็ง เขาอาจจะมีพฤติกรรมที่ดี บางที่อาจจะมีพฤติกรรมที่ไม่ดีเท่าไหร่ เราก็ต้องดูว่าพฤติกรรมเขาเป็นยังไง ว่าคนในหมู่บ้านนั้นเป็นคนนิสัยยังไง และก็วัฒนธรรมของเขาเป็นแบบไหน เขาอาจจะมีวัฒนธรรมที่ดีงาม
4. จำนวน สิ่งปลูกสร้าง และอาคาร สำรวจว่ามีบ้านกี่หลัง โรงเรือน ยุ้งฉาง อาคารสำรวจทั้งหมด
5. รายได้ เขาเท่าไหร่ เขามีผลผลิตอะไรบ้าง ในพื้นที่นั้นๆ
สำหรับ “โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน” การพัฒนา 5 มิติ ประกอบด้วย
1. เศรษฐกิจ รายได้เพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริหารทรัพยากรภายในให้สมบูรณ์ และให้เกิดมูลค่าเป็นเศรษฐกิจให้ได้ การพัฒนาแบบองค์รวม
2. สุขภาพ มีแอพพลิเคชั่น "มีหมอเป็นเพื่อน มีเพื่อนเป็นหมอ" ซึ่งเชื่อว่าประชาชน 70% ในประเทศไทย ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลก็สามารถหายได้
3. สังคม เรียนรู้ประเพณีอาชีพ วัฒนธรรมของชุมชน ทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันเกิดเป็นการ พัฒนาในหมู่บ้านอย่างยั่งยืน
4. สร้างสรรค์ ให้ชาวบ้านทุกคนทำของเล็กๆน้อยๆหรือผลิตเป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นจากชาวบ้านโดยตรง ซึ่งเราอาจใช้ เทคโนโลยีในมือถือ ท่านอาจจะดูมือถือว่าสิ่งนี้ทำอย่างไรบ้าง นี่เป็นสิ่งต่างๆที่สามารถคิด และทำได้เอง
5. การศึกษา การศึกษามี 2 แบบ
5.1 การศึกษาปกติทั่วไป มีตั้งแต่ปฐมวัย จนถึงปริญญา
5.2 การศึกษาของภาคประชาชน ยกตัวอย่างอยากศึกษาเรื่องปุ๋ยหมัก ศึกษาเรื่องนวัตกรรม การเก็บเกี่ยว ศึกษาเกี่ยวกับการแปรรูปขยะให้มีมูลค่า

ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทางโครงการใช้เทคโนโลยีมาเป็นการประมวลผล ชาวบ้าน ประชาชน สามารถติดต่อซื้อขายกันได้ ยกตัวอย่าง เรื่องสหกิจชุมชน ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ต้องนำสินค้าราคาถูกจากโรงงานมาจำหน่าย ชาวบ้านสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นราคาโรงงาน ลดรายจ่าย แล้วเพิ่มรายได้

1. เพิ่มรายได้เศรษฐกิจ
2. สุขภาพ ต้องการให้คนเข้าถึงหมอ เข้าถึงการรักษา โดยใช้เงินน้อยที่สุด แล้วหมอได้ดูแลอย่างใกล้ชิดมากที่สุด นี่คือสิ่งที่เราจะทำเป็นการเบื้องต้น
"วันนี้เราอยู่ผืนแผ่นดินนี้ เราเป็นคนไทย ต่อให้ใครไม่เห็นสิ่งที่เราทำ ว่ามันเป็นคุณงามความดีเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่จงจำว่าฟ้าเบื้องบนเห็น สิ่งศักดิ์สิทธ์เห็น สิ่งที่อยู่เหนือตัวเราที่เรามองไม่เห็นท่านอาจจะเห็นได้ ดังนั้นแล้วหากเราเป็นบุคคลที่ดี เป็นคนที่คิดดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เราต้องทำในสิ่งที่ดี ผมไม่ขออะไรพวกท่าน ขออย่างเดียวขอให้ความร่วมมือกับสิ่งที่เราทำ ทุกอย่างจะประสบความสำเร็จ
นอกจากนี้ คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน กล่าวถึงสหกิจชุมชน ทุกคนเป็นเจ้าของว่า จุดเด่นของสหกิจชุมชนคือเรื่องเศรษฐกิจ ต้องมองภาพรวมในเรื่องของเศรษฐกิจ จะเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายได้อย่างไร หรือบางคนที่ไม่ได้มีรายได้เพิ่ม จะช่วยเขาลดรายจ่ายได้อย่างไร ตรงนี้สำคัญ
ลดรายจ่ายเกี่ยวกับการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น อาหารหรือสิ่งต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำอย่างไรให้ประชาชนซื้อสินค้าในราคาโรงงานได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือสามารถส่งสินค้าโดยตรงให้ได้เลย
เพิ่มรายได้ คือคนในชุมชนสามารถขนส่งได้ เช่น หากมีใครต้องการซื้อสินค้าสามารถสั่งกับทางเราได้ และคนในชุมชนสามารถขนส่งเพื่อหารายได้เพิ่มได้ เชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย และเราให้บริการในเบื้องต้น ตั้งแต่ ฝึก อบรม แนะนำ วิเคราะห์ ขยายผล ให้เกิดผลมากที่สุด สิ่งสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือสามารถลดรายจ่ายให้กับทางครัวเรือนได้ เพราะสินค้าจะราคาถูกกว่าปกติมากเพราะเป็นราคาโรงงาน สามารถนำสินค้าชุมชนมาขายเพื่อเพิ่มรายได้ ตัวอย่างเช่น จอหอมีสินค้าชุมชนคือเห็ดที่นำมาเป็นขนมขบเคี้ยวก็นำมาขายเพื่อเพิ่มรายได้ รวมถึงชุมชนอื่นๆก็นำมาขายได้ โดยใช้สหกิจชุมชนเป็นตัวขยายสหกิจชุมชุนมี 3 แบบ
1. สหกิจชุมชนแบบเจ้าของ คล้ายๆร้านสะดวกซื้อ จะมีสินค้าการเกษตร พืชผักผลไม้ หรือสินค้าที่ชาวบ้านผลิต และสินค้าจำเป็นทั้งหมด แต่ว่าให้ใครเป็นเจ้าของ คนใดคนหนึ่ง
2. สหกิจชุมชนแบบสนับสนุน คือมีร้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีสินค้าจากโรงงาน เพราะเข้าถึงไม่ได้ เราเข้าไปสนับสนุน
3. สหกิจชุมชนแบบช่วยเหลือ คือไม่มีอะไรเลย แต่ขายเป็น มีความตั้งใจที่จะขาย และทำได้ดี เราต้องไปก่อสร้างร้าน ซื้อของมาให้ ช่วย 100เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ โครงการคืนคุณแผ่นดินปฏิบัติงานมาเข้าปีที่ 10 ตามพระราชดำริของบุคคลสำคัญของประเทศ ต้องการพัฒนาแบบยั่งยืนและถาวรพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับของภาคประชาชนอย่างครบถ้วนครบวงจรในแบบองค์รวม จึงร่วมกับหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) จัดตั้งโครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความยั่งยืน โดยมีการศึกษาอย่างถ่องแท้เพื่อให้ประชาชนยอมรับอย่างพร้อมใจ พร้อมกับการเข้าไปดำเนินการจริงอย่างจริงใจเพื่อพัฒนาทุกกลุ่มอาชีพให้เกิดประโยชน์และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นใน 5 มิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการศึกษา โดยมีโครงการนำร่องหมู่บ้านต้นแบบ ทั่วประเทศอยู่แล้ว จำนวน 10 หมู่บ้าน ได้แก่
คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน 
1. หมู่ที่ 5 หมู่บ้านเกาะไหล อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา
2. หมู่ที่ 8 บ้านปากมาบ ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม
3. หมู่ที่ 9 บ้านหนองปล้อง ตำบลสุขเดือนห้า อำเภอเนินขาม จังหวัดชัยนาท
4. หมู่ที่ 3 บ้านดงป่าสัก ตำบลบ้านด้าย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
5. หมู่ที่ 5 บ้านวัดขวาง ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก
6. หมู่ที่ 5 บ้านวังน้ำมอก ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
7. หมู่ที่ 3 บ้านคำบอน ตำบลบ้านตูม อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี
8. หมู่ที่ 3 บ้านจอหอ ตำบลจอหอ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
9. หมู่ที่ 6 บ้านหนองทราย ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี
10. หมู่ที่ 7 บ้านหนองแดงใหม่ ตำบลหนองแดง อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน
โดยในปี 2563 จะขยายพื้นที่การพัฒนาหมู่บ้านเพื่อความยั่งยืน 30 หมู่บ้านต่อไป

ททท. ร่วมกับ สยามพารากอน ระดมผู้ประกอบการนับร้อย จัดแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ เที่ยวไทยรับพลังบวก”


เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 สยามพารากอน ศูนย์กลางการช้อปปิ้งระดับโลก จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)และผู้ประกอบการภาคเอกชน ชวนคนไทยร่วมฝ่าวิกฤติจากไวรัสโควิด – 19 หลังได้รับผลประทบจากการแพร่ระบาดและส่งผลให้หลายภาคส่วนทั้งภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องประสบกับปัญหา จึงพร้อมเดินหน้าขานรับนโยบายภาครัฐการกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมสร้างปรากฎการณ์เที่ยวสนุกสุขทั่วไทยด้วยการจัดมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่ในแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ เที่ยวไทยรับพลังบวก” ระหว่างวันที่ 4-11 มีนาคมศกนี้ ณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการคนไทยออกบูธจำหน่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย !!! และกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ



โดยมี นางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าฯ ด้านตลาดในประเทศ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าฯ ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ดร.คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ เที่ยวไทยรับพลังบวก ร่วมเปิดงานพร้อมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไทย เพื่อเสริมพลังบวกให้แก่ชีวิตและเมพลังแห่งความสุขทั้งกายและใจ รวมถึงเคล็ดลับการท่องเที่ยวมิติใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยมีศิลปินหนุ่มอรมณ์ดี โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วย


นางมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาด บริษัทสยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้หลายธุรกิจกำลังประสบปัญหาจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง ในฐานะที่สยามพารากอน นับเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก จึงได้ผนึกกำลังกับภาครัฐ และเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ร่วมกันจัดมหกรรมการท่องเที่ยวขึ้น ในแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ เที่ยวไทยรับพลังบวก” เพื่อสร้างบรรยากาศของการท่องเที่ยวและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง




โดยงานนี้สยามพารากอนได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร่วมร้อยบริษัทมาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย และกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งผู้ร่วมงานจะได้รับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดแห่งปี

กิจกรรม“ไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ เที่ยวไทยรับพลังบวก”จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-11 มีนาคม ศกนี้ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร่วม 100 ราย อาทิ ตั๋วเครื่องบิน ภายในประเทศราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 599 บาทต่อเที่ยวบิน จากสายการบินต่าง ๆ อาทิ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไย เวียตเจ็ท แพ็คเกจบัตรที่พักจากโรงแรมชั้นนำกว่า 70 แห่งทั่วไทย ในราคาเริ่มต้นเพียง 700 บาทต่อคืนและบัตรรับประทานอาหารจากโรงแรมชั้นนำทั่วประเทศที่ร่วมใจกันเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวนี้ด้วย อาทิ โรงแรมในเครือ Cape & Kantary Hotels, Lit Hotel, Pullman Hotel, Rayavadee Krabi , Siam Kempinski Hotel , VIE Hotel Bangkok , V Villas Hua Hin , Sindhorn Midtown Hotel , รร.ศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา , THE EXCAPITAL Hotel , ibis Hotel เป็นต้น




นอกจากนี้ภายในงานยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมเส่งเสริมการขายและโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ จาก Klook แอพลิเคชั่นรรวมไลฟ์สล์ท่องเที่ยว รวมถึงร้านอาหารชั้นนำ , แพคเกจทัวร์ , เรือท่องเที่ยว , สปา , ดำน้ำ และ พิเศษสุดรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,200 บาทหรือสิทธิประโยชน์แบบคุ้มค่าจากบัตรเครดิต ไทยพาณิชย์ บัตรเครดิตซิตี้ บัตรเครดิต กรุงศรี บัตรเครดิต เคทีซี และบัตรเครดิต ออมสิน ขอเชิญชวนคนไทยร่วมผนึกกำลังฝ่าวิกฤติและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในมหกรรมท่องเที่ยวสุดยิ่งใหญ่กับแคมเปญ “ไทยเที่ยวไทย คือไทยเท่ เที่ยวไทยรับพลังบวก” ระหว่างวันที่ 4-11 มีนาคมศกนี้ ณ แฟชั่น ฮอลล์ 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-610-8000 หรือ FB: SiamParagon

DITP จับคู่ธุรกิจ รุกตลาดส่งออกผลไม้ คาดซื้อขายกว่า 1,500 ล้านบาท


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) ผลักดันการค้าระหว่างประเทศในเชิงรุก      จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ กระตุ้นตลาดส่งออกพืชผลเศรษฐกิจ มีผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายจากภูมิภาคต่างๆ 45 บริษัท จาก 13 ประเทศทั่วโลก และผู้ประกอบการ Platform Online 14 ราย มาพบปะเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยกว่า 70 ราย คาดมีมูลค่าการเจรจาซื้อขายกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าเจรจาซื้อขายทันที  400 ล้านบาท พร้อมจัดพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 1,095 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป และพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเพิ่ม   ขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ซึ่งผลไม้ไทย เป็นพืชผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ในปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการส่งออกผลไม้สด 113,124 ล้านบาท(3,648 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป 50,606 ล้านบาท (1,634 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และตลาดมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง




ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของสินค้า และมีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ โดยประเทศที่ไทยส่งออกผลไม้สดสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ จีน เวียดนาม ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย สินค้าที่มียอดส่งออกสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด และประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าผลไม้แปรรูปสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้

เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกมาจำนวนมากในช่วงฤดูกาลผลไม้ในที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป เพื่อผลักดันการค้าระหว่างประเทศในเชิงรุก และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ เน้นการรักษาตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่าจากสถานการณ์ในต่างประเทศที่เคยเป็นอุปสรรค โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร รวมถึงทูตพาณิชย์ในต่างประเทศให้ร่วมเป็นทัพหน้าในการรุกตลาดส่งออกผลไม้ไทย



โดยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปในครั้งนี้ ได้เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ ตัวแทนจำหน่ายจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก 45 บริษัท จาก 13 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ จีน เวียดนาม เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เมียนมาร์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สเปน และฝรั่งเศส


รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ ทีมอลล์โกลบอล ในเครืออาลีบาบา ประเทศจีน บิ๊กบาสเก็ตดอทคอม ประเทศอินเดีย คลังดอทคอม ประเทศกัมพูชา อเมซอนสิงคโปร์ และอื่นๆ รวม 14 แพลตฟอร์ม มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 70 บริษัท เพื่อผลักดันเร่งระบายสินค้า และเสริมสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมพิเศษ พาคณะผู้นำเข้า ผู้ซื้อ ตัวแทนจำหน่าย เข้าเยี่ยมชมสวนผลไม้และโรงงานผลไม้แปรรูป และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสินค้าผลไม้ไทย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมาตรฐานส่งออก รวมทั้งแสดงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล


นอกจากนี้ DITP ยังจัดพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) สร้างโอกาสทางการค้าและ    ความร่วมมือระหว่างผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าจากประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ในการซื้อขายสินค้าผลไม้สด (ทุเรียน ส้มโอ มะม่วง ลำไย สละ) ผักสด (มะนาว หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบ ข้าวโพดอ่อน พริก) และผลไม้อบแห้งต่างๆ กว่า 10,000 ตัน รวมมูลค่าซื้อขายกว่า 1,095 ล้านบาท ซึ่งคาดหวังผลจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ จะช่วยเร่งระบายสินค้าผลไม้ พร้อมกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย ส่งผลให้มีการเจรจาค้าขาย และคาดว่ามียอดเจรจาซื้อขายทันทีอีก 400 ล้านบาท รวมมูลค่าการซื้อขายจากการจัดกิจกรรมนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท





กิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ และพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมเชิงรุกที่ DITP จัดทำขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา DITP ได้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าระหว่างประเทศที่ก้าวสู่ระบบการค้าเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกิจกรรมผลักดันพืชผลทางการเกษตร สินค้าเกษตรกรรม และสินค้าอาหารไทยสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางออนไลน์ โดยแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ให้บริการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Enables) ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากลในการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถทำการค้าออนไลน์ได้อย่างเข้มแข็ง



01 มีนาคม 2563

ปาล์มเมด (Palmmade) แบรนด์ที่เกิดมาเพื่อปลูกจิตสำนึกของผู้บริโภค

ปาล์มเมด แบรนด์คุณภาพชั้นนำของไทย
เดินหน้ารณรงค์คนไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม รักษ์และดูแลโลกอย่างต่อเนื่อง



บริษัท ปาล์มเมด อินดัสตรี้ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์  “ปาล์มเมด” (Palmmade)  ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออกและ
จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน มาส์กหน้า ชู้ทติ้งเจล ทิชชู่เปียก หลอดดูดน้ำทำจากฟางข้าวสาลี เป็นต้น


หากวันนี้คุณลองพิมพ์คำว่า www.palmmade.com  คุณจะเห็นเรื่องราวมากมาย ที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักในการรักษาสิ่งแวดล้อม ร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและต่อต้านการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมา  จากงาช้าง ในฐานะผู้ผลิตผลิตภัณฑ์หลายสิบล้านชิ้นสู่ตลาดทุกปี  “ปาล์มเมด” (Palmmade) มุ่งมั่น ที่จะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนให้กับผู้บริโภคได้มีส่วนร่วม ในการดูแลสภาพแวดล้อม รักษ์โลก ดูแลโลก...เพราะเรามีโลกแค่ใบเดียว เพื่อโลกของเรา

คุณเพชรา เจริญเวียงเหนือ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ปาล์มเมด อินดัสตรี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง
แรงบันดาลใจของแบรนด์ “ปาล์มเมด” (Palmmade) ปาล์มเมด เป็นแบรนด์ที่เกิดมาเพื่อปลูกจิตสำนึกของผู้บริโภคให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์โลกสวยด้วยมือของเรา สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า  ปาล์มเมด (Palmmade) เป็นสินค้าที่ผ่านมาตรฐานการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น แปรงสีฟันปาล์มเมด ได้รับมาตรฐานแปรงติดดาวจากกรมอนามัย เป็นต้น





“ปาล์มเมด” (Palmmade) ช่วยรณรงค์ ลด ละ ปฏิเสธ และลงมือทำด้วยจิตวิญญาณของผู้บริหาร ถ่ายทอดสู่บุคลากรในองค์กร และส่งมอบสู่ผู้บริโภคให้ร่วมมือร่วมใจเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ลดขยะในขั้นตอนการผลิต รณรงค์ให้ผู้บริโภคคัดแยกขยะ ให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา

“ปาล์มเมด” (Palmmade) เป็นสินค้าไทย ที่มีคุณภาพดี มีราคาเหมาะสม มีความกตัญญูต่อผู้บริโภค ยึดมั่นในคุณธรรม
และจริยธรรมต่อสังคม เพื่อมุ่งหวังความสำเร็จอย่างยั่งยืน ความตั้งใจของเราคือ ทุกครั้งที่เห็นสัญลักษณ์ของ “ปาล์มเมด” (Palmmade) จะต้องคิดถึงการรักษ์โลก  “ปาล์มเมด” (Palmmade)  จะเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างโลกสวยด้วยมือเรา


เอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์คือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เราช่วยลดขยะ ลดพลังงาน ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เรางดใช้พลาสติก
ที่ยากต่อการย่อยสลายหลายตันต่อปี เราร่วมกิจกรรมกับโรงเรียนหลายแห่ง เพื่อปลูกฝังการลดการใช้พลาสติก และงด
ทิ้งขยะลงทะเล แม่น้ำ ลำคลอง เราสอนเด็กๆ คัดแยกขยะ เราร่วมกับมูลนิธิ พอ.สว. หน่วยทันตแพทย์เคลื่อนที่ในการรณรงค์ให้เด็กๆ ในถิ่นทุรกันดาร ดูแลสุขภาพช่องปากและแปรงฟันอย่างถูกวิธี และร่วมสนับสนุนในแผนการปฏิบัติงานหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่เพื่อประชาชนด้อยโอกาสในเขตท้องถิ่นทุรกันดาร ปีที่ 15 ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 จนถึง วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 นี้

“มีคนถามว่าตั้งเป้าธุรกิจไว้อย่างไร ต้องบอกว่าธุรกิจทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลอดเวลา เราใช้ OKRS ในการที่จะช่วยให้องค์กรเติบโต และรักษากรอบความคิดสร้างสรรค์ไว้ เราให้ทุกคนในองค์กรได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทุก 90 วัน และวัดผลว่าสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้สำเร็จลุล่วงกี่เปอร์เซ็นต์ เช่นในไตรมาสแรกของปี 2563 นี้
เราโฟกัสที่การเพิ่มยอดขายในออนไลน์ ให้อัตราการซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10% และการเพิ่มยอดขายในออฟไลน์ ให้อัตราขยายตัวเติบโตขึ้น 20% เป็นอย่างน้อย”คุณเพชรากล่าว


แผนการตลาดในช่วงวิกฤต โควิช-19 ยังเกินการคาดเดา นักวิชาการหลายท่านบอกว่าจะจบปลายเดือนพฤษภาคม แต่ขณะนี้การแพร่ระบาดยังคงขยายตัวไปในแถบญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป ซึ่งทางบริษัทฯ เองมีสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศเกาหลีด้วยเช่นกัน เราได้แต่เพียงส่งกำลังใจ และขอให้ทุกคนปลอดภัยผ่านเรื่องร้ายไปโดยเร็ว

สินค้าที่ได้รับความนิยมของ “ปาล์มเมด” (Palmmade) คือสินค้ากลุ่มแปรงสีฟัน เราผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากกรมอนามัย แปรงสีฟันปาล์มเมด ได้รับมาตรฐานแปรงติดดาวอยู่ในท้องตลาดจำนวน 2 รุ่น และผ่านมาตรฐานติดดาวเพิ่มอีก 14 รุ่นด้วยกัน เราตั้งใจผลิตแปรงสีฟันที่ดีเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดีของคนไทย




สำหรับสินค้าของปาล์มเมดมีจำหน่ายผ่าน www.palmmade.com และช่องทางออนไลน์ทั่วไป เราวางแผนที่จะมุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์ของปาล์มเมดสู่ตลาดโลก ผ่านแพลทฟอร์มของ amazon เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและประชาสัมพันธ์กิจกรรม “Reduce, Refuse, Reuse, Recycle and Really to do it” รักษ์โลกทุกวัน ไม่ใช่แค่วัน Earth Day (22 เมษายน)

นอกจากนี้สินค้า ปาล์มเมด  (Palmmade) ยังมีจำหน่ายในวัตสัน เดอะมอลล์ บิวเทรียม และร้านค้าทั่วไป ส่วนการขยายตลาดออนไลน์จะมีเพิ่มขึ้นอีกมากมายในอนาคต โดยมุ่งเน้นการคืนกลับสู่สังคม และรณรงค์รักษ์โลก รักษ์เราไปกับปาล์มเมด



สั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ได้ที่  www.palmmade.com
สามารถติดตามกิจกรรมผ่านทาง facebook ได้ทุกสัปดาห์
ซึ่งมีกิจกรรมเพื่อสังคมทุกเดือนเพื่อโลกของเรา