เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

SACICT พลิกตำนานเครื่องเบญจรงค์สู่นิยามใหม่ใช้ได้จริง ตอบโจทย์ตลาด

โครงการ SACICT Signature Collection 2019 


วันที่ 30 เมษายน 2562 นางอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจกรรมแก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกตามโครงการพัฒนาอัตลักษณ์เบญจรงค์ไทย 2562 (SACICT Signature Collection 2019) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาอัตลักษณ์ของงานเบญจรงค์ในรูปแบบร่วมสมัยและสอดรับกับความต้องการที่เป็นไปได้ของตลาด เป็นโครงการที่ SACICT จัดขึ้นเพื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดที่มีต่อเบญจรงค์ไทย ทั้งมุมมองคลาดและมุมมองของผู้ผลิต ให้งานเบญจรงค์ไทยยังคงคุณค่าความงดงามและเทคนิคแบบดั้งเดิม แต่ผสานด้วยนวัตกรรม การออกแบบที่นำมาสู่การใช้งานได้จริง สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน เป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และรสนิยม โดยยังคงคุณค่าความโก้หรูเปี่ยมเสน่ห์ของงานเบญจรงค์ไทย





ในที่ประชุมได้ให้ผู้ที่ผ่านเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานด้านเบญจรงค์ แนวคิดในการผลิตงาน พัฒนาการในการสร้างสรรค์งานเบญจรงค์ รวมทั้งความคาดหวังในการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

ขณะเดียวกันผู้ร่วมโครงการได้รับฟังมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่ปรึกษาโครงการ จาก ease studio และ Salt and Pepper Design studio เพื่อให้คำแนะนำแนวคิดและคำปรึกษาแก่ผู้เข้าร่วมโครงการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมี SACICT เป็นแกนในการผสานความคิดร่วมกัน เปิดโลกทัศน์ มุมมองและความคิดใหม่ๆในการทำงาน โดยได้มีการแบ่งกลุ่มระหว่างนักออกแบบและผู้ที่ลงพื้นที่ในการเดินทางเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน





สิ่งสำคัญของโครงการ Signature Collection ในปีนี้ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของตลาด กำหนดเป้าหมายของตลาดให้ชัดเจน การตั้งราคา การใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีผู้ซื้อถาวร ผลงานที่ออกมาต้องมีเอกลักษณ์ตัวตนที่ชัดเจนกว่าที่มีอยู่

#sacict
#signaturecollection2019

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ถวายพระพร

วันนี้ (29 เม.ย.62) ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อานวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการ สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้ถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และหน้าพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พร้อมลงนามถวายพระพร ณ ชั้น 1 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย







วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ นักการตลาดพันล้าน ผันตัวเองสู่วงการการเมืองเต็มตัว





จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์ไพร์ม มีเดียฯ เผยภารกิจลุล่วง เตรียมทำงานทางการเมืองอย่างเต็มตัว

จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ หรือ ดร.อ้วน นักการตลาดพันล้าน ได้ยื่นลาใบออกจากบริษัท อินเตอร์ไพร์ม มีเดียฯ แล้วหลังเข้ารับตำแหน่งจากการเชื้อเชิญของนายพาที สารสิน ให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ในช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา นายจักรพันธ์ เปิดเผยว่า ช่วงเวลา 1 ปีกว่าๆ ที่ผมได้เข้าไปร่วมงานบริหารจนภารกิจต่างๆ ที่ได้รับหน้าที่นั้นๆ ได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จากเดิม ปี2560 บริษัทฯมีรายได้รวม18 ล้านบาท มาปี 2561 บริษัทมีรายได้ประมาณ 65 ล้านบาท พร้อมกับได้ขึ้นแท่นอันดับ "Concert Promoter top 5 "ของประเทศเลยทีเดียวในฐานะคนผู้จัดคอนเสิร์ตดีเด่น



 จากประมาณการและแผนฯที่วางไว้ภายใน 3-5ปีที่จะถึงนี้ เชื่อว่าบ.อินเตอร์ไพร์มฯ จะสามารถเจริญเติบโตไปได้อีกไกล  เนื่องจากบุคลากรที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานมากมายและภารกิจที่ตัวเขาได้รับมอบหมายก็ได้บรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ผมจึงขออนุญาตจากเสี่ยดุ๋งหรือ คุณพาที สารสิน ผู้บริหารระดับสูงของบ.อินเตอร์ไพร์ม มีเดียฯ ออกมาเพื่อเดินตามความฝัน เพื่อสานต่อสายเลือดนักการเมืองรุ่นใหม่ต่อไป   ทั้งนี้นายจักรพันธ์ ดร.อ้วนได้กล่าวว่า

"ผมเชื่อว่าผมจะใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์จากการที่เป็นนักธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จแบบก้าวกระโดดด้วยแม้จะอายุจะไม่มากแต่บริหารและพัฒนาธุรกิจจนประสบผลสำเร็จมาแล้วด้วยวัยเพียง30ต้นๆ จนได้ฉายาจากสื่อฯว่า มิสเตอร์พันล้าน ผมพร้อมจะนำพาแนวคิดและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาประเทศให้ดียิ่งๆขึ้นได้ พร้อมเตรียมลุยงานทางการเมืองอย่างเต็มตัว ส่วนจะอยู่พรรคอะไร หรือฝั่งไหนนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ...อดีตนักธุรกิจพันล้าน กล่าวทิ้งท้ายแก่สื่อมวลชน



GIT TEMP Pop-Up Store


ศูนย์รวมการออกแบบร่วมสมัยด้านอัญมณีและเครื่องประดับแห่งใหม่ ใจกลางสีลม 



สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิด TEMP Pop-Up Store by GIT  สร้างแหล่งเรียนรู้ และ แรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและการออกแบบให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ และ ผู้ที่สนใจ พร้อมจำหน่ายสินค้าจากโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน ณ บริเวณห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับชั้น 1สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม


นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า GIT ได้ปรับรูปแบบห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ จัดโซน TEMP Pop-Up Store by GIT เพื่อสร้างศูนย์นัดพบแห่งใหม่ให้แก่ผู้รักการออกแบบและแฟชั่นพร้อมสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าจากอัตลักษณ์การออกแบบจากผลงานของผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกในจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ตราด เพชรบุรี สุรินทร์ และ สตูล ซึ่งมีแนวคิด และ ต่อยอดธุรกิจจนสามารถสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง 



โดยมีการพัฒนารูปแบบของเครื่องประดับร่วมกับนักออกแบบชื่อดัง อาทิ คุณวไลพรรณ ชูพันธ์ จากแบรนด์ FLOW คุณเอก ทองประเสริฐ จากแบรนด์ EK Thongprasert คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา จากแบรนด์ Carletta Jewellery คุณอริสรา แดงประไพ จากแบรนด์ Arisara และ คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ  ซึ่งนักออกแบบแต่ละท่านจะช่วยดึงจุดเด่นที่น่าสนใจของแต่ละจังหวัด และเครื่องประดับในท้องถิ่น มาปรับให้ร่วมสมัย และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน 

พร้อมทั้งเปิดวางจำหน่ายสินค้าจากนักออกแบบชั้นนำที่การันตีจากรางวัล DEmark หรือ Design Excellent Mark จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ GMARK (Good Design Mark ของประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งนอกจากสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ ยังรวมสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา กระเป๋าเงิน ผ้าพันคอ เสื้อผ้า มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม

TEMP Pop-Up Store by GIT ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายตลาดสินค้าไทยจากชุมชนสู่ตลาดสากลผ่าน GIT สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกซื้อสินค้าในโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน สถาบันเปิดให้บริการในวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น.
ณ บริเวณห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม โทร. 02 634 4999 ต่อ 102 – 103

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.git.or.th หรือ http://bit.ly/2IyARv5



วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562

แบรนด์ "ไทยอร่อย" (ไท่ห่าวชือ) โกอินเตอร์ สู่แดนมังกรและตลาดโลก



เมื่อวันที่ 26 เมษายนนี้ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือ สัญญาตัวแทน  ระหว่าง บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด (Thai Hao Chue Group Co.,Ltd.) จากประเทศไทย กับ บริษัท เซินเจิ้น ซงธง โมเดิร์นซัพพลาย เชน แมนเนจเม้นท์ จำกัด (Shenzhen Zhongtong Modern Supply Chain Management Co.,Ltd.) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 8 ปี โดยมี ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank   ร่วมแสดงความยินดี และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และพลเอก ประสูตร รัศมีแพทย์ เป็นสักขีพยานในพิธี 

นางสาวธัญสิริ แซ่ตง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทภายใต้แบรนด์ “ไทยอร่อย” นับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP ขึ้นชื่อของประเทศไทย แต่ละผลิตภัณฑ์ผ่านการวิจัยพัฒนาด้านการผลิตมีมาตรฐานส่งออก

“จุดเริ่มต้น บริษัทฯ มองเห็นศักยภาพสินค้าเกษตรกรไทย มีเอกลักษณ์ และรสชาติไม่เหมือนใคร ทว่า ที่ผ่านมา สินค้าเกษตรไทยประสบปัญหาราคาผันผวน บางฤดูกาลผลผลิตขาดตลาด บางฤดูกาลล้นตลาด พี่น้องชาวเกษตรกรไทยจึงได้รับความเดือดร้อน ขณะที่ประเทศจีนมีขนาดใหญ่ และประชากรจำนวนมาก รวมถึง ชาวจีนชื่นชอบมาเที่ยวเมืองไทยมาก แต่สินค้าเกษตรไทยยังไม่ได้ทำการตลาดจีนอย่างจริงจังนัก ทางไท่ห่าวชือ จึงเห็นโอกาส นำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปผ่านเทคโนโลยีฟรีซดราย สามารถคงคุณภาพดีเหมือนกินสดๆโดยให้นักท่องเที่ยวจีนชิมฟรี วันละนับหมื่นซอง จนท้ายที่สุดทุกคนก็ซื้อกลับประเทศไปเป็นของฝากให้กับครอบครัวและเพื่อนๆ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวจีนมีความต้องการที่จะกินและซื้อทุเรียนหมอนทองมากขึ้น” นางสาวธัญสิริ เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว



ผู้บริหาร บริษัท ไท่ห่าวชือ กรุ๊ป จำกัด เผยด้วยว่า ในอดีต คนจีนยังไม่รู้จักทุเรียนหมอนทองมากนัก แต่หลังจากที่ บริษัท ไท่ห่าวชือได้แจกทุเรียนหมอนทองฟรีซดรายให้ชิมทำให้คนจีนรู้จักทุเรียนอย่างแพร่หลาย และมีทัศนคติที่ดีต่อทุเรียนไทย ทำให้ทุเรียนหมอนทองอบกรอบ ขายดีในประเทศจีน

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารบริษัท ไท่ห่าวชือ  ที่เป็นแบรนด์แรกทำให้คนจีนรู้จักทุเรียนหมอนทองอบกรอบ และเป็นแบรนด์เดียวที่รักษาคุณภาพมาตลอด  และได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากล ที่มากไปกว่านั้นคือ ไท่ห่าวชือเป็นแบรนด์ที่ชาวจีนยอมรับ อีกทั้งมีวัสัยทัศน์ที่พัฒนาสินค้าไทยที่อร่อยสู่ตลาดโลก จึงทำให้ บริษัท เซินเจิ้น ซงธง โมเดิร์นซัพพลาย เชน แมนเนจเม้นท์ จำกัด มาร่วมทำ MOU ลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ สัญญาตัวแทนกับบริษัทฯ ในครั้งนี้ เป็นเวลา  8 ปี รับซื้อสินค้าเกษตรแปรรูปไทยกว่า 16,000 ตัน กระจายรายได้สู่ภาคเกษตรไทยกว่า 2,000 ล้านบาท



นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อีกมากมาย เช่น มะม่วงอบแห้ง สับปะรดภูแลอบแห้ง ขนุนทองประเสริฐอบกรอบ เนื้อจระเข้อบแห้งรสพริกไทยดำ เนื้อจระเข้อบแห้ง เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอบกรอบ มะม่วงหิมพานต์รสมะพร้าว มะม่วงหิมพานต์รสทุเรียน ลูกอมกลิ่นทุเรียน สาหร่ายย่างสอดไส้ทุเรียนหมอนทองอบกรอบ ทอฟฟี่โบราณ และเครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูป เป็นต้น

บริษัทฯ ยังเป็นโรงงานเพียงแห่งเดียวที่ได้รับใบอนุญาตการผลิต  “เนื้อจระเข้พริกไทยดำ”  แบรนด์   "ไทยอร่อย”  ออกโดยหน่วยงานควบคุมความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทย ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยมีการทำตลาดต่างประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ค นอร์เวย์ เยอรมัน ทวีปอเมริกา อาทิสหรัฐอเมริกา แคนาดา และกลุ่มประเทศเอเชีย อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น


แบรนด์ "ไทยอร่อย"  หรือ "ไท่ห่าวชือ"  ที่ภาษาจีน แปลว่า อร่อย วันนี้จะอร่อยไปทั่วโลก  มีทั้ง มะม่วงอบแห้ง ,สับปะรดภูแลอบแห้ง ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสมะพร้าว ,เม็ดมะม่วงหิมพานต์รสทุเรียน ,เนื้อมะพร้าวน้ำหอมอบกรอบ , ขนุนทองประเสริฐอบกรอบ ,ลูกอมรสทุเรียน , สาหร่ายสอดไส้ทุเรียน , และเนื้อจระเข้อบแห้ง ทั้งเนื้อสุก และ รสพริกไทยดำที่นำผลไม้ไทย มาแปรรูปได้มาตราฐานสากล เพื่อส่งเสริมเกษตรไทย ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรไทย อาหารไทย ได้เป็นที่รูจักในตลาดสากลโลก

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2562

สรุปบทสัมภาษณ์ของ ทวีศักดิ์ ประธานบริหาร ทีเค



วันนี้หากใครก้าวเข้าไปยังโรงแรม ทีเค พาเลซ จะสัมผัสได้ถึงโฉมใหม่ของสถานที่แห่งนี้ ...แต่รู้ไหม
ว่าเรื่องราวของผู้ชายชื่อทวีศักดิ์ พันธุ์เสงี่ยม ประธานบริหาร โรงแรม ทีเค พาเลซ  ด้วยความตั้งใจ
เริ่มต้นจากที่จะทำให้ โรงแรม ที.เค ใหญ่ขึ้นเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ใหญ่และดีที่สุดในย่านแจ้งวัฒนะ



คุณทวีศักดิ์ หรือพี่อูฐ เริ่มเล่าให้ฟังว่า “... ย้อนหลังไป สามปีที่แล้วจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ พีเค  เราใสมองในเรื่องของวิสัยทัศน์ก่อนว่า วันนี้ธุรกิจอะไรก็ตามต้องไม่มีอะไรเหมือนกัน ต้องสร้างความแตกต่างเพื่อสร้างจุดขาย





ผู้ชายคนนี้มีเบื้องหลังแนวคิดการทำธุรกิจอย่างไร?
พี่อูฐ ..เริ่มต้นในธุรกิจนี้ วิสัยทัศน์ของผมมีเพียงแค่การอยู่รอด และช่วงสามปีต่อจากนี้ไป  เราคิดกันว่า น่าจะมีโรงแรมที่ไม่เหมือนคนอื่น  เรื่องของ green hotel เราลงทุน กับการปลูกต้นไม้ทั้งหมด 10 กว่าล้านบาท และนำสถาปนิคเข้ามาดีไซน์ทุกส่วนของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็น ล็อบบี้  ห้องพัก ห้องประชุมสัมมนา ต้น
ไม้ พรม มีดีไซเนอร์ออกแบบทั้งหมด และผมคาดหวังว่าเราจะกลายเป็นหนึ่งในกิจการโรงแรมที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน ก็มีเพื่อนที่พร้อมจะลงทุนไปกับเรา โดยให้มา 1,500 ล้านบาท เพื่อนที่พูดคือ นิ่มซี่เส็ง 
ซึ่งประกอบธุรกิจมาสามสิบกว่าปีแล้ว ผมโชคดีที่มีนายทุนเป็นเพื่อนสนิทกัน เป็นผู้ให้แบบไม่มีข้อแม้ เป็นทั้งเพื่อนรักและเป็นผู้มีพระคุณกับเรามาโดยตลอด”




การทำธุรกิจในวันนี้ต้องมีวิสัยทัศน์ มองหลายมิติ โรงแรมส่วนมากคนมีสตางค์เป็นเจ้าของ และจ้าง GM เข้ามาบริหาร เขาก็จะบอกกับ GM ว่า จะต้องทำยอดให้ได้สมมติเดือนละ 30 ล้าน ทีนี้ GM กับลูกน้อง Relation ไม่ค่อยมี GM ก็ต้องปั้นเงินให้ได้เพื่อเอาตัวเองให้รอด ก็ไปกดดันกับลูกน้อง ลูกน้องก็อยู่ยาก ลูกน้องก็ออก อยู่ไม่ได้สำหรับที่นี่ เจ้าของยืนอยู่คู่กับลูกน้องเสมอ เพราะผมเชื่อว่าเราจะใหญ่ขึ้นโตกว่า
นี้ไปด้วยกัน

แนวคิดการบริหารโรงแรมหลังผุดอาคารหรู 
คุณทวีศักดิ์ เล่าว่า “...เราสร้างอาคารใหม่โดยกลุ่มเป้าหมาย ผมมองว่าถนนแจ้งวัฒนะเป็นย่านคนรวย  แต่จะพบว่ามรที่ถนนแห่งนี้ ไม่มีโรงแรมระดับที่ว่าเข้ามาแล้วประทับใจ สำหรับเรา ผลตอบรับคือลูกค้าค่อนข้างพอใจพร้อมสัมผัสลุคใหม่กับทีเค บนถนนแจ้งวัฒนะ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ได้พักผ่อนควบคู่ไปกับการทำงาน ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็น การประชุมหรือสัมมนา สามารถดำเนินธุรกิจจนประสบความสำเร็จภายใต้สภาพแวดล้อมของสังคมไทย





ในอนาคต...จะใช้นโยบายการสร้างความแตกต่างเรื่อยๆ ...คัดเกรดลูกค้าและสร้างแรงจูงใจ รวมถึงงานดีไซน์ที่ถูกออกแบบตกแต่งมาอย่างดี ด้านการลงทุน อย่างล็อบบี้ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเราด้วย ถามว่าเหนื่อยมั๊ยกับการลงทุน ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ทุกวันนี้พอใจกับกระแสตอบรับของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะเลือกได้ว่า...จะรับลูกค้ากลุ่มไหน

ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย 60% ที่เหลือคือต่างชาติและแขกที่เป็นเอเย่นต์ คอร์เปอร์เรท  
ณ วันนี้ ธุรกิจโรงแรม สร้างรายได้ไม่ cover เงินกู้ แต่เพราะมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ที่มองสองทาง 
ทั้ง direct และ indirect ไดเรคคือ ทางตรง และอินไดเรค ที่จะมาจากรถไฟฟ้า ซึ่งจะเปิดทางให้ลูกค้า
เข้ามา ....นี่คือเป้าหมาย”

สามปีโรงแรมต้องขายตัวเอง 50% ขึ้นไป รายได้เดือนหนึ่งสุมมติ 30 ล้าน โรงแรมต้องขายตัวเองได้ 
20 ล้าน นอกนั้นเซลล์ขาย ถ้าทำได้จะสบายในระยะยาว การที่เราจะบริหารจัดการไปได้ ต้องอยู่ที่สินค้าอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อลูกค้าเข้ามาแล้วบอกต่อ วันนี้มีการพัฒนาเรื่องของอาหาร มี F&B ช่วย จะบริการเพียงห้องพักอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีประชุมสัมมนา จึงจะถึงเป้า 30 ล้านใน 3 ปีข้างหน้า





ด้วยพื้นที่ใช้สอย ตระหง่านบนพื้นที่ 30ไร่  ริมถนนแจ้งวัฒนะ โรงแรมใช้พื้นที่เต็มจำนวนทั้งหมด  โดย
ในปัจจุบัน ราคาซื้อขายกัน 500,000 บาท 10 ไร่ ก็ 2,000 ล้าน เลยหนี้แล้ว  ในแต่ละวันแอคทีฟเก็บเงิน
ได้ทุกวัน ถือเป็นทรัพย์แอคทีฟ ทำให้มีมูลค่าทางธุรกิจและทรัพย์สิน ซึ่งผมเป็นหนี้ 1,500 ล้านบาท จะผ่อนไป 3-40 ปีมั๊ย?  สมกับความตั้งใจและโดยฝีมือของสถาปนิก ภายใต้แนวคิดที่ผสมผสานธรรมชาติ มนุษย์ ด้วยเหตุผลโรงแรมของเรามีพื้นที่จำนวนมาก ทำให้เรามีจุดแข็งที่จะแข่งขันกับโรงแรมในเมือง
ที่มีพื้นที่น้อย 

ดังนั้น ในยุคนี้ งานบริการ มีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ผมจะเน้นเรื่องเพื้นที่สีเขียว สวนสวย เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนี้จะเห็นภาพลักษณ์ใหม่ ตั้งแต่บริเวณทางเข้าด้านหน้าโรงแรม สีเขียวโดดเด่นอย่างแน่นอน เรื่อยมาถึงด้านใน โดยเฉพาะตรงส่วนของคอฟฟี่ช็อปในปัจจุบัน  จะถูกปรับให้เป็นห้องอาหารหลักของโรงแรม ที่เน้นเป็นพิเศษ ตกแต่งสไตล์รีสอร์ท พร้อมประดับตกแต่งสวนสวย มีระเบียงไม้สุดชิค และที่สำคัญ มีการผสมผสานกันระหว่างอาคารสมัยใหม่อย่างลงตัว 

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อถึงเวลา เมื่อราคาไปตามที่ต้องการ จะตัด 30 % ขายให้กับผู้ที่ต้องการลงทุน
และผมจะถือหุ้น 70 % เพียงแต่ตอนนี้ผมถือเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว” อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของธุรกิจโรงแรม ส่วนสำคัญยิ่งคืองานบริการ ซึ่งนั่นหมายถึง มาจากบุคลากรของโรงแรม ซึ่งผู้บริหารโรงแรมทีเคฯ กล่าวถึงปัญหาและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลเช่นกัน คุณทวีศักดิ์ กล่าวว่า  “วันนี้เหมือนกับการก้าวกระโดด โรงแรมเราไปถึง 5 ดาว แต่บุคลากรยังตามไม่ทัน แม้กระทั่งเจ้าของยังตามไม่ทัน บางครั้งนอนตื่นมายังคิดว่าฝันไปรึเปล่า!




สิ่งที่ดีที่สุดคือเราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลาการ  ทุกอย่างโตไปถึงจุดหนึ่ง แต่บุคลากรเราไล่อยู่ แต่มีการปรับตัว เพราะวัฒนธรรมของเราคือต้องการให้พนักงาน win win กับเราด้วย ทุกคนไม่ได้ทำงานเพราะเงินเดือน เขาทำด้วยสปิริต โดยบริษัทดูแลด้านสวัสดิการอย่างเต็มที่ มีงบห้าล้านเป็นสวัสดิการของพนักงาน อีกทั้งเงินเดือนจะปรับกันตลอด เจ้าของไม่ได้หวังวันนี้ เจ้าของหวังอีกสามปี เพราะการไม่ได้หวัง พนักงานก็เลยช่วยเต็มร้อย ปัจจุบันจะมีไลน์กลุ่มกับลูกน้องทั้งหมด และก็จะดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อบรมพนักงานเพิ่มเติมในเรื่องการบริการ ที่สำคัญที่สุดคือ ผมได้ประสบการณ์มากมายจากงานตรงนี้ทั้งการที่ได้ร่วมงานกับคนที่หลากหลาย ได้ศึกษาคนและอารมณ์ของคน รวมทั้งฝึกคนหรือพนักงานบริการให้มีความอดทน รักในงานบริการ ยิ้มให้กันมีส่วนในการช่วยเหลือสังคมให้น่าอยู่ในอีกมุมมองหนึ่ง


ด้านการตลาด 
ผู้บริหาร ทีเค พาเลซ กล่าวถึงแนวนโยบายด้านการตลาดว่า แนวทางการทำตลาดในลักษณะของไลฟ์สไตล์ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง  การใช้ช่องทางการขายผ่านออนไลน์ ที่ผ่านมา ในเดือนมีนาคม 
เป็นช่วงที่พีคที่สุดถึง1,200 ห้อง/ไนท์  ซึ่งมาจากการปรับเรื่องข้อมูลออนไลน์และช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1,500 รูมไนท์ ข้อดีของการขายออนไลน์คือขายห้องอย่างเดียวไม่ต้องกังวลถึงเรื่อง เบรกฟาสต์

โรงแรมก่อตั้งมา 25 ปี ผมทำงานตั้งแต่ปี 2 สมัยเรียน ม.เกษตร จนเรียนจบเศรษฐศาสตร์ และจบ MBA ม.เกษตร เช่นกัน ทำให้วัคซีนค่อนข้างแข็งแรง เจอปัญหาพร้อมที่รับมือ ช่วงแรกโรงแรมมาใหม่ๆ  สมัย
ก่อน เพื่อนๆ ที่อยู่ย่านบางเขนบอกว่า ใครจะมานอน ไกลมาก เมื่อก่อนเป็น ถนนลาดยาง แต่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถนนแจ้งวัฒนะกลายเป็นไข่แดง บนเนื้อที่ 10 ไร่ สมัยก่อนขายวาละ 3-50,000 บาท ตอนนี้วาละ 500,000 บาทแล้วครับ  

การทำงานทุกอย่างหากเราทำด้วยใจก็จะทำให้การทำงานนั้นมีประสิทธิ์ภาพสูงสุด โดยเฉพาะงานด้านบริการจะต้องคำนึงถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เราจะต้องบริการลูกค้าอย่างที่เราคาดหวังว่าเราจะได้รับการบริการเช่นเดียวกัน....ทำธุรกิจอะไรก็ตามต้องต่อยอดไปได้หรือไม่  อยู่ที่การคิด การใช้สมอง และอย่าคิดระยะสั้น ต้องมองระยะยาวไม่ใช่การขายไปวันๆ ธุรกิจโรงแรมต้องเข้ามาคลุกคลีจึงจะเห็นปัญหา แต่เรากลับสนุกกับปัญหาได้อยู่กับลูกค้า ชินกันคุ้นเคยกันไปหมด อยู่กันแบบสบายๆ แต่ละเดือนวันนี้ลูกค้าอยู่ที่ 80 % ถือว่าถึงจุดที่โอเคแล้ว



“อยากบอกว่า ทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัวอย่างมหาศาล เพื่อรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป  ทุกวันนี้ เงินหายากไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน พฤติกรรมต้องเปลี่ยนให้ทัน ต้องคิดว่าเทคโนโลยีเข้ามาแล้วจะแก้กับมันอย่างไร ไม่ใช่พอเทคโนโลยีเข้ามาแล้ว
บอกว่าตัวเองไม่เอาแล้วไม่ได้” คุณทวีศักดิ์ กล่าวท้ายสุด



สถานที่ : โรงแรม TK.Palace Hotel & Convention ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพ

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2562

เที่ยวกับบริษัททัวร์ดีจริงไหม?

เที่ยวแบบสายรักสุขภาพ-เที่ยวแบบหลาย Gen
เทรนด์เที่ยวสุดฮิตปี 2019 ที่ควรลองสักครั้ง!



หลังจากประกาศวันลาพักร้อนปี 2019 หลายคนอาจจะเริ่มวางแพลนเที่ยวกันแล้วใช่ไหมล่ะ สำหรับคนที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์เที่ยวแบบใหม่ๆ ที่จะมอบประสบการณ์การเที่ยวอันสะดวกสบายแบบที่ไม่ต้องเปิดเว็บหาข้อมูลวางแผนเที่ยวเอง บทความนี้ขอนำเสนอทางเลือกในการเที่ยวที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ การเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยวนั่นเอง

เที่ยวทัวร์ดีจริงไหม?

การ Backpack เที่ยวด้วยตัวเองก็เป็นเรื่องสนุกท้าทายและเป็นอิสระ แต่การเที่ยวกับบริษัททัวร์ก็เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่หรือคนที่จะพาครอบครัวหรือพนักงานในบริษัทไปเที่ยว ซึ่งเราจะได้ไม่ต้องวุ่นวายในการวางแผนเที่ยวเอง เพราะบริษัททัวร์จะจัดการให้ทั้งหมด หน้าที่เพียงอย่างเดียวคือจ่ายเงินและเก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกเดินทางได้เลย

ข้อดีของการเที่ยวกับบริษัททัวร์ที่ตอบรับกับเทรนด์ยุคนี้ ข้อมูลจากนางกชภาภรณ์ รัชชานนท์กุล รองกรรมการผู้จัดการ AAR Travels  
กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับบริการที่ครบถ้วนและความสะดวกสบาย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางด้วยสายการบินพรีเมี่ยมแบบ Full Service มากขึ้น รวมถึงการเข้ามาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทนำเที่ยวเพื่อพิจารณาซื้อทัวร์ โดยคาดหวังข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวแปลกใหม่ หรือให้คำปรึกษาด้านวางแผนเที่ยวให้ครบถ้วนและครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวหรือกลุ่มพนักงานของบริษัทต่างๆ

โดยคำนึงถึงเป้าหมายสูงสุดในการสร้างประสบการณ์อันมีค่าร่วมกันของผู้ร่วมเดินทาง นอกจากนี้ข้อดีของการซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวจากบริษัททัวร์คือการอำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของครอบครัวใหญ่หรือกลุ่มพนักงานของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น การซื้อตั๋วเครื่องบิน การจองที่พัก การเช่ารถเดินทาง การซื้อตั๋วเข้าชมสถานที่ต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร และออกแบบแผนการท่องเที่ยวตามต้องการ ไม่จำกัดเวลา และบริษัทจะคอยดูแลและให้คำปรึกษาได้ตลอดทริป ที่สำคัญคือ จ่ายรอบเดียวจบ งบไม่บานแน่นอน”


เที่ยวแบบสายรักสุขภาพ-เที่ยวแบบหลาย Gen เทรนด์เที่ยวสุดฮิตปี 2019 ที่ควรลองสักครั้ง!

นางกชภาภรณ์ รัชชานนท์กุล รองกรรมการผู้จัดการ AAR Travels เล่าเพิ่มเติมอีกว่า ในไตรมาสที่ 3 ทาง AAR Travels จะเน้นจัดทริปการท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์ท่องเที่ยวสุดฮิตในปี 2019 ที่ควรลองสักครั้งในปีนี้ที่มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่

·เที่ยวแบบหลาย Gen (Multigenerational Travel) การท่องเที่ยวกับครอบครัวใหญ่ สมาชิกหลาย Generationมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาก และส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มักพา คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ไปท่องเที่ยวพักผ่อนพร้อมหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมแบบครอบครัวใหญ่ของชาวไทยที่มีความต้องการหลากหลาย ไม่เฉพาะแค่ต้องการมาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเที่ยวไปพร้อมๆ กับทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ จึงเกิดการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงอาหาร ฯลฯ

·การท่องเที่ยวอีกหนึ่งรูปแบบที่ฮิตมากอย่างต่อเนื่องจนถึงปีนี้ คือการ Combination กันระหว่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และท่องเที่ยวธรรมชาติ กลายมาเป็นทริปปั่นจักรยานชมธรรมชาติ ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะ ทริปปั่นจักรยานรอบเกาะไต้หวันและญี่ปุ่น ซึ่งเหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน ด้วยการออกกำลังกายให้เหงื่อออกไปพร้อมๆ กับการซึมซับความสดชื่นจากธรรมชาติ  

 AAR Travels เป็นธุรกิจทัวร์ภายใต้บริษัท AAR Advertising Co., Ltd. ดำเนินธุรกิจทัวร์ครบวงจร 
ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างถูกต้อง จาก กรมการท่องเที่ยว และยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกของสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว  มุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจเพื่อตอบรับเทรนด์ที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็น การวางแผนท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ รวมไปถึงการจัดทริปให้กับทัวร์กลุ่มเล็ก กลุ่มสัมมนา และกลุ่ม MICE (M=Meeting, I=Incentive, C=Convention, E=Exhibition) โดยไม่ต้อง Join Group ร่วมกับกลุ่มผู้เดินทางอื่น ดูแลและบริการผู้เดินทางด้วยความจริงใจ เสมือนเดินทางไปท่องเที่ยวกับคนในครอบครัว อีกทั้งยังพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ขยายพันธมิตรให้ครอบคลุมในหลายประเทศ และครบวงจรการท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำให้ได้มากที่สุด

สนใจจองแพ็กเกจเที่ยวหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศแบบเดินทางคนเดียวหรือเดินทางแบบครอบครัว  กรุ๊ปทัวร์  

กรุ๊ปอบรมสัมมนา หรือกรุ๊ปดูงานต่างประเทศ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ AAR Travels ได้ที่เว็บไซต์ www.aartravels.com หรือติดต่อโทร. 089-491-6445