เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

คิง เพาเวอร์ มหานคร นำขบวนเชิดสิงโตแจกอั่งเปาเที่ยวมหานคร สกายวอล์ค ฟรี!

อั่งเปาส่วนลดช้อปดิวตี้ฟรี รวมมูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท!


กรุงเทพฯ 29 มกราคม 2562 – ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์นี้ มหานคร สกายวอล์ค สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คใหม่ล่าสุดของไทย นำขบวนเชิดสิงโตตะลุยพื้นที่รอบคิง เพาเวอร์ มหานคร มอบอั่งเปาเที่ยวมหานคร สกายวอล์ค จุดชมวิวดาดฟ้าที่สูงที่สุดในประเทศไทยฟรี! พร้อมมอบโชคลุ้นรับอังเปาส่วนลดสูงสุด 600 บาท เพื่อซื้อสินค้าดิวตี้ฟรี ของที่ระลึกมหานคร สกายวอล์ค และสินค้าทั่วไปโดยไม่ต้องมีไฟลท์เดินทาง ระหว่างวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์นี้ ณ คิง เพาเวอร์ มหานคร, ลานมหานคร สแควร์, ย่านสีลม และสาทร




พิเศษ! สำหรับผู้ที่ซื้อบัตรชมมหานคร สกายวอล์ค รับชมการแสดงเชิดสิงโตประกอบแสงสีเสียงสุดอลังการบนพื้นกระจกลอยฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย! ในเวลา 19.00-19.30น. และชมฟรีขบวนเชิดสิงโตโชคดีบริเวณลานหน้าคิง เพาเวอร์ มหานคร ช่วงเวลา 17.00 – 18.00 น.


ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook King Power Mahanakhon  www.KingPowerMahanakhon.co.th

#KingPowerMahanakhon #MahanakhonSkywalk

Promotions ฉลองค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติก

บนรูฟท็อปบาร์สุดเอ็กคลูซีฟใจกลางชิดลม 
ณ Bar M


แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ เมย์แฟร์ กรุงเทพฯ ขอเชิญคุณมาดื่มด่ำกับดินเนอร์มื้อพิเศษ
ในค่ำคืนวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติก เฉลิมฉลองวันวาเลนไทน์แสนโรแมนติก ทานอาหารมื้อค่ำหรูหรา
ใต้แสงเทียนที่มีอาหารหลากหลายให้คู่รักได้เลือกคัดสรร กับเซตอาหารค่ำ 4 คอร์ส ณ Bar M 
รูฟท็อปบาร์ริมสระน้ำ บนชั้น 25 ของโรงแรมฯ

เพลิดเพลินกับวิวเมืองใจกลางชิดลม พร้อมอิ่มเอมกับเซตอาหารค่ำ 4 คอร์สสุดพิเศษ ทั้งซุป สลัด อาหารจานหลัก และของหวาน ในราคาเพียง 1,900 บาทเน็ทต่อคู่เท่านั้น



สำหรับเซตอาหารค่ำวันวาเลนไทน์ มีให้เลือกด้วยกันถึงสองแบบสองสไตล์:
Set A: Ocean of Love
ไฮไลท์อยู่ที่ปลากะพงขาวย่างชิ้นโต ราดซอสซัลซาสตรอว์เบอร์รี่ เสิร์ฟพร้อมทรัฟเฟิลครีมซุปและเชฟสลัด ตบท้ายด้วยของหวานอย่างแครมบรูว์เลมะพร้าวอ่อน


Set B: Surf & Turf
เอาใจทั้งคอเนื้อและซีฟู้ดในจานเดียว ด้วยเมนูกุ้งลายเสือและเนื้อเทนเดอร์ลอยน์ย่าง (300 G.) เสิร์ฟคู่กับมิเนสโตรเน่ซุป หรือซุปผักรวมสไตล์อิตาเลี่ยนพร้อมหอยเชลล์, แอปเปิ้ลสลัด และ
สตรอว์เบอร์รี่มูส



พิเศษสุดๆ 
เพียงสำรองที่นั่งก่อนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ รับฟรีทันทีไวน์ขาวหรือไวน์แดงท่านละหนึ่งแก้ว

สำรองที่นั่งล่วงหน้า โทร 02-672-1234 หรือ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/events/380685269349684





กรมการพัฒนาชุมชน จับมือสถาบันอาหาร และภาคีเครือข่ายร่วม

เปิดตัว 25 เมนูเด็ด เสริมทัพชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี
แถลงผลงาน กิจกรรมยกระดับมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้
(OTOP Authentic Thai Taste)




เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม/กรมการพัฒนาชุมชน(พช.) ร่วมกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม และภาคีเครือข่าย แถลงผลงานกิจกรรมยกระดับอาหารถิ่นรสไทยแท้(OTOP Authentic Thai Taste) ภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พัฒนาองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมสินค้าอาหารตามมาตรฐานให้ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 2,000 ราย ตรวจรับรองและให้ใช้ตราสัญลักษณ์อาหารถิ่นรสไทยแท้แก่ผู้ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไปไม่น้อยกว่า 600 ราย หวังให้อาหารถิ่นได้รับการยกระดับมีมาตรฐานการผลิตสม่ำเสมอ คุณภาพคงที่ทั้งด้านวัตถุดิบ กระบวนการปรุง รสชาติ และความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค และเป็นจุดเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวในชุมชน พร้อมเปิดตัว 25 เมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้ตัวแทนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศที่ผ่านการคัดสรร

ประเดิมโรดโชว์ครั้งแรกที่เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม 28 ม.ค. - 6 ก.พ. 62 ภาคเหนือจัดที่เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 13 - 15 ก.พ. 2562 และภาคใต้จัดที่เซ็นทรัล เฟสติวัล ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 18 - 20 ก.พ. 2562








นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน(พช.) กล่าวในงานแถลงผลงานกิจกรรมยกระดับมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้(OTOP Authentic Thai Taste) ภายใต้โครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ว่า กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย 3 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1)การจัดทำมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ 2)การยกระดับผู้ประกอบการสินค้าอาหาร OTOP สู่รสไทยแท้ และ 3)การสร้างความเชื่อมโยงหน่วยงานร่วมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับสินค้าอาหารถิ่นรสไทยแท้ ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนา OTOP รูปแบบใหม่ โดยใช้อาหารถิ่นของแต่ละชุมชนซึ่งมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวมาเป็นจุดขาย ดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน ให้ชุมชนได้ขายสินค้า สร้างรายได้เพิ่ม นำเอาเสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรมมาแปลงเป็นรายได้ ส่งเสริมความเข้มแข็งและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน


โดยได้ดำเนินการร่วมกับ สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องจากทุกภูมิภาคของประเทศ อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมการโรงแรม สมาคมร้านอาหาร และตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ เป็นต้น เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดการบูรณาการและสร้างการรับรู้ในมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 และจะเสร็จสิ้นราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 รวมระยะเวลา 5 เดือน ขณะนี้ดำเนินการ 2 กิจกรรมย่อยเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการกิจกรรมย่อยที่ 3 ในส่วนของความเชื่อมโยงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เหลือบางส่วน ได้แก่ สร้างการรับรู้ต่อนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยการจัด Road Show แสดงสินค้าอาหารถิ่นรสไทยแท้ และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นต้น


นายนิสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับและให้การรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ให้กับผู้ประกอบการ OTOP ประเภทอาหารและเครื่องดื่ม จากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วม ซึ่งได้จัดอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายไปแล้วราว 2,000 ราย/ร้าน ในด้านการผลิตการควบคุมสินค้าอาหารตามมาตรฐานในพื้นที่ดำเนินการ 5 ภูมิภาค และคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมจำนวน 600 ราย/ร้าน เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ เตรียมความพร้อมขอรับการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ตามเกณฑ์ที่กำหนด และจัดทำสูตรอาหารถิ่นไม่น้อยกว่า 600 สูตร โดยยังคงไว้ซึ่ง อัตลักษณ์ของอาหารถิ่น อันเป็นจุดขายของอาหารไทย นอกจากนี้ยังต้องการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นที่มีคุณภาพมาผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาหารไทยอีกด้วย


“ขณะนี้เราได้คัดเลือกอาหารถิ่นรสไทยแท้ไว้จำนวน 25 เมนู จาก 5 ภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเป็นเมนูอาหารตัวแทนที่ได้รับการคัดเลือกจากการประกวดในแต่ละภูมิภาค ภาคใต้ ได้แก่1)นาซินาแก(นาซิดาแฆ) จ.นราธิวาส 2)แกงกะทิหอยกันกับยอดเป้ง จ.พังงา 3)หอยนางรมทรงเครื่อง จ.สุราษฎร์ธานี 4)ไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง จ.ชุมพร 5)ข้าวยำธัญพืช จ.พัทลุง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ 6)หลามปลา จ.หนองคาย 7)เห็ดนัวร์ จ.อุดรธานี 8)ข้าวจี่สับปะรดไร่ม่วง จ.เลย 9)ป่นปูนา จ.กาฬสินธุ์ 10)ไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ภาคตะวันออก ได้แก่ 11)เส้นจันท์ผัดปู จ.จันทบุรี 12)ข้าวเกรียบยาหน้า จ.ตราด 13)ผัดไทยกุ้งเคียงเคย จ.ระยอง 14)แกงส้มปลาช่อนแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา 15)น้ำพริกกระสัง จ.สระแก้ว ภาคเหนือ ได้แก่ 16)กระยาสารท จ.ตาก 17)ลาบปลายี่สก จ.ลำพูน 18)ข้าวแต๋นธัญพืช จ.ลำปาง 19)ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย จ.สุโขทัย 20)แกงฮังเล จ.แพร่ ภาคกลาง ได้แก่ 21)ไก่ย่างสาริกา จ.นครนายก 22)ต้มโคล้งปลาย่าง จ.สุพรรณบุรี 23)ข้าวคลุกกะปิ จ.สิงห์บุรี 24)แกงป่า จ.กาญจนบุรี และ 25)ขนมดอกลำเจียก จ.อ่างทอง โดยมี 5 เมนูที่ได้รับการคัดสรรชนะเลิศเป็นเมนูสุดยอดอาหารถิ่นรสไทยแท้ตัวแทนระดับภูมิภาค ได้แก่ 1)ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย จ.สุโขทัย 2)ไก่ย่างเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น 3)ข้าวเกรียบยาหน้า จ.ตราด 4)ขนมดอกลำเจียก จ.อ่างทอง และ 5)ไอศกรีมกล้วยเล็บมือนาง จ.ชุมพร”




ทั้งนี้จะนำอาหารถิ่นรสไทยแท้ทั้ง 25 เมนูนี้มาจัดแสดงและจำหน่ายเพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป โดยครั้งแรกจัดที่เมืองสุขสยาม บริเวณลานเมือง ชั้น G ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 28 ม.ค. – 6 ก.พ. 2562 และจะจัดอีก 2 ครั้ง ในภาคเหนือที่เซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 13 - 15 ก.พ. 2562 และภาคใต้ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 18 - 20 ก.พ. 2562 ภายในงานนอกจากจะได้ชิมอาหารถิ่นมาตรฐานรสไทยแท้แล้ว ยังได้ชมการจัดสำรับอาหารถิ่นที่ผ่านการคัดเลือกระดับประเทศ สาธิตการปรุงเมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้ และกิจกรรม เช็คอิน แชะ แชร์ ติดแฮชแท็ค ทางเฟสบุ๊คแฟนเพจ OTOP Authentic Thai Taste ลุ้นรับของรางวัลมากมาย




นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันอาหารมีส่วนร่วมในการยกระดับผู้ประกอบการอาหารถิ่น ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้การควบคุมสินค้าอาหารตามมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ไม่น้อยกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ในการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ OTOP ไม่น้อยกว่า 600 ราย เพื่อขอการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ จัดส่งผู้เชี่ยวชาญดำเนินการตรวจประเมินเพื่อให้การรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ให้แก่ผู้ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ จัดทำเวิร์คชอปร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อกำหนดวิธีมาตรฐานในการเตรียม และกระบวนการปรุงเมนูอาหาร ถิ่นรสไทยแท้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินการ พร้อมจัดทำคู่มือสูตรมาตรฐาน

จำนวน 600 สูตร เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปฝึกปฏิบัติให้เกิดความสม่ำเสมอในการผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย โดยสถาบันอาหารจัดเก็บตัวอย่างสินค้าอาหารถิ่นรสไทยแท้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เพื่อตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยในการบริโภค เมื่อผ่านเกณฑ์ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ จะได้รับอนุญาตให้ใช้ตรามาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้

นางลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม มองว่า
การร่วมสนับสนุนงานนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญยิ่ง ที่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เนื่องจากทางเมืองสุขสยาม มีแนวคิดหลักในการพัฒนาเมืองให้เป็นพื้นที่นำเสนอสินค้าและอาหารพื้นถิ่นไทย เพื่อสร้างรายได้และเศรษฐกิจเข้มแข็งภายในชุมชน และที่สำคัญการเข้ามามีส่วนร่วมจัดงานในครั้งนี้ เมืองสุขสยามยังได้รับเกียรติในการเป็นพื้นที่นำเสนอการแถลงผลความสำเร็จ การยกระดับมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้(OTOP Authentic Thai Taste) ออกสู่สายตาชาวไทยและต่างชาติเป็นครั้งแรกอีกด้วย ซึ่งมั่นใจว่าภายหลังจากการแถลงผลสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้ออกไปจะช่วยสร้างการรับรู้ว่าเมืองไทย นอกจากจะเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรมแล้ว ยังมีอาหารถิ่นรสไทยแท้ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานกระจายอยู่ทั้ง 5 ภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยวและแวะชิมอย่างแน่นอน พร้อมขอเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจมาชมและชิม อาหารถิ่นรสไทยแท้ทั้ง 25 เมนู ครบ 5 ภาค ที่ผ่านการคัดสรรและได้มาจัดแสดงและจำหน่ายที่เมืองสุขสยาม บริเวณลานเมือง ชั้น G ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

นิสิตข้ามเพศจุฬาฯ ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. กรณีถูกเลือกปฏิบัติ

 “กะเทยไม่สมควรจะไปสอนใคร” 

         
ในวันที่ 29 มกราคม 2562 เวลา 09.00 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 3 กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับคำร้องจากนิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 3 คน ซึ่งเป็นนิสิตข้ามเพศ ในฐานะที่ สค. เป็นผู้รับผิดชอบพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558
         


นายเลิศปัญญา กล่าวว่า พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ถือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ถูกกระทำให้สามารถใช้สิทธิเพื่อให้ได้รับการพิทักษ์ คุ้มครอง และป้องกันสิทธิของตนเองในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ ห้ามแบ่งแยก ห้ามกีดกัน ห้ามจำกัดสิทธิประโยชน์ ห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุแห่งเพศ และ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้การคุ้มครองบุคคลทุกเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศชาย เพศหญิง และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (กฎหมายเรียกว่า ผู้แสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด)




     
 นายเลิศปัญญา กล่าวต่ออีกว่า สำหรับในวันนี้ นิสิตข้ามเพศจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2 จำนวน 2 คน (ผู้ร้องที่ 1 และ 2) และชั้นปีที่ 4 จำนวน 1 คน (ผู้ร้องที่ 3) โดยนิสิตทั้ง 3 คน ประสงค์ยื่นคำร้องต่อ สค. เพื่อนำคำร้องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) พิจารณากรณีที่คณะกรรมการบริหารคณะครุศาสตร์ไม่อนุญาตให้แต่งกายตามเพศสภาพในการเข้าเรียนและสอบไล่ระดับ รวมทั้ง ผู้ร้องที่ 3 ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 และจะมีการฝึกปฏิบัติงานก็เกรงว่าจะถูกห้ามมิให้แต่งกายตามเพศสภาพด้วย ซึ่งนิสิตทั้ง 3 คน เห็นว่าเป็นการกระทำอันละเมิดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และก่อให้เกิดการกีดกัน จำกัดสิทธิประโยชน์ที่นิสิตทั้ง 3 จะได้รับ ในฐานะนิสิตของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งผู้ร้องที่ 1 ยังถูกอาจารย์พิเศษท่านหนึ่งห้ามไม่ให้ผู้ร้องที่ 1 เข้าเรียนหากแต่งกายตามเพศสภาพ ทั้งยังกล่าวตำหนิและด่าทอต่อหน้าเพื่อนนิสิตในชั้นเรียนด้วย

โดยเฉพาะประเด็นที่กล่าวว่า “กะเทยไม่สมควรจะไปสอนใคร” ทำให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับความอับอายและถูกกระทำความรุนแรงทางวาจาและจิตใจ ซึ่ง สค. จะเร่งนำคำร้องของนิสิตทั้งสามยื่นต่อคณะกรรมการ วพล. เพื่อพิจารณาโดยเร็ว โดยจะนำเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการ วลพ. ครั้งที่ 2/2562 ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ที่จะถึงนี้


       
“สค. ยินดีที่จะรับคำร้องเกี่ยวกับการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีเพศใดก็ตาม ทั้งเพศหญิง เพศชาย หรือ บุคคลที่มีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด เนื่องจากพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้ความคุ้มครองแก่ทุกบุคคลที่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ โดยสามารถยื่นคำร้องมาที่ สค. ทั้งการมายื่นด้วยตนเอง


หรือส่งจดหมายทางไปรษณีย์ หรือส่ง E-mail มาที่ช่องรับเรื่องร้องเรียนในเว็บไซต์
www.dwf.go.th ของ สค. ได้”     นายเลิศปัญญากล่าวในตอนท้าย

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2562

MEGA Esports จับมือ AIS ZEED จัดลีกอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัย เฟ้นหาสุดยอดตัวจริง


เมื่อเกมออนไลน์ ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นกีฬา “Esports” หรือกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิตติดเทรนด์ที่กำลังมาแรง มีการพัฒนาซอฟต์แวร์และตัวผู้เล่นให้กลายเป็น “มืออาชีพ” จนมีการจัดการแข่งขันเป็นทัวร์นาเมนต์ มีถ่ายทอดสด และกำลังจะบรรจุกีฬาอีสปอร์ตไว้ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศจีน ในปี 2022

MEGA Esports บริษัทอีสปอร์ตชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือผู้ที่ได้ขับเคลื่อนให้การสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ตมาเป็นเวลานาน มีการพัฒนาทีมอีสปอร์ตในเกมชั้นนำต่างๆ เช่น League of Legends, Overwatch, ROV และ PUBG เพื่อเทียบชั้นในระดับโลก มีทีมทั้งหมด 8 ทีม จาก 4 ประเทศ ได้แก่ทีมในประเทศไทย 4 ทีม,อินโดนีเซีย 3 ทีม,เวียดนาม 1ทีม





ซึ่งเมื่อนโยบายทางรัฐบาลที่มุ่งนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ ทำให้อีสปอร์ตได้รับความสนใจจากภาครัฐและเอกชนมากยิ่งขึ้น ทาง MEGA Esports ได้จับมือพันธมิตรอย่าง AIS ผู้นำด้านเครือข่ายและบริการดิจิทัล ด้วยศักยภาพเครือข่ายที่ดีที่สุดสำหรับสาวกอีสปอร์ต ทั้งเครือข่ายมือถือและเน็ตบ้าน รวมถึงแพ็กเกจบริการสุดคุ้มจาก AIS ZEED ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์กลุ่มวัยรุ่นไทย ให้สามารถเข้าถึงกีฬาอีสปอร์ตและความบันเทิงได้อย่างสะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา เราจึงได้ร่วมกันจัดทัวร์นาเม้นท์ลีกในระดับมหาวิทยาลัยซึ่งมีสถาบันชั้นนำตอบรับเข้าร่วมลีกในครั้งนี้ทั้งหมด 14 สถาบัน ภายใต้ชื่อลีกว่า AIS Zeed MEGA University Tournament Thailand 2019 เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักกีฬาอีสปอร์ตมือสมัครเล่น ไปต่อยอดพัฒนาสู่ความเป็นมืออาชีพ ในระดับโลก ต่อไป


นายวิลเลี่ยม คิง ชู ประธานบริหาร บริษัท เมก้า อีสปอร์ต จำกัด กล่าวว่า “MEGA Esports เราเป็นบริษัทชั้นนำในการสร้างนักกีฬาอีสปอร์ต นอกจากประเทศไทย เราก็มีกิจกรรมในประเทศอื่นอย่าง อินโดนีเซีย ฮ่องกง และเวียดนาม ตอนนี้เรากำลังทำ Mega Academy ในประเทศอินโดนีเซียร่วมกับพาร์ทเนอร์ในประเทศ ส่วนในฮ่องกงเราร่วมกับมหาวิทยาลัยฮ่องกง University of Hong Kong (HKU) ในการพัฒนาหลักสูตรการบริหารจัดการอีสปอร์ตสำหรับผู้ที่สนใจ โดยจุดมุ่งหมายของเราคือการมุ่งเน้นสนับสนุนและพัฒนาผู้เล่นระดับอาชีพทั้งในเกม League of Legends และเกมอื่นๆ


ส่วนตลาดในประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีบทบาทอย่างมากในโซนอาเซียนด้านอีสปอร์ต เพราะตั้งแต่มีกีฬาอีสปอร์ตเกิดขึ้นก็มีทีมไทยที่เก่งและมีความสามารถเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นทำให้ MEGA สนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดพัฒนาและยกระดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านกีฬาอีสปอร์ตที่ดีที่สุด และถือเป็นโอกาสที่ดีในการทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย


เพราะนโยบายการให้การสนับสนุนจากภาครัฐ ที่มุ่งนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศนั้น ทำให้เกมและอีสปอร์ตได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและเอกชนมากยิ่งขึ้น
ซึ่งตัวเลขจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตัลในปีที่ผ่านมาพบกว่า มูลค่าของอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตกว่า 12% และยังมีผลสำรวจ อาชีพในฝันของเด็กไทยปี 2562 โดยกลุ่มบริษัทอเด็คโก้

ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลระดับโลก พบว่า “นักกีฬา E-Sport และ นักแคสเกม” มาแรงติดเทรนด์ Top5 อาชีพในฝันของเด็กไทยปีนี้MEGA Esports ในฐานะบริษัทผู้นำกีฬาอีสปอร์ต เราเห็นว่า อีสปอร์ต ในประเทศไทย อยู่ในช่วงกำลังเติบโต และมีศักยภาพความเป็นไปได้ที่ใหญ่กว่าที่อื่นๆ มาก




โดยตัวเลขจำนวนผู้เล่นอีสปอร์ตในประเทศไทย (ข้อมูลจาก กกท) พบว่ามีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน แต่เป็นนักกีฬาในระดับอาชีพ ประมาณ 5,000 คน จากเกมยอดนิยมที่ใช้ในการแข่งขันประมาณ 5-10 เกม และพบว่ารายได้สำหรับกลุ่มอาชีพอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 20,000 บาทต่อเดือน ถ้าระดับโปรที่เป็นแชมป์บ่อยๆ จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน (รายได้มาจากสปอนเซอร์ที่สนับสนุนการแข่งขัน)

ส่วนอย่างที่อเมริกา โซนอเมริกาเหนือ ผู้เล่น มืออาชีพมากมายที่นั่นสามารถสร้างรายได้มากกว่าที่พ่อแม่ของเขาทำได้อีก ตามปกติแล้วรายได้จะมาในรูปแบบเงินเดือนจากทีมและเงินรางวัลที่ทำได้ ซึ่งถ้าผู้เล่นนั้น มีชื่อเสียงมากพอก็จะสามารถมีรายได้เสริมจากการสตรีมได้อีก ส่วนใน MEGA เองตอนนี้ เราก็กำลังดำเนินการในรูปแบบเดียวกับทีมชั้นนำระดับสากล คือเราจ่ายเงินเดือนให้กับผู้เล่น ของเรา

ซึ่งเรามีบ้านสำหรับฝึกซ้อมการเล่น เป็น Academy มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ รวมทั้งในส่วนของโค้ชและผู้จัดการทีมทั้งหมดและจากการศึกษาตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมานั้นเราคิดว่าการเปิดโอกาสให้นักกีฬาอีสปอร์ตเป็นสิ่งสำคัญ จึงคิดกิจกรรม AIS Zeed MEGA University Tournament Thailand 2019 ขึ้นมา เพื่อเป็นเวทีรองรับให้น้องๆ นักศึกษา ที่สนใจ ได้มาร่วมกิจกรรมกับเรา และได้แสดงศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นการแข่งขันแบบลีกสมัครเล่น ในระดับมหาวิทยาลัย ที่ถือได้ว่าใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในประเทศไทย เราได้รับความร่วมมือจากสถาบันชั้นนำเข้าร่วมลีกในครั้งนี้ทั้งหมด 14 สถาบัน

ทั้งนี้ได้มีการจับสายการแข่งขันขึ้นก่อน ส่วนการแข่งขันรอบ Qualifiers ของแต่ละมหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม – มีนาคม,รอบ group stage และรอบ Final จะอยู่ช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเราจะมีการถ่ายทอดสด แบบ “Online Steaming” ในทุกๆ Stage บนแอปพลิเคชั่น AIS PLAY และกล่อง AIS Play BOX พร้อมให้ชมย้อนหลังได้ครบทุกแมช เพื่อให้กองเชียร์ของแต่ละทีมได้ชมและได้เชียร์กันแบบเรียลไทม์ และจะมีรอบการแข่งขันในแต่ละแมชอย่างต่อเนื่อง ในด้านของเกมที่จะใช้ในลีกนี้ เราเลือกเกม ROV เพราะว่า ROV เป็นเกมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทย 14 สถาบันที่เข้าร่วมลีก AIS Zeed MEGA University Tournament Thailand 2019

ได้แก่ 1. CU จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. BU ม.กรุงเทพ 3. BUU ม.บูรพา 4. TNI สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น 5. CMU ม.เชียงใหม่ 6. KMUTT ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 7. UBU ม.อุบุลราชธานี  8. TU ม.ธรรมศาสตร์  9. UTCC ม.หอการค้าไทย  10.SPU ม.ศรีปทุม  11. KMUTNB ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 12. KMITL สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 13. KKU ม.ขอนแก่น  14. DPU มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รวมทั้งเป็นเกมที่สามารถเล่นผ่านโทรศัพท์มือถือ ทำให้ใครๆ ก็สามารถเล่นเกมได้ ตัวเกมก็สนุก ส่งเสริมการสื่อสารและการทำงานร่วมกันเป็นทีมเวิร์ค เพราะโดยหลักๆ แล้วในเกม ROV ทีมไหนที่ทำงานร่วมกันได้ดีกว่าก็จะได้รับชนะไปในเกมนั้น

นอกจากนี้ทางบริษัท Garena ผู้ดูแลเกม ROV เองก็เป็นทั้ง Partner ในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย โดยทั้งหมดนี้น้องๆ ที่ชนะในรอบ Final จะได้รับทุนการศึกษา พร้อมถ้วยรางวัลมูลค่ารวมกว่า 5 แสนบาท”
ติดตามข้อมูลข่าวสารของ Mega Esports

กิจกรรม AIS ZEEDMEGA University League 
https://www.facebook.com/MEGAEsportsSEA/
https://www.facebook.com/MEGA-League-367121857407418/

การประชุมพระธรรมจาริก ประจำปี 2562




วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม "ศาลาเบญจสัตตยายุศรีวิชัยนุสรณ์" วัดศรีโสดา จังหวัดเชียงใหม่ พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) พระราชาคณะเจ้าคณะรอง เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานงานปฐมนิเทศพระธรรมจาริก ประจำปี 2562 โดยมี นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมงานดังกล่าว และได้พบปะพระธรรมจาริก พร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนและแนวทางการสนับสนุนการดำเนินงานของพระธรรมจาริก ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ










 
พระธรรมจาริกถือว่าเป็นภาคีเครือข่ายการทำงานที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง ทั้งในส่วนของการเผยแพร่หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา เสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม รวมทั้งการปฏิบัติงานลักษณะของการเป็น "นักพัฒนา" ซึ่งทำให้ราษฎรบนพื้นที่สูงมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชนพื้นที่สูงมีความเข้มแข็งสามารถจัดการปัญหา และพึ่งพาตนเองได้
 
ทั้งนี้ในเวลา 10.30 น. นายอนันต์ ดนตรี รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้บรรยายเรื่องนโยบายกรมฯ พส. กับงานพระธรรมจาริก
   
สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมดี ๆ รวมถึงความเคลื่อนไหว
ในการดำเนินงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้ที่
http://www.dsdw2016.dsdw.go.th/
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2247376148639766&id=140004406043628

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

พม. สานต่อโครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life)




ปลุกพลังเด็กและเยาวชนสร้างสรรค์สังคม ปี 2562วันพุธที่ 23 มกราคม 2562 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share”ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ปี 2562 




นางนภา กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการน้อมนำพระดำริของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มาพัฒนาเด็กและเยาวชนให้รู้จักการเป็น “ผู้ให้” ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) มีเด็กและเยาวชนผ่านการอบรม 109,688 คน และมีโครงการสร้างสรรค์พัฒนาสังคมกว่า 309 โครงการ ซึ่งในปี 2562 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ดำเนินโครงการ "พัฒนาเพื่อการแบ่งปันที่ยิ่งใหญ่ Shift and Share”ภายใต้โครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ประจำปี 2562 ตามกรอบแนวคิด “พลังจิตอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ” มุ่งเน้นให้เด็กคิด เด็กทำ สร้างแกนนำเด็กและเยาวชนปลูกจิตอาสา โดยให้เด็กและเยาวชนสร้างสรรค์โครงการเชิงนวัตกรรมทางสังคมไปขยายผล
ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ซึ่งในปีนี้จะขยายเครือข่ายการทำงานในพื้นที่ 10 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ จังหวัดลำพูน ลำปาง ภาคกลาง จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองบัวลำภู นครพนม อำนาจเจริญ ภาคใต้ จังหวัดตรัง และกระบี่

นางนภา กล่าวต่อว่า กิจกรรมโครงการฯในปีนี้ มีหลายกระบวนงาน ดังนี้ 1) สร้างวิทยากรกระบวนการพลังจิตอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อถ่ายทอดความรู้ และเป็นพี่เลี้ยงให้กับกลุ่มเด็กเยาวชนจิตอาสาใน 10 จังหวัด 2) สร้างแกนนำยุวอาสารุ่นใหม่ จากโรงเรียนเพียงหลวง และเด็กเยาวชนใน 10 จังหวัดๆละ 2 รุ่นๆละ 200 คน รวม 4,000 คน ให้มีจิตสำนึกสาธารณะ สร้างยุวอาสาที่สามารถคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์โครงการเชิงนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม 3) ยกระดับศักยภาพแกนนำยุวอาสาที่เคยผ่านโครงการ Shift and Share และยังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ด้วยกิจกรรมค่ายเติมพลัง เสริมทักษะ สานต่อพลังจิตอาสาพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จำนวน 2 ครั้งๆละ 150 คน รวม 300 คน 4) จัดกิจกรรมยุวอาสา พัฒนาสังคมและสวัสดิการ เด็กร่วมคิดและลงมือทำโครงการเพื่อสังคม จุดประกายการพัฒนาจากเป้าหมายเล็กๆ ไปยังชุมชนบ้านเกิด และขยายผลความร่วมมือไปยังพื้นที่อื่น 5) จัดนิทรรศการแสดงผลงานโครงการ เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การร่วมกัน




กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการปาฏิหาริย์แห่งชีวิต (Miracle of Life) ให้เป็นต้นแบบของ“การให้” สืบสานพระปณิธานด้วยพลัง ด้วยหัวใจ มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาคนและบ้านเกิด...เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นางนภา กล่าวในตอนท้าย

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

สทน. มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์

มอบรางวัลประกวดหนังสั้น “TINT SHORT FILM PROJECT” 
ในหัวข้อ “Nuclear for Better Life” เงินรางวัลรวมกว่า 310,000 บาท


ด้วยปัจจุบัน  หลายประเทศทั่วโลกได้ ให้ความสนใจกับการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ซึ่งส่งผลต่อมนุษย์เราเป็นอย่างมาก เทคโนโลยีนิวเคลียร์จึงไม่ใช้เรื่องไกลตัวอีกต่อไป


วันนี้ (22 มกราคม 2562) ณ เอสพลานาด ซีนีเพลกซ์ รัชดาภิเษก โรงภาพยนตร์ 10 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดพิธีมอบรางวัล โครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เงินรางวัลรวมกว่า 310,000 บาท โดยมี นายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล



นายปฐม กล่าวว่า การสื่อสารในรูปแบบของหนังสั้น ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการสื่อสาร ที่ทำให้ประชาชนได้เรียนรู้และเข้าใจถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ว่าในความเป็นจริงแล้วสามารถนำไปใช้ในส่วนใดได้บ้างที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตและสังคม และขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลด้วย 


ระดับมัธยม ชื่อทีม ๕ Daysteam ร.ร.มัธยมวิภาวดี จ.สุราษฏร์ธานี ชื่อเรื่อง My name is Nuclear    น.ส.ธิดา ต่ายใหญ่กรัด , น.ส.ปวีณา สักรินทร์ , นายธนากร กล่อมเมือง ชนะเลิศ
เงินรางวัล 50,000 บาท โล่และเกียรติบัตร 

ระดับมัธยม ชื่อทีม ๕ Daysteam ร.ร.มัธยมวิภาวดี จ.สุราษฏร์ธานี ชื่อเรื่อง My name is Nuclear    น.ส.ธิดา ต่ายใหญ่กรัด , น.ส.ปวีณา สักรินทร์ , นายธนากร กล่อมเมือง ชนะเลิศ
เงินรางวัล 50,000 บาท โล่และเกียรติบัตร 


ด้าน ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เผยว่า โครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life” มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญและสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องถึงประโยชน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมถึงการสร้างความเชื่อถือและความมั่นใจของประชาชนต่อพันธกิจของสถาบันฯ อันจะนำไปสู่การพัฒนาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศอย่างยั่งยืน


การจัดโครงการประกวดหนังสั้น 
TINT SHORT FILM PROJECT 
ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life” สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ครั้งนี้คาดหวังว่าประชาชนจะหันมาให้ความสนใจการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และยังเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แก่ประชาชน -ดร.หาญณรงค์ กล่าวปิดท้าย



โครงการประกวดหนังสั้นฯ ดังกล่าว เปิดรับสมัคร 2 ประเภท ได้แก่ รุ่นเล็ก (ระดับมัธยมศึกษา) อายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งกำลังศึกษาไม่เกินระดับชั้นมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 4 คน

-รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร

-รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร


-รางวัลชมเชย เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 3 รางวัล และรุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป) อายุ 19 ปีขึ้นไป ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าขึ้นไป สมัครได้ทั้งเดี่ยวและทีมๆ ละไม่เกิน 3 คน รางวัลชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและประกาศนียบัตร และรางวัลชมเชย เงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร มี 5 รางวัล


โดยโครงการประกวดหนังสั้นฯ ได้ผ่านการพิจารณาตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณบัณฑิต ทองดี และ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล

รุ่นเล็ก (ระดับมัธยมศึกษา)
• เรื่อง New Hope ทีม คน-ธรรม-หนัง
• เรื่อง ก็...มีดี ทีม ช้างป่าฟิล์ม
• เรื่อง My name is Nuclear ทีม ร.ร.มัธยมวิภาวดี
• เรื่อง Top’s secret ทีม หมีขาวฟิล์ม
• เรื่อง Rational of Paradox ทีม Revorin
• เรื่อง New is better ทีม ขายไตเรียน

รุ่นใหญ่ (ระดับอุดมศึกษาขึ้นไป)
• เรื่อง สายลับ ทีม ราหูฟิล์ม
• เรื่อง Better Life ทีม ชีพจรลงเฟรม
• เรื่อง บล็อกเกอร์ ทีม อิสระ TV
• เรื่อง ไกลตัวใกล้ใจ ทีม ครูนักเรียนลุ่มน้ำเงา
• เรื่อง แมลงเขมือบโลก ทีม โชกุบุดซึ โกโฮกาวากายาริ
• เรื่อง ค่ำคืนพิศวง ทีม ตามสั่ง Production



ผลผู้ชนะเลิศการประกวดโครงการประกวดหนังสั้น TINT SHORT FILM PROJECT
ภายใต้หัวข้อ “Nuclear for Better Life”

-ระดับมัธยม ชื่อทีม ๕ Daysteam ร.ร.มัธยมวิภาวดี จ.สุราษฏร์ธานี ชื่อเรื่อง My name is Nuclear    น.ส.ธิดา ต่ายใหญ่กรัด , น.ส.ปวีณา สักรินทร์ , นายธนากร กล่อมเมือง ชนะเลิศ 
เงินรางวัล 50,000 บาท โล่และเกียรติบัตร

-รางวัลประชาชนทั่วไป ได้แก่ ราหูฟิล์ม จากกรุงเทพฯ ชื่อเรื่อง สายลับ โดย นายณรงค์ เสประโคน นายโสภา เที่ยงเดช ชนะเลิศ  เงินรางวัล 100,000 บาท โล่และเกียรติบัตร
       

ทั้งนี้ มีทีมผู้ที่เข้าร่วมประกวด กว่า 300 ทีม หลังจากที่ได้คัดเลือกผลงาน Plot หนังสั้นได้มีผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 2 รุ่น รุ่นละ 6 ทีม รวมทั้งสิ้น 12 ทีม ซึ่งผู้ที่ชนะเลิศโครงการประกวดหนังสั้นฯ จะได้โชว์ผลงานในงานพิธีประกาศผลและมอบรองวัล คาดว่าประชาชนจะหันมาให้ความสนใจการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และยังเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แก่ประชาชน และผู้ที่สนใจข้อมูลด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tint.or.th/