เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“ฮ็อป อินน์ “กรุงเทพฯ พร้อมเปิด “คอมโบโฮเท็ล”

“คอมโบโฮเท็ล” 
เมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท24 ขนาดกว่า 500 ห้อง 

เอราวัณ เดินหน้าตามแผน ลุยปักธง “ฮ็อป อินน์ “กรุงเทพฯ พร้อมเปิด “คอมโบโฮเท็ล” 
เมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท 24 ขนาดกว่า 500 ห้อง บริษัท ดิเอราวัณกรุ๊ป จำกัด ( มหาชน ) 






รายงาน ผลกำไรสุทธิสำหรับไตรม าส 4/61 จำนวน 180 ล้านบาท 
เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จาก
ผลประกอบการของไตรมาส 4/60 ส่งผลให้ในปี 2561 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 536 ล้านบาท และในปี 2562
ตั้งเป้าเติบโต ประมาณร้อยละ 10-15 จาก ปี 2561 
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งคาดว่าปีนี้  ประเทศไทยจะมีจำนวนกับท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าจำนวน 41.1 ล้าน คนเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 7.5 จากปี 2561





โดยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายยอดนิยมจากนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ในปี 2562  มีแผนจะเปิดโรงแรม
ใหม่จำนวน 9 แห่ง โดยเป็นโรงแรม ฮ็อปอินน์ 
ในประเทศไทย จำนวน 7 แห่ง โรงแรมระดับกลาง และ
ชั้นประหยัดอีก 2 
แห่ง จะส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2562 มี โรงแรมรวมทั้งสิ้น 70 แห่ง  มีจำนวนห้องพัก ทั้งสิ้น 9,559 ห้อง โดยตั้งเป้าว่าจะมีอัตราการเข้าพักมากกว่าร้อยละ 80 ในปีนี้   เพิ่มขึ้น จากร้อยยละ79ในปี 2561 และคาดการณ์การเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักรวม  (ไม่รวมกลุ่มฮ็อป อินน์) ร้อยละ 3-5


นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป 


นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวว่า
“ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เปิดโรงแรมฮ็อป อินน์ ในกรุงเทพฯ จำนวน 2 
แห่ง แห่งแรก คือโรงแรมฮ็อป อินน์ แจ้งวัฒนะ จำนวน 108 
ห้อง พร้อมเปิดให้บริการ  ในไตรมาส 3 ของปีนี้
ตั้งอยู่บริเวณซอยแจ้งวัฒนะ 
23 ใกล้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า
MRT สายสีชมพู สถานีแจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด และแห่งที่ 2 คือ โรงแรมฮ็อปอินน์ รังสิต จำนวน 79 ห้อง
ตั้งอยู่ใกล้โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รังสิต และห้างสรรพสินค้า ฟิ วเจอร์ ปาร์ค รังสิต พร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 3 
ของปี นี้เช่นกัน”



บริษัทฯ มีความมั่นใจว่าโรงแรมทั้ง 2 แห่งจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี
ทั้งจากทำเลที่สะดวกในการเดินทางอยู่ใกล้ ศูนย์การค้าโรงภาพยนตร์และคุณภาพของโรงแรม
ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่ในปี 2557 ที่เริ่มเปิดฮ็อป อินน์แห่งแรก จนถึงปัจจุบัน
ณ สิ้นปี 2561 มีเครือข่ายโรงแรมฮ็อป อินน์รวมจำนวน 36 แห่งทั่วประเทศไทย


ซึ่งนับเป็นกลุม่โรงแรมบัคเจ็ท ซึ่งมีเครือข่ายทีครอบคลุมการให่บริการมากทีสุดใน ประเทศไทย
และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าม าโดยตลอด สะท้อนจากผลการดำเนินงานทีเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งเป็ นผลมาจากการให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพของโรงแรมเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าอยู่ ตลอดเวลารวมถึงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในฐานะเครือข่ายโรงแรมบัดเจ็ทที่มีคุณภาพ   
สำหรับโรงแรมฮ็อป อินน์ อีก 5แห่งจะเปิดให้บริการที่ จังหวัด ขอนแก่น เชียงราย ระยอง หาดใหญ่
และ นครปฐม โดยจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ 



นอกจาก โรงแรมฮ็อปอินน์ จำนวน 7 แห่ง และในปีนี้ บริษัท ยังมีแผนจะเปิดให้บริการ โรงแรมเมอร์เคียว ไอบิส สุขุมวิท 24 จำนวนห้องพัก 501 ห้องในไตรมาส 4 ของปีนี้  ซึ่งนับเป็นโรงแรมในกรุงเทพฯ  ของบริษัทที่มีจานวนห้องพักมากที่สุดโดยโรงแรม ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์และห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม เป็น โรงแ รมรูปแบบคอมโบโฮเต็ล แห่งที่3 ของบริษัท ซึ่งมี 2 โรงแรมภายในตึกเดียวกัน  หลังจากการเปิดให้บริการโรงแรมเมอร์เคียว ไอบิสสยามซึ่งเป็นโรงแรมคอมโบแห่งแรกในปี  2555 และมีผลการดำเนินงานที่ดีมาโดยตลอดรวมถึง

โรงแรมโนโวเทล ไอบิส สไตล์ สุขุมวิท 4 โรงแรมรูปแบบคอมโบ แห่งที่ 2 ซึ่ง  เปิดให้บริการในไตรมาส4 ปี 2561และ  ได้รับการตอบรับที่ดีโดยมีอัตราการเข้าพักมากกว่าร้อยละ 60 ในช่วง 3 เดือนแรก
ของการเปิดให้บริการ  ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 4 ของแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2559-2563) เดินหน้าตามแผนทีกำหนดไว้มุ่งสูการเป็นผู้นำในธุรกจิการพัฒนา และลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทในประเทศไทย 
และอาเซียนโดยในปีนี้ตั้งงบลงทุนไ ว้ประมาณ  3,000  ล้านบาท 


เพื่อใช้ในการพัฒนาโรงแรมใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปีนี้  จำนวน  9 แห่ง และปรับปรุงโรงแร มเดิ มให้มีความพร้อมในการแข่งขันรวมถึงโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและจะเปิดให้บริการในปี ต่อๆ ไปด้วย
จากการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2562 บริษัทจะมีจำนวนโรงแรมทั้งสิ้น 70แห่ง และจำนวนห้องพัก 9,559 ห้อง และมุ่งสู่การมีจำนวนห้องพักมากกว่า10,000 ห้องภายในปี 2563 ได้ตามเป้าหมาย  


ด้านนางสาวกันยะรัตน์ กฤษณะเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการ สายบริหารเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศ  บมจ. ดิ เอราวัณ กรุ๊ป กล่าวว่า 
3 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไตรมา ส 4/61 กลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากการชะลอตัวในไตรมาส 3/61 โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ในไตรมาสนี้เท่ากับ 9.7 ล้าน คนขยายตัวร้อยละ 5 จากไตรมาส 4/60 ทั้งนี้  นักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 ของไทยมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยในเดือนธันวาคม 2561
นักท่องเทียวจีน กลับมาเติบโตอีกครั้งหนึ่ง หลังจากหลังจากอุบัติเหตุเรื่อล่มที่จังหวัดภูเก็ต ในเดือน กรกฎาคม 2561 แม้ว่าจะยังไม่ถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติ แต่พัฒนาการนี้ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณที่ดี
ของการฟื้นตัวในไตรมาส 4/61 บริษัทเปิดโรงแรมใหม่จำนวน 4 แห่ง ส่งผลให้ ณ สิ้ น ปี 2561

บริษัทมีจำนวนโรงแรม ที่เปิดให้บริการทั้งสิ้น 61 
โรงแรมและมีจำนวนห้องพัก ทั้งหมด 8,485 ห้องนอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2561บริษัทได้เปิดให้บริการห้องพักของ  โรงแรม เจ ดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ที่ปรับปรุงแล้วเสร็จซึ่งห้องพกัที่ปรบัปรุงแล้วเสร็จคิดเป็นจำนวน 70% ของห้องพักทั้งหมด สำหรับการปรับปรุงห้องพักระยะสุดท้ายจ านวน 30%  จะดำเนินการปรับปรุง  ในระหว่างไตรมาส 2
และ 3 ของปี 2562 
รายได้รวมจากการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 เท่ากับ 1,701ล้านบาท เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 7  จากไตรมาส 4/60 



วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

คต.จัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา ขับเคลื่อนการค้าการลงทุน 2 ชาติ

ดีลธุรกิจอย่างไร...ให้ได้ใจชาวกัมพูชา

กรมการค้าต่างประเทศจัดงาน การค้าและการลงทุนตลอดจนการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจใน 4 กลุ่มสินค้า คาดตกลงซื้อขายทันทีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท เผยยังมีการจัดเสวนาแนะนำเทคนิคเจาะตลาดกัมพูชาให้กับผู้สนใจด้วย  


นายอดุลย์  โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ  เปิดเผยว่า
กรมฯ จะจัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา (Thailand-Cambodia Border Economic Partnership) ระหว่างวันที่ 25 - 26 กุมภาพันธ์ 2562  เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและมุ่งหวังให้เกิดความเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองหน้าด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศได้ลงนามไว้เมื่อปีที่แล้ว



สำหรับการจัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ กรมฯ ได้เชิญผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา พร้อมผู้แทนภาครัฐและเอกชนจากจังหวัดชายแดนทั้งของไทยและกัมพูชา เดินทางมาร่วมประชุมหารือเพื่อหาแนวทางกระตุ้น และผลักดันการค้าชายแดนและการลงทุนร่วมกัน ตลอดจนส่งเสริมให้มีความร่วมมือระหว่างกันในหลากหลายมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ


นายอดุลย์  กล่าวว่า ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทย-กัมพูชา รวม 80 ราย จาก 4 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (รวมถึงอาหารเสริม) กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงาม) กลุ่มธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และกลุ่มธุรกิจยานยนต์ จักรยานยนต์ และอะไหล่ ซึ่งการเจรจาจับคู่ธุรกิจภายในงานนี้ คาดว่า มีมูลค่าการซื้อขายทันที 30 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค

นายอดุลย์  โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 
นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ Tips & Tricks : ดีลธุรกิจอย่างไร  ให้ได้ใจชาวกัมพูชาโดยเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับตลาดและการทำธุรกิจในประเทศกัมพูชามากกว่า 20 ปี มาบอกเล่าเคล็ดลับในการทำธุรกิจกับชาวกัมพูชา พร้อมทั้งให้คำปรึกษาการเข้าสู่ตลาดกัมพูชา ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้นำคณะผู้แทนกัมพูชาเข้าเยี่ยมชม บริษัท เอี่ยมบูรพา จำกัด เพื่อดูงานด้านเทคโนโลยีการแปรรูปมันสำปะหลังด้วย
“การจัดงานครั้งนี้ เป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาเดินทางมายังประเทศไทยเข้าร่วมงานซึ่งกรมฯมั่นใจว่าจะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาที่มีมาอย่างยาวนานเป็นไปอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น และยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญของไทยได้เพิ่มมากขึ้น”  
-นายอดุลย์ กล่าว


สำหรับสถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน นับว่า มีอนาคตที่สดใส มีอัตราขยายตัวมากที่สุดของการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในภาพรวมทั้งหมดโดยมูลค่าการค้าชายแดนกับกัมพูชาในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 145,799.82 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 16  ซึ่งกรมฯ เชื่อว่า การจัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นของทั้งสองประเทศ อันจะช่วยผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง

ภูมิปัญญาจากรุ่นสู่ร่น เราจึงได้วัตถุดิบที่มีทั้งคุณภาพ  และคุณค่าต่อต่อชุมชน 
Botamed ได้คัดสรรสมุนไพรไทย  จากหลายแหล่งผลิตทั่วประเทศไทย  และคัดเลือกกลุ่มเกษตรชาวสวนที่มีความเชี่ยวชาญการปลูกสมุนไพรแบบอินทรีย์  ไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง  
เกษตร  :  ส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่ร่น เราจึงได้วัตถุดิบที่มีทั้งคุณภาพ  และคุณค่าต่อต่อชุมชน หนึ่งในการเลือกใช้สมุนไพรมากถึง 10 ชนิด  นอกจากสรรพคุณทางยาแล้ว เรายังมองถึงการอนุรักษ์พันธุ์สมุนไพร หายาก  หรือแม้แต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก เช่น เถาวัลย์เปรียง เถาโคคลาน  ว่านเอ็นเหลือง เถาเอ็นอ่อน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์มากมายตั้งแต่ ส่วน  ต้น ใบ ดอก เหง้า เปลือก  ล้วนมีสรรพคุณเทียบเท่ากับยาสมัยใหม่ที่นำเข้าจากต่างประเทศ  หรือสกัดจากสารเคมี ทำให้ทุกกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ  ที่เป็นเกษตรกรในท้องถิ่น  

โรงงานผลิต  สกัดและแปรรูปที่ได้รับมาตรฐานสากล เช่น GMP , ISO9001,  HALAL , THAI FDA  อย.,HACCP , LEED GOLD (มาตรฐานโรงงานที่ดูแลและใส่ใจสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยม)   มีทีมวิจัยที่มีความรู้และชำนาญด้านสมุนไพรโดยเฉพาะ การเลือกวัสดุ  และบรรจุภัณฑ์ที่สามารถ นำกลับมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ ในอนาคต  เรายังจะมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อทุกฝ่าย  เพราะทุกองค์ประกอบล้วนส่งเสริม พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 
https://www.facebook.com/Botamedthailand/













ท่านใดที่ต้องการทราบรายละเอียดของกิจกรรมการเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ
ภายใต้งานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา เพิ่มเติมเพียงสแกน QR code
เว็บไซต์ www.tc-bep.com  และ รูปตัวสแกน QR code เว็บไซต์ www.tc-bep.com





วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

MBK Real Estate เปิดตัวโครงการ QUINN สุขุมวิท 101 ภายใต้แนวคิด “Vision of Life”




บริษัท เอ็ม บี เค เรียล เอสเตท จำกัด กลุ่มธุรกิจในเครือ MBK GROUP ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาที่ดิน โครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงไฮเอนด์ ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดในชื่อ Park Riverdale, Quinn รัชดา 17, The Indy, Sabai Village และ Loch Palm ตลอดจนบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ “MBK GROUP” มานานกว่า 15 ปี โดยมีวิสัยทัศน์และพันธกิจที่ว่า “บริษัทที่มุ่งประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี” ได้เปิดตัวโครงการล่าสุด  “QUINN สุขุมวิท 101” นิยามใหม่ในการใช้ชีวิตคุณภาพ ที่เติมเต็มสมดุลระหว่างความสุขแบบชีวิตเมืองที่ง่ายๆ ผสานความหรูหรา สงบส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติอย่างมีเอกลักษณ์ บนทำเลที่ดีที่สุดในย่านปุณณวิถี เพียง 0 ก้าว จากสถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี ช่วยให้การใช้ชีวิตในทุกๆ วันง่ายขึ้น สอดรับกับวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วและ ความสะดวกสบาย



นายเปล่งศักดิ์  ศรีบัว  ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารโครงการ 1 บริษัท เอ็ม บี เค เรียล เอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า “โครงการควินน์ สุขุมวิท 101 สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ปรัชญาการทำงานของแบรนด์ MBK Real Estate ที่ว่า “Vision of Life” ซึ่งเราให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลในเรื่องของที่อยู่อาศัยเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่า มีความน่าอยู่และมีคุณค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว

สำหรับโครงการควินน์ สุขุมวิท 101 เราพิถีพิถันในการศึกษาโครงการ เริ่มตั้งแต่การเลือกทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดบนถนนสุขุมวิท เพียง 0 ก้าวจากรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี ลูกบ้านจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางใช้ชีวิตเมืองได้อย่างง่ายๆ สามารถเดินทางถึงศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ มอลล์ สถาบันการศึกษาชั้นนำและโรงพยาบาล ที่ตั้งอยู่โดยรอบได้อย่างรวดเร็ว






นอกจากนี้ โครงการควินน์ สุขุมวิท 101 ยังเน้นความเป็นส่วนตัวสูงสุด ด้วยอาคารสูง 31 ชั้น 347 ยูนิต บนพื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา ซึ่งถือว่ามีจำนวนยูนิตต่อชั้นไม่มาก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยที่เป็นส่วนตัว สงบ  ร่มรื่น ไม่พลุกพล่าน ให้ความรู้สึกถึงความเป็นบ้านอย่างแท้จริง ตัวอาคารถูกออกแบบให้มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เน้นความสวยงามที่ไม่มีวันตกยุค  นอกจากนั้นเรายัง ใส่ใจในทุกรายละเอียดในทุกๆ ฟังก์ชั่นที่จะต้องตอบสนองรูปแบบการอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยวัสดุชั้นเยี่ยมโดยทีมนักออกแบบที่มีชื่อเสียง ผสานกับนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ในโครงการอาทิเช่น ระบบความปลอดภัยแบบจดจำใบหน้า Security System Face Detection



ซึ่งลูกบ้านของเราไม่ต้องใช้คีย์การ์ดอีกต่อไป ระบบสามารถจดจำใบหน้าของลูกบ้านทำให้สามารถควบคุมความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางอาทิ ระบบ Floor Radiant Cooling ซึ่งจะกระจายความเย็นจากพื้นห้อง ทำให้อุณหภูมิของห้องโถงส่วนกลางซึ่งเป็นเพดานสูงมีความเย็นสบายระบบ Outdoor Air Unit Dehumidifier จะช่วยควบคุมความชื้นและคุณภาพอากาศ ผสานกับระบบ Fresh Air Ventilation System จะช่วยให้ลูกบ้านมีอากาศสะอาดอยู่ตลอดเวลา และป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมถึงระบบ Solar Roof Top Floor ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานให้ผู้อยู่อาศัยได้อีกด้วย

สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง เราได้ศึกษาถึงความต้องการของลูกค้า จึงได้ออกแบบให้มีห้องโซเชียลเลานจ์ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส ซาวน่า สกายเลานจ์ ห้องฉายภาพยนตร์บริเวณชั้น 31 และรูฟท็อปการ์เด้น ทำให้โครงการควินน์ สุขุมวิท 101 เป็นอีกหนึ่งที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพที่น่าลงทุนมากที่สุดบนถนนสุขุมวิท ในราคาเริ่มต้นเพียง 6.1 ล้านบาท หรือ 175,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งหลังจากเปิดขายมาได้ไม่นาน ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 55% โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2563” นายเปล่งศักดิ์ กล่าว


วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“ฮาลาลไทย” สะพานเชื่อมสัมพันธ์ ไทย-ซาอุฯ ห่างเหินมาเนินนานกว่า 30 ปี

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” ร่วมขับเคลื่อนความสัมพันธ์
นำขบวน “ฮาลาลไทย” สะพานเชื่อมสัมพันธ์ ไทย-ซาอุฯ


นับเป็นสัญญาณอันดีที่ฮาลาลไทยแสดงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างไทย กับซาอุดิอารเบียให้ดีขึ้น หลังจากที่ห่างเหินกันมากกว่า 30 ปี ส่งผลดีทั้งการทูต ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้า การท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกแรงงานคุณภาพของไทยสู่ซาอุดิอารเบียอีกด้วย




รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นับเป็นสัญญาณการอันดีที่ความสัมพันธ์อันเป็นปรกติของไทย กับซาอุฯ จะกับมารื้อฟื้นขึ้น หลังจากที่ห่างเหินมาเนินนานกว่า 30 ปี และส่วนสำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ในครั้งนี้ต้องยกผลประโยชน์อย่างสูงให้กับ “ฮาลาลไทย” ซึ่งความสัมพันธ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากที่การประชุมวิชาการและการแสดงสินค้านานาชาติ “Thailand Halal Assembly 2518” ได้จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยผู้แทนจากซาอุดิอารเบีย ดร.อับดุลเราะฮมาน อับดุลเลาะฮมุฮัมมัด อัลซาอิด ผู้แทนซาอุฯจาก องค์กรสันนิบาตมุสลิมโลก Muslim World League-MWLหรือ รอบิเฏาะฮ ได้เดินทางมาเยี่ยมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ รวมถึงเข้าร่วมงาน THA 2018 โดยสิ่งหนึ่งที่ท่านให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ความสัมพันธ์อันเป็นปรกติระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดิอารเบีย โดยเน้นย้ำในเรื่องของการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ฮาลาลจากประเทศไทยไปสู่ประเทศซาอุดิอารเบียจะมีความสะดวกมากขึ้น ซึ่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ทางซาอุดิอารเบียก็ได้มีการผ่อนปรนในการทำงานต่อประเทศไทย รวมถึงยังได้มีนักธุรกิจจากประเทศซาอุดิอารเบีย จำนวน 6 กลุ่มได้เดินทางมาที่ประเทศไทย ซึ่งแต่ก่อนที่ผ่านมาการเดินทางระหว่างคนไทยกับคนซาอุดิอารเบียนั้นมีอุปสรรคมาโดยตลอด จึงนับได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่น่ายินดีมาก


และ ดร.มูฮัมหมัด บิน อับดุลคารีม อัลอิซซา เลขาธิการทั่วไปของสมาคมมุสลิมโลก ยังได้เสริมอีกว่าทางซาอุดิอารเบียได้สนใจในด้านฮาลาลเป็นอย่างมาก โดยทางรัฐบาลซาอุดิอารเบียจะให้ Muslim world league หรือสำนักเลขาธิการองค์การสันนิบาตโลกมุสลิม ได้เป็นผู้แทนจากรัฐบาลซาอุดิอารเบียในการดำเนินการในเรื่องของฮาลาล ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศระดับนำในการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศซาอุดิอารเบีย เพราะไทยเราได้ใช้หลักการของ “วิทยาศาสตร์” ในการตรวจสอบ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เชื่อถือได้อย่างแน่นอน และนอกจากนี้ทางรัฐบาลซาอุดิอารเบียก็มีเป้าประสงค์ที่จะมีความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลกับประเทศไทย



นอกจากนี้ ดร.อับดุลเราะฮมาน อับดุลเลาะฮมุฮัมมัด อัลซาอิด ยังได้เดินทางมาเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และชื่นชมถึงการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทย และเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นต้นแบบในการวางรากฐานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลให้กับประเทศซาอุดิอารเบียได้เป็นอย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับซาอุดิอารเบียที่จะดีขึ้นตามลำดับอย่างแน่นอน รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน กล่าวปิดท้าย

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

บ้านแอนด์บียอนด์ เอ็กซ์โป 2019 ครบที่สุดสินค้าเพื่อบ้าน ตอบโจทย์ทุกความต้องการในแบบที่เป็นคุณ


เอาใจคนรักบ้านกันอีกครั้งกับความยิ่งใหญ่ของงาน บ้านแอนด์บียอนด์ เอ็กซ์โป 2019 (baan&Beyond Expo 2019) จัดโดย บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด หนึ่งในธุรกิจค้าปลีกภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินการบริหาร "ไทวัสดุ, บ้านแอนด์บียอนด์ และออโต้วัน" ที่มาพร้อมกับสินค้าแต่งบ้านคุณภาพดี หลากหลาย ราคาคุ้มค่า เรียกว่าครบที่สุดสินค้าเพื่อบ้าน ลดจัดหนักสูงสุด 80% พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์  คนรักการแต่งบ้านทุกไอเดีย ช้อปกันแบบเต็มอิ่ม ตั้งแต่วันนี้ - 3 มีนาคม 2562 ที่ ไบเทค  บางนา ฮอลล์ 101-104 



นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในกลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินธุรกิจ “บ้านแอนด์บียอนด์” เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จ ที่มีอย่างต่อเนื่องหลังจากที่บริษัทฯ ได้รีแบรนด์ดิ้ง “โฮมเวิร์ค” เป็น “บ้านแอนด์บียอนด์” และขยายสาขาครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ จำนวน 6 สาขา ที่เชียงใหม่, ขอนแก่น, พัทยา ราชพฤกษ์, รัตนาธิเบศร์, และภูเก็ต นั้น


ถือว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่กำลังตกแต่งบ้านหรือซ่อมแซมบ้านเป็นอย่างดี และในต้นปีนี้เราได้จัดงาน บ้านแอนด์บียอนด์ เอ็กซ์โป 2019 (baan&Beyond Expo 2019)

มีสินค้าที่จัดรายการกว่า 2,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 80% พร้อมโปรโมชั่นมากมาย นอกจากนี้ภายในงานยังมีบูธ บริการ vFIX ให้คำปรึกษาด้านบริการปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน ติดตั้ง เปลี่ยนหรือย้ายจุดอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน จากช่างผู้เชี่ยวชาญ และบูธบริการ


ช้อปปิ้งออนไลน์ผ่าน www.baanandbeyond.com และที่พิเศษสุดในปีนี้คือ บูธ ออโต้วัน (AUTO 1) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร ที่จะมาให้คำปรึกษาและแนะนำบริการสำหรับคนรักรถโดยเฉพาะ เรียกว่า
ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรักบ้านแน่นอน” 


สำหรับบรรยากาศภายในงานเนรมิตเป็นแลนด์มาร์ค ด้วยห้อง 4 แบบ 4 สไตล์ ให้ผู้ร่วมงานได้เป็นไอเดียในการแต่งบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนอน และห้องนั่งเล่น ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจาก 2 ดาราชื่อดังอย่าง ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ และ แดน-วรเวช ดานุวงศ์ ที่มาร่วมแชร์ไอเดียแต่งบ้านในสไตล์ของตัวเอง


โดย  ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ได้เล่าว่า “หอมเป็นคนที่ใช้เวลาในห้องน้ำเยอะมาก  อยู่แล้วมีความสุขกับสิ่งรอบๆ ข้าง ยิ่งถ้ามีกระจกใหญ่ยิ่งถูกใจ ซึ่งต้องบอกว่าอุปกรณ์ห้องน้ำของ บ้านแอนด์บียอนด์มีให้เลือกเยอะมากหลากหลายราคา ที่สำคัญคุณภาพดีมาก

โดยเฉพาะอ่างอาบน้ำและอุปกรณ์ในห้องน้ำก็มีให้เลือกตามขนาดที่เราต้องการ ชอบทุกอย่างจริงๆ ค่ะ และอีกห้องที่หอมชอบมากที่สุดคือห้องนอนเพราะเราได้พักผ่อนเต็ม ซึ่งต้องบอกว่าเวลานอนเป็นเวลาสำคัญ หอมให้ความสำคัญกับห้องนอนตั้งแต่ เตียง ฟูก ปูผ้าที่นอน

เราต้องคัดเลือกสิ่งที่มีคุณภาพ ที่จะทำให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ของใช้ต่างๆ ในห้องนอนก็สำคัญไม่ว่าโคมไฟให้แสงสว่างในห้องนอนจนถึงกลิ่นอะโรม่าทั้งหลายหอมมีเกือบทุกกลิ่น ซึ่งกลิ่นหอมจะสามารถช่วยเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกเราได้หอมชอบบ้านแอนด์บียอนด์มาก มีแต่สินค้าคุณภาพมาที่เดียวจบ มีของครบคุณภาพดีสำคัญที่สุดและราคาถูกด้วยค่ะ

รวมถึงที่บ้านแอนด์บียอนด์ยังมีทีมช่างวีฟิกซ์ที่จะช่วยให้การปรับปรุงบ้านซ่อมแซมบ้านหรือต่อเติมเล็กๆน้อยๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพราะว่ามีช่างรับงานไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็กรวมถึงฝีมือของช่างนั้นก็มีคุณภาพตามมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมั่นใจได้ครับว่าเราจะได้ของที่มีคุณภาพรวมถึงช่างที่มีฝีมือที่ทำให้บ้านของเราเป็นบ้านที่แสนอบอุ่นแน่นอน”


ด้าน แดน-วรเวช ดานุวงศ์ หนุ่มนักร้องเสียงดี     ขี้เล่น เล่าว่า “เวลาอยู่บ้านคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของผม ห้องสุดโปรดของผม คือห้องลิฟวิ่งรูม ใช้เวลาในการนั่งแต่งเพลงชิลล์ๆ ซึ่งแผนก living room ของบ้านแอนด์บียอนด์สามารถแต่งห้องได้หลายแบบเพราะว่ามีสินค้าให้เลือกมากมาย

ที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพและราคาที่ไม่แพง ส่วนกิจกรรมยามว่างของผมก็คือชอบทำอาหารบ้างตามโอกาสและเวลาที่มี เพราะฉะนั้นเวลาที่อยู่ในครัวจะมีความสุขมาก และแผนก Kitchen ที่บ้านแอนด์บียอนด์ตอบโจทย์ทุกความต้องการ มีครัวให้เลือกมากมายทั้งครัวชุดครัวปูน ครัวสำเร็จรูป หรือจะสั่งทำห้องครัวตามพื้นที่จำกัดของเราก็ได้ครับ สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์ได้ตามความต้องการ” 

คนชอบแต่งบ้านห้ามพลาด!! จัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษ กับ 5 โปรสุดคุ้ม
คุ้ม 1 : เพียงช้อปสินค้าบ้านแอนด์บียอนด์ครบทุก 10,000 บาท รับฟรีคูปองส่วนลดมูลค่า 1,500 บาท,

คุ้ม 2 : ยิ่งช้อป ยิ่งรับเพิ่ม เพียงช้อปครบตามเงื่อนไข รับฟรี บัตรกำนัลเงินสดสูงสุดมูลค่า 100,000 บาท หรือ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท,

คุ้ม 3 : ช้อปลุ้น...ปรับโฉมห้องในฝันกับบริการ vFIX ฟรี!! เมื่อช้อปครบทุก 5,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้น จำนวน 2 รางวัล รวมมูลค่า 120,000 บาท,

คุ้ม 4 : ช้อปลุ้นสิทธิ์แลกซื้อ 1 บาท เมื่อช้อปครบทุก 3,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ ลุ้นแลกซื้อสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง หรือ พัดลมไอเย็น HATARI รวมมูลค่า 156,000 บาท,

คุ้ม 5 : สมาชิกเดอะวัน บัตรเดียวคุ้ม เพียงเป็นสมาชิกสามารถนำคะแนนแลกรับส่วนลดสูงสุด 16% และสุดพิเศษ เพิ่มเพื่อน Line@ baanandbeyond รับฟรีคูปองส่วนลด 500 บาท 

พิเศษแบบนี้ที่งาน “baan & BEYOND Expo 2019” ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์- 3 มีนาคม 62  นี้   ณ ไบเทค บางนา Hall 101-104  เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น. เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2-3 มีนาคมนี้ เปิดให้บริการถึง 24.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม Call Center 1308

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ดอม เหตระกูล ปั้นอาณาจักรบิ๊กไบค์ ย่านวิภาวดี

ไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์ก แห่งใหม่ของชาวไบค์เกอร์


บริษัท มอเตอร์ไซเคิล คิงดอม จำกัด และ บริษัท บริทไบค์ จำกัด โดย ดอม เหตระกูล ผู้ก่อตั้งและ กรรมการผู้จัดการ พลิกกลยุทธ์สร้างดีมานด์จากการสร้างโชว์รูมรถจักรยานยนต์ทั่วไปสู่การสร้างมิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์ (mixed-used complex) คอมมูนิตี้ ของคนรักรถมอเตอร์ไซค์ และแหล่งแฮงเอาท์ของ คนทำงานและคอมมูนิตี้ย่านวิภาวดี ด้วยคอนเซ็ปต์ Motorcycle Living Lifestyle เปิดโอกาสให้คนทั่วไป ได้มีประสบการณ์กับรถบิ๊กไบค์ หวังสร้างแพชชั่นขยายเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่

ดอม เหตระกูล กล่าวว่า “ในเรื่องภาพรวมด้านยอดขายรถใหม่ของตลาดปีนี้คาดว่าจะคงตัว ดังนั้น การจะมีแต่โชว์รูมที่ลูกค้าจะมาใช้บริการด้วยวัตถุประสงค์เจาะจงในเรื่องของการซื้อรถ หรือรับบริการ ซ่อมบำรุงเพียงอย่างเดียว จะเหมือนเราอยู่กับที่รอคนเข้ามา ธุรกิจก็จะนิ่ง แต่โมเดลของโชว์รูมแบบ มิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์ นี้ คือการสร้าง traffic ให้เกิดการหมุนเวียน ดึงคนเข้ามาใช้บริการภายในอาคาร ทำให้คนเหล่านี้ได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ได้สัมผัสกับวิถีไบค์เกอร์ และวันหนึ่งเขาก็อาจจะเป็นลูกค้า ของมอเตอร์ไซเคิลคิงดอมและบริทไบค์”



จากการคลุกคลีในวงการบิ๊กไบค์มาเป็นเวลานาน ทำให้บริทไบค์และมอเตอร์ไซเคิล คิงด้อม มีโอกาส จัดกิจกรรมระดับโลก The Distinquish Gentleman’s Ride ในนามของ มอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ต่อเนื่อง
มาหลายปีซึ่งทุกครั้งที่จัดในแต่ละปี มีคนเข้าร่วมกว่า 800 คัน และจำนวนผู้มาร่วมงานอีกกว่า 1,500 คน ทำให้เราค้นพบว่า คนกลุ่มนี้ ต้องการโอกาส สถานที่ๆ จะมาพบปะสังสรรค์พูดคุยในเรื่องมอเตอร์ไซค์
กับคนที่มีแพชชั่นเดียวกัน ดังนั้นโชว์รูมแบบ มิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์ ที่เปิดขึ้นนี้ จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ เป็นอย่างดี

ทั้งนี้เป้าหมายหลักในปีแรกของการเปิด โชว์รูมแบบมิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์ แห่งนี้ คือการสร้างคอมมูนิตี้ ของคนที่รักและมีแพชชั่นในรถมอเตอร์ไซค์เป็นอันดับแรก โดยมุ่งหวังให้คนที่ยังไม่มีบิ๊กไบค์ขับ จะได้ ลองเข้ามาหาข้อมูลความรู้ ทั้งเรื่องรถ และทักษะการขับที่ถูกต้องปลอดภัย รวมถึงการสร้างมิตรภาพ เน็ตเวิร์กของคนในแวดวงบิ๊กไบค์ ซึ่งถือเป็น added value ให้กับลูกค้าที่มาออกรถ หรือมาใช้บริการ ต่างๆ ที่นี่


 “จากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของคนที่ใช้ชีวิตบนถนนวิภาวดี ในละแวกที่ตั้งของโชว์รูม แห่งนี้ เราพบว่าส่วนใหญ่จะมีทั้งพนักงานออฟฟิศ ที่มีความเร่งรีบ ในการเข้างานช่วงเช้า ทำให้เราอยาก จะสนองตอบความต้องการในการหาอาหารเช้าก่อนเข้างาน ขณะเดียวกันก็เป็นการใช้พื้นที่ให้เกิด ประโยชน์สูงสุด ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะผุดโครงการตลาดอาหารเช้าแบบฟู้ดทรัคในคอนเซ็ปต์ grab & go โดยจะรวบรวมอาหารดังเจ้าอร่อยมาให้บริการ อาทิ ขนมครก น้ำเต้าหู้ โจ๊ก ต้มเลือดหมู เป็นต้น”
ในโซนของโชว์รูมนั้นแบ่งเป็นโชว์รูมไทรอัมพ์ที่ตกแต่งด้วยคอนเซ็ปต์ Triumph’s World ที่บริเวณชั้น 2 และโชว์รูม เอ็มวี ออกุสต้า (MV Agusta) ตกแต่งในคอนเซ็ปต์ Motorcycle Gallery ที่ผสมผสานงานศิลปะ และการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์ระดับซูเปอร์พรีเมียม ไว้ด้วยกันซึ่งจะอยู่ที่ชั้น 6


ในขณะที่ชั้น 5 นั้นช่วงกลางวันจะเปิดเป็นร้านกาแฟ และ working space ตอบเทรนด์คนทำงานอิสระ
ที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ และในช่วงเย็นก็จะเปิดให้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นแบบบาร์แอนด์เรสเตอรองตอบโจทย์ กลุ่มเป้าหมายที่อาศัยในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และผู้บริหารองค์กรต่างๆ ในย่าน ใกล้เคียง

“เชื่อมั่นว่าโชว์รูม และคอมมูนิตี้ มิกซ์ยูส คอมเพล็กซ์ นี้จะเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่สร้างสีสันและ ความคึกคักให้กับตลาด ตลอดจนเซ็ตมาตรฐานใหม่ของการทำ ไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ ในแบบ subset ที่ตอบโจทย์ความ ต้องการแบบเฉพาะกลุ่มได้อย่างลงตัว”


“ด้วยสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน รวมถึงสภาวะทางการเมืองภายในประเทศส่งผลต่อรายได้และ ยอดขายของทุกภาคธุรกิจ รวมถึงตลาดบิ๊กไบค์เช่นกัน อย่างไรก็ดีเรามองว่า เป็นโอกาสดีในการที่เราจะ ใช้เวลาในช่วงนี้ สร้างคอมมูนิตี้ไปพร้อมๆ กับการให้ความรู้ในเรื่องของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่าง ปลอดภัยตามกฎจราจร ทั้งกับไบค์เกอร์หน้าใหม่ หรือผู้ที่กำลังจะเข้าสู่วงการสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี นักบิด ส่วนแนวโน้มของมอเตอร์ไซค์ที่จะไปได้ดีในปีนี้ คงจะเป็นรถขนาดกลาง (มิดไซส์) เครื่องยนต์ ขนาด 250-750 ซีซี  ราคาเฉลี่ยเริ่มต้น 2-4 แสนบาท” ดอม กล่าวสรุป