เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561

“Wow! Taiwan Selects”

สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจการค้าไต้หวัน”
เปิดตัวแคมเปญ “Wow! Taiwan Selects”
หนุนส่งออกสินค้า 3 กลุ่มใหญ่สู่ตลาดไทย



ตามนโยบาย “New Southbound Policy” ของรัฐบาลไต้หวัน ดำเนินงานโดยสำนักการค้าต่างประเทศของไต้หวัน กระทรวงการคลัง มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาธุรกิจการค้า (เรียกโดยย่อว่า CDRI)  จัดงานแถลงข่าว “Wow! Taiwan Selects” แคมเปญนวัตกรรมด้านการตลาดสู่ตลาดต่างประเทศ ภายใต้ธีม “Keep Moving!



เพื่อมุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัลในประเทศไทย โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Tong Zhen-Yuan เอกอัครราชฑูต ประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เป็นประธานการเปิดงาน พร้อมด้วย Mr. Hsu Ming ตัวแทนผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในท้องถิ่นรวมถึงผู้ประกอบการ 15 แบรนด์ดังจากไต้หวัน นอกจากนี้ยังได้บรรดาบล็อกเกอร์ชื่อดังจากโลกออนไลน์ อาทิ เจ๋อโบ กวนจีน, แฮชคอร์เนอร์ และ บริ้งกี้ เข้าร่วมแนะนำผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ความงาม สุขภาพ และ ไลฟ์สไตล์ เพื่อเป็นการต่อยอดและการสร้างการรับรู้เพิ่มขึ้นถึงตราสินค้าของไต้หวันที่จะแพร่หลายสู่ตลาดในประเทศไทยอีกด้วย 





Mr. Tong Zhen-Yuan (ถง เจิ้น หยวน) เอกอัคราชฑูต กล่าวว่า “ไทยและไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากันอย่างแนบแน่น ตามรายงานการค้าฉบับเดือนธันวาคม 2560 การลงทุนของบริษัทชาวไต้หวันในประเทศไทยมีมูลค่าถึง 14.48 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไต้หวันถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของไทย รองจากญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ในปีพ. ศ. 2560 ไต้หวันยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 ของไทยและเป็นประเทศผู้นำเข้าอันดับที่ 5 ประเทศไทยจึงถือเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของไต้หวันในด้านการลงทุน การค้า การท่องเที่ยว และการศึกษา เป็นประเทศพันธมิตรที่มีนัยสำคัญเกี่ยวเนื่องกับนโยบายใหม่ของไต้หวัน ซึ่งนโยบายและแผนการปฏิรูป 4.0 ของประเทศไทยมีความสอดคล้องและเข้ากันได้ดี โดยทั้ง 2 ประเทศได้ริเริ่มการเจรจาและการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับทวิภาคี ซึ่งในปีนี้ “Wow! Taiwan Selects เป็นแคมเปญที่ส่งเสริมการตลาดโดยรวบรวมเนื้อหาจากดิจิทัลสู่การนำเสนอในโซเชียลมีเดีย การรวบรวมสื่อออนไลน์ทั้งหลาย โดยมีเหล่าเซเลบริตี้จากโลกออนไลน์มาเป็นผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์สินค้า การจัดทำภาพอะนิเมชั่นรูปแบบพิเศษที่ได้นำมาแสดงในงานนี้  รวมไปถึงการทำ “Interactive table projection mapping” แนวความคิดที่ประยุกต์องค์ความรู้ เทคนิคการสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ และแสดงออกบนหน้าจอระบบสัมผัสแบบมัลติทัช เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งถือเป็นการจัดงานสำหรับเพื่อนชาวไทยของเราโดยเฉพาะ โดยเรามีความมุ่งหวังที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยมของไต้หวัน ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันอย่างต่อเนื่องในการเปลี่ยนแปลงโลกต่อไปครับ ”

ทาง CRDI ให้ข้อมูลว่า “Wow! Taiwan Selects” เป็นแคมเปญที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 และมีการจัดไปแล้วในหลายๆ ประเทศแถบอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย ล่าสุดที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในแต่ละประเทศแถบอาเซียน แคมเปญนี้จะเป็นการแนะนำประเทศไต้หวันและแบรนด์สินค้าไต้หวันในรูปแบบและแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป เช่น สนามกีฬา สวนสนุก การแสดงสด และ การจำลองถนนในไต้หวัน เพื่อต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคในแต่ละที่ให้เกิดความประทับใจในไต้หวันนั่นเอง เนื่องด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของสังคมออนไลน์ จากสถิติประเทศไทยมีผู้ใช้เฟสบุ๊คจำนวนมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีผู้ใช้งานอยู่ 47 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้น 27 ล้านคนหรือประมาณ 57% เป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ





แคมเปญ Wow! Taiwan Selects จึงคัดสรรผลิตภัณฑ์ออนไลน์และดำเนินการด้านการตลาดแบบดิจิทัลในปีนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สำหรับแคมเปญ “Wow! Taiwan Selects ที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้ธีมงาน “Keep Moving เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของไต้หวันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการทำให้คุณก้าวต่อไปเพื่อชีวิตประจำวันของคุณที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมของชาวไต้หวัน” พร้อมนำเสนอแก่ผู้บริโภคชาวไทยใน 3 คอนเซปต์ ได้แก่ ความงาม สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ อาทิ อาหารเสริมโพลีฟีนอล จาก Profamily, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อผิวกระจ่างใสจาก Miss Seesaw, Hana Adzuki Essence, น้ำยาบ้วนปาก Deko,รองเท้า Momentanee, Walking Zone,FVF,Sweet Villians และ Orin แผ่นเจลรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพ Expertgel, ชุดรัดกล้ามเนื้อเพื่อดูแลรูปร่าง จาก Titan, XPG  ชุดหูฟัง, กระเป๋าเดินทาง Guangfuhao, ของที่ระลึก BuyMood และ ผลไม้อบแห้งต่างๆ Tastywow 




แคมเปญ Wow! Taiwan Selects จึงคัดสรรผลิตภัณฑ์ออนไลน์และดำเนินการด้านการตลาดแบบดิจิทัลในปีนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สำหรับแคมเปญ “Wow! Taiwan Selects ที่จัดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้ธีมงาน “Keep Moving เพื่อแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ของไต้หวันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการทำให้คุณก้าวต่อไปเพื่อชีวิตประจำวันของคุณที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมของชาวไต้หวัน” พร้อมนำเสนอแก่ผู้บริโภคชาวไทยใน 3 คอนเซปต์ ได้แก่ ความงาม สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ อาทิ อาหารเสริมโพลีฟีนอล จาก Profamily, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อผิวกระจ่างใสจาก Miss Seesaw, Hana Adzuki Essence, น้ำยาบ้วนปาก Deko,รองเท้า Momentanee, Walking Zone,FVF,Sweet Villians และ Orin แผ่นเจลรองพื้นรองเท้าเพื่อสุขภาพ Expertgel, ชุดรัดกล้ามเนื้อเพื่อดูแลรูปร่าง จาก Titan, XPG  ชุดหูฟัง, กระเป๋าเดินทาง Guangfuhao, ของที่ระลึก BuyMood และ ผลไม้อบแห้งต่างๆ Tastywow 

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ
 “Wow! Taiwan Selects” 


www.wowtaiwanselects.tw

วิ่งเพื่อรักและสันติภาพ “เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน” เดิน-วิ่งการกุศล

เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอนช่วยชายแดนใต้และผู้ป่วยมะเร็ง
วันที่ 16 กันยายนนี้ 



อีกหนึ่งโปรแกรมวิ่งที่หลายคนรอคอย กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 12 กับกิจกรรม “เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน เดิน-วิ่ง การกุศล” จัดโดย กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเจ้าแรกที่จัดแข่งขันโปรแกรมวิ่งมินิมาราธอน โดยรายได้จากการจำหน่ายบัตรสมทบทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายภาคแดนใต้ และสร้างโครงการ บ้านพิงพัก” (Pink Park Village) สถานบำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งในสตรีที่ด้อยโอกาส

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนของกลุ่มเซ็นทรัลนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้ โครงการเพื่อสังคม “เซ็นทรัล ทำ” โดยได้ริเริ่มกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนตั้งแต่ปี 2550 ในชื่อโปรแกรม Central Group Mini Marathon (เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน) ภายใต้คอนเซ็ปต์ RUN FOR LOVE AND PEACE วิ่งเพื่อรักและสันติภาพ จนปัจจุบันได้ก้าวสู่ปีที่ 12 แล้ว ซึ่งได้ร่วมมือกับ กองทัพบกกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อนำ รายได้จากการจำหน่ายบัตรหลังค่าใช้จ่าย สมทบทุนช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสร้างโครงการ “บ้านพิงพัก” ศูนย์ดูแลผู้ป่วยและศูนย์วินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรก โดยมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในสตรีที่ยากไร้ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลาตี เป็นต้นไป
 กิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะช่วยส่งเสริมการออกกำลังกายให้มีสุขภาพแข็งแรงแล้วยังนับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ทอดทิ้งกันพร้อมแบ่งปันความห่วงใยให้แก่กันเสมอแม้ว่าจะอาศัยอยู่กันคนละพื้นที่ก็ตาม รวมทั้งทุกคนยังมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งในสตรีที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถมีที่พักพิงภายในสถานดูแลพักฟื้นผู้ป่วยที่มีแพทย์และพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายอีกด้วย

กิจกรรมเซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน จะเป็นการรวมพลังคนไทยและชาวต่างชาติทุกเพศ
   ทุกวัย เกิดเป็นปรากฏการณ์ปีละหนึ่งครั้งเต็มพื้นที่หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ 

โดยคาดว่าจะมีผู้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 
6,000-7,000 คน ซึ่งจะเป็นภาพแห่งมิตรภาพ รอยยิ้ม ความสุข เติมเต็มในหัวใจของพี่น้องไทยในเขตพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และผู้ป่วยมะเร็งในสตรีที่ยากไร้เป็นการบ่งบอกว่าพวกเค้าเหล่านั้นไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่มีความห่วงใยอยู่รายล้อมเป็นกำลังใจให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง และสิ่งที่นักวิ่งจะได้รับกลับบ้านหลังจบกิจกรรม ก็คือความสุขใจที่ได้เป็นผู้ให้ และการรู้จักคำว่าน้ำใจนักกีฬาอีกด้วย
 
ด้านประเภทของการแข่งขัน ประกอบด้วย ประเภทมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร  ชายและหญิง
(ไม่จำกัดอายุ)
 ผู้ชนะเลิศอันดับ ชายและหญิง จะได้รับถ้วย Champion Runner ส่วนอันดับที่ 2-5 จะได้รับถ้วยเกียรติยศตามลำดับ และทุกอันดับจะได้รับเหรียญผู้พิชิต เส้นทางวิ่งจาก
จุดเริ่มต้นที่เซ็นทรัลเวิลด์ วิ่งไปยัง ถ
.เพชรบุรี – ถ.บรรทัดทอง – ถ.พระราม 4 –อังรีดูนังต์ –ถ. ราชดำริ และกลับมาที่เซ็นทรัลเวิลด์

ถัดมาคือ ประเภท 
กิโลเมตร (ไม่จำกัดอายุ) ผู้ชนะการแข่งขัน อันดับที่ 1-5 ของ ชายและหญิง
จะได้รับถ้วยเกียรติยศและเหรียญผู้พิชิต โดยวิ่งจากเซ็นทรัล เวิลด์ วิ่งไปยัง ถ
.เพชรบุรี – ถ.พญาไท – ถ.พระราม 4 – ถ.ราชดำริ และกลับมาที่เซ็นทรัล เวิลด์

 
ส่วน กิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทาง กิโลเมตร (ไม่จำกัดอายุ) เริ่มต้นเดินจากเซ็นทรัลเวิลด์ ไปทางถนนราชดำริ ผ่านสวนลุมพินี (ด้านหน้าอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6) และกลับเข้าสู่เซ็นทรัลเวิลด์ โดยทุกท่านเมื่อเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญผู้พิชิตเป็นที่ระลึก  นอกจากนี้ชมรมหรือบริษัทที่ส่งสมาชิกเข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด 10 อันดับ จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศอีกด้วย ทั้งนี้ผู้สมัครทุกคน ทุกประเภทการแข่งขัน เมื่อซื้อบัตรจะได้รับเสื้อที่ระลึก RUN FOR LOVE & PEACE  ท่านละ ตัวและในวันแข่งขันหากเข้าถึงเส้นชัย จะได้รับเหรียญผู้พิชิตเป็นที่ระลึก

          ด้านกำหนดการการแข่งขัน จะเริ่มวอร์มอัพร่างกายด้วยแอโรบิคในเวลาตี 04.20 น. และปล่อยตัวนักวิ่งมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กมเวลา 05.00 . , ปล่อยตัวนักวิ่งระยะทาง  กม. เวลา 05.10 และปล่อยตัวเดิน กมเวลา 05.15 และมอบรางวัลแก่ผู้ชนะในเวลา 07.00 น.

ผู้สนใจสามารถหาซื้อบัตรตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคมนี้ที่ จุดแลกซื้อ เซ็นทรัล ชิดลม ชั้น 2, เซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 1,เซ็นทรัล บางนา ชั้น 1, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 1, เซ็นทรัล รามอินทรา ชั้น 3, เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ชั้น 1, เซ็นทรัล พระราม 2,เคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ โรบินสัน พระราม 9 ชั้น 5, จุดแลกซื้อ ห้างสรรพสินค้าเซน ชั้น 4 และลงทะเบียนรับเบอร์วิ่งได้ในวันเสาร์ที่ 15 กันยายน 2561 เวลา  10.00-19.00 น. บริเวณลานสแควร์ C,D หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ สอบถามเพิ่มเติม โทร02 100 9794 (เฉพาะวันจันทร์ – วันศุกร์)


พบกัน อาทิตย์ที่ 
16 กันยายนนี้ อย่าลืมพร้อมใจกันใส่เสื้อ CENTRAL Group  RUN FOR LOVE & PEACE เพื่อสร้างภาพแห่งการรวมพลังครั้งใหญติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/centralgroupthailand

“Maybelline It Girl” สุดแซ่บคนล่าสุด ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก


เมย์เบลลีน นิวยอร์ก แบรนด์เครื่องสำอางอันดับหนึ่งของโลก สปอนเซอร์หลักของนิวยอกร์กแฟชั่นวีค ประจำซีซั่น ฟอล-วินเทอร์ 2018

เตรียมเปิดตัว “Maybelline It Girl” สุดแซ่บคนล่าสุด ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก เจ้าแม่แฟชั่นวีคที่มาพร้อมกับแอ๊ททิจูดสุด สตรองแบบ Everything Can Happen สไตล์สาวเมย์เบลลีน เตรียมไปโชว์เมคอัพปังๆกระทบไหล่ท๊อปโมเดลและเซเลบริตี้ระดับโลก พร้อมเกาะกระแสอินเทรนด์ติดขอบเวที นิวยอร์ก แฟชั่น วีค เพื่ออัพเดทเทรนด์แฟชั่นและการแต่งหน้าแบบ MAKEUP THAT MAKES IT IN NEW YORK ส่งตรงจากนิวยอร์กซิตี้มาให้สาวไทยแต่งตามกัน


ยังมีบิวตี้อินฟลุเอนเซอร์ตัวแม่ นุ่น นพลักษณ์ กุลธวัชชัย, เซเลบริตี้เมคอัพอาร์ทติสชื่อดัง
ป้อม วินิจ บุญชัยศรี บินลัดฟ้าไปร่วมงานแฟชั่นสุดชิคระดับโลกในครั้งนี้ด้วย

โดยจะมีงานแถลงข่าวในวันอังคารที่ 4 กันยายน 2561 เวลา 18.30 น. (ลงทะเบียนเวลา 18:00น.)
ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน จะปังแค่ไหน ต้องรอติดตามนะคะ

#หน้าเป๊ะฟูลเทิร์นแบบปูไปร
#นิวยอร์กไม่ไกลอยู่ที่อินเนอร์
 #MaybellineThailand

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2561

SPCG ประกาศความร่วมมือ ด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ

Authorised Sales &Service Partnership
ระหว่าง SPCG และ SMA ประเทศเยอรมนี 


SPCG ประกาศความร่วมมือด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการ (Authorised Sales & Service Partnership) ระหว่าง SPCGและ SMAประเทศเยอรมนี

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ “SPCG”มีบริษัทในเครือ คือ บริษัท โซล่า เพาเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ “SPE” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ และ บริษัท โซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ “SPR” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ (AuthorisedSales & Service Partnership)ของ SMA Solar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนีนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2561เป็นต้นมา ซึ่ง SPCGเป็นผู้ริเริ่มและผู้นำในการดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทยและประชาคมอาเซียน (ASEAN) และธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา
(Solar Roof)ในประเทศไทย


SMASolar Technology AG (SMA) ประเทศเยอรมนี เป็นผู้นำด้านการผลิตเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2560 SMA
มียอดจำหน่ายกว่า 900 ล้านยูโร SMAมีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อันทรงประสิทธิภาพ ทั้งแบบใช้ในบ้านพักอาศัย ใช้เพื่อการพาณิชย์ และใช้ในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ระบบของ SMAสามารถรองรับการต่อเชื่อมแบตเตอรี่ได้หลายประเภท

นอกจากนี้ SMAยังมีความโดดเด่นในด้านการจัดการพลังงานอัจฉริยะ โซลูชั่นสำหรับพลังงานดิจิทัล การบริการที่ครอบคลุม และระบบปฎิบัติการสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งนี้ SMAเป็น
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตแห่งประเทศเยอรมนีประเภท Prime Standard

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า SPCGเลือกใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)จาก SMAด้วยเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพ ในการทำงานของระบบ Inverter ประกอบกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยโครงการโซลาร์ฟาร์มทุกแห่ง รวมทั้ง การให้บริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ให้กับลูกค้าทุกราย บริษัทฯ เลือกใช้ Inverter จาก SMA  มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ SMA กำลังมองหา Strategic Partner ในภูมิภาคอินโดจีน และSPCGถือเป็นลูกค้าหลักที่มีสัดส่วนมากกว่า 60% ของจำนวน Inverter ทั้งหมดในภูมิภาคนี้ SPCGจึงเล็งเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ ในด้านการจัดจำหน่ายและการให้บริการทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน จึงทำให้ SPEและ SPR ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนAuthorised Sales & ServicePartnershipอย่างเป็นทางการ ดูแล ลูกค้าของ SMA ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน
อีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า



Mr.Rakesh Khanna Managing Director of SMA India กล่าวถึงด้านการจัดจำหน่ายว่า SPE จะเข้ามาเติมเต็มในบทบาทของ Authorised Sales Agent ซึ่งก่อนหน้านี้ ลูกค้าผู้ใช้ Inverter บางราย ประสบปัญหาในเรื่องของการติดต่อสื่อสาร เช่น เรื่องของกำแพงภาษา และเวลาที่ต่างกันของแต่ละประเทศ ทำให้ลูกค้าไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อ และการบริการ  SPE จึงเข้ามาช่วยทำให้ลูกค้าผู้ใช้ Inverter ทุกรายได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นจากเดิม อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาในเบื้องต้นให้ได้ หรือในกรณีที่ทางบริษัทฯไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็จะช่วยประสานงานพร้อมติดตามผล และการดำเนินงานให้แก่ลูกค้าด้วย ส่วนของลูกค้ารายใหม่ จะเริ่มจากในประเทศไทย  และขยายออกไปในภูมิภาค
อินโดจีน

ดร.วันดี กล่าวต่ออีกว่า SPR ในฐานะAuthorisedService Partnership จะได้ประโยชน์โดยตรงในฐานะที่เป็นผู้ใช้เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter)รายใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องของความเชื่อมั่นในการให้บริการที่ดี เพราะ SMA เป็นที่ยอมรับในเรื่องของการบริการที่ดีและรวดเร็ว รวมถึงมีการรับประกันที่ยาวนาน การที่ SPR เข้ามาให้บริการในด้าน Customer Service จะทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่า การบริการที่จะได้รับจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ SMAอย่างแน่นอน ประเด็นที่สอง ในด้านการจัดจำหน่ายเราจะยังคงรักษามาตรฐานการบริการด้านการจัดจำหน่ายที่ดีให้กับลูกค้า ประเด็นที่สาม การที่ได้เข้ามาทำงานด้านการบริการ ทีมงานของบริษัทฯ จะได้รับการฝึกอบรมในเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ของ
SMAเยอรมนีโดยตรงที่จะมาให้ความรู้ ยกระดับให้วิศวกรไทยของเรา มีความรู้ความสามารถในเรื่องของเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เพิ่มขึ้น เทียบเท่าในระดับสากล จากประโยชน์ที่บริษัทฯ ได้รับนี้อาจจะส่งผลให้ธุรกิจนี้เป็นโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทฯอีกทางหนึ่งในอนาคต



ด้าน  Mr.JosephHelweg Head of Global Service Operations APAC  กล่าวในส่วนของการให้บริการว่า SMAประเทศไทยได้รับการยอมรับในเรื่องของบริการที่ดีและความรวดเร็ว  เมื่อSPRเข้ามาเป็น Service Authorized Partnership ก็ยังจะรักษามาตรฐานการบริการในรูปแบบเดียวกัน โดย SPR มีทีมวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมเชิงลึก จากเจ้าหน้าที่ SMA เยอรมนีทำให้มั่นใจได้ว่ามาตรฐาน การบริการจาก SPR จะเทียบเท่ากับการบริการจาก SMA อย่างแน่นอน ทั้งนี้ SPR จะเปิด สายด่วน Call Center ในการรับทราบและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจและความรวดเร็วจากการให้บริการอย่างดี
ที่สุด








วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สสว. เตรียมจัดใหญ่ "SME ONE FEST 2018" รวมเอสเอ็มอีทั่วไทยกว่า 1,100 บูธ

คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท 

พร้อมจับคู่ธุรกิจดันเอสเอ็มเจาะ CLMV และตุรกี 


สสว.  แถลงข่าวการจัดงาน “SME ONE FEST 2018” พบผู้ประกอบการกว่า 1,100 ราย ร่วมแสดงสินค้าหลากสไตล์ พร้อม
นำกูรูการตลาดแถวหน้าของไทยแนะเคล็ดลับเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ และเปิดเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจดันเอสเอ็มอีโกอินเตอร์
 เจาะกลุ่ม CLMV และตุรกี คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท


นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ท่ามกลาง
การแข่งขันที่รุนแรงทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ จึงเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ
เอสเอ็มอีไทย ดังนั้น สสว. จึงได้ตั้งโครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งในปี 2561
ตั้งเป้าจะพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความรู้ด้านการตลาดต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 2,000 ราย สนับสนุนด้านการตลาด
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
ไม่น้อยกว่า 2,000 กิจการ และส่งเสริมให้เกิดการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 2,000 คู่ และเกิดมูลค่า
การเจรจาการค้าของผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท




ผอ. สสว 
เผยว่า ทั้งนี้เพื่อที่จะผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว สสว.  เตรียมจัดงาน
"SME ONE FEST 2018"  ขึ้นระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
 โดยได้เชิญผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของ สสว. ทั่วประเทศ มาร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 1,100 บูธ 
อาทิ สินค้าออร์ แกนิค ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งแบบสำเร็จรูปและพร้อมรับประทาน
สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าแฟชั่น เครื่องประดับจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่ และปลาสวยงาม โดยคาดว่าจะเกิดมูลค่าการซื้อขาย
ในงานนี้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และจะมีผู้เข้าร่วมชมงานครั้งนี้ประมาณ 50,000 คน


“นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกับเอสเอ็มอีประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV
(กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตุรกี เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ 


โดยคาดว่าจะเกิดการจับคู่ธุรกิจได้ไม่ต่ำกว่า 250 ราย ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันไปสู่เป้าหมายการจับคู่ธุรกิจในปีนี้
ไม่ต่ำกว่า 2 พันคู่”   นายสุวรรณชัย กล่าว




พร้อมกันนี้ ภายในงาน  "SME ONE FEST 2018"  ยังได้จัดกิจกรรมการสัมมนาให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ อาทิ 
หัวข้อ “ปรับตัวอย่างไรในยุคออนไลน์” โดย คุณปฤณ จำเริญพานิช, หัวข้อ “พูดอย่างไรให้รวย”  โดย อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย
เป็นต้น 



รวมทั้งยังมีบล็อกเกอร์ชื่อดังมาแชร์ประสบการณ์แนะนำเคล็ดลับดีๆ อาทิ นางพญาปลวก by miss rain เทคนิคการแต่งหน้าใน
โอกาสต่างๆ, ป้าพิม Misspimpaka แนะนำด้านความงามและการดูแลสุขภาพ,  เชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ รายการ Foodwork จากร้าน
 “ราดหน้าขั้นเทพ” กับการสาธิตการทำอาหารสไตล์ฟิวชั่น เพื่อนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ การสาธิตการทำเครื่องประดับ
แฮนเมนด์ จากร้าน Nunya Design, สาธิตการทำผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดิน จากร้าน CC&C Product, สาธิตผ้าเขียนลาย
บ้านหัตถศิลป์, สาธิตการทำดอกไม้ประดิษฐ์ทำมือจากวัสดุธรรมชาติ จากบริษัท เทียร่า เด เต้ จำกัด เป็นต้น



"การจัดงานในครั้งนี้เป็นการดำเนินภายใต้โครงการส่งเสริมผู้ประกอบเอ็สเอ็มอี ตลอดปี 2561 ของสสว. และเป็นการติดอาวุธ
ทางการตลาด รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย สามารถต่อยอดสู่ระดับประเทศและ
นำไปสู่การต่อยอดในระดับสากล" นายสุวรรณชัยกล่าว


ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน SME ONE FEST 2018 
ระหว่างวันที่ 6-9 กันยายน 2561 
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00น. – 20.00 น. 
สอบถามเพิ่มเติมที่ สสว. หมายเลข 1301

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2561

GTC International รวมทุนทั่วโลก พัฒนาการท่องเที่ยวไทย




ปฏิญาณตนเป็นบริษัทอาสา ตอบแทนคุณแผ่นดินไทยจีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โดย น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้) เจ้าของสือภาษาจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสังคมไทย-จีน รุกเปิดบริษัทใหม่ภายใต้แนวคิด “รวมทุนทั่วโลก พัฒนาการท่องเที่ยวไทย” ใช้เทคโนโลยี่ทางการเงินสมัยใหม่ผสมผสานประสบการณ์และความเข้าใจตลาด ปฏิญานตนเป็นบริษัทอาสา ตอบแทนคุณแผ่นดินไทย ลั่นพร้อมบริจาค 10% จากการระดมทุนในอนาคต มอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำไปพัฒนา “การท่องเที่ยวไทย” โดยระยะแรกของการดำเนินธุรกิจ จะเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วยผลักดันรายได้เข้าประเทศ มูลค่ากว่าพันล้านต่อปี




ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้กับประเทศไทย
เป็นอันดับต้นๆ และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนก็ถือเป็นส่วนหลักสำคัญของรายได้การท่องเที่ยวของไทย แต่ปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยนั้น โดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติ คือนักท่องเที่ยวจะอัดแน่นในเมืองท่องเที่ยวเพียง4-5เมืองเท่านั้น เช่นกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น ยากที่จะกระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนไปที่แหล่งท่องเที่ยวของทั่วประเทศไทยได้
ซึ่งสาเหตุของปัญหานั้น ส่วนใหญ่จะมาจากศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะการก่อสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น เช่นถนน โรงแรม การบูรณาการสถานที่ต่างๆ เป็นต้น ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก รายได้ที่ได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
นั้นก็ไม่มีวิธีการที่ดีในการกระจายรายได้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ

บริษัท GTC International จำกัด โดย น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้) เป็นประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ และมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ อิทธิพลด้านสื่อประชาสัมพันธ์ของสื่อจีนที่ทำอยู่ เช่น สำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines) และนิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) ซึ่งถือว่าเป็นสื่อจีนมีชื่อเสียงในแวดวงชาวจีนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเป็นวงกว้าง และนำเอาความเข้าใจถึงแนวคิดและลักษณะใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน จากประสบการณ์ทำงานเกือบ20ปี ของคณะบริหาร มาช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวไทย ที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยใช้เทคโนโลยีทรัพย์สินดิจิตอล เป็นเครื่องมือการใช้ขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ ภายใต้หลักการทำงาน รวมทุนทั่วโลก พัฒนาการท่องเที่ยวไทย

บรรยากาซภายในงานเปิดตัวบริษัท บริษัท จีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทฯ ทำพิธีปฏิญาณตน ต่อหน้า นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ด้วยข้อความว่า “เรามุ่งมั่น ผลักดันและร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยบริษัทฯจะนำเอา 10% จากยอดการระดมทุน (ICO) นำไปสร้างโครงการต่างๆที่ช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย และมอบบริจาคกรรมสิทธิ์ของโครงการเหล่านี้ให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเทศไทย เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไป และคำปฏิญาณนี้จะลงบันทึกเพิ่มในข้อบังคับของบริษัทฯอีกด้วย เพื่อปฏิบัติอย่างจริงจัง”


ทั้งนี้ ในการเปิดตัว บริษัท จีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังได้การเซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลงร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่างๆ ได้แก่

China Travel Service (CTS) บริษัทธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของจีน – เรื่องร่วมกันผลักดันด้านผลัดดันการให้ความสะดวกในการใช้จ่ายชำระเงินของนักท่องเที่ยวจีนในไทย

บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด – เรื่องร่วมกันผลักดันด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับนักท่องเที่ยวชาวจีน

บริษัท ซุปเปอร์เรด จำกัด – เรื่องร่วมกันผลักดันการผลิตรายการแฟชั่นโชว์ไทย-จีน Thai Chinese fashion weekแชมป์มวยโลก 

คุณสิทธิชัย ศิษย์สองน้องพี่ – โดย คุณสิทธิชัย ศิษย์สองน้องพี่ เป็นเซเลปบริตี้ ตัวแทนช่วยโปรโมทวัฒนธรรมมวยไทยสู่โลก โปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015” (Miss Thailand World 2015) – โดย คุณเฟรนส์ฟราย ธัญชนก มูลนิลตา ตัวแทนช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวของไทยไปสู่ประเทศจีน ไทยวันมอลเอ้าท์เล็ท–เรื่องร่วมกันผลักดันด้านการช้อปปิ้งสินค้าไทยคุณภาพดีของนักท่องเที่ยวชาวจีน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คุณเฉาซิงฉิ้ง ประธานบริษัท China Travel Service Head Office Thailand Co.,Ltd. (CTST) คุณหลี่เสี่ยวจวิน ประธานกองทุนจีทีซีอินเตอร์เนชั่นแนล รวมทั้งเหล่าดาราศิลปิน อย่าง คุณเป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ คุณมิว นิษฐา จิรยั่งยืน คุณชานน สันตินธรกุล คุณเฟรนส์ฟราย ธัญชนก มูลนิลต Miss Thailand World คุณป๊อป พิชฌพัฒน์ ตันทา คุณเฌอเบลล์ ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ ต่างก็มาแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

GTC International รวมทุนทั่วโลก

พัฒนาการท่องเที่ยว ปฏิญาณตนเป็นบริษัทอาสา ตอบแทนคุณแผ่นดินไทย


ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนก็ถือเป็นส่วนหลักสำคัญของรายได้การท่องเที่ยวของไทย แต่ปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยนั้น โดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติ คือนักท่องเที่ยวจะอัดแน่นในเมืองท่องเที่ยวเพียง4-5เมืองเท่านั้น เช่นกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ เป็นต้น ยากที่จะกระจายนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนไปที่แหล่งท่องเที่ยวของทั่วประเทศไทยได้ ซึ่งสาเหตุของปัญหานั้น ส่วนใหญ่จะมาจากศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะการก่อสร้างพื้นฐานสำหรับพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น เช่นถนน โรงแรม การบูรณาการสถานที่ต่างๆ เป็นต้น ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก รายได้ที่ได้มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นก็ไม่มีวิธีการที่ดีในการกระจายรายได้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ
จีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล โดย น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้)
เจ้าของสือภาษาจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสังคมไทย-จีน รุกเปิดบริษัทใหม่ภายใต้แนวคิด “รวมทุนทั่วโลก พัฒนาการท่องเที่ยวไทย” ใช้เทคโนโลยี่ทางการเงินสมัยใหม่ผสมผสานประสบการณ์และความเข้าใจตลาด ปฏิญานตนเป็นบริษัทอาสา ตอบแทนคุณแผ่นดินไทย ลั่นพร้อมบริจาค 10% จากการระดมทุนในอนาคต มอบให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำไปพัฒนา “การท่องเที่ยวไทย” โดยระยะแรกของการดำเนินธุรกิจ จะเจาะกลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน ช่วยผลักดันรายได้เข้าประเทศ มูลค่ากว่าพันล้านต่อปี
 
40279720_2160599974266855_2037461854485217280_o

บริษัท GTC International จำกัด โดย น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้) เป็นประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาเหล่านี้ และมีความมุ่งมั่นที่จะใช้ อิทธิพลด้านสื่อประชาสัมพันธ์ของสื่อจีนที่ทำอยู่ เช่น สำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines) และนิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) ซึ่งถือว่าเป็นสื่อจีนมีชื่อเสียงในแวดวงชาวจีนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเป็นวงกว้าง และนำเอาความเข้าใจถึงแนวคิดและลักษณะใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน จากประสบการณ์ทำงานเกือบ20ปี ของคณะบริหาร มาช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวไทย ที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยใช้เทคโนโลยีทรัพย์สินดิจิตอล เป็นเครื่องมือการใช้ขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ ภายใต้หลักการทำงาน รวมทุนทั่วโลก พัฒนาการท่องเที่ยวไทย
  
40240065_743888059276100_5154032081721884672_n

บรรยากาซภายในงานเปิดตัวบริษัท บริษัท จีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด น.ส.หลุ่ย แซ่กั๊ว (หรือคุณจีจี้) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทฯ ทำพิธีปฏิญาณตน ต่อหน้า นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ด้วยข้อความว่า “เรามุ่งมั่น ผลักดันและร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยบริษัทฯจะนำเอา 10% จากยอดการระดมทุน (ICO) นำไปสร้างโครงการต่างๆที่ช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย และมอบบริจาคกรรมสิทธิ์ของโครงการเหล่านี้ให้กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเทศไทย เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทยต่อไป และคำปฏิญาณนี้จะลงบันทึกเพิ่มในข้อบังคับของบริษัทฯ
อีกด้วย เพื่อปฏิบัติอย่างจริงจัง”
 
 
ทั้งนี้ ในการเปิดตัว บริษัท จีทีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ยังได้การเซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลงร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่างๆ ได้แก่
40205759_504886716644577_1679735321186533376_n
 
China Travel Service (CTS) บริษัทธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของจีน – เรื่องร่วมกันผลักดันด้านผลัดดันการให้ความสะดวกในการใช้จ่ายชำระเงินของนักท่องเที่ยวจีนในไทย
 
บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด – เรื่องร่วมกันผลักดันด้านการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับนักท่องเที่ยวชาวจีน
 
บริษัท ซุปเปอร์เรด จำกัด – เรื่องร่วมกันผลักดันการผลิตราย
การแฟชั่นโชว์ไทย-จีน Thai Chinese fashion week
แชมป์มวยโลก
คุณสิทธิชัย ศิษย์สองน้องพี่ – โดย คุณสิทธิชัย ศิษย์สองน้องพี่ เป็นเซเลปบริตี้ ตัวแทนช่วยโปรโมทวัฒนธรรมมวยไทยสู่โลก โปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
 
“มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2015” (Miss Thailand World 2015) – โดย คุณเฟรนส์ฟราย ธัญชนก มูลนิลตา ตัวแทนช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวของไทยไปสู่ประเทศจีน ไทยวันมอลเอ้าท์เล็ท–เรื่องร่วมกันผลักดันด้านการช้อปปิ้งสินค้าไทยคุณภาพดีของนักท่องเที่ยวชาวจีน





40248426_2160600510933468_5113841525817606144_o

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) คุณเฉาซิงฉิ้ง ประธานบริษัท China Travel Service Head Office Thailand Co.,Ltd. (CTST) คุณหลี่เสี่ยวจวิน ประธานกองทุนจีทีซีอินเตอร์เนชั่นแนล รวมทั้งเหล่าดาราศิลปิน อย่าง คุณเป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ คุณมิว นิษฐา จิรยั่งยืน คุณชานน สันตินธรกุล คุณเฟรนส์ฟราย ธัญชนก มูลนิลต Miss Thailand World คุณป๊อป พิชฌพัฒน์ ตันทา คุณเฌอเบลล์ ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์ ต่างก็มาแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง

Thailand Headlines และนิตยสาร @ManGu จัดเสวนา Thailand Digital Assets Forum

ระดมเหล่ากูรูกฏหมายและการเงิน...ให้ความรู้ พรก.สินทรัพย์ดิจิทัล มุ่งดึงดูดนักลงทุนจีน


ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ “เงินดิจิตอล” ในรูปแบบ Crypto currency โดยเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ใช้แทนเงินสด และเกิดสกุลเงินต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ คริปโท (Crypto), โทเคน (Token) ซึ่งเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความซับซ้อน ในขณะที่การประกอบธุรกิจ มีความต้องการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านสกุลเงินดิจิตอล และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นักลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจ และประชาชนทั่วไป ยังไม่มีความรู้มากนัก

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ พรก. เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ และมีการประกาศใช้ข้อบังคับและหลักเกณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ที่ผ่านมา และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. เป็นผู้กำกับดูแลนั้น จึงนับว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียที่มีการออกกฏหมายควบคุมธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและแนวทางการประกอบธุรกิจนี้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย จึงทำให้ประเทศไทยได้กลายเป็นจุดสนใจของนักธุรกิจ นักลงทุนในวงการเทคโนโลยี่ด้านการเงิน หรือ ฟินเทค จากนานาประเทศทั่วเอเชีย ซึ่งในนั้นมีนักลงทุนเชื้อสายจีนจำนวนมาก ประเทศไทยถูกยกย่องเป็นประเทศระดับแนวหน้าที่มีความทันสมัยด้านพัฒนาเทคโนโลยี่ฟินเทค และเป็นประเทศที่เหมาะกับการลงทุน



เนื่องด้วยสำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines) และนิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) เป็นสื่อภาษาจีนที่มีอิทธิพลด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทยไปยังชาวจีนทั่วโลก และมีสื่อจากประเทศจีนหลายสำนักได้ติดต่อมาเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารด้านการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยที่ถูกต้อง จึงได้มีการร่วมมือกับ กลต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้มีความรู้ประสบการณ์ด้านกฏหมายและธุรกิจการเงิน จัดงานเสวนาครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่นักลงทุนต่างชาติ ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลต่างชาติ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ ประกอบด้วย พล.อ.ท.บรรจง คลายนสูตร์ ผู้แทนพิเศษของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตรอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คุณรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต , คุณอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม กรรมการกฤษฎีกา อดีดปลัดกระทรวงการคลัง , คุณพราวพร เสนาณรงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต สายนโยบายตลาดทุน คุณ เกาจื๋อหลง อุปนายกสมาคม International Blockchain and Cryptocurrency Association พิธีกรเสวนารับเชิญ ได้แก่ คุณหลุ่ย แซ่กั๊ว(คุณจีจี้) ประธานบรรณษธิการใหญ่สำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines) และนิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) และ คุณวิเชฐ ตันติวานิช ประธานสถาบันC-Asean, กรรมการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, กรรมการการนิคมฯ แห่งชาติ ส่วนสำนักตำรวจแห่งชาติก็มี พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผช.ผบตร. เป็นตัวแทน มาร่วมรับฟังและทำควาความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับพรก.และหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว

เนื้อหาในการเสวนา Thailand Digital Assets Forum ได้กล่าวถึง ครม. อนุมัติพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ พ.ร.ก. และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. ประกาศใช้ จึงนับว่า ประเทศไทย คือประเทศแรกของเอเชีย ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ นักลงทุนต่างๆ จากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก และติดตามข้อมูลข่าวสารความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงมีความจำเป็นต้อง ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกฏระเบียบ ในการกำกับดูแลทรัพย์สินดิจิตอลที่ถูกหลัก รวมไปถึงการให้ความรู้ด้านกฏหมาย ข้อบังคับ การบริหารจัดการ การดำเนินงานต่างๆ รวมไปถึงกฏหมายการคุ้มครองด้านการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และคุ้มครองผู้บริโภคผู้ลงทุน อันจะเป็นการขจัดปัญหาเรื่องความสับสน ไม่เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคล และส่งผลดีต่อความเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในที่สุด

สำหรับการจัดเสวนา Thailand Digital Assets Forum ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines) และนิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) จับมือกับ กลต. และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่นักลงทุนต่างชาติ ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลต่างชาติ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ รวมไปถึง การประชาสัมพันธ์ให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะประเทศจีนได้รับรู้ความคืบหน้า เกี่ยวกับ กำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น สำนักข่าวภาษาจีนไทยแลนด์เฮดไลน์ (Thailand Headlines), นิตยสารภาษาจีนแอทม่านกู่ (@ManGu) สื่อภาษาจีนที่มีอิทธิพลด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในประเทศไทย และสื่อจากประเทศจีนหลายสำนัก จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้านการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ไปเผยแพร่สู่ประเทศจีน ต่อไป