เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

20 มกราคม 2565

ผลภาพวาด “หลวงปู่กับสมาธิและสันติภาพในมุมมองของฉัน” กิจกรรมน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 


เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา : มูลนิธิรักษ์ตับ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร มูลนิธิรักษ์เยาวชน สมาคมสภาพุทธศาสนิกสัมพันธ์ และสถานีโทรทัศน์ BMCTV ประกาศผลการประกวดภาพวาด หัวข้อ“หลวงปู่กับสมาธิและสันติภาพในมุมมองของฉัน”  กิจกรรมน้อมรำลึก 152 ปีชาตกาล หลวงมั่น ภูริทัตโต ณ ธรรมสถานหลวงวิเศษสาครฤทธิ์ (สถานีโทรทัศน์ BMC TV)  ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) ประธานจัดงานและผู้ประสานงาน 152 ปีชาตกาลหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เล่าถึงที่มาของการจัดงาน ว่า “เราได้ทำกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งครบ 149 ปี จนถึง 151 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งได้ผลักดันทั้งเรื่อง UNESCO บุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ปี 2563-2564 ซึ่งก่อให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีต่อสังคมมาก

หลังจากที่อาจารย์ได้รับรางวัล ค่าของแผ่นดิน จึงเกิดความคิดในการสานต่องานองค์หลวงปู่มั่นให้ยั่งยืน โดยวางแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อรำลึกถึงในวาระครบ 152 ปีชาตกาล และริเริ่มการจัดกิจกรรมประกวดภาพวาดชิงเงินรางวัลทุนการศึกษาในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” เพื่อให้คนไทยได้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าชีวประวัติ ปฏิปทา ขององค์หลวงปู่มั่น แล้วนำมาใช้ในการวาดภาพ พร้อมเกิดการซึมซับธรรมะขององค์ท่านไปในตัวด้วย

เป็นกุศโลบายที่จะให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ ขององค์หลวงปู่มั่น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  ด้วยการสอดแทรกศีลธรรมเข้าสู่ตัวเด็ก และประชาชน นับเป็นการสานต่อศรัทธา 152 ปีชาตกาล องค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตที่เกิดจากความสนใจได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน”









สำหรับผลการประกวดภาพวาดชิงเงินรางวัลทุนการศึกษา ในหัวข้อ “หลวงปู่มั่นกับสมาธิและสันติภาพ ในมุมมองของฉัน” ผู้ได้รับรางวัล ได้แก่

1. ระดับประถมศึกษา รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เด็กชายเจษฎา ทองบรรหา โรงเรียนวัดบ้านกล้วย จังหวัดสระบุรี รางวัลรองชนะเลิศ          ได้แก่ เด็กหญิงเอมมิกา บุญสวัสดิ์  โรงเรียนแย้มวิทยการ จังหวัดราชบุรี เด็กหญิงปุญญิศา สดใส  โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รางวัลชมเชย ได้แก่ เด็กหญิงภัทรวดี สุทธิอาจ โรงเรียนบ้านหลุบเลา จังหวัดสกลนคร

2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เด็กหญิงรุ่งอรุณ ภูมิหมื่น โรงเรียนอนุบาลพุทธเมตตา จังหวัดอุบลราชธานี รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เด็กหญิงพรนิชา สุขสบาย  โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลชมเชย ได้แก่ เด็กชายณัฐพล แซ่แต้  โรงเรียนไทยรัฐวิทยา จังหวัดชุมพร

3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวพรทิพย์ สีหา โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวจณิสตา  ลิ้มประเสริฐ โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสาวลุด ไขสำแดง โรงเรียนมูลมังหลวงปู่ชอบฐานสโม จังหวัดเลย นายกิตติภัทร สิทธิวงศ์ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ

รางวัลพิเศษ ได้แก่  นายธีรสิทธิ์ เรืองสา โรงเรียนวังสมบูรณ์วิทยาคม จังหวัดสระแก้ว




4. ระดับมหาวิทยาลัย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่  นายอนันต์ วงษ์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (พระราชวังสนามจันทร์) จังหวัดนครปฐม รางวัลรองชนะเลิศ  ได้แก่  นางสาววรรณวารี นารายณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่รางวัลชมเชย ได้แก่  นายพงษ์ภูธาร ทำดี  มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด

5. บุคคลทั่วไป รางวัลชนะเลิศได้แก่ นายสุรพันธ์ ขวัญแสนสุข  จังหวัดนครปฐม รางวัลรองชนะเลิศได้แก่ นายสุชาติ ขวัญหวาน จังหวัดนครปฐม รางวัลชมเชย ได้แก่ นายกตัญญู วัฒนาประดิษฐชัย จังหวัดกาฬสินธุ์

นางสาวพรทิพย์ สีหา โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ ม.ปลาย ชื่อภาพ:ร่วมแรงกายสร้างแรงใจ กล่าวถึงแนวความคิดของภาพว่า “ใช้แนวคิดที่ว่า แม้หลวงปู่ มั่นจะละสังขารไปกว่า 70 ปีแล้ว พลังศรัทธาของพุทธบริษัทที่ รวมแรงร่วมใจจากพลังแห่งสันติภาพ และความมีสามัคคีธรรมก็เหนี่ยวนำให้เกิดงานศิลปกรรมอันวิจิตร ด้วยแนวคิดที่ยึดเอา จริยวัตรอันงดงามของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นสรณะ”

โดยนายอนันต์ วงษ์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (พระราชวังสนามจันทร์) ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศระดับมหาวิทยาลัย กล่าวถึงแนวความคิดของภาพวาดว่า “ผมต้องการที่จะสื่อถึง มุมมองของเด็กแต่ละคนที่เขาได้ทราบถึงชีวประวัติ และจินตนาการถึงหลวงปู่มั่น ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธา เพลิดเพลินไปกับการถ่ายทอดเรื่องราวไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ก็มักจะมีประชาชนเลื่อมใส และขอติดตามไปด้วยจากการเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ของท่านทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศทั่วโลก เพราะฉะนั้นการไปของท่านก็คือการนำหลักธรรมไปเผยแผ่ในตัวทำให้เกิด สันติภาพ สันติธรรม และสันติสุข

ส่วนรางวัลชนะเลิศ ประเภทบุคคลทั่วไป นายสุรพันธ์ ขวัญแสนสุข กล่าวถึงแนวคิดของการวาดภาพนี้ว่า ผมนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับวิธีการปฏิบัติกรรมฐานตาม แนวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดยใช้แนวทางแบบกาย คตาสติภาวนาเป็นหลักปฏิบัติ แนวทางดังกล่าวเป็นการ พิจารณากรรมฐาน ๕ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็น องค์ประกอบสำคัญในการปฏิบัติกรรมฐาน หลักดังกล่าวเมื่อพิจารณาโดยถ่องแท้แล้วจะเห็นว่าร่างกาย ของมนุษย์นี้เป็นสิ่งไม่น่ารักใคร่ ยึดถือควบคุมไม่ได้จนเกิดความ เบื่อหน่าย คลายความยึดมั่นถือมั่น

 ดังนั้นแล้วมุมมองที่มีต่อเพื่อนมนุษย์จะเป็นไปในลักษณะของผู้ร่วมเกิดร่วมตาย เกิด ความเมตตา มุมมองดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญใน กระบวนการสร้างสันติภาพ”

พระอาทิตย์ อธิปุญโญ (วงศ์แสนสุข) ประธานจัดงานฯ กล่าวในตอนท้ายว่า “นอกจากนี้ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทั้งคณะกรรมการ คณาจารย์จากสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร สื่อมวลชนทุกแขนง และผู้มีส่วนผลักดันร่วมในการมอบทุนการศึกษา คุณบุญชัย กอบสมบัติ คุณสุปราณี โยธินอุปมัย คุณโฉมฉาย อรุณฉาน

....เป็นที่น่ายินดีว่า กิจกรรมการประกวดภาพวาดในครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้ส่งภาพเข้าประกวดถึง 1,000 กว่าภาพ ซึ่งครั้งนี้เป็นการจัดครั้งแรก เราจึงอยากฝากติดตามกิจกรรมดีๆ ที่น่าสนใจในกิจกรรม 153 ปีชาตกาล และในปี ต่อๆไป เพื่อน้อมรำลึกถึงหลวงปู่มั่นสืบไป”

ติดตามการประกาศรายชื่อผู้รับรางวัลทุนการศึกษา ใบประกาศเกียรติบัตร และการรับรางวัล ได้ที่ Facebook Fanpage : BMC TV หรือที่ สถานีโทรทัศน์ BMCTV

 

 

รมว.คลังเปิดงานสัมมนาเรื่อง “ศักราชใหม่...ความหวัง(หรือแค่ฝัน)ประเทศไทย 2022”

สำนักข่าวบางกอกทูเดย์  ร่วมกับคณะวิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเว็บไซต์ข่าว The Leader Asia จัดการสัมมนาเรื่อง  “ศักราชใหม่...ความหวัง(หรือแค่ฝัน)ประเทศไทย 2022” เมื่อบ่ายวันที่ 20 มกราคม  2565  ณ ห้องประชุมชั้น 7 อาคาร 23   มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ แรงขับเคลื่อนประเทศไทยในศักราชใหม่ 2022”     

  

ถัดจากนั้นเป็นการเสวนาเรื่อง “ หวังอะไร?… ประเทศไทยในปี 2022”โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรชั้นนำได้แก่ นายแพทย์เกรียงไกร ถวิลไพร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะทาง  อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์  ดร.สักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย   นายอิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าบุคคล   ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร  นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต  รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ดำเนินรายการโดยนายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ บรรณาธิการข่าว The Leader Asia            

การสัมมนาครั้งนี้ได้ทำการถ่ายทอดสดทาง Facebook Live  : ExtensionUTCC , @BangkokTodayFan  และ www.theleaderasia.com  โดยได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)  บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

8 องค์กรภาคีเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือการจัดการขยะติดเชื้อ “ทิ้งถูก ผูกโบแดง โควิดไม่กระจาย”

ตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ โควิด-19 ทั่วโลก ทวีความรุนแรงมากขึ้น มีการกลายสายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายจนถึงต้นปี 2565 คือ     สายพันธุ์โอมิครอนที่สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อุปกรณ์ป้องกันและตรวจสอบโรคไม่ว่าจะเป็น หน้ากากอนามัย  ถุงมือ  หรือชุดตรวจ  ATK กลายเป็น สิ่งที่อยู่คู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนในสองปีที่ผ่านมา ขยะที่มีเหตุอันควรให้สงสัยว่ามีการปนเปื้อนดังกล่าว หรือขยะติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตและสภาพแวดล้อม   หากไม่มีการดำเนินการใดๆ สถานการณ์โรคระบาดดังกล่าวคงไม่หมดไปจากประเทศไทย   สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วยองค์กรเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมจึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการฯ  โดยมี   พลเรือเอก พิเชฐ ตานะเศรษฐ หัวหน้าคณะทำงานกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคเขต16 รองนายกรัฐมนตรี   (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี  หลังจากการทำงานตั้งแต่กันยายน 2564  โครงการดำเนินงานเพื่อประชาสัมพันธ์ กระตุ้นความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการแพร่กระจายเชื้อโรคจากขยะติดเชื้อ และแนะนำฮาวทูทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้อง โดยใช้โบแดง เชือกแดงเป็นสัญลักษณ์ให้กับเจ้าหน้าที่จัดการขยะได้รับทราบ



พลเรือเอก พิเชฐ ตานะเศรษฐ ประธานในพิธี กล่าวว่า  ภาวะปกติขยะติดเชื้อจะเกิดเฉพาะสถานพยาบาล หรือห้องปฏิบัติการ แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาขยะที่มีการปนเปื้อนเชื้อโควิด19 มาจากหลายสถานที่เสี่ยง รวมทั้งจำนวนมากขึ้นจนเป็นปัญหา  สิ่งที่ผมเน้นย้ำคือการคัดแยกที่ต้นทางมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการลดภาระการกำจัดขยะติดเชื้อ วันนี้จึงเป็นเรื่องที่ดีที่ 8 องค์กรเครือข่ายและองค์กรสนับสนุนได้ริเริ่มโครงการจัดการขยะติดเชื้อ “ทิ้งถูก ผูกโบแดง โควิดไม่กระจาย” ขึ้น  ซึ่งจะเป็นการสื่อสารให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะติดเชื้ออย่างถูกวิธี  ด้วยการแยกขยะติดเชื้อใส่ถุงผูกโบแดงเป็นสัญลักษณ์ ที่จะสื่อให้ผู้พบเห็นระวังและเจ้าหน้าที่นำไปกำจัดให้ถูกต้อง

รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานโครงการฯ  กล่าวว่า ความร่วมมือการทำงานกันอย่างต่อเนื่องของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้ช่วยกันผลักดัน โครงการทิ้งถูก ผูกโบแดง โควิดไม่กระจาย ให้เกิดขึ้นในปลายปี 2564 นั้น จนเกิดประสิทธิผล ก่อให้เกิดความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ เกิดเป็นพิธีลงนาม 

MOU ในวันนี้   เพื่อร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลง ข้อปฏิบัติ ตระหนักถึงปัญหาการทิ้งขยะติดเชื้อ ก่อให้เกิดเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ประชาชนได้มีแนวทางในการปฏิบัติและเรียนรู้ การทิ้งขยะถูกวิธี เพื่อสังคมที่ดีต่อไป

ดร.ณ ฤดี เคียงศิริ นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจฯ (สธวท กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบและอันตรายจากขยะติดเชื้อทีมีต่อการดำรงชีวิตในสังคม  สธวท กรุงเทพฯ องค์กรริเริ่มจัดทำโครงการนำร่อง  ในวันนี้เกิดภาพการทำงานร่วมกัน เกิด 100 ชุมชนต้นแบบในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ   ดิฉันพร้อมเร่งผลักดันโครงการให้เกิดกับสมาคมสมาชิกของสหพันธ์ฯอีก 21 จังหวัด


คุณวิรัตน์ มนัสสนิทวงศ์ ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร  คุณปรีญาพร สุวรรณเกษ  รองอธิบดี
กรมควบคุมมลพิษ  และคุณนภพรรณ นันทพงษ์ ผอ.สำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กล่าวถึงความร่วมมือในโครงการว่า งานสนับสนุนนโยบายวิชาการเพื่อเป้าหมายในการช่วยกันขยายผลบอกต่อ ประชาสัมพันธ์ฮาวทูทิ้งขยะติดเชื้อที่ถูกต้อง จัดการขยะติดเชื้อที่เกิดขึ้นให้ได้รับการกำจัดอย่างถูกสุขาภิบาลทั้งที่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง  ปลอดภัย ไม่เป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคซึ่ง หากประชาชนทุกคนได้รับความรู้และช่วยกันไม่ใช่เพียง 100 ชุมชนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมยิ่ง โครงการนี้จะเป็นหนึ่งแรงผลักดันให้พวกเราช่วยกันลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด 19  และก้าวข้ามผ่านไปด้วยกัน

14 องค์กรเครือข่ายร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการจัดการขยะติดเชื้อ                  “ทิ้งถูก ผูกโบแดง โควิดไม่กระจาย” 

1) สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  มหาวิทยาลัย   กรุงเทพฯ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  มหาวิทยาลัย     
2) กรุงเทพมหานคร             
3) กรมอนามัย       
4) กรมควบคุมมลพิษ   
5) คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
6) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
7) สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย     
8) สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร
9) 6 องค์กรสนับสนุน ได้แก่ ได้แก่ บมจ.บีจีที คอร์ปอเรชั่น  บจก.ซิลเวอร์ ซี เอ็กโซติก เลเธอร์
บจก.วินเนอร์เอสเตท  สโมสรโรตารีกรุงเทพไชน่าทาวน์  สโมสรซอนต้ากรุงเทพ 10  และ
มูลนิธิ เอิร์ธ อะเจนด้า    

โดยมีพันธกิจความร่วมมือร่วมกันเพื่อช่วยกันลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ขับเคลื่อนสุขภาวะที่ดีเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ

อาจารย์คฑา ชินบัญชร นำทัพดารานักแสดง รวมสักการะ“ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว”

เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ ณ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น”อาจารย์คฑา ชินบัญชร นำทัพดารานักแสดง รวมสักการะ“ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว” เสริมสิริมงคลรับปีใหม่ ณ “เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่น”

20 มกราคม 2565, กรุงเทพฯ ประเทศไทยอาจารย์คฑาชินบัญชรนักโหราศาสตร์ชื่อดังของไทย และพรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวกศาสตร์จีนเฮงยืนหนึ่ง นำทัพคณะดารานักแสดงชั้นนำของไทยร่วมกราบสักการะ “ศาลเจ้าแม่หม่าโจ้ว”ขอพรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ในโอกาสวันขอบคุณเจ้าแม่หม่าโจ้ว (วันเสี่ยซิ้ง)ณ เดอะ ล้ง 1919 ริเวอร์ไซด์ เฮอริเทจ เดสติเนชั่นสถาปัตยกรรมจีนเก่าแก่ 7 แผ่นดิน และที่ประดิษฐานขององค์หม่าโจ้วศักดิ์สิทธิ์ 3ปาง ยืนหนึ่งเรื่องฮวงจุ้ยดี เสริมพลังชีวิตรับพลังบวกจากสายน้ำเจ้าพระยา ตัวแทนความมั่นคั่งอุดมสมบูรณ์ที่จัดขึ้นตลอดเทศกาลแห่งความสุขแรกของปีระหว่างวันที่17 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์โดยมีแขกผู้มีเกียรติ ดารานักแสดงและคนในวงการบันเทิงเข้าร่วมพิธีคับคั่ง อาทิ คุณสักก์พิพัฒน์ประภาสิทธิ (ซี)กรรมการผู้จัดการบริษัทดีอาร์เจแอลกรุ๊ปจำกัด (Dr.Jill)คุณทอปัดสุบรรณรักษ์Chief Strategic Marketing & Sustainability Officer บริษัทแอสเสทเวิรด์คอร์ปจำกัด (มหาชน)นันทวันแสงธรรมกิจกุล (แหม) คุณณพสิทธิ์เที่ยงธรรม (เป็ป) คุณธนัชพันธ์บูรณาชีวาวิไล (บุ๊คโกะ) คุณสมเกียรติจันทร์พราหมณ์ (เสนาลิง) คุณอานนท์ มิ่งขวัญตา (พชร์อานนท์) คุณยชญกรณ์หิรัญ (โอ๋) คุณมนาเทศอันนวัฒน์(จูเนียร์)และนักแสดงจากซีรีย์ You're My Skyคุณกฤษณพงศ์ศรีสิททิยานนท์ (เสือ) และคุณธนธรณ์เจริญรัตนพร (ปอร์เช่)

กระทรวง พม. โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายจังหวัดพะเยา

ขอเชิญท่านมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ “ชุมชนท่องเที่ยววิถีชาและกาแฟ”
ปางปูเลาะ ผาแดง  ป่าเมี่ยง

สัมผัสวัฒนธรรมชนเผ่า ชิมช็อปสินค้าชนเผ่า ในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2565 

ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป  ณ เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงปางปูเลาะ จังหวัดพะเยา



#ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดพะเยา #ท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์

17 มกราคม 2565

บทความพิเศษ เกี่ยวกับการศึกษา โดย ดร. กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

          โดยทั่วไปจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาของทุกประเทศ มีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษา ให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่ประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้
กับประเทศ    

          การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นการยกระดับศักยภาพในหลายมิติควบคู่กับการขยายโอกาส ของประเทศในเวทีโลก ซึ่งการศึกษานับเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพ สามารถยกระดับการพัฒนาประเทศได้

          มีผลการศึกษาวิจัย ซึ่งสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ ได้สรุปผลการวัดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยในอาเซียนและเวทีโลกไว้ โดยใช้ผลการประเมินของ 6 หน่วยงานหลัก คือ HDI / IMD / WDCR /WEF / PISA /  และ QS  ซึ่งสามารถบ่งชี้ถึงคุณภาพของประชาชน และแนวโน้มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ทั้งนี้โดยยึดเอามิติด้านการศึกษาเป็นดัชนีหลักในการประเมินผลล่าสุดเท่าที่มีข้อมูลในช่วงเวลาประมาณปี 2018 ถึง 2020ผลการประเมินมีดังต่อไปนี้

          HDI (Human development Index) หรือสำนักงานโครงการเพื่อพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้จัดทำดัชนีการพัฒนามนุษย์(HDI) ชึ้น โดยดัชนีบ่งบอกถึงการพัฒนามนุษย์ใน 3 ด้านคือ 1.ด้านสุขภาพ ได้เเก่ ความคาดหมายคงชีพ   2.ด้านการศึกษา ได้แก่ ปีการศึกษาที่คาดหวัง และปีการศึกษาเฉลี่ย 3. ด้านมาตรฐานการครองชีพ ได้เเก่ รายได้ประชาชาติต่อหัว ซึ่งสามารถแบ่งการพัฒนามนุษย์ออกเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มการพัฒนามนุษย์สูงมาก กลุ่มการพัฒนามนุษย์สูง กลุ่มการพัฒนามนุษย์ปานกลาง และกลุ่มการพัฒนามนุษย์ต่ำ ปี 2018 ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 77 จาก 189 ประเทศทั่วโลก จัดเป็นกลุ่มการพัฒนามนุษย์ระดับสูง โดยในอาเซียนอันดับ1 ได้แก่สิงคโปร์ 2 บรูไน 3 มาเลเซีย 4 ไทย และ 5 ฟิลิปปินส์

          IMD (International Institute for Management Development) สถาบันพัฒนาการจัดการนานาชาติ ศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆตามปัจจัยหลัก 4 ด้านโดยปัจจัยด้านการศึกษาเป็นปัจจัยย่อยที่อยู่ในปัจจัยหลักโครงสร้างพื้นฐาน มี 19 ตัวชี้วัด อาทิ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ รายจ่ายด้านการศึกษาต่อนักเรียนรายหัว อัตราส่วนนักเรียนต่อครู ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา ร้อยละของผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ผลการทดสอบ PISA ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ (TOEFL Scores) เป็นต้น ปี 2018 ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 56 ของโลก สำหรับในอาเซียนอันดับ 1 ได้แก่สิงคโปร์ 2 มาเลเซีย 3 ไทย 4 อินโดนีเซีย และ 5 ฟิลิปปินส์

          WDCR (IMD World Digital Competitiveness Ranking ) 2019 ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศต่างๆ 63 ประเทศ โดยใช้ดัชนีชี้วัดเป็นปัจจัยหลัก 3 ด้านคือ 1 สมรรถนะด้านความรู้ 2 สมรรถนะด้านเทคโนโลยี และ3 ด้านการเตรียมความพร้อมสู่อนาคต พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับ 40 ของโลก โดยในอาเซียน อันดับ1 ได้เเก่สิงคโปร์ 2 มาเลเซีย3 ไทย 4 ฟิลิปปินส์ และ 5 อินโดนีเซีย

          WEF (World Economic Forum) รายงานดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก 4.0 ( Global Competitiveness Index 4.0 : GCI 4.0)จาก 141 ประเทศโดยดัชนีดังกล่าว เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันที่สะท้อนความเป็น 4.0 จำแนกเป็น 4 กลุ่ม 12 เสาหลัก ด้านการศึกษาได้แก่กลุ่มทุนมนุษย์( Human Capital) เสาหลักที่ 6 ด้านทักษะ(Skill ) มี 4 กลุ่มคือ 1 กำลังแรงงานที่มีในปัจจุบัน 2 กำลังแรงงานที่มีทักษะในปัจจุบัน 3 กำลังแรงงานในอนาคต 4 ทักษะในอนาคตของกำลังแรงงาน ประเทศไทยอยู่ในลำดับ 40 ของโลก ในอาเซียนอันดับ 1คือสิงคโปร์ 2 มาเลเซีย 3 บรูไน 4 อินโดนีเซีย 5 ฟิลิปปินส์ 6ไทย

          PISA ( Programmed for International Student Assessment) โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ มีการประเมินทุก 3 ปีเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อให้ข้อมูลในระดับนโยบาย การประเมินจะครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยแต่ละปีให้น้ำหนักการประเมินแต่ละด้านแตกต่างกัน ปีล่าสุด 2018 เน้นการรู้เรื่องการอ่านที่ร้อยละ 60  ส่วนที่เหลือเป็นน้ำหนักด้านอื่น โดย ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 60 ของโลก ในอาเซียนอันดับ 1 ได้แก่สิงคโปร์ 2 มาเลเซีย 3 บรูไน 4 ไทย  และ 5อินโดนิเซีย

          QS World University Rankings ( Quacquarelli Symonds หรือ QS )เป็นองค์กรที่เผยแพร่การจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก ในชื่อ QS World University Ranking  มีการจัดอันดับเป็นประจำทุกปี โดยใช้องค์ประกอบในการพิจารณา 6 ด้านได้แก่ ความมีชื่อเสียงทางด้านวิชาการ ทัศนคติของผู้จ้างงานต่อบัณฑิต สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษา สัดส่วนจำนวนผลงานวิจัยต่อจำนวนอาจารย์ สัดส่วนจำนวนอาจารย์ต่างชาติ และสัดส่วนจำนวนนักศึกษาต่างชาติ พบว่า 8 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของไทย ได้แก่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 247ของโลก อันดับ 45 ของเอเซีย 2.มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับ 314 ของโลก อันดับ 48 ของเอเซีย  3 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับ601-650 ของโลก อันดับ 100 ของเอเซีย 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับ601-650 ของโลก อันดับ 107 ของเอเซีย 5.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับ 801-1,000 ของโลก อันดับ 127 ของเอเซีย 6. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อันดับ 801-1,000 ของโลก อันดับ 146 ของเอเซีย 7.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อันดับ 801-1,000 ของโลก อันดับ 148 ของเอเซีย  8. มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันดับ 801-1,000 ของโลก อันดับ 160 ของเอเซีย โดย 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเฉพาะในส่วนของกลุ่มประเทศอาเซียน ในการจัดอันดับของ QS World University Ranking 2020 ได้แก่ 1. National University of Singapore 2.Nanyang Technological University Singapore 3.University Malaya Malaysia 4. University Putra Malaysia 5. University kebangsaan Malaysia 6. University Sains Malaysia 7.University Technology Malaysia 8.Chulalongkorn University Thailand 9. University Indonesia 10. Mahidol University Thailand 

       กล่าวโดยรวม ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในระดับกลางๆ ของเวทีโลก และยังติดอันดับต้น ๆของอาเซียน แต่แนวโน้มในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มก้าวขึ้นมานำหน้าประเทศไทย จากเดิมสิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ประเทศไทย อยู่ในอันดับ 2  ขณะนี้มาเลเซียได้ก้าวขึ้นมาแทนที่ อันเป็นผลมาจากการปฏิรูปและพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ปัจจุบันจากผลการประเมินของหลายหน่วยงานพบว่า บูรไน เริ่มเเซงหน้าประเทศไทย ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ในหลายๆด้าน และยังมี อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นคู่เเข่งสำคัญ จนผลการประเมินส่วนใหญ่เราตกไปอยู่ในอันดับที่ 4 ของอาเซียนแล้ว นี่จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้เราต้องตระหนักว่าจำเป็นต้องมีอัตราเร่งในการพัฒนาการศึกษาให้มากกว่านี้ ไม่โทษอดีตที่ผ่านมา ไม่ตำหนิความบกพร่องหรือล้มเหลว แต่จำเป็นต้องมองไปข้างหน้าและหาวิธีการปรับปรุงแก้ไขจุดอ่อน ทุ่มเทพัฒนาระบบการศึกษาอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การศึกษาไทยประสบความสำเร็จ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและยืนอยู่ในอันดับต้นๆของโลกอีกครั้ง

วิริยะประกันภัย รุก “ประกันสุขภาพรถ” รองรับรถหมด Warranty “อะไหล่เสีย เราเคลียร์ให้ ซ่อมครบ จบที่ศูนย์” เบี้ยเริ่มต้น 2,555 บาท

วิริยะประกันภัย ขยายตลาดกลุ่มลูกค้ารถยนต์ รุกประกันภัยคุ้มครองด้านอะไหล่รถยนต์ หลังระยะรับประกันคุณภาพของค่ายรถยนต์หมดลง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ประกันภัยการขยายเวลารับประกัน (สำหรับอะไหล่รถยนต์) “Extended Warranty” เพิ่มอุ่นใจ คลายกังวล และมั่นใจได้ในมาตรฐานการบริการและคุณภาพอะไหล่รถยนต์ ชูจุดเด่นซ่อมห้างเคลมได้ไม่จำกัด ไม่ต้องตรวจสุขภาพรถ รับความคุ้มครองทันทีเมื่อทำประกันภัย ครอบคลุมค่าซ่อม ค่าแรง และอะไหล่สูงสุด 278 รายการ ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่ 2,555 บาท

นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัญหารถเสีย นับเป็นปัญหาสุดคลาสสิคที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จะรถเก่า รถใหม่ รถมือสอง ก็มีโอกาสเสีย จะเสียมาก เสียน้อย ก็ซ่อมกันไปตามอาการและงบประมาณที่มี แต่วันนี้วิริยะประกันภัย ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยครบวงจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านรถยนต์ พร้อมเคียงข้างและเข้าใจถึงปัญหาของคนที่รถเสียหลังหมด Warranty จากศูนย์บริการเป็นอย่างดี และด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นของบริษัทฯในการที่จะดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดและสร้างการบริการที่เหนือความคาดหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและรองรับทุกความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ เราไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมบริการด้านประกันภัยใหม่ๆ เพื่อส่งมอบให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำประกันภัยสูงสุด บริษัทฯ จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ประกันภัยการขยายเวลารับประกัน (สำหรับอะไหล่รถยนต์) “Extended Warranty” หรือ “ประกันอะไหล่รถซ่อมห้าง” อะไหล่เสีย เราเคลียร์ให้ ซ่อมครบ จบที่ศูนย์ ไม่ว่ารถเก่า รถใหม่ รถมือสอง ซ่อมห้างให้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่ต้องตรวจสุขภาพรถ รับความคุ้มครองทันทีเมื่อทำประกันภัย ครอบคลุมค่าซ่อม ค่าแรง และอะไหล่สูงสุด 278 รายการ เพราะเราทราบดีว่า เรื่องรถเสียเป็นเรื่องปกติที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ และนำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงตามอาการหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งชิ้นส่วนอะไหล่แต่ละชิ้นมีระยะเวลาเสื่อมสภาพที่ช้าเร็วต่างกันไป รวมถึงราคาชิ้นส่วนอะไหล่ที่ต่างกันด้วย ซึ่งถ้าผู้ใช้รถไม่ได้วางแผนเตรียมสำรองเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉินสำหรับค่าใช่จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เอาไว้ล่วงหน้า ก็อาจสร้างความกังวลใจกับภาระก้อนใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการมีประกันภัย “Extended Warranty” ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยดูแลการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ นอกจากช่วยคลายความกังวลในเรื่องภาระค่าใช้จ่ายก้อนโตแล้ว ผู้เอาประกันภัยยังมั่นใจในมาตรฐานการซ่อมที่มีคุณภาพจากศูนย์บริการคู่สัญญาอีกด้วย

นางฐวิกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับประกันภัยการขยายเวลารับประกัน (สำหรับอะไหล่รถยนต์) “Extended Warranty” ภายใต้ความคุ้มครองจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) จะให้ความคุ้มครองต่อเนื่องได้ทันทีเมื่อระยะการรับประกันศูนย์ผู้ผลิตสิ้นสุดลง ไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก และไม่ต้องตรวจสภาพรถ (กรณีรถไม่มีความบกพร่องทางกลไกและไฟฟ้าใดๆ ณ วันที่ซื้อประกันภัย) พร้อมมั่นใจได้ในมาตรฐานการบริการ และคุณภาพอะไหล่รถยนต์ (ซ่อมห้าง)  โดยกรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ทำหน้าที่ดูแลให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายชิ้นส่วนอะไหล่ที่เสียตามเงื่อนไขการรับประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ซึ่งความเสียหายของชิ้นส่วนอะไหล่จะต้องเกิดจากการใช้งานปกติ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น อุบัติเหตุจากการใช้รถยนต์ การบำรุงรักษาตามระยะทาง ภัยธรรมชาติ หนูกัดสายไฟ เป็นต้น

โดยมีแผนความคุ้มครองให้ผู้เอาประกันภัยเลือกได้ตามความเหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขการรับประกันภัยรถยนต์ที่สามารถทำประกันอะไหล่ได้ ซึ่งมีแผนความคุ้มครองให้เลือกถึง 3 ระดับ คือ Standard, Plus และ Premium ที่ให้ความคุ้มครองสูงสุด 14 กลุ่มอะไหล่หลัก และชิ้นส่วนอะไหล่สูงสุด 278 รายการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอะไหล่ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถหรือกลุ่มอะไหล่ที่เสียหายบ่อยๆ อาทิ เครื่องยนต์ ระบบเกียร์
ชุดเฟืองท้ายและเพลากลาง ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยว ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบเบรก ระบบไอเสีย ระบบหล่อเย็น ระบบความปลอดภัย ระบบอำนวยความสะดวกและระบบรองรับน้ำหนัก

นอกจากนี้ผู้เอาประกันภัยยังสามารถเลือกระยะความคุ้มครองให้ตรงตามความต้องการ ซึ่งมีทั้งระยะ 6 เดือน และ 1 ปี โดยเลือกความคุ้มครองให้เหมาะสมได้ตามขนาดของเครื่องยนต์ ช่วงอายุรถยนต์ และระยะทางการวิ่ง ด้วยเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่ 2,555 บาท ทั้งนี้ผู้เอาประกันภัยสามารถนำรถยนต์เข้าซ่อมที่ศูนย์บริการคู่สัญญาทั่วประเทศตามที่บริษัทฯ กำหนด โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่ายเมื่อเข้ารับบริการ ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการซ่อม (ภายใต้ทุนประกันตามหน้าตารางกรมธรรม์) และยังครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในการซ่อม ค่าแรง และอะไหล่อันเป็นไปตามเงื่อนไขในการรับประกันภัยตามแผนประกันที่ผู้เอาประกันภัยเลือกไว้

“อย่างไรก็ตามผู้เอาประกันภัยควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง ผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2700 5454 หรือสำนักงานตัวแทนฯ และสาขาฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ” นางฐวิกาญจน์ กล่าวในที่สุด