เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

18 กันยายน 2564

พม. บูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ เร่งช่วยเหลือหญิงชรา อายุ71ปี

ขอฉีดวัคซีนโควิด-19 ไม่ได้ เพราะไม่มีบัตรประชาชน  ที่จังหวัดหนองบัวลำภู 

วันนี้ (18 ก.ย. 64) เวลา 15.00 น. นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) ในฐานะโฆษกกระทรวง พม. เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อออนไลน์กรณีหญิงชรา อายุ 71 ปี ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จึงไม่สามารถขอฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในบ้านบ้านไม่มีเลขที่ ปลูกสร้างอยู่ในที่สาธารณะในหมู่บ้านโคกม่วย ตำบลบ้านพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู นั้น สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าหญิงชราดังกล่าว ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้ และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการภาครัฐ เพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ปัจจุบันอาศัยอยู่กับหลานสาวและหลานเขย ทั้งสองประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง และไม่มีที่ดินทำกิน รายได้หลักของครอบครัวมาจากการทำงานประกอบชีพรับจ้างทั่วไป มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของหลานสาวและหลานเขย เดือนละ 300 บาท โดยผู้นำชุมชน และชาวบ้านช่วยสร้างบ้าน เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนเรื่องการขอบัตรประจำตัวประชาชนทางผู้นำชุมชนเคยได้ประสานไปที่อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ประมาณ ปี 2558-2559

นายอนุกูล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 64 นายประยุร อรัญรุท นายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบปัญหาและครอบครัว เพื่อสอบถามความต้องการการรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด –19โดยหญิงชราดังกล่าว ตอบว่า “ไม่ต้องการรับวัคซีน เพราะกลัววัคซีน กลัวเจ็บ และภูมิต้านทานไม่พอ เพราะแก่แล้ว” ส่วนเรื่อง การขอบัตรประจำตัวประชาชน ทางนายอำเภอแจ้งว่าจะพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินงานช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวง พม. ในเบื้องต้นได้ให้การช่วยเหลือดังนี้

1. เรื่อง การขอรับวัคซีน เมื่อวันที่ 17 ก.ย .64 ได้ประสานขอรับความช่วยเหลือ เรื่อง การขอรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากโรงพยาบาล และประสานนายแพทย์ สสจ. หนองบัวลำภู ให้สามารถฉีดวัคซีนได้ แม้ไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยนายแพทย์ สสจ.ได้มอบหมาย ทีมสาธารณสุขอำเภอเมืองไปดำเนินการ 

2. เรื่อง หลักฐานทางทะเบียนราษฎรสนง.พมจ.หนองบัวลำภู ได้ประสานขอทราบแนวทางจากฝ่ายทะเบียนราษฎร อำเภอเมืองหนองบัวภู เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ประสบปัญหาให้มีบัตรประจำตัวประชาชน และสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการภาครัฐ 

3. เรื่อง ปัญหาด้านรายได้ สนง.พมจ.หนองบัวลำภู ได้พิจารณาช่วยเหลือเงินสงเคราะห์ ผู้ประสบปัญหาทางสังคมกรณีฉุกเฉิน จำนวน 3,000 บาท นอกจากนี้ได้เตรียมแผนการช่วยเหลือโดยร่วมประชุมทีมสหวิชาชีพ เรื่อง การดำเนินการจัดทำหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ร่วมกับนายอำเภอเมืองหนองบัวลำภู
ฝ่ายทะเบียนราษฎร สสจ.หนองบัวลำภู ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดหนองบัวลำภู กำนันตำบลบ้านพร้าว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านโคกม่วย และเจ้าหน้าที่ พมจ.หนองบัวลำภู ในวันที่ 20 ก.ย. 64 พร้อมทั้งประสานส่งข้อมูลให้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัด เพื่อพิจารณาขอรับความช่วยเหลือเรื่อง เครื่องอุปโภค บริโภค
มอบให้ผู้ประสบปัญหาทางสังคมดังกล่าวต่อไป

นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า หากกลุ่มเปราะบางและประชาชนประสบปัญหาทางสังคมและได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบของโควิด-19 สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ 1) ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน พม. โทร. 1300 บริการ 24 ชั่วโมง 2) สายด่วนคนพิการ โทร. 1479 บริการ 24 ชั่วโมง และ 3) สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่

นายอนุกูล ปีดแก้ว รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) ในฐานะโฆษกกระทรวง พม.

17 กันยายน 2564

วศิน วรรณพฤกษ์ กับรางวัล “คนต้นแบบคมนาคม”

ชีวิตที่ยืนหยัดกับคำว่า ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส

กระทรวงคมนาคม ถือเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับหลักการธรรมาภิบาล การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และมุ่งเน้นปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ให้แก่บุคลากรในสังกัดมาโดยตลอด

ในแต่ละปีกระทรวงคมนาคมจะดำเนินการพิจารณาค้นหาบุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดที่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และมีคุณธรรมเป็น “คนต้นแบบคมนาคม”
 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตยืนหยัดบนความถูกต้อง รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรงคมนาคมได้ยึดเป็นแบบอย่าง ปลุกจิตสำนึกให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต 

โดยในปี 2564 ผลการพิจารณาจากคณะกรรมการปรากฏว่า คุณวศิน วรรณพฤกษ์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจองค์กร บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกพิจารณาคัดเลือกให้รับรางวัล “คนต้นแบบคมนาคม” ประจำปี 2564 

คุณวศิน เปิดเผยว่าตนเองรู้สึกยินดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับรางวัลในครั้งนี้ และขอขอบคุณกระทรวงคมนาคม หน่วยงานต้นสังกัด และคุณแม่ ที่มีส่วนสำคัญให้ตนเองดำเนินชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ต่างๆด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาตลอด

“ผมต้องขอบคุณ กระทรวงคมนาคม , บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และ ผศ.เสริมสุข วรรณพฤกษ์ มารดา ซึ่งเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิต มองโลกในแง่ดีประพฤติตนเป็นคนดีของ ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม มีระเบียบวินัย ขยัน สุภาพ และ อดทน”

“นอกจากนี้ คุณแม่ยังสอนให้รู้จักเสียสละ มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถ้ามีเหลือแบ่งให้คนรอบข้าง” สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนในการใช้ชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่เพียงแค่รางวัล“คนต้นแบบคมนาคม” เท่านั้น เพราะตลอดปี 2564 ที่ผ่านมาคุณวศินยังได้รับรางวัลต่างๆมากมายจากหลายหน่วยงานด้วยกัน

ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมานี้ได้รับเกียรติรับรางวัลเกียรติยศ เกียรติบัตร และเข็มเขิดชูเกียรติหลากหลายสาขา อย่างเช่น

-รางวัลธรรมาภิบาลสิงห์ทอง สาขาผู้บริหารและพัฒนาองค์กรดีเด่น จาก ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 และ ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 จัดโดยสมัชชานักจัดรายการข่าววิทยุโทรทัศน์หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ มูลนิธิสร้างสรรค์สังคมไทย 

-เกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “ปราบไพรีอริยศัตรูพ่ายกิตติมศักดิ์”
โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 

-เกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “นักเหินเวหากิตติมศักดิ์” ของกองทัพอากาศ 

-เกียรติบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะที่อุทิศตนทำคุณประโยช์ต่อสังคม จาก สหพันธ์ รักสันติภาพ สหประชาชาติ (UNPKFC) United Nations Peace Keepers Federal Council.

-เข็มวิทยฐานะ และ ประกาศนียบัตรหลักสูตร“นักบริหารงานประชาสัมพันธ์ระดับสูง”รุ่นที่ 61: การบริหารงานประชาสัมพันธ์ยุค New Normal จากสถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี

 “คนต้นแบบคมนาคม” ประจำปี 2564  ทิ้งท้ายว่าจะคงยืนหยัดกับคำว่า ซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ในการใช้ชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อให้สมกับรางวัลที่ได้รับ และจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมการสร้างคุณธรรม จริยธรมเป็นให้แก่บุคลากรข้าราชการและพนักงานของรัฐต่อไป

16 กันยายน 2564

อว. แถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมฝ่าวิกฤติในงาน TechnoMart 2021

ตอกย้ำแผนขับเคลื่อน BCG โมเดลต่อยอดเศรษฐกิจองค์รวม  ตื่นตาพร้อมชมนิทรรศการจากยานอวกาศ เรื่องใกล้ตัวที่จับต้องได้ ตลอด 24 ชม.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ เดินหน้า        จัดงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2564 หรือ “TechnoMart 2021” เพื่อเผยแพร่ผลงาน
วิจัย ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ตลอดจนผลงานที่เกิดจากการส่งเสริม และสนับสนุนหน่วยงานเครือข่าย และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด  STI for New Normal ในรูปแบบ Virtual Exhibition หรือนิทรรศการเสมือนจริงที่ผู้เข้าเยี่ยมชมงานจะได้ชมผลงานต่างๆ โดยเฉพาะผลงานนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเชื่อมโยงแนวคิดเทคโนโลยีอวกาศ ผ่านภาพจำลองบนยานอวกาศ ที่สามารถเห็นมุมมองหรือบรรยากาศรอบตัวเหมือนจริงบนโลกออนไลน์   


งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2564 หรือ “TechnoMart 2021” จะจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition ในวันที่ 27 - 29 กันยายน 2564 ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทางออนไลน์ ซึ่งจะได้พบกับนวัตกรรมที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในโลกยุค “นิว นอร์มอล” (New Normal) และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้ประกอบการไทยปรับตัวในโลกการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลง 

ขณะเดียวกันผู้เข้าชมจะได้เห็นถึงเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นโดยคนไทย ตามนโยบายกระทรวงฯ เช่น หุ่นยนต์บนรถเข็นควบคุมทางไกล เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มระยะห่างระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ติดเชื้อ และ “หุ่นยนต์ปิ่นโต 2” ที่ใช้งานง่ายผ่านการควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล และมีแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานติดต่อกันได้นาน 8 - 9 ชั่วโมง 

ผศ.ดร. ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ และโฆษกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นความท้าทายของการจัดงานในปีนี้ ที่เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดงานจากรูปแบบเดิม มาสู่รูปแบบการจัดนิทรรศการเสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition บนโลกออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประอบการ นักวิจัย ประชาชน นักศึกษา และผู้สนใจ ทั่วทุกมุมโลกสามารถเข้าชมได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการจำลองภาพบนยานอวกาศ เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงนวัตกรรมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน  

ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาส ที่จะได้นำศักยภาพการพัฒนาผลงานวิจัย ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมต่างๆ มาใช้อย่างจริงจัง และจับต้องได้ โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านสาธารณสุขที่พัฒนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน เช่น ห้องแยกโรคความดันลบ สำหรับโรงพยาบาลสนาม ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานของทีมแพทย์ภาคสนาม จากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  , นวัตกรรมหุ่นยนตร์ปิ่นโต 2 โดยกรมวิทยาศาสตร์บริการ และนวัตกรรมวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 และชุดตรวจโควิด จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่นักวิจัยไทยได้คิดค้นขึ้น 

ผู้เข้าชมสามารถเลือกชมผลงานที่ร่วมจัดแสดงในครั้งนี้ได้มากกว่า 200 ผลงาน จากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะผลงานนวัตกรรมด้านสาธารณสุข และการเกษตร สำหรับรูปแบบการจัดงานได้นำไอเดียของอวกาศเข้ามาเป็นจุดดึงดูดความสนใจ เพื่อสร้างแรงจูงใจจุดประกายความคิดของผู้ชมให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมอวกาศที่อยู่ใกล้ตัว และเหมือนกับผู้ชมได้ท่องไปบนยานอวกาศ (อว T-OS)

 ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการแบ่งพื้นที่ในการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของพระมหากษัตริย์ไทย อันได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) 

ขณะเดียวกันยังมีนิทรรศการที่สร้างสรรค์ เพื่อสอดรับกับแนวคิด “BCG Model” ที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม โดยมุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตแบบองค์รวม ตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ 

 อีกทั้ง ผู้เข้าชมงานยังได้พบกับผลงานจากผู้เข้าประกวดแข่งขันในหัวข้อต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วม เช่น การประกวดคลิปรีวิวสินค้า  “Techno MeeDee”, ประกวดวีดิโอประชาสัมพันธ์ชวนคนที่ใช่ ไปออนไลน์ที่ TechnoMart 2021, โครงการประกวดออกแบบอินโฟกราฟิก STI for New Normal กิจกรรมสัมมนาในหัวข้อต่างๆ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน รวมถึงการร่วมสนุกกับเกมและกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมลุ้นรางวัลอย่างมากมาย 

สำหรับผู้สนใจเสามารถเข้าไปเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดขึ้นผ่านได้ที่
เพจ : https://www.facebook.com/TechnoMartThailand/   และ
สามารถลงทะเบียนก่อนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ : http://technomart2021.com/#index   
เพื่อเข้าชมงาน ได้ตลอด 24 ชม.ตั้งแต่วันที่ 27 – 29 กันยายน 2564 นี้

13 กันยายน 2564

“ตามรอยพ่อฯ” จัดแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19” ชูแนวคิด “สอน เสริม สู้ ด้วยศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น”

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) ปี 9 เปิดตัวแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19”  นำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ  บริษัท    ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนประชาชนในการดูแลรักษาสุขภาพในช่วงวิกฤตโควิด-19  ระดมวิทยากรให้ความรู้ในการดำรงชีวิต การดูแลสุขภาพ และการใช้สมุนไพร บนเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของโครงการตามรอยพ่อฯ 

พร้อมเดินหน้าจัดคาราวานแจกตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า แบ่งปันผลผลิตสมุนไพรของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้าน หรือกล่องกรีนบ็อกซ์ แก่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย สามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “ในสถานการณ์วิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ หลักการพึ่งตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและสมุนไพรพื้นบ้าน ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย ฟ้าทะลายโจร พวกเผ็ดร้อนหอมระเหยทั้งหลาย (เครื่องต้มยำ) นำมาต้มสูดดมและดื่ม คือกินอาหารเป็นยาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โรคระบาดโควิด-19 สมัยโบราณเรียกว่าโรคห่าตำปอด หรือ โรคหวัดที่มันรุนแรงถึงขั้นลงไปถึงปอดนั่นเอง วิธีการรักษาก็คือทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ร่างกายก็จะมีระบบภูมิคุ้มกัน มีความแข็งแรง ดังนั้นอาหารเป็นยาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด นอกจากนั้น การจะรับมือกับสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุด ต้องใช้ ‘ยุทธการ 5 ต.’ 

‘ต.ที่ 1 ตั้งสติ’ นี่คือเรื่องใหญ่สุด อย่าตกใจ ต้องเตือนกันแล้วก็ตั้งสติให้ได้ ถ้ามีสติภูมิคุ้มกันจะมาเอง ‘ต.ที่ 2 รวมตัวกัน’ ตั้งศูนย์ต่อสู้โควิดด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านเรา ด้วยตำรับตำราที่เรามีอยู่ ‘ต.ที่ 3 ต้มยา’ พึ่งตนเองให้ได้ สมุนไพรรอบบ้าน รวมกันมาเอามาต้ม สูดดมให้หายใจโล่ง ทั้งดมทั้งดื่มทั้งกินเข้าไป ‘ต.ที่ 4 ตากแดด’ แดดสร้างวิตามินดี ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันหรือที่เรียกว่า Natural Killer ร่างกายจะมีนักฆ่าประจำตัวตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะแข็งแรงขึ้น     ‘ต.ที่ 5 เต้นประกอบจอบ’ คือ เต้นไปก็ถือจอบขุดดินปลูกสมุนไพรชนิดต่างๆ ไว้ในบ้านของเราไปด้วย ถ้าฉุกเฉินจำเป็นต้องกักตัวอยู่ที่บ้านจะได้มีสมุนไพรอยู่ข้างบ้านเลย ถ้าไม่มีที่ดินข้างบ้านก็ไปหากระถางมาปลูกสมุนไพรให้ได้สัก 5-6 อย่าง ก็จะสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะที่ยังไม่มีหมอยังไม่มียา”

ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของแคมเปญรวมพลังสู้โควิด-19 ว่า “นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โครงการตามรอยพ่อฯ ซึ่งดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 9 ในปีนี้ ได้เดินหน้าให้ความรู้ประชาชนในการใช้ชีวิตตามแนวทางศาสตร์พระราชา เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเอง อันเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือกับทุกวิกฤตรวมถึงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ดี ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเพิ่มมากขึ้น 

โครงการตามรอยพ่อฯ จึงร่วมกับเครือข่ายฯ และบริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด   จัดแคมเปญ ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ ด้วยแนวคิด ‘สอน เสริม สู้ โควิด-19 ด้วยศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น’ โดย ‘สอน’ คือ การแบ่งปันความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการพึ่งพาตนเอง ทั้งการปลูกพืชผักสวนครัว การกินอาหารเป็นยา ความรู้เรื่องการใช้และแปรรูปสมุนไพร  ‘เสริม’ คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งทางกายและใจ ด้วยผลผลิตเพื่อป้องกันและดูแลรักษาเบื้องต้นจากเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ  และ ‘สู้’ คือ สู้กับโควิด-19 ด้วยพลังสามัคคี

ทั้งนี้ แคมเปญ ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ ของโครงการตามรอยพ่อฯ ปี 9 จะดำเนินงานระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2564 เพื่อถ่ายทอดความรู้ในการดูแลสุขภาพและพึ่งพาตนเอง ตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงแบ่งปันความช่วยเหลือให้กับประชาชน โดยร่วมมือกับ ศูนย์ช่วยโควิด-19 ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ  รวม 19 แห่งทั่วประเทศจัดคาราวาน ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ แจกตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า และกล่องกรีนบ็อกซ์ (Home Isolation Green Box) ซึ่งเป็นชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้านจำนวน 1,000 กล่อง 

ตลอดจนร่วมกับอาจารย์ยักษ์และวิทยากรของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติให้ความรู้ประชาชนในเรื่องของการดำเนินชีวิตตามแนวทางศาสตร์พระราชา และการทำผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันและดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น บนเฟซบุ๊กของโครงการฯ (www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking)”









ด้าน นายไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงรายละเอียดของคาราวาน “รวมพลัง   สู้โควิด-19” ว่า “มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติและเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 19 แห่งทั่วประเทศ จะร่วมกันจัดคาราวาน‘รวมพลังสู้โควิด-19’ โดยจะแจกชุดอาหารเป็นยา ได้แก่ ตะกร้าปันสุข ชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ซึ่งเป็นผลผลิตของเครือข่ายฯ แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ร้องขอรวม 252 พื้นที่ ตลอดระยะเวลา 4 เดือนนี้ 

ทั้งนี้ ‘ตะกร้าปันสุข’ จะเป็นตะกร้าที่ปลูกพืชผักสวนครัวและสมุนไพร ตะกร้าละประมาณ 5-6 ต้น เช่น กะเพรา พริก มะเขือ โหระพา ผักเป็ดญี่ปุ่น ตะไคร้ ฟ้าทะลายโจร กระชาย เป็นต้น ซึ่งผู้รับสามารถนำไปดูแลรดน้ำพรวนดินต่อ หรือนำไปลงดินแยกปลูกได้เลย ก็จะได้สมุนไพรไทยปลูกไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้ทันที ส่วนน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ใช้สูดดมดื่มกินเพื่อเพิ่มเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ประกอบด้วย ลูกใต้ใบ 1 กำมือ เหง้ากระชาย 1 กำ  ขิงแก่ 2 หัว  ข่าแก่ 2-3 หัว  หอมแดง 1 กำ ตะไคร้ 1 กำ  มะนาว 1-2 ลูก มะขามเปียก 1 กำ เกลือเล็กน้อย ต้มกับน้ำสะอาด 5 ลิตร ซึ่งเราจะแจกทั้งแบบสมุนไพรสดให้ไปต้มแจกจ่ายกันเองในชุมชนและแบบต้มเป็นน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม”

  




ด้าน นายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการไปทั่ว บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า ว่า “สูตรน้ำ 7 นางฟ้า ค่อนข้างสมบูรณ์ในการแก้หวัด และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ข้อมูลจากแพทย์แผนไทยเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ระบุว่าลูกใต้ใบ เป็นยาแก้ไข้มาแต่โบราณ ช่วยรักษาไข้ป่า ไข้มาลาเรีย ส่วนขิง ข่า ตะไคร้ มะขามเปียก กระชาย ช่วยขับเสมหะแก้ไอ ขับถ่ายดี เกลือช่วยตัดพิษของกระชาย อย่างไรก็ดี ยาสมุนไพร ควรกินเป็นตำรับยา ไม่ควรกินเชิงเดี่ยว น้ำ 7 นางฟ้า หากดมและดื่มอย่างถูกวิธีร่วมกับยาฟ้าทะลายโจร ก็จะช่วยทำงานกันเป็นทีม เพื่อปรับธาตุในร่างกายให้สมดุล และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย น้ำ 7 นางฟ้าจึงเริ่มแพร่หลาย 

และเป็นอีกทางเลือกสำคัญในการพยุงผู้ป่วยสีเขียว หรือผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นได้ดี โดยก่อนหน้านี้ เราได้เริ่มต้มน้ำ 7 นางฟ้า นำร่องแจก 500 ถ้วย 5 วันต่อเนื่อง แจกคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนิน ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีว่าช่วยแก้หวัดลดไข้ได้ดี หลังจากนั้นได้ส่งสมุนไพรให้ชุมชนเพื่อนำไปต้มดื่มเสริมภูมิคุ้มกัน รวมถึงส่งน้ำ 7 นางฟ้าถึงบ้านคนป่วยที่ลงทะเบียนผ่านไลน์ธรรมธุรกิจอีกด้วย” 





ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ในวิกฤตแบบนี้จำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อม ไม่ควรจะประมาท ต้องสามัคคีช่วยเหลือกัน การช่วยเหลือที่ดีที่สุด คือ ทำตัวเองให้แข็งแรง ต้องหาทางพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด ผมขอชักชวนให้ทุกคนลุกขึ้น จุดไฟในใจตัวเอง รวมตัวจุดไฟในชุมชนของเราขึ้นมา พึ่งตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติทำได้แล้ว เราพึ่งตนเองในหลายชุมชน ปิดล้อมจนไวรัสโควิด-19 หายไปจากทั้งหมู่บ้านได้ ยืนยันว่าศาสตร์พระราชาแก้ปัญหาได้ทุกวิกฤต แล้วเราจะรอดไปด้วยกันทั้งประเทศ”


ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19” ในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking หรือ https://ajourneyinspiredbytheking.org 

เครือข่ายที่เข้าร่วมแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19” 

1 ธรรมธุรกิจ อาหารเป็นยา  

  *ร้านยักษ์กับโจน สัมมากร - ชุดต้มสมุนไพร 7 นางฟ้า   

  *ร้านยักษ์กับโจน บรรทัดทอง - น้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า 57

  *ฐานธรรมพระราม 9 - ตะกร้าปันสุข  

  *ฐานธรรมสันป่าตอง    

2 ศูนย์ปฏิบัติการศกพ.ฯ ดอยผาส้ม จ.เชียงใหม่ " 10

3 ศูนย์เรียนรู้ฯสวนล้อมศรีรินทร์ จ.สระบุรี " 10

4 วัดหนองพลับ จ.สระบุรี " 10

5 โรงเรียนบ้านโป่งเกตุ จ.สระบุรี " 15

6 สำนักสงฆ์ศรีสมบูรณ์ "  5

7 ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก จ.ลพบุรี " 10

8 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี " 35

9 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติโป่งแรด จ.จันทบุรี " 10

10 ศูนย์เรียนรู้ฯบ้านไร่ยายลิ้ม จ.เพชรบุรี " 10

11 กลุ่มกสิกรรมโคราช “ 10

12 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสุรินทร์ จ.สุรินทร์ " 10

13 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดฉะเชิงเทรา  " 10

14 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดบุรีรัมย์ " 10

15 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดเลย " 10

16 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติปูทะเลย์ฯ จ.อุบล " 10

17 เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติจังหวัดเพชรบูรณ์ "  5

18 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติเพลิน จ.ชุมพร " 10

19 ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติอันดามัน จ.ภูเก็ต "  5

  รวม   252



10 กันยายน 2564

รมต.พิพัฒน์ ปลื้ม ผู้ประกอบการสนใจร่วมเจรจาธุรกิจ...เตรียมพร้อมเปิดประเทศ


วันที่ 8-9 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ธนาคารออมสิน และ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมมือกัน จัดกิจกรรม “ท่องเที่ยวจับคู่        กู้เศรษฐกิจ Restart Tourism” ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Online Event) พร้อมช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้ง 13 สาขาวิชาชีพ ที่ประสบผลกระทบจากวิกฤตการระบาดของโควิด-19 โดยจัดกิจกรรมสัมมนา ผ่านช่องทาง Zoom Conference และ Facebook Live ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 300 ราย รวมไปถึงกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Online Business Matching) กับธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  ที่ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวและสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ผู้ประกอบการกว่า 100 ราย ภายใต้วงเงินกู้ของธนาคารแห่งประเทศไทย 250,000 ล้านบาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตอบรับนโยบายรัฐบาลในการเปิดประเทศ 120 วัน โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เตรียมพร้อมขับเคลื่อนแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน มุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ 

กิจกรรม ท่องเที่ยวจับคู่ กู้เศรษฐกิจ Restart Tourism ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จากผู้ประกอบการทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ร่วมฟังการสัมมนาให้ความรู้จากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ ที่พร้อมจะช่วยสนับสนุนด้านเงินทุนให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการให้เดินหน้าต่อ รวมถึงรับฟังแนวคิด และการปรับตัวธุรกิจในยุควิถีใหม่ (New Normal) โดยวิทยากรรับเชิญ คุณอภิรัตน์ หวานชะเอม Chief Digital Officer SCG Cement Building Material Co., Ltd. มาร่วมจุดประกายความคิดและสร้าง Mindset สู่นวัตกรรมการท่องเที่ยว Trend ใหม่ Workcation ในโอกาสเปิดประเทศที่จะมาถึงในอนาคต

ทั้งนี้ สำหรับแผนการเปิดประเทศเพื่อกระตุ้นให้ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งหนึ่ง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เตรียมเสนอ 2 โครงการในระยะเวลาหลังจากคลายล็อคดาวน์และหากสถานการณ์การระบาดดีขึ้น กับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3” และโครงการ “ทัวร์ทั่วไทย” เสนอ สบค. อนุมัติโครงการดังกล่าวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในเดือน ตุลาคม 2564 นี้ โดยปัจจุบันทั้ง 2 โครงการนี้มีกรอบเงินกู้ คงเหลือ 10,988 ล้านบาท จากเราเที่ยวด้วยกัน 5,958 ล้านบาท และทัวร์เที่ยวไทยที่ 5,000 ล้านบาทอีกด้วย





โดยที่ผ่านมาได้มีการนำร่องเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีนครบโดส ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยกับ “โมเดลภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. โดยนักท่องเที่ยวเมื่ออยู่ภูเก็ตครบ 14 วัน สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่นๆ ได้ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วกว่า 2 หมื่นคน ต่อด้วย “สมุยพลัส” เมื่อวันที่ 15 ก.ค. โดยเปิด 3 เกาะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า และการเปิดส่วนขยายภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 7+7 โดยปรับเกณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเมื่ออยู่ภูเก็ตครบ 7 วัน สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ที่กำหนด ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี, เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ จังหวัดกระบี่ และเขาหลัก เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา ขณะที่ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากางแผนเปิดประเทศในระยะต่อไป 

โดยเฟส 2 จะเริ่มวันที่ 1 ต.ค. นี้ โดยจะเปิดเพิ่มอีก 5 จังหวัด กทม. ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงใหม่ ต้อนรับช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว

ส่วนเฟส 3 เริ่ม 15 ต.ค. เป็นต้นไป เปิดเพิ่มอีก 21 จังหวัด จนครบทั่วประเทศ 

และเฟส 4 จะเป็นการทำ  “ทราเวลบับเบิล” กับประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่ชายแดนต่างๆ ภายในวันที่ 1-15 ม.ค. 2565 และมีนโยบายผลักดันการเปิดประเทศต่อไปในอีกหลายจังหวัด

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดตัวเว็บไซต์ DIPROM TO GO แพลตฟอร์มออนไลน์รูปแบบใหม่ หนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน

 

กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “DIPROM TO GO เว็บไซต์สำหรับส่งเสริมส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยว” แบบครบวงจร สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ หนุนภาคอุตสาหกรรมผ่านพ้นวิกฤตโควิด ผ่านระบบออนไลน์




นายวัชรุน จุ้ยจำลอง ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผย ผ่านการแถลงข่าวออนไลน์ ในวันที่ 10 กันยายน 2564 ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2563 ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตโควิด 19  ทั้งในระดับภูมิภาค และ ระดับประเทศ

แม้ขณะนี้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่หลายอุตสาหกรรมก็ยังคงประสบกับปัญหา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร และ การท่องเที่ยว  ซึ่งกระทบไปทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการรายเล็กตามชุมชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้วยเหตุนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสร้าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย  ได้ตระหนักและเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปมีส่วนช่วยผู้ประกอบการเหล่านี้ ให้สามารถอยู่รอด และพัฒนาสินค้า และผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีความแตกต่าง และ โดดเด่นมากยิ่งขึ้น เหมาะกับผู้บริโภคในปัจจุบัน และเน้นการสร้างความเจริญแบบยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศในทุกภาคส่วน

 โดยการพัฒนาการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า “คลัสเตอร์” ซึ่งเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน / ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของภาคการผลิต การค้า และบริการ และเพื่อผลักดันให้ผลิตผล และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้มีช่องทางในการจำหน่าย

กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชนจึงได้จัดทำเว็บไซต์สำหรับส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยว  หรือ DIProm To Go ขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนได้มีช่องทางการจำหน่าย และยอดขายเพิ่มมากขึ้น ในภาวะวิกฤติโควิดนี้ แบบครบวงจร

จุดเด่นของเว็บไซต์นี้ขึ้น DIProm To Go นอกจากเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอสินค้าจากชุมชนคลัสเตอร์วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภค และผู้ประกอบการสามารถติดต่อซื้อขายสินค้ากับชุมชนได้โดยตรง เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภค และ ผู้ผลิต ทำให้เกิดกลไกการค้าขายที่มีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคในปัจจุบัน สร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน”

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร. 023822171 หรือ www. DIProm To Go .com

09 กันยายน 2564

พม.อบรมการขายออนไลน์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ชาวเขา วางเป้าสู่ตลาดโลก

วันนี้ (7 กันยายน 2564) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จัดโครงการฝึกอบรมการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์/การขายออนไลน์ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการขายในยุคดิจิทัล และให้ราษฎรบนพื้นที่สูงได้เสริมศักยภาพทางด้านอาชีพและผลิตภัณฑ์ ให้มีคุณภาพพร้อมที่จะส่งออกจำหน่ายสู่ตลาดโลก ผู้เข้าอบรมประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กองพัฒนาสังคมกลุ่มเป้าหมายพิเศษ และเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง โดยกำหนดจัดฝึกอบรมระหว่างวันที่ 7 - 9 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Zoom Cloud Meeting)

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระลอกใหม่ ที่มีความรุนแรงเป็นวงกว้างทั่วประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการท่องเที่ยวที่เป็นการสร้างรายได้ให้แก่ราษฎรบนพื้นที่สูงต้องหยุดชะงักลง กระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เล็งเห็นถึงสภาพปัญหาและโอกาสดังกล่าว จึงได้จัดโครงการฝึกอบรมการออกแบบสื่อประชาสัมพันธ์/การขายออนไลน์ ขึ้น โดยมีการฝึกอบรมเรื่อง Digital Marketing Revolution ภาพรวมของการตลาดออนไลน์ในแต่ละยุค และพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละแพลตฟอร์ม แนวทางการวางแผนการตลาดที่ตอบโจทย์กับเป้าหมายธุรกิจ รวมถึงการสร้าง Profile/Page บน Facebook การสร้าง Content การขายใน Marketplace และเทคนิคการรีวิวที่นำพาไปสู่ความสำเร็จ เพื่อเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ นำความรู้ที่รับไปปรับใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของราษฎรบนพื้นที่สูงในรูปแบบออนไลน์


ปัจจุบันการตลาดออนไลน์มีการแข่งขันสูง และมีรูปแบบการนำเสนอต่าง ๆ ที่ตรงใจลูกค้า ดังนั้นฝึกการอบรมดังกล่าวจะสามารถตอบสนองการเพิ่มศักยภาพตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเพิ่มยอดขายด้วยสื่อและเครื่องมือออนไลน์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน สามารถแข่งขันทางการตลาดได้ ตลอดจนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูง เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการจัดสวัสดิการทางสังคมให้กับราษฎรและชุมชนบนพื้นที่สูง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

กระทรวง พม. พร้อมส่งเสริมสวัสดิการแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง ให้เข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน สิทธิต่าง ๆ รวมถึงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพจากการแปลงศิลปะวัฒนาธรรมของราษฎรบนพื้นที่สูงให้เป็นรายได้ ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน