เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

เปิดตัวยิ่งใหญ่ ศูนย์การค้าแอมไชน่าทาวน์

แลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางเยาวราช
พร้อมเผยรูปปั้นมังกรเทพเจ้านำโชคสุดอลังการ
 

I’m Chinatown (แอมไชน่าทาวน์) โครงการมิกซ์ยูส สไตล์ Modern Chinese แห่งใหม่ของย่านเยาวราช ประกาศความพร้อมเปิดให้บริการศูนย์การค้า “แอมไชน่าทาวน์” เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ โชว์จุดเด่นสร้างความแปลกใหม่ด้วยร้านค้าชั้นนำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานครบครัน และที่จอดรถชั้นใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช รองรับรถยนต์ได้มากกว่า 300 คัน พร้อมเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเยาวราช ที่จะช่วยเพิ่มสีสันให้กับถนนสายวัฒนธรรมไทย-จีนมีความคึกคัก และเป็นจุดเชื่อมโยงให้คนรุ่นใหม่ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของย่านไชน่าทาวน์อย่างใกล้ชิดและหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น


นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด กล่าวว่า “เยาวราช หรือ ไชน่าทาวน์เมืองไทย เป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศไทย โดย I’m Chinatown (แอมไชน่าทาวน์) ตั้งใจมอบประสบการณ์มิติใหม่ให้กับผู้มาเยือนเยาวราช โดยเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ และสร้างสีสันเข้ากับความเป็นชุมชนต้นแบบที่มีเสน่ห์ของเยาวราช เพื่อตอบโจทย์ทุกคนที่มาใช้บริการในบริเวณเยาวราชและพื้นที่โดยรอบ ทั้งยังมุ่งเน้นที่จะร่วมมือ ร่วมใจ และส่งเสริมให้มีการขับเคลื่อนภายในชุมชนมากยิ่งๆ ขึ้นไป โดยสถานที่ตั้งของโครงการฯ อยู่บนถนนเจริญกรุง ด้านหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร กมลาวาส (ทางออก 1) แอมไชน่าทาวน์จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนประตูสู่ใจกลางเยาวราชที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน”
นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ บริษัท ไอแอมไชน่าทาวน์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการแอมไชน่าทาวน์ เป็นโครงการมิกซ์ยูส ที่นับว่าเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของย่านนี้ในรอบ 30 ปี ด้วยพื้นที่ขนาด 40,000 ตารางเมตร เราเป็นโครงการที่ให้บริการครบวงจร รายแรกและรายเดียวในย่านเยาวราช ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ศูนย์การค้า แต่ยังมีการรวมเอาทั้งโรงแรม คือ โรงแรม “อาศัย” (ASAI) โรงแรมแนวคิดใหม่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างของเครือดุสิต และคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยระดับพรีเมี่ยมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทุกเพศทุกวัยอย่างครบวงจร รวมถึงในส่วนของความสะดวกสบายของคนในย่าน ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าของสังคม ในส่วนของศูนย์การค้า แอมไชน่าทาวน์ แม้จะเป็นศูนย์การค้าใหม่ที่มีความทันสมัย แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับย่านเยาวราช ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซน์ที่ผสมผสานศิลปะดั้งเดิมของตึก หรือสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่อดีต เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หลั่งไหลเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในย่านนี้กันมากขึ้น”




“การออกแบบอาคารเป็นสไตล์ Modern Chinese ที่เน้นงานออกแบบที่สร้างสมดุลในเรื่องความทันสมัยและคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของย่านเยาวราช เพราะยึดแนวทางในการอนุรักษ์คุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมจีนของย่านนี้ที่มีมาแต่ดั้งเดิมในการออกแบบและดำเนินการ นอกจากนั้น การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคนในย่านนี้ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทางศูนย์ฯ ให้ความสำคัญ เราต้องการเข้ามาเติมเต็มและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนในย่านนี้ ตลอดจนผู้หลงใหลเสน่ห์ของเยาวราชทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยภายในศูนย์การค้าฯ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ร้านค้า ยอดฮิต แบรนด์ดังมากมาย และระบบการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน สถานที่จอดรถขนาดใหญ่”
สำหรับบรรยากาศภายในงานเปิดตัวศูนย์การค้าแอมไชน่าทาวน์ ได้มีการเปิดตัวรูปปั้นมังกรสุดอลังการที่ออกแบบตามหลักตำรานรลักษณ์ศาสตร์ของเทพเจ้ามังกรนำโชค ที่ได้พัฒนารูปแบบให้มีความร่วมสมัยเพื่อต้อนรับศักราชใหม่อย่างยิ่งใหญ่ รูปปั้นมังกรมีความยาวประมาณ 6 เมตร โดยมีลำตัวพาดอยู่หน้าอาคารศูนย์การค้าแอมไชน่าทาวน์ ส่วนหัวของมังกรนั้นพาดผ่านลงมาหน้าทางเข้าหลักของอาคาร อยู่สูงจากพื้นประมาณ 2.50 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถมาเยี่ยมชมและถ่ายรูปกับรูปปั้นมังกรสุดอลังการนี้ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยตามความเชื่อแล้วมังกรถือเป็นสัตว์มงคลเสริมความเป็นสิริมงคล โชคลาภ ความยิ่งใหญ่ อำนาจ บารมี พลังของมังกรจะนำพาครอบครัวให้ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง ความตั้งใจ ความพยายาม กล้าหาญ อดทน ชาวจีนจึงถือว่ามังกรคือจิตวิญญาณของการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูให้ดีขึ้น ทางศูนย์การค้าแอมไชน่าทาวน์จึงมีความภูมิใจที่ได้นำมังกรแห่งโชคลาภมาประดับไว้ให้แก่คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชมเพื่อต้อนรับและมอบโชคลาภให้กับผู้มาเยือน

นอกจากนี้ภายในงานเปิดตัวยังได้นำขบวนแห่มังกรแห่งโชคลาภเดินทางวัดเล่งเน่ยยีมาร่วมแสดงความยินดีภายในงาน และนำลูกแก้วซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งจากมังกรมามอบให้กับผู้บริหารในพิธีการเปิดศูนย์การค้าอย่างเป็นทางการ และในช่วงสุดท้ายของการเฉลิมฉลองทางศูนย์ได้เตรียมการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากสองหนุ่มวง ลิปตา - คัตโตะ และ แทน ที่มาสร้างความบันเทิงแก่ผู้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดในช่วงค่ำ

ทางศูนย์การค้าแอมไชน่าทาวน์ ยังมีกิจกรรมร่วมกับพันธมิตรที่มาร่วมจัดงาน อย่าง Bangkok Farmers’ Market ที่จะนำสินค้าคุณภาพสดใหม่จากฟาร์มต่างๆ มาส่งตรงถึงมือผู้บริโภค รวมถึงกิจกรรมและโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ภายในศูนย์การค้า อาทิ กิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน ปีหนูมหามงคล ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ร่วมเยี่ยมชมงานตกแต่งโคมไฟในช่วงตรุษจีน พร้อมรับอั่งเปามูลค่า 100 บาท สำหรับยอดซื้อ 1,500 บาท ขึ้นไป และโชว์มังกร LED สุดพิเศษ ที่มีความยาวกว่า 35 เมตร ในวันที่ 25 มกราคม 2563 ณ บริเวณลานด้านหน้าศูนย์การค้าฯ ตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป

SiS จับมือ Fortinet ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยบริการคลาวด์

รุกเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้งาน
Business Critical Application

​บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจ IT Distribution
ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2535 และเป็นผู้ให้บริการ Cloud แบบครบวงจรภายใต้ชื่อ "SiS Cloud Services" เตรียมจัดงานแถลงข่าวร่วมมือกับ Fortinet Thailand ผู้นำด้าน Cyber Security
ปิดให้บริการ Managed Security Service (MSS) ยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์อย่างครบวงจร

เพื่อจัดการภัยคุกคามได้ทันท่วงที ทำให้การบริหารจัดการระบบ IT มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยผสานโซลูชั่น Next-generation Firewall , Web Application Firewall, Threat Detection, Analytics และ SIEM ของ Fortinet เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน Business Critical Application บนคลาวด์ รวมทั้งตรวจสอบ แจ้งเตือนภัยคุกคามแบบ Real Time และสามารถป้องกันการโจมตี Web Application ได้ทุกรูปแบบ ทำให้ได้รับความมั่นคงปลอดภัยบนระบบ Cloud มากยิ่งขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ดร. รัฐิติพงษ์ พุทธเจริญ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมระบบจาก Fortinet Thailand ร่วมพูดคุยถึงความร่วมมือกันในครั้งนี้ 

งานจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 มกราคม 2563 เวลา 10.00 - 12.00 น.
ณ ห้องอโศก2 โรงแรม Grande Centre Point

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563

เปิดตัว CheetahTALK ครั้งแรกในไทย สุดยอดเครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ




บริษัท อี ดิสทริบิวชั่น จำกัด (E Distribution) บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียง        ผู้เดียว สำหรับ CheetahTALK (ชีต้าร์ ทอล์ก) เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ นำโดย นายบุญทวี จันทสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ จัดงานเปิดตัวแบรนด์ CheetahTALK เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะอย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นสินค้าใหม่ในกลุ่ม AI ของบริษัท Cheetah Mobile ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI สุดล้ำทันสมัย โดยประเทศไทยเป็นประเทศอันดับที่ 3 ในโลกที่ Cheetah Mobile นำเครื่องแปลภาษา CheetahTALK เข้ามา พร้อมชูคอนเซปต์ TALK to Locals, Connect to People” เราจะเป็นผู้เชื่อมต่อผู้คนจากต่างถิ่น ให้สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้อย่างอิสระ ด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ทุกคนต้องมี โดยได้นักแสดงหนุ่มสุดฮอต สกาย วงศ์รวี นทีธร ร่วมด้วยสุดยอดกูรูด้านไอที ดร.เอิ้น ปานระพี รพิพันธุ์ มาร่วมแชร์ประสบการณ์กับการใช้งานจริง เพื่อตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรุ่นใหม่ ณ ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน




นายบุญทวี จันทสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อี ดิสทริบิวชั่น จำกัด กล่าวว่า ไลฟ์สไตล์        คนไทยยุคนี้ต้องการความสะดวกสบายและสนุก โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศ เครื่องแปลภาษา CheetahTALK จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการสื่อสาร ถือเป็นเทคโนโลยี AI ที่มีความทันสมัยที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงในการแปลภาษาได้ถึง 42 ภาษาทั่วโลก ด้วยดีไซน์ของเครื่องสามารถพกพาติดตัวได้ สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของการสื่อสารสำหรับคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเชื่อมต่อการติดต่อสื่อสารให้มีประโยชน์และทำให้ง่ายขึ้น หรือกลุ่มคนทำงานด้านท่องเที่ยวก็มีความจำเป็นต้องใช้ คนขับแท๊กซี่ก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่สำคัญของเรา เพราะต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติ ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กร ก็สามารถนำเครื่องแปลภาษานี้เป็น Corporate Gifts ให้เป็นของขวัญแก่ลูกค้าได้ ในตัวสินค้านั้นเรามีรับประกันและมีศูนย์ดูแลลูกค้าในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองจาก กสทช. เรียบร้อยแล้ว





CheetahTALK  เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI สุดล้ำทันสมัย กับ 4 คุณสมบัติ       สุดพิเศษ แปลแม่นยำถึง 42 ภาษา ด้วยรูปลักษณ์สวยงามนำเทรนด์ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศดีไซน์ระดับโลกในปี 2019 ของตัวเครื่อง เพียงปุ่มสัมผัสเดียว นํ้าหนักเบา พกพาติดตัวได้สะดวก จัดเต็มกับฟังชั่นด้วยการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง ใช้ได้ยาวนานถึง 180 วัน ในโหมดสแตนบาย สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันกับแบตเตอรี่ 700 mAh มาพร้อมไฮไลท์ฟีเจอร์ไม่ว่าจะเป็นการกันน้ำและรอยขีดข่วนด้วยอัตราไอพี 54 พร้อมทั้งเคลือบสีกันยูวี เพื่อมอบประสบการณ์สุดล้ำร่วมก้าวผ่านทุกขีดจำกัดของการสื่อสารเอาใจคอแก็ดเจ็ต Youtuber และบรรดา Vlogger สายท่องเที่ยวเดินทางทั้งหลาย

ภายในงานมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าของ CheetahTALK และเหล่าแฟนคลับของหนุ่มสุดฮอต สกาย วงศ์รวี นทีธร ได้ร่วมสนุกกันมากมาย อาทิ ลูกค้าผู้ที่มียอดซื้อ CheetahTALK สูงสุดจำนวน 10 ท่าน รับของที่ระลึกพร้อมถ่ายรูปคู่กับน้องสกาย หรือการจับรางวัล Lucky Draw ของบรรดาแฟนคลับที่ลงทะเบียนหน้างานรับเครื่องแปลภาษาอัจฉริยะจากมือน้องสกายไปเลย รวมไปถึงการกดไลก์กดแชร์เพจเฟซบุ๊ก CheetahTALK.TH ในโพสต์ กิจกรรมลุ้นรับรางวัล” เป็นสาธารณะ สำหรับผู้ที่ได้ยอดไลก์โพสต์ที่ตนเองแชร์มากที่สุดรับเครื่อง CheetahTALK ไปใช้แสนเก๋อีกด้วย




สำหรับ CheetahTALK วางจำหน่ายในราคาแค่ 2,759 บาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษเพียงแสดงโค้ด: CHEETAH300 รับส่วนลดเพิ่มทันที! 300 บาท ในการซื้อเครื่องราคาเพียง 2,459 บาท  ที่หน้าร้าน BaNANA         ภายในศูนย์การค้าชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ BaNANA สาขาฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต, สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว, สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า, สาขาเซ็นทรัลพระราม 2, สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต, สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ, สาขาเดอะ มอลล์ บางแค, สาขาเดอะ มอลล์ ท่าพระ, สาขาแฟชั่น รามอินทรา และ BaNANA สาขาต่างจังหวัดอีก 10 สาขา ได้แก่เซ็นทรัลหาดใหญ่, เซ็นทรัลพัทยา, เทอร์มินอล พัทยา, เซ็นทรัลภูเก็ต, โลตัสถลาง ภูเก็ต, สาขาจังซีลอน ภูเก็ต, สาขาบานาน่าเฉวง สมุย, สาขาเซ็นทรัลดอยสะเก็ด เชียงใหม่, สาขาเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, สาขามาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน และร้าน Bb BEYOND D-BOX ชั้น 2 ศูนย์การค้าเมกาบางนา รวมทั้งสิ้น 20 สาขา ตั้งแต่วันนี้ - 29 กุมภาพันธ์ 2563 เท่านั้น

นอกจากนี้ยังพบกับโปรโมชั่นสุดพิเศษ พร้อมรับของสมนาคุณ ฟรี!! เพียงซื้อสินค้าที่บูธ Studio 7 ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2020 มหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่ไบเทคบางนา วันที่ 30 ม.ค. - 2 ก.พ. 2563 สามารถสัมผัสของจริงและเป็นเจ้าของ CheetahTALK เครื่องแปลภาษาอัจฉริยะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI  ได้แล้ววันนี้ พร้อมติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นดี ๆ เพิ่มเติมได้ ที่ Facebook & Instagram: CheetahTALK.TH หรือ LINE: @CheetahTALK.TH


วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563

พม. Kick off เปิดประตูท่องเที่ยวสู่แดนดิน ถิ่นลเวือะ


เมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563 เวลา 16.00 ที่ผ่านมา  ณ เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงห้วยผึ้ง บ้านละอูบ หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยห้อม  อำเภอแม่ลาน้อย  จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอนันต์  ดนตรี รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ Kick off ด้านการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม เพื่อสร้างสวัสดิการสังคม ภายใต้กิจกรรม   เปิดประตูท่องเที่ยว สู่แดนดิน ถิ่นลเวือะ 






 นายอนันต์ กล่าวว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ โดยกองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษมีภารกิจ ในการส่งเสริมสวัสดิการ เพื่อให้ราษฎรบนพื้นที่สูงเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน โดยใช้ทุนทางสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี อันเป็นอัตลักษณ์ เพื่อสร้างโอกาสให้ราษฎรบนพื้นที่สูงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2561 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม กับกรมการท่องเที่ยว องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมบูรณาการวางแนวทางการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นที่ 20 จังหวัด

และในปีงบประมาณ 2562 ได้เปิดพื้นที่การท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรมแล้ว ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก ลำพูน และอุทัยธานี ในปีงบประมาณ 2563 กำหนดเปิดพื้นที่ขยาย ด้านการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร เพชรบุรี น่าน และแม่ฮ่องสอน





 นายอนันต์ กล่าวต่อไป โครงการ Kick off การท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม ในครั้งนี้ ได้เลือกหมู่บ้านละอูบ ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมทดลองโปรแกรมการท่องเที่ยว ที่ดำเนินการในช่วงเช้า เมื่อเวลา 9.30 น. โดยใช้เกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรม บนพื้นที่สูง  การทดลองโปรแกรมการท่องเที่ยว.(Product.Testing) ได้กำหนดการทดลองโปรแกรมการท่องเที่ยวของ บ้านละอูบ จำนวน 6 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรยายข้อมูลพื้นฐานบ้านละอูบ 2) จุดกลุ่มทำเครื่องเงิน 3) จุดกลุ่มกาแฟ  4) จุดกลุ่มผ้าทอ 5) จุดกลุ่มโฮมสเตย์ 6) จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรมของราษฎรบนพื้นที่สูง เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริม รักษา ไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ประเพณีวัฒนธรรมของราษฎรบนพื้นที่สูง และเป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชนบนพื้นที่สูง โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งสิ้น 520 คน






กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงในชุมชนให้ดีขึ้น โดยมีการส่งเสริมสวัสดิการสังคม ด้านอาชีพ และรายได้ จากทุนทางสังคมด้านวัฒนธรรม ประเพณีอันเป็นอัตลักษณ์ของราษฎรบนพื้นที่สูงที่มีอยู่ในชุมชน รวมถึงแหล่งธรรมชาติอันงดงามในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวภูมิวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ก่อให้เกิดความเข็มแข็งและความสามัคคีในชุมชนกลุ่มเป้าหมายมีอาชีพ รายได้ที่มั่นคงต่อไป นายอนันต์ กล่าวในตอนท้าย

วช. อวดผลงานธนาคารปูม้า ยกทัพปูม้า บุกไอคอนสยาม


ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ดำเนินการขยายผลธนาคารปูม้า เพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ไปสู่ชุมชนชายฝั่ง จำนวน 500 ชุมชน ภายในเวลา 2 ปี เพื่อขยายผลเพิ่มทรัพยากรปูม้า ขับเคลื่อนและบูรณาการความร่วมมือด้านการตลาดและพาณิชย์ รวมถึงความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรทางทะเล เช่น การฟื้นฟู การอนุรักษ์ โดยการปลูกจิตสำนึกและสร้างการรับรู้ นั้น หลังจากที่ได้มีการดำเนินการดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมประมง และมหาวิทยาลัยเครือข่ายในพื้นที่ชายฝั่ง พบว่า ชาวประมงจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น และพบลูกปูม้าวัยอ่อนบริเวณชายหาด
และป่าชายเลนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ก่อให้เกิดการทำอาชีพปูม้าอย่างยั่งยืน ลดปัญหาการว่างงาน เกิดการเพิ่มรายได้ ชุมชนมีความเข้มแข็งและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


จากความสำเร็จดังกล่าว วช. จึงได้จัดงานตลาดนัด “ปูม้า...บุกกรุง ขึ้น ระหว่างวันที่ 16 - 19 มกราคม 2563 ณ บริเวณลานสุขสยาม ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้และส่งเสริมด้านการตลาดให้กับปูม้าและสินค้าประมงแปรรูป รวมถึงการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของชาวประมงพื้นบ้านในการทำธนาคารปูม้า เพื่อปลุกจิตสำนึกของประชาชนและเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรปูม้าด้วยการไม่จับ ไม่ซื้อ ไม่กิน แม่ปูไข่นอกกระดองและปูม้าตัวเล็ก

ภายในงานประกอบด้วย นิทรรศการผลการดำเนินงานโครงการธนาคารปูม้าเพื่อ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” และกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ใช้ในการขยายผลธนาคารปูม้าโดยชุมชนชาวประมง รวมถึงการเชื่อมโยงกับ BCG การแข่งขันการทำอาหารของผู้เข้าชมงาน จากวัตถุดิบปูม้า พร้อมสาธิตทำอาหารจากปูม้า โดยเชฟมืออาชีพ การสาธิตเชิงปฏิบัติการ อาทิ บาติกเพ้นท์ ปูนพลาสเตอร์ระบายสี และถุงผ้ารักษ์โลก ชมฟรี Live Concert  จากศิลปินชั้นนำอีกมากมาย อาทิ พลอย เดอะว้อยซ์ (16 ม.ค.) ,
หญิง ธิติกานต์ (17 ม.ค.) , ครูนนท์ อารัญ  (18 ม.ค.) ,และปาลม์มี่ ก๊อปปี้โชว์ (19 ม.ค.)



วช. จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงาน และเลือกชื้อปูม้าและสินค้าประมงแปรรูปจากชาวประมงในราคาพิเศษ  ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และในวันที่ 17 มกราคม 2563 เวลา 18.00 น. จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  เป็นประธานพิธี พร้อมกันนี้ ผู้เข้าร่วมชมงานจะได้พบกับนักแสดงหนุ่มตัวแทนด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดง ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “ตลาดนัดปูม้า...บุกกรุง” มากินปูม้าสดโดยไม่ต้องไป
ไกลถึงแพ ได้ที่บริเวณลานสุขสยาม ชั้น G ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม
ตั้งแต่วันที่ 16-19 มกราคม 2563 เวลา 10.00 น. – 22.00 น. เป็นต้นไป

ทีเค พาเลซ ฯ จัดงาน Wedding Showcase ครั้งที่2


ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ต้อนรับวันแห่งความรัก ชวนคู่รักร่วมชมงาน “Wedding Showcase
ครั้งที่2”   จัดขึ้นในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้อง สุวิทย์ศักดิ์ดานนท์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น.

ภายในงานท่านจะพบกับรูปแบบการดีไซต์งานแต่งในสไตล์วินเทจ ที่ลูกค้าสามารถจัดได้จริง โดยภายในงานจะตกแต่งบรรยากาศการจัดงานพิธีสงฆ์ พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส ทางโรงแรมขอนำเสนอเมนูอาหารที่ใช้จัดงานจริง มาให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงรสชาติความอร่อย

นอกจากนี้ภายในงานยังมีเวดดิ้งสตูดิโอ ร้านค้า มาให้ท่านได้เลือกชม พร้อมโปรโมชั่นมากมาย พิเศษสุด รับส่วนลดสูงสุดถึง 25 % (มูลค่ากว่า 100,000 บาท)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02 5741588 ต่อ 6000 , 063 3218 6152
www.tkpalace.com

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563

ออมสิน ชู ปี 63 เดินหน้าการเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน

 GSB SUSTAINABLE BANKING


ธนาคารออมสิน เผยความสำเร็จตลอด 5 ปี เติบโตแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนทุกมิติ พร้อมกางแผนปี 2563 มุ่งมั่น “เติบโต ยั่งยืน ตอบแทนคืนสู่สังคม : ขับเคลื่อน GSB SUSTAINABLE BANKING ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” ขับเคลื่อนผ่านกลไก 3 Banking ได้แก่ Traditional Banking, Social Development Banking และ Digital Banking ผลักดันไปสู่ธนาคารที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งดูแลคนไทยและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี 




ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด GSB SUSTAINABLE BANKING แบ่งเป็น 4 มิติ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารออมสินมีการเติบโตที่ดีเยี่ยมในทุกมิติ ภายใต้แผนงานและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างยั่งยืนที่พร้อมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์และวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ด้วยแนวคิด “เติบโต ยั่งยืน ตอบแทนคืนสู่สังคม”



โดยมิติที่ 1 Financial Strengthening : สร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งธนาคารออมสินได้สร้างความแข็งแรงทางการเงินนี้มาตลอดระยะเวลาเกือบ 107 ปี จนทำให้เป็นองค์กรที่มีความมั่นคงในระดับสูง เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสำเร็จได้เป็นอย่างดี โดยตั้งแต่ปี 2558 ถึงปี 2562 ธนาคารฯ มีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 2.4 ล้านล้านบาท เป็น 2.8 ล้านล้านบาท

ด้านเงินฝากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 2.08 ล้านล้านบาท เป็น 2.41 ล้านล้านบาท ด้านสินเชื่อขยายตัวจาก 1.92 ล้านล้านบาท เป็น 2.15 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) แม้จะเพิ่มจาก 1.61 เป็น 2.72 แต่ธนาคารฯ สามารถควบคุมได้ดีตามการขยายตัวของสินเชื่อ ด้วยการบริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีระดับ NPLs ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 22,699 ล้านบาท เป็น 26,554 ล้านบาท




สำหรับมิติที่ 2 Stakeholder Responsibility : ดูแลลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม นับตั้งแต่ปี 2542 หรือกว่า 20 ปี ธนาคารฯ ได้นำส่งรายได้แผ่นดินหรือเงินนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อนำไปพัฒนาประเทศกว่า 1.9 แสนล้านบาท โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา นำส่งถึง 78,883 ล้านบาท พร้อมทั้งเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐหลากหลายโครงการจนประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และ Startup

สำหรับลูกค้าอันเป็นหัวใจสำคัญของธนาคารออมสินนั้น มีอัตราการขยายตัวถึง 20% นับจากปี 2557 คิดเป็น 36% ของประชากรไทย โดยหากพิจารณาตาม Customer Segment ของธนาคารจะพบว่ากลุ่มลูกค้านักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้นถึง 41% กลุ่ม Middle Income เพิ่มขึ้น 33% กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มขึ้น 13% และ 19% ตามลำดับ และกลุ่มลูกค้า SMEs เพิ่มขึ้น 8%

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยเฉพาะด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลนั้น มีผลตอบรับอย่างดีจากทุกกลุ่มลูกค้าของธนาคารฯ อาทิ Mobile Application หรือ MyMo ที่เปิดตัวเมื่อปี 2558 ด้วยฐานผู้สมัครใช้งานในช่วงเปิดให้บริการเพียง 3 แสนราย ขยายตัวเพิ่มเป็น 7.9 ล้านราย ณ สิ้นปี 2562 ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Debit Card  มีลูกค้าถึง 6.7 ล้านบัตร ด้านผลิตภัณฑ์ GSB Credit Card ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 94,938 บัตร เมื่อปี 2559 เป็น 478,987 บัตร ณ สิ้นปี 2562 ส่วนด้าน QR Payment ณ สิ้นปี 2562 มีร้านค้า QR Payment ของธนาคารฯ กว่า 307,877 ร้านค้า เพิ่มจาก 23,518 ร้านค้า เมื่อปี 2560


ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ในมิติที่ 3 Business Environment : สร้างความเข้มแข็งแก่สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ธนาคารออมสินได้สนับสนุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) เพื่อเติมเต็มช่องว่างและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ตั้งแต่โครงการ Any ID ที่มีผู้ลงทะเบียน Promtpay กับธนาคารออมสินกว่า 3.23 ล้านราย

ซึ่งต่อมาเมื่อภาครัฐได้พัฒนาระบบการชำระเงินเป็น e-Payment ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ธนาคารออมสินได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยมีผู้ลงทะเบียนกับธนาคารฯ กว่า 4.33 ล้านราย พร้อมทั้งสนับสนุนการเปิดบัญชีเงินฝากพื้นฐานไปแล้วกว่า 1.89 ล้านบัญชี นอกจากนี้ยังสนับสนุนการทำบุญหรือบริจาคเงินผ่านระบบ Electronic (e-Donation) ด้วยการสแกน QR Code ผ่าน “QR  สาธุ” โดยดำเนินโครงการรวมกับองค์กรต่างๆ ไปแล้วมากกว่า 3,000 แห่ง ทำให้บัญชีการเงินของวัดมีความชัดเจนโปร่งใสมากขึ้น ภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการลดหย่อนภาษีให้แก่ประชาชนได้ทันที

สำหรับมิติที่ 4 Corporate Governance : ดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล ธนาคารออมสินตระหนักและเล็งเห็นถึงความสำคัญถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับอย่างเคร่งครัด ภายใต้หลักการ 3 Line of Defense, IT Governance, Data Governance ซึ่งสะท้อนให้เห็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล จนได้รับรางวัลได้รับรางวัลคุณธรรมละความโปร่งใสของภาครัฐ (ITA) ระดับ AA ในปี 2560-2562 โดยได้รับความน่าเชื่อถือเป็นลำดับที่ 4 ของรัฐวิสาหกิจ และลำดับที่ 12 ขององค์กรต่างๆ จากทั่วประเทศกว่า 8,299 หน่วยงาน


นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังได้รับรางวัลองค์กรโปร่งใส (NACC Integrity Awards) 2 ปี ติดต่อกัน โดยได้รับรางวัลในระดับชมเชยในปี 2560 และได้รับรางวัลระดับดีเด่น ในปี 2561 นอกจากนี้ ธนาคารฯ ยังมุ่งเน้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ Market Conduct เพื่อกำหนดเป็นมาตรฐานในการให้บริการที่มีความถูกต้องและไม่เอาเปรียบลูกค้าตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย


ดร.ชาติชาย กล่าวต่อไปว่า ในปี 2563 ธนาคารฯ ได้ตั้งเป้าหมายสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 2.9 ล้านล้านบาท หรือ 3.5% และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการให้กู้เพิ่มกว่า 550,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 80,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4-5% เงินฝากเพิ่มสุทธิกว่า 75,000 ล้านบาท หรือเติบโต 3% และเป้าหมายขยายฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 41% ของประชากรทั้งประเทศ

โดยใช้แนวคิด GSB SUSTAINABLE BANKING เป็นกลไกผลักดันยุทธศาสตร์ 3 ธนาคาร มุ่งสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” ประกอบด้วย Traditional Banking ธนาคารฯ จะปรับปรุงความสามารถการแข่งขันของธนาคารในรูปแบบปกติ ด้วยการเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยปรับเปลี่ยนการให้บริการแบบเดิมไปสู่ “Delivery Banking” ผ่านบริการ .”QUEUE Application”

ซึ่งจะออกไปให้บริการตามที่ลูกค้าทำนัดหมายผ่าน app ซึ่งสามารถเลือกบริการได้ไม่ว่าจะเป็นรถยตน์บริการเคลื่อนที่ เรือออมสิน หรือให้พนักงานออกไปให้บริการยังจุดที่ลูกค้าสะดวก ด้วยเครื่องมือให้บริการในชื่อ SUMO โดยสามารถให้บริการได้ตั้งแต่การรับฝากเงิน เปิดบัญชีเงินฝาก ฝากสลากออมสิน ฝากเงินกองทุนต่างๆ เปิดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ รับชำระสินเชื่อ เป็นต้น ซึ่งปีนี้จะมีจำนวนถึง 3,700 เครื่องออกไปให้บริการ

ขณะเดียวกัน ได้เตรียมพัฒนาศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (GSB Contact Center) เพื่อยกระดับการให้บริการและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมทุกความคิดเห็น ข้อร้องเรียน และเสนอแนะของลูกค้าจากทุกรูปแบบช่องทางการสื่อสาร (Omni-Channel) และเป็นศูนย์กลางในการให้บริการข้อมูล ข่าวสาร ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารฯ ผ่านทุกช่องทางสำคัญ

นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยี AI, Chatbot, Speech Recognition มาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ธนาคารฯ ยังมีความพร้อมที่จะเป็นองค์กรหลักที่ให้บริการในรูปแบบ ATM White Label กับสถาบันการเงินอื่น ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งธนาคารได้เตรียมติดตั้ง ATM ใหม่กว่า 5,000 เครื่อง ทั้งทดแทนเครื่องเดิมและเพิ่มเติมในจุดที่มีศักยภาพครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้าน Social Development Banking จาก 3 ออมสร้างโลกสีชมพู สู่ 3 สร้างประกอบด้วย สร้างความรู้/อาชีพ สร้างตลาด/รายได้ และสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน  เพื่อลดความความเหลื่อมล้ำ เติมเต็มช่องว่างทางการเงิน สร้างความมั่นคงในชีวิต และยกคุณภาพชีวิต แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเด็ก/เยาวชน ลูกค้าฐานราก/ชุมชน ผู้สูงอายุ และกลุ่ม Startup

โดยปี 2563 ธนาคารปรับเปลี่ยนบทบาทสาขา Social Branch เป็นศูนย์พัฒนาสู่ความยั่งยืน Sustainable Banking Center มิติใหม่ของสถาบันการเงินที่จะมีสาขาดูแลด้านสังคมโดยเฉพาะ รวมถึงมีบริการศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน ศูนย์แก้ไขหนี้นอกระบบ ศูนย์พัฒนาอาชีพ ศูนย์แก้ไขหนี้นอกระบบ ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่น จุดให้บริการทางการเงินเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐ (Financial Logistic Center) ศูนย์แสดงสินค้าชุมชน




ซึ่งปี 2563 จะเปิดให้บริการครบ 100 สาขา ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการปรับบทบาทสำนักสินเชื่อธุรกิจลูกค้า SMEs ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ 82 ศูนย์ เป็น ศูนย์กลางพัฒนาส่งเสริม SMEs (SMEs Development Center) ให้สามารถสนับสนุนธุรกิจ SMEs ได้อย่างครบวงจร เพื่อการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับ Digital Banking ที่จะพัฒนาให้เป็น Ecosystem ตอบสนองได้ทุกช่วงชีวิตของลูกค้า ในปี 2563 ธนาคารฯ มีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการและช่องทางต่างๆ ให้มีบริการที่รวดเร็วและทันสมัยมากยิ่งขึ้นในโลกยุคดิจิทัล พร้อมทั้งสร้างความสะดวกสบายบน Digital Platform ใหม่ๆ ตอบสนองทุกช่วงชีวิตของลูกค้า ผ่านการพัฒนา New Feature ของ Mobile Application : Mymo ได้แก่ บริการซื้อประกันภัยรถยนต์/ที่พักอาศัย/ประกันชีวิต ผ่าน i-Insurance บริการบัญชีเพื่อการออม ด้วย I-Saving บริการซื้อขายหลักทรัพย์กับ i-Investment และบริการการค้ำประกันสินเชื่อด้วย Digital สลาก ด้วย i-Loan เป็นต้น โดยปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ MyMo จาก 8 ล้านรายในปี 2562 เป็น 13 ล้านราย และเป็น 18 ล้านรายในปี 2564

“ด้วยกลไก 3 Banking ซึ่งเป็น 3 พลังขับเคลื่อนที่จะนำธนาคารออมสินมุ่งไปสู่ GSB SUSTAINABLE BANKING ธนาคารฯ พร้อมด้วยบุคลากร และหน่วยงานพันธมิตร จะทำหน้าที่เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นในทุกๆ พื้นที่ จะให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าธนาคารออมสินจะดูแลทุกคน ดูแลชุมชน มีดิจิทัลแบงก์ มีสาขาจะปรับปรุงรูปแบบสาขาให้เหมาะสมกับศักยภาพในพื้นที่


โดยจะเน้นบริการ การขยายช่องทาง Digital ขณะเดียวกันยังจะมีการพัฒนา Feature ใหม่ๆ ผ่านช่องทางบริการ Mobile Banking ที่จะเป็นอีกช่องทางสำคัญในปี 2563 นี้ด้วย ซึ่งจะทำให้สัญลักษณ์ธนาคารออมสินประทับใจ อยู่ในความคิดของประชาชนทุกคนเมื่อนึกถึงการให้บริการทางการเงิน” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในที่สุด.