เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เอแบค เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ ประกาศ MOU กับ ม. กว่างตงชุนจิน รองรับนักศึกษาจีน







มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพบุคลากรขานรับโลกในศตวรรษที่ 21 ผนึกกำลัง Guangdong Ocean University Cunjin Collage ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตรนานาชาติรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย-จีน เผยนักศึกษาจีนนิยมมาเรียนในเมืองไทยมากขึ้น ประกาศความพร้อมเทอมแรกกันยายนปีหน้า
ปัจจุบัน การแสวงความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออก นำโดยประเทศจีน ได้ทวีความสำคัญขึ้นทุกขณะ การบ่มเพาะบุคลากรที่เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมไทย-จีนอย่างลึกซึ้ง และสามารถปรับกระบวนทัศน์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (Assumption University) และ Guangdong Ocean University Cunjin Collage (มหาวิทยาลัย กว่างตงชุนจิน) เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยและจีน ที่ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนสู่ความเป็นสากลรอบด้าน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว โดยได้บันทึกความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ รองรับนักศึกษาจีนที่เดินทางเข้ามาเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษาในประเทศไทย




ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มนักศึกษาจีนมีให้ความสนใจเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยเป็นจำนวนมาก  มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ Guangdong Ocean University Cunjin Collage จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความมือทางวิชาการ เพื่อร่วมพัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา  รองรับความต้องการของนักศึกษาชาวจีนจากทุกภูมิภาค นอกจากจะช่วยขยายโอกาสทางการศึกษา และเปิดประตูสู่เส้นทางอาชีพของบัณฑิตทั้งไทยและจีนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  ยังช่วยยกระดับความเป็นสากลของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นอีกด้วย   


การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือจัดการศึกษาหลักสูตรนานาชาติ ที่เหมาะสมกับผู้เรียนชาวจีน ทั้งระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา ในสาขาวิชาอันเป็นที่สนใจของนักเรียน/นักศึกษาชาวจีนในวงกว้าง  เสริมสร้างบุคลากรที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม เพิ่มพูนศักยภาพของบุคลากรทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนวิทยาการความรู้ที่ทันสมัยระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองให้ดียิ่งขึ้น โดยจะเปิดรับสมัคร ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 และเริ่มเทอมแรกในเดือนกันยายน 2563



“มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่มีระบบการสอนหลักสูตรนานาชาติ ที่สมบูรณ์แบบและประสบความสำเร็จมากในวงการการศึกษาระดับสากล ที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และเสริมด้วยการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ และเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีจำนวนศาสตราจารย์มากที่สุดในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติมาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงมุ่งหน้าพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของนักศึกษาที่ตอบโจทย์โลกในศตวรรษที่ 21 จึงมีความเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีความพร้อมอย่างยิ่งสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้”  ภราดา ดร. ศิริชัย กล่าว
นายหมิ่น หลี่ ประธานกรรมการ Guangdong Ocean University Cunjin Collage (มหาวิทยาลัย กว่างตงชุนจิน)  กล่าวว่า ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมด้วยทิศทางการค้าการลงทุนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายการขยายธุรกิจของชาวจีน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า มีนักศึกษาชาวจีนเข้ามาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้า มีประสบการณ์ในการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติที่ได้คุณภาพระดับสากล และความเชี่ยวชาญของ Guangdong Ocean University Cunjin Collage ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของมณฑลกวางตุ้งประเทศจีน จะสามารถพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องต่อความต้องการของโลกในปัจจุบันและอนาคต เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะความสามารถให้กับบุคลากรของทั้งสองประเทศ


                 Guangdong Ocean University Cunjin College ก่อตั้งขึ้นในปี 1999 เป็นวิทยาลัยอิสระที่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการของจีน พื้นที่วิทยาลัยประมาณ 2100 เอเคอร์ (หรือประมาณ 900 ไร่) ด้วยประสบการณ์การกว่า 20 ปี ปัจจุบันนี้ทางวิทยาลัยได้ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมโดยมีนักเรียนเข้าเรียนหลักสูตรระดับปริญญาตรีประมาณ 22,000 คนและกว่า 43สาขวิชาเรียน ครอบคลุม 6 คณะได้ ได้แก่ เศรษฐศาสตร์, ภาษา, วิศวกรรม, เกษตรกรรม, การจัดการและศิลปะ โรงเรียนมีคณาจารย์กว่า 1,236 คน เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน
    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตามนโยบาย " The Belt and Road Initiative " ของประเทศจีน นำโดยพัฒนาการด้านวัฒนธรรมและด้านการศึกษา มีนักศึกษาจำนวนมากในประเทศจีนได้เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของสังคมปัจจุบันนี้ ทาง Cunjin College of Guangdong Ocean University และมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จึงได้ร่วมมือกันสร้าง AIC (Asia International College) และเพื่อให้นักศึกษาชาวจีนที่สนใจการศึกษาต่อต่างประเทศได้มาศึกษาในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพสูงสุดที่นี่”
“ปัจจุบันชาวจีนให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นศูนย์รวมการค้าการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาล ขณะเดียวกันนักลงทุนชาวจีนมีการขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีการค้าขายระหว่างประเทศกันมานาน และยังคงสานความสัมพันธ์ทั้งในเชิงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว พร้อมความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมที่ยังคงเหนียวแน่น ความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติในครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในโอกาสเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยและจีนที่ยังคงเดินหน้า โดยการเข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยไทย มีจุดเด่นในด้านหลักสูตรนานาชาติที่รองรับนักศึกษาจากหลายประเทศ และมีสาขาวิชาให้เลือกอย่างหลากหลาย ขณะที่การใช้ชีวิตในเมืองไทย ยังมีความสะดวกสบาย ท่ามกลางความเป็นมิตรของผู้คนอีกด้วย”นายหมิ่น หลี่ กล่าว


               หลักสูตรนานาชาติระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา ภายใต้ความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และ Guangdong Ocean University Cunjin Collage โดยจะเปิดรับสมัครในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 และเริ่มภาคการศึกษาแรกในเดือนกันยายน 2563 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ  www.au.edu









วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส” จ.เชียงรายโชว์ความมหัศจรรย์

ปลุกกระแสนักท่องเที่ยวไทย-เทศ รอบสุดท้ายวันที่ 22 ธค.นี้

วัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส ตอน ปฐมบท” (Wat Rong Khun Light Fest, Episode: Begins) งานแสดง แสง เสียง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย หลังจากเปิดรอบการแสดงจริงได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาชมมากมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ล่าสุดอ.เฉลิมชัย เผยงานศิลปะผสมดิจิตอลเทคนิคมัลติมีเดียโชว์แบบนี้ จัดแค่ปีนี้ครั้งเดียวพอเพราะใช้งบมหาศาล อย่าพลาดเชิญร่วมชื่นชมผลงานโชว์ความมหัศจรรย์จาก วัดสีขาว” ที่ติด 1 ใน 10 วัดที่สวยที่สุดในโลกพร้อมการเนรมิตรโชว์ความมหัศจรรย์อย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม ตระกานตาเป็นครั้งแรกกับ 6 จุดแลนด์มาร์คของ วัดร่องขุ่นเปลี่ยนสี เปล่งแสงในยามค่ำคืน จัดแสดงรอบสุดท้ายถึงวันที่ 22 ธค.นี้แล้ว





สำหรับความประทับในทุกรอบการแสดงที่ผู้เข้าชมงานจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเจ้าบ้านอย่าง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่ยืนรอทักทายผู้ชม พร้อมให้คำแนะนำขั้นตอนการชมการแสดงแล้ว ยังกล่าวด้วยว่า “ งานแสดงวัดร่องขุ่น ไลท์ เฟส จะจัดปีนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะใช้ทุนสูงมหาศาล ดังนั้นใครที่ได้มางานนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่โชคดีมากๆ นอกจากได้ชมความงามของวัดร่องขุ่นสีขาวติดกระจกสะท้อนแสงพระอาทิตย์โดดเด่นตระหง่านท่ามกลางฉากฟ้าสีฟ้าสวยงามที่สุดในตอนกลางวันแล้ว จะได้ชมความงดงามในมิติใหม่ๆในตอนกลางคืนด้วย ได้มาชมงานศิลปะงานแสดง แสง เสียง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ได้เก็บภาพความสวยงามของสถาปัตยกรรมพุทธศิลป์กับ 6 จุดแลนด์มาร์คที่ถูกเนรมิตรใหม่ สวยงามประทับใจ สุดยอดแน่นอน..” อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับท่านที่มีบัตรชมการแสดงแล้ว อย่าลืมร่วมสร้างสีสันความเป็นไทยใส่ชุดไทยไปเก็บภาพบรรยากาศสวยๆในงาน โดยเฉพาะกระแสตอบรับจากผู้ชมที่มีมาอย่างท่วมท้น เกี่ยวกับความเป็นสุดยอดโชว์เทคนิคมัลติมีเดียระดับโลกที่ไม่ควรพลาด รวมไปถึงการแสดงมิวสิคัล จุดที่ 6 ณ หอพระพิฆเนศ ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆในจังหวัดเชียงราย กับเรื่องราวการเดินทางต่อสู่กับโชคชะตา อุปสรรค และความเชื่อสู่การศิลปินแห่งชาติผู้ยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกรู้จักในชื่อของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ฯ ที่ต่างชื่นชมยกนิ้วในความชื่นชอบทั้งดนตรี เพลงประกอบเนื้อร้อง ที่ไพเราะประทับใจ ตราตรึง เปิดแสดงรอบสุดท้ายในวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2562 นี้แล้ว รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายบัตรเข้าชมมอบให้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์



สนใจซื้อบัตรที่ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ โทร 02-262-3456 หรือ www.thaiticketmajor.com 
ติดตามชมLINK VDO : กระแสตอบรับ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/Watrongkhunlightfest;
Instagram: Watrongkhunlightfest; และ www.watrongkhunlightfest.com:




สตรีท มาร์เก็ต ภายใต้ตีม “Art on the Road”

สายรักสุขภาพ 17-19 ธ.ค.นี้ มาช็อป ชิม ชิล ส่งท้ายปี
ที่โนโวเทล สุวรรณภูมิ สตรีท มาร์เก็ต 2019



โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต ขอชวนมาช็อป ชิม ชิล ส่งท้ายปีเก่ากันที่โนโวเทล สุวรรณภูมิ สตรีท มาร์เก็ต ภายใต้ตีม “Art on the Road” ชมผลงานศิลปะจากสี่ศิลปินกราฟฟิตี้ชาวไทยที่น่าติดตาม ส่วนขาช็อปอย่าได้รอช้า มาเลือกสรรสินค้าระดับพรีเมี่ยมเพื่อเป็นของขวัญแทนใจให้แก่คนที่คุณรัก พบกับสินค้าเครื่องใช้ราคาโปรโมชั่นจากแบรนด์ชั้นนำ ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอปของจังหวัดที่คัดสรรมาแล้วหลากหลายรายการ อิ่มอร่อยไปกับอาหารและเครื่องดื่มจากแต่ละห้องอาหารของโรงแรมฯในราคาสุดพิเศษ รวมถึงฟู้ดทรัคชื่อดัง


พลาดไม่ได้กับโปรโมชั่นสุดร้อนแรงแห่งปีจากอิน บาลานซ์ ฟิสเนสเซ็นเตอร์และสปาแพ็คเกจจากวูส์ สปากับส่วนลดสูงสุดถึง 50% เพลิดเพลินไปกับการประกวดร้องเพลง “The Star on Street Contest” และดนตรีสดที่เราตั้งใจมอบความสุขให้คุณตลอดงาน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้กับมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ เพื่อการศึกษาสำหรับน้องๆ ผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา แล้วพบกันวันที่ 17-19 ธันวาคม 2562 นี้ เวลา 11.00- 19.00 น. ที่โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต



ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/events/952269078489372/ หรือโทร 02-131-1111

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2562

อิ่มอร่อยกับเมนูอิตาเลียนมื้อสาย (Weekend Brunch)

พร้อมเสียงเพลงแนวโอเปร่าจากวงฟิเวร่า (FIVERA)
ตลอดเดือนธันวาคมนี้ ณ ห้องอาหารทีโอ มีโอ
โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 4 ธันวาคม 2562: ห้องอาหารทีโอ มีโอ (Theo Mio) โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ขอเชิญทุกท่านร่วมเปิดประสบการณ์ในการรับประทานอาหารอิตาเลียนมื้อสายในวันหยุดสุดสัปดาห์ (Weekend Brunch) พร้อมฟังบทเพลงไพเราะจากนักร้องโอเปร่ารุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง กับหลากสไตล์การร้องเพลงโอเปร่าทั้งแบบคลาสสิคและที่มีกลิ่นอายของเพลงป๊อบผสมอยู่จากวงฟิเวร่า (FIVERA) ในทุกๆวันเสาร์ ตลอดเดือนธันวาคมนี้




อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูมื้อสาย (Weekend Brunch) จากฝีมือเชฟอาหารอิตาเลียนมากประสบการณ์ที่พร้อมเสิร์ฟให้ท่านได้อร่อยกับครอบครัว หรือเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะเป็น รีซอตโต้ซีฟู้ด ปลากระพงย่างพร้อมผักเคียง พาสต้าบูคาตินีผัดซอสมะเขือเทศพร้อมเบคอนจากแก้มหมู ลาซานญ่า ปลาซัลมอนย่าง ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างทีรามิสุ ทาร์ตอัลมอนด์ ช็อคโกแลตเค้ก และโดนัท พร้อมเครื่องดื่มที่มีให้เลือกดื่มแบบไม่อั้นทั้ง ซันคิสค็อกเทล ม็อกเทล ไวน์ขาว ไวน์แดง โพรเซคโก้ และน้ำอัดลม พร้อมฟังบทเพลงแสนไพเราะจากวงฟิเวร่า (FIVERA) นักร้องโอเปร่ารุ่นใหม่ทั้งห้าคน ที่พร้อมจะมาขับขานเสียงเพลงแนวโอเปร่าให้ได้ฟังกันตลอดมื้ออาหาร อาทิ O Sole Mio, Drinking song จากโอเปร่า La Traviata ตลอดเดือนธันวาคมนี้ เฉพาะทุกวันเสาร์เท่านั้น แบ่งเป็น 3 รอบคือ 12:30 น. 13:00 น. และ 13:30 น. ณ ห้องอาหารทีโอ มีโอ




เมนูอิตาเลียนมื้อสาย (Weekend Brunch) ของห้องอาหารทีโอ มีโอ ให้บริการทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11:30 – 14:00 น. ในราคา 1,588++ บาทต่อหนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่ม ซันคิสค็อกเทล ม็อกเทล ไวน์ขาว ไวน์แดง โพรเซคโก้ และน้ำอัดลม

วงฟิเวร่า (FIVERA) นักร้องโอเปร่ารุ่นใหม่ทั้งห้าคน


สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ สำรองที่นั่ง
โทร 02 656 0444
อีเมลล์ dining.bkkhb@ihg.com หรือ www.bangkok.intercontinental.com

ศาสตร์พระราชา สร้างสุนทรียะ เติมเต็มชีวิตอดีตอาจารย์สถาปัตย์ "ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์"




จากผลการตอบรับ “ศาสตร์พระราชา” จนเกิดการขยายผลแตกตัวทั่วไทย ของโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ที่ดำเนินการมาจนถึงปีที่ 7 แล้วนั้น ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนในอาชีพเกษตรกรเท่านั้น ยังส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงถึงคนในอาชีพอื่นๆ ที่มีความฝันอยากเดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน จากจุดมุ่งหมายแรกที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกันผนึกกำลังรณรงค์ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำป่าสัก ด้วยแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหา หยุดท่วม-หยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน วันนี้ความมุ่งหวังให้ลุ่มน้ำป่าสักเป็น ต้นแบบ ในการจัดการดิน น้ำ ป่า กลายเป็นความจริง มีเครือข่ายที่สืบสานศาสตร์พระราชาครอบคลุมครบทั้ง 25 ลุ่มน้ำของประเทศ หนึ่งในลุ่มน้ำที่เป็นกองกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงาน คือ ลุ่มน้ำเพชรบุรี ซึ่งมีผู้นำกองกำลังเป็นถึงอดีตรองคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล.
ต่อวงศ์ ปุ้ยพันธวงศ์ อดีตหัวหน้าภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม และรองคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดีกรีปริญญาโทด้านการออกแบบอุตสาหกรรมจาก เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ (Central Saint Martins College of Arts and Design) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อาจารย์หนุ่มอนาคตไกลในวงการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผู้นำศาสตร์และศิลป์มาออกแบบชีวิตให้อยู่กับธรรมชาติตามรอยศาสตร์พระราชาอย่างมีสุนทรียะ   ริเริ่มการรวมกลุ่มทำงานเป็นทีมในกลุ่มชุมชนกสิกรรมธรรมชาติตามลุ่มน้ำเพชรบุรี (ชตพ.) เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านไร่ยายลิ้ม มุ่งมั่นสืบสานศาสตร์พระราชาให้เป็นทางรอดอย่างยั่งยืน


·             พื้นฐานเชี่ยวชาญงานออกแบบ
“พ่อแม่ผมเป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อรับราชการย้ายบ้านไปหลายจังหวัด จนมาปักหลักอยู่ที่เพชรบุรี พ่อเลี้ยงลูกแบบให้อิสระทางความคิด แต่จะคอยเตือนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม โตขึ้นผมเข้ามาเรียนกรุงเทพที่ ร.ร.อำนวยศิลป์ ชอบวิชาเขียนแบบและทำได้ค่อนข้างดี สอบได้ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เรียนการออกแบบทุกอย่างตั้งแต่ ไม้จิ้มฟัน ยันของชิ้นใหญ่ๆ จากวัสดุทุกประเภท ซึ่งผมเลือกเรียนด้านเฟอร์นิเจอร์ พอจบมีองค์กรใหญ่มาทาบทาม แต่ผมคิดว่าเราจะได้เรียนรู้งานเฉพาะจุด จึงเลือกไปทำงานกับบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ ได้ทำทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการกับเขา ทำให้ผมได้เรียนรู้ทั้งด้านการบริหาร การตลาด จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และทุกๆ อย่าง รวมถึงการออกแบบให้สวยงามมีศิลปะ และตอบโจทย์ลูกค้าด้านการใช้งาน จนถูกปลูกฝังด้านความคิดว่า ทำอะไรก็ตามต้องทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อกำไรสูงสุด


·             สร้างชื่อให้ศิลปอุตสาหกรรม แต่เริ่มเป็นเกษตรกรวันหยุด
ผมทำงานจนรู้สึกว่าเราต้องมีความเป็นมืออาชีพมากกว่า เลยอยากเรียนเพิ่มเติม แต่ไม่มีทุน จึงกลับไปปรึกษาอาจารย์ที่ลาดกระบัง ท่านให้มาช่วยสอนหนังสือก่อนทั้งๆ ที่ผมเพิ่งจบมาปีเดียว  โชคดีที่ได้ครูดีช่วยแนะนำ สอนหนังสือได้ 4 ปี จึงได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบอุตสาหกรรมจาก เซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ คอลเลจ ออฟ อาร์ต แอนด์ ดีไซน์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วิทยาลัยเก่าแก่ด้านศิลปะของยุโรป
กลับมาผมได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากต่างประเทศมาถ่ายทอดให้ศิษย์  ซึ่งผมเข้าใจว่าผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาควิชาการออกแบบเฟอร์นิเจอร์เป็นที่นิยมมากขึ้น มีคนเลือกเรียนสูงเป็นอันดับหนึ่งของคณะสถาปัตย์ฯ และทำให้เกิดเงินทุนให้คณะฯ สูงถึง 20 ล้านบาท   เป็นหัวหน้าภาควิชาอยู่ 6 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะ ผมก็ถอยกลับมาอยู่ในฐานะอาจารย์ผู้สอนและทำงานด้านวิชาชีพเสริมเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มความรู้ควบคู่ไปด้วย ช่วงนั้นเองที่ผมได้เริ่มกลับมาที่ของยายลิ้มคุณยายของภรรยา ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี สมัยก่อนถือว่าเป็นพื้นที่กันดารไกลปืนเที่ยงมากๆ ก็เริ่มสร้างบ้านด้วยหลักการสร้างบ้านไทย ซึ่งผมว่าทันสมัยเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราจริงๆ บ้านผมจึงไม่ต้องติดแอร์ และเริ่มทำตัวเป็นเกษตรวันหยุด คือทุกเย็นวันศุกร์ก็จะขับรถกลับมาอยู่ที่นี่

·          เพิ่งรู้ซึ้งศาสตร์พระราชา เมื่อพบอาจารย์ยักษ์
ผมวางแผนภาพชีวิตตัวเองในอนาคตเอาไว้คร่าว ๆ ว่า อยากเกษียณตอนอายุ 50 และอยากมีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ อยากชิลล์อยากลั้ลลานั้นเอง ยังไม่ได้ใส่ใจจริงจังกับเรื่องศาสตร์พระราชาเลย พออาจารย์โก้ (ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล อดีตคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สจล.) เพื่อนร่วมรุ่นที่เราได้ร่วมทำงานกัน บอกกับผมว่าเขามีวิธีคิดในการทำงาน คือ ใช้ศาสตร์พระราชาทำให้ผมจำไม่ลืม
แล้วยิ่งพอผมมีโอกาสได้พบกับ อาจารย์ยักษ์ (วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก ที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ซึ่งอาจารย์โก้เชิญมาเป็นที่ปรึกษาของคณะฯ ถึงรู้ว่าตัวเราไม่รู้อะไรลึกซึ้งเกี่ยวกับศาสตร์พระราชาเลย จึงปราวณาตัวขอเป็นศิษย์ เพราะตอนนั้นคนเริ่มพูดถึงศาสตร์พระราชากันเยอะ แต่ผมเลือกแนวทางกสิกรรมตามอาจารย์ยักษ์ เพราะคนคนนี้ที่มีแนวคิดแบบนี้ คือ คนที่เดินตามพระราชาในหลวงรัชกาลที่ 9 มานานถึง 16-17 ปี แล้วมีหน้าที่จดบันทึกสรุปรายงานถวายเกือบทุกวัน โดนแก้ไขขัดเกลาตรวจทานให้เข้าใจว่าที่ตรัสไว้คืออะไร อาจารย์ยักษ์จึงถือว่าได้รับการสอนโดยตรงจากพระราชา และอาจารย์ก็ลงมือปฏิบัติ เริ่มทำที่ของตนเองให้เห็นก่อนจะไปช่วยทำให้คนอื่น เป็นตัวอย่างที่ทำจับต้องได้

·             ทิ้งเงินเดือนเรือนแสน มาเดินตามศาสตร์พระราชา ที่สร้างสุนทรียะให้ชีวิต
ผมเริ่มเดินตามอาจารย์ยักษ์เวลาทำงานอยู่ 2 ปี เรียนรู้ ลงมือทำ กลับมาจดสรุปเป็นมายด์แมปว่า คุยกับยักษ์ ได้อะไร ทั้งศาสตร์พระราชา หลักกสิกรรม  ดิน น้ำ ป่า คน ข้อธรรมะ จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เป็นทางออก ผมลาออกตอนอายุ 46 ปีเลย ก่อนเป้าหมายที่วางไว้ ท่ามกลางความแปลกใจของคนรอบข้าง ทิ้งรายได้เกือบแสนต่อเดือน เหลือเงินบำนาญ 9,300 แทน เพราะอาจารย์ยักษ์ทำให้ผมตระหนักในความรู้มากขึ้น  ถ้าย้อนกลับดูวิชาที่เราเรียนมา เป็นวิชาที่ว่าด้วยศิลป์และศาสตร์ คนเรียนดีไซน์จะต้องผสมทุกอย่างให้อยู่ด้วยกันได้ เป็นศิลปะของการประณีประนอม แล้วสิ่งที่พระราชาทรงทำมาตลอดทั้งหมด จริงๆ แล้ว คืองานศิลปะ การทำความเข้าใจ พื้นที่ ภูมิประเทศ ดิน ฟ้า อากาศ ให้สอดคล้องกัน นี่คือศิลปะ คือความงามแล้ว ต้นไม้ตามธรรมชาติอาจจะรูปทรงไม่สวยแบบประดิษฐ์ แต่ทำให้เราอารมณ์ดี ทำให้เราปิติ  นี่คือ สุนทรียะของศิลปะ มีมิติทางอารมณ์และจิตใจ ทำให้คนจิตใจดีมีความสุข ผมว่านี่แหละชีวิต  ผมได้ประโยชน์ได้ความสุข ทุกอย่างเหมาะเหม็งเข้าทาง ส่วนผสมทุกอย่างกลมกล่อม ชีวิตผมก็เลยอร่อย
·                เกิดเครือข่ายชุมชนลุยงานจิตอาสา
ทุกวันนี้ ผมยังไม่ได้ทิ้งหน้าที่เดิม ยังคงเป็นครู  เพราะที่นี่กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ชื่อ บ้านไร่ยายลิ้ม มีเนื้อที่ 3 ไร่เศษ อาจารย์ยักษ์ช่วยมาดูและให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่าควรปรับพื้นที่อย่างไร ขุดหนอง ขุดคลองไส้ไก่ สร้างแหล่งน้ำในพื้นที่ ปลูกพืชผสมผสาน ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง  อาจไม่สวยงาม แต่มีเสน่ห์  และผมเชื่อว่าคนทุกวันนี้โหยหาชีวิตแบบนี้ สภาพแวดล้อมแบบนี้ ที่ทำให้ชีวิตเราอยู่ได้อย่างมีความสุข
ตอนนี้ ผมรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่ทำเกษตรผสมผสาน บางคนทำเกษตรท่องเที่ยวตามศาสตร์พระราชา บางคนเป็นปราชญ์ชาวบ้าน หมอดิน หลายคนเป็นเกษตรกรมือใหม่ ข้าราชการ ผู้บริหารระดับสูง เจ้าของกิจการ แพทย์แผนไทย กราฟฟิคดีไซเนอร์ เกิดเป็น ชุมชนกสิกรรมธรรมชาติตามลุ่มน้ำเพชรบุรี (ชตพ.) ครอบคลุมพื้นที่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สมุทรสงคราม ไปจนถึง กาญจนบุรี เราดึงวิถีการช่วยเหลือกันแบบดั้งเดิม คือ ร่วมกันเอามื้อเดือนละครั้ง นอกเหนือจากการไปเข้าร่วมกิจกรรมเอามื้อของโครงการ พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดินทุกครั้งนับตั้งแต่รวมกลุ่มกันมา สิ่งที่คาดหวัง คือ รูปแบบการทำงานแบบจิตอาสา เราจะทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่งจะมีพลังมากขึ้น จากเดิมผมมีเครือข่าย 20 แปลง เชื่อว่าปีหน้าโซนนี้จะมีมากกว่า 40 แปลง 

·             เห็นผลจากการผลักดันของโครงการตามรอยพ่อฯ
ผมเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ตั้งแต่ปีแรกๆ ตอนที่ยังทำงานที่ สจล.  ได้เห็นวิธีการกระบวนต่างๆ ในการทำงาน จึงค่อนข้างเห็นว่าได้ชัดว่า โครงการฯ มีความสำคัญในการสร้างการขยายผลศาสตร์พระราชาเป็นอย่างมาก  ช่วง 3 – 4 ปีแรก อาจจะยังไม่เห็นผลในเชิงปริมาณ แต่เราเห็นผลในเชิงคุณภาพ มีตัวอย่างความสำเร็จที่เรานำมาเป็นแนวทางได้ หลายคนจุดประกายได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการนี้ และสิ่งสำคัญคือการมีพลังมาช่วยกันผลักดัน ยิ่งทำให้การเคลื่อนที่เร็วขึ้น  นับวันผมยิ่งเห็นพลังที่มากขึ้น และเชื่อมั่นว่าพลังคนสร้างสรรค์โลกได้จริงๆ  ถ้าเราสามัคคีกัน ผมประทับใจมากครับ เพราะผมได้ประโยชน์จากงานนี้ทุกปี 
·             ความฝันต่อยอด งานออกแบบที่ใช้ศาสตร์พระราชา
ความฝันอีกอย่างหนึ่งของผมคือ ผมอยากจะเขียนตำราสักเล่มนึง เป็นตำราการออกแบบที่เอาศาสตร์พระราชาเข้ามาประกอบ ตั้งแต่วิธีคิด หลักการของพระราชา ไปจนถึงระบบธุรกิจใหม่ๆ ที่ทำเพื่อสังคม เข้ามาผสมผสานกับงานออกแบบ งานดีไซน์ งานสร้างสรรค์  ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนว่า Our loss is our gain การให้ไม่มีทางขาดทุน  ไม่ว่าจะเป็นการให้ในรูปแบบใด ผมเชื่อว่าจะเป็นการสร้างสรรค์แบบทวีคูณ น่าจะเกิดมุมมองใหม่ มิติใหม่ของการออกแบบ เกิดผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่สะท้อนความเป็นศาสตร์พระราชา และจะทำให้สังคมดีขึ้นอีกเยอะเลย  
เพราะผมเชื่อมั่นและศรัทธาเสมอว่า ศาสตร์พระราชาคือทางรอดอย่างยั่งยืนของคนไทยอย่างแท้จริง”



เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Calecim® สุดยอดนวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์ผิวหนัง


เอ.เมนารินี เอเชีย-แปซิฟิก จัดงานสัมมนา “The Latest Advances in Aesthetics & Cosmeceuticals” พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Calecim® สุดยอดนวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์ผิวหนัง

​มร. ทอม เบอร์ซิงเกอร์ (คนกลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ. เมนารินี (ประเทศไทย) จำกัด
และ Cell Research Corporation บริษัทวิจัยระดับโลกจากประเทศสิงคโปร์ ร่วมกันจัดงาน “The Latest Advances in Aesthetics & Cosmeceuticals” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Calecim® สุดยอดนวัตกรรมเพื่อฟื้นฟูผิวหลังทำเลเซอร์ผิวหนัง ที่มีส่วนประกอบหลักจาก ”สารสกัดจากเยื่อหุ้มสายสะดือกวางแดง” ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยมากกว่า 15 ปี โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา ดร.มิทเชล โกลแมน (ที่ 3 จากซ้าย) ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติด้านการทำวิจัยเกี่ยวกับเครื่องเลเซอร์ผิวหนังประเภทต่างๆ มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางทั้งด้านผิวหนังและศัลยศาสตร์ความงาม มาบรรยายพิเศษให้กับแพทย์จากโรงพยาบาลและคลินิกชื่อดังจากทั่วประเทศไทยกว่า 70 คน งานจัดขึ้น ณ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ