เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

30 มีนาคม 2562

เปิดแล้ว “โรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง”


ชูการท่องเที่ยววิถีลาวบทใหม่ ใจกลางเมืองมรดกโลก

หลวงพระบาง ประเทศลาว วันที่ 28 มีนาคม 2562 – “พูลแมน หลวงพระบาง” (Pullman Luang Prabang Hotel) โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว คอลเลกชั่นล่าสุดของ “แบรนด์พูลแมน” อันโด่งดังของเครือ Accor ผู้นำโรงแรมและรีสอร์ทระดับโลก ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการใจกลางหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้สร้าง“เสน่ห์” บทใหม่ของการท่องเที่ยวให้กับหลวงพระบางแบบครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์การผสานความร่วมสมัยกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของลาวทั้งในอดีตและปัจจุบัน สู่รีสอร์ทแห่งการพักผ่อนที่ใกล้ชิดแก่นแท้ทางวัฒนธรรมและท้องถิ่นชุมชนหลวงพระบางมากที่สุดในศตวรรษ ดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่มองหาความแตกต่าง และกลุ่มลูกค้าองค์กรด้วยพื้นที่จัดประชุมที่ใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง

“พูลแมน หลวงพระบาง” ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ท่ามกลางธรรมชาติ ธารน้ำ และภูเขาที่โอบล้อม รวมไปถึงทุ่งนาขั้นบันไดใจกลางโรงแรมอันน่าตื่นตะลึง ให้บริการห้องพักรวม 123 ห้องในรูปแบบโลว์ไรส์ (low-rise) มีทั้งแบบห้องสวีท ไปจนถึงพูลวิลล่าขนาด 2 ห้องนอนพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ออกแบบตกแต่งสไตล์ Laos Contemporary พร้อมเครื่องใช้ภายในห้องพักทันสมัยครบครัน





ภายในรีสอร์ทมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้บริการแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น “L’Atelier” ห้องอาหารริมทะเลสาบ “The Junction” เลานจ์และห้องสมุดที่ให้บริการเครื่องดื่มและอาหารว่าง ศูนย์ออกกำลังกายตลอด 24 ชั่วโมง สปา คิดส์คลับ สระว่ายน้ำ 3 แห่ง พร้อมพูลบาร์ “H2O” และพื้นที่จัดการประชุมและกิจกรรมที่สามารถรองรับได้ถึง 300 คน ซึ่งใหญ่ที่สุดในหลวงพระบาง






จุดเด่นของ “พูลแมน หลวงพระบาง” คือการคงไว้ซึ่ง “วิถีชีวิตเรียบง่ายและยั่งยืน” ของชาวหลวงพระบางที่เป็นรากฐานของเมืองมาตั้งแต่โบราณ โดยได้เชื่อมต่อกับกลิ่นอายของหลวงพระบางเอาไว้ในทุก ๆ ย่างก้าวของโรงแรม ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์การบริการที่เป็นพันธมิตรกับท้องถิ่น การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ การทำฟาร์มและสวนครัวแบบยั่งยืนภายในโรงแรม และการคิดค้นเมนูอาหารจากวัตถุดิบขึ้นชื่อในพื้นที่ ควบคู่ไปกับโปรแกรมรักษ์โลก Planet 21 ที่เครือข่าย Accor ปฏิบัติเช่นเดียวกันทั่วโลก


 เดนิส ดูพาร์ท ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง กล่าวว่า “หลวงพระบางเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าหลงใหล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันอุดมสมบูรณ์ของลาว ตั้งแต่สถาปัตยกรรม ศิลปะและหัตถกรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไปจนถึงผลผลิตสดใหม่จากทุ่งนาและฟาร์ม โดยโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ได้ตั้งเป้าหมายในการรวบรวมเสน่ห์และความสง่างามของจุดหมายปลายทางแห่งนี้เอาไว้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งให้การสนับสนุนชุมชนและรักษ์สิ่งแวดล้อมให้หลวงพระบางยังคงความสวยงามมากที่สุด อาทิ การใช้ฟางไม้ไผ่ที่ทำขึ้นเอง ใช้ขวดน้ำแบบรีฟิล เป็นต้น”


“พูลแมน หลวงพระบาง” ยังได้ให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ด้านอาหารที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้มาเยือน โดยได้เนรมิต “สวนครัว” ขึ้นภายในโรงแรม โดยมีหัวหน้าพ่อครัวอย่าง Marc Comparot เป็นผู้รังสรรเมนูที่หลากหลายจากผลิตผลของสวนครัวแห่งนี้ รวมถึงวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ได้มาจากท้องถิ่นของลาว รวมถึง “ชีสนมควาย” ที่เชฟมาร์คทำเอง ซึ่งได้วัตถุดิบมาจาก “Laos Buffalo Dairy” ฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศลาว


 Marc Comparot หัวหน้าเชฟประจำโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง กล่าวว่า “อาหารเป็นส่วนสำคัญของชีวิตในประเทศลาว ซึ่งโรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ได้มุ่งเน้นการคิดค้นอาหารที่แขกผู้เข้าพักจะอิ่มอร่อย มีสุขภาพดี และมีความสุข สอดคล้องกับแนวคิด “จากฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร” (farm-to-table) โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นออร์แกนิกตามฤดูกาล สมุนไพรลาว ผักและผลไม้เมืองร้อนที่ปลูกในสถานที่ของเราเอง รวมถึงเก็บเกี่ยวข้าวจากทุ่งนาขั้นบันไดภายในรีสอร์ทมาใช้ในร้านอาหาร และยังให้ผู้เข้าพักได้มีโอกาสลองเกี่ยวข้าวอีกด้วย นอกจากนั้น ผลพลอยได้จากกระบวนการเพาะปลูก เรายังได้บริจาคให้กับค่ายอนุรักษ์ช้างมันดาลาว (MandaLao) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ CSR ที่ พูลแมน หลวงพระบาง ให้การสนับสนุน”






ผู้เข้าพักที่ “พูลแมน หลวงพระบาง” นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนแล้ว ยังสามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในหลวงพระบาง กับโปรแกรมท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ การเดินป่าแบบเต็มวัน ผ่านป่าสักที่อุดมสมบูรณ์และเงียบสงบ พร้อมดื่มด่ำกับอาหารว่างแบบโฮมเมดริมฝั่งแม่น้ำ เยี่ยมชมฟาร์มนมควายลาว (Laos Buffalo Dairy) ของขึ้นชื่อ 

สนุกกับสัตว์น่ารัก ๆ ในฟาร์มเปิดอย่างใกล้ชิด ชิมผลิตภัณฑ์จากนมควายลาวสดใหม่ เยือนถิ่นเมืองล้านช้าง อนุรักษ์ช้างที่ MandaLao Elephant Camp ต่อด้วยการชมสุนทรียศิลป์แห่งลาวที่ Ock Pop Tok (ออกพบตก) ศูนย์ทอผ้าและหัตถกรรมลาวแบบดั้งเดิม หรือสำหรับผู้ที่มีเวลาระยะสั้น ที่โรงแรมพูลแมน หลวงพระบาง ก็มีร้าน Ock Pop Tok สุดพิเศษภายในโรงแรมอีกด้วย และกิจกรรมอื่น ๆ ที่หลากหลายที่ทางโรงแรมจัดให้อย่างเต็มอิ่ม อาทิ โยคะยามเช้า ไทชิบนดาดฟ้าของรีสอร์ท คอร์สเรียนเกี่ยวข้าว การเก็บพืชผลในสวน ซึ่งเมื่อเก็บได้แล้วก็จะนำไปบริจาคให้กับค่ายอนุรักษ์ช้างมันดาลาวอีกด้วย







 สัมผัสวิถีลาวบทใหม่ที่ “พูลแมน หลวงพระบาง” ได้แล้ววันนี้ ราคาห้องดีลักซ์เริ่มต้น 4,300 บาท (135 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคืน สำรองห้องพักโทร. +856 71 211 112 อีเมล H9112@accor.com หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.pullman-luangprabang.com



29 มีนาคม 2562

จังหวะแผ่นดิน ณ เมืองเพชร “Rhythm of the Earth Phetchaburi”

การเเสดงเต็มรูปเเบบของศิลปินเเนว World Musiq


วันที่ 29 มีนาคม 2562 เวลา 14.30 น.  สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี และเทศบาลเมืองชะอำ ร่วมกับ บริษัท ลาเวลล์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด แถลงข่าวการจัดงาน “จังหวะแผ่นดิน ณ เมืองเพชรฯ Rhythm of the Earth Phetchaburi” การแสดงดนตรีโลก ดนตรีไทย วัฒนธรรมเพชร อาหาร ช่างและสีสันเพชรบุรี โดยเตรียมรวบรวมสุดยอด หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ชาติพันธ์ การเเสดงเต็มรูปเเบบของศิลปินเเนว World Musiq จาก 4 ทวีป โดยมี นายสันติ ป่าหวาย รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานจัดงาน และนาย ไพศาล พงศ์ศิริไพศาล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี นายโทมัส เจมส์ ลาเวลล์ หรือทอดด์ ทองดี ร่วมการแถลงข่าว ณ ห้องโถง ภายในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา






นาย ไพศาล พงศ์ศิริไพศาล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยถึงที่มาของการจัดงานครั้งนี้ว่า เราใช้แนวคิดการท่องเที่ยวลดความเหลื่อมล้ำ โดยจัดการท่องเที่ยวจากทะเลสู่ขุนเขา เป็นการกระจายรายได้ด้านการท่องเที่ยวจากฝั่งทะเลถึงขุนเขาตะนาวศรี ในการเตรียมงานครั้งนี้ เพชรบุรีมีวิสัยทัศน์ในการเป็นเมืองต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ศาสตร์พระราชา เมืองน่ากินน่าเที่ยวและเพชรบุรีเป็นเมืองช่าง เราจะเอาพวกนี้มาโดยนำศาสตร์ ศิลป์ ดนตรีมาร้อยเรียงกัน เรามี culture create cerebrate ออกมาเป็นงานในครั้งนี้


การจัดงานครั้งนี้แตกต่างจากงานอื่นทั่วไป ปกติการจัดงานจะเห็นว่ามีแต่การจัดงานด้านดนตรี แต่การจัดงานช่วงสองวันนี้ คือ 7-8 เมษายน ศกนี้จะมีทั้งการจัดงานสัมมนา งานเชิงช่าง การสาธิตจากช่างต่าง ๆ การแสดงของศิลปินในระดับพื้นที่ มีการแสดงจากภูผาสู่มหานที กะเหรี่ยงไททรงดำ การแสดงพื้นบ้านของพื้นที่จนมาพบกับศิลปินระดับประเทศ และสู่ภูมิภาคและเชื่อมโยงสู่ทั่วโลก
โดยถือเป็นครั้งแรกสำหรับการจัดงานในแนวคิดนี้ และต่อไปพยายามที่จะสร้างความยั่งยืนในการที่จะยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัด ให้เป็นระดับประเทศให้ได้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ดึงลูกหลานที่ออกไปทำงานต่างถิ่น ให้กลับบ้านมาช่วยกันสร้างบ้านเราให้น่าอยู่”



ทอดด์ ทองดี’ ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า งานเทศกาลจังหวะของแผ่นดิน เกิดจากการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านท้องถิ่นนั้นมาขยายให้เป็นสากล ที่ริเริ่มการจัดงานตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย เป็นเวลาร่วม 25 ปี ซึ่งปีนี้ที่เลือกจังหวัดเพชรบุรีเพราะเป็นจังหวัดที่ศักยภาพเพรียบพร้อมทั้งเรื่องธรรมชาติ อาหารการกิน สถานที่ ผู้คนและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในพื้นที่
งานนี้ได้รับความร่วมมือระหว่าง จังหวัดเพชรบุรี สำนักงานการท่องเที่ยวเเละกีฬาจังหวัดเพชรบุรีเเละเทศบาลเมืองชะอำ ที่ต้องการเผยแพร่วัฒนธรรมอันดีงามของพื้นที่ นอกจากจะนำวัฒนธรรมอันดีงามของ จ.เพชรบุรี และของดีจาก 4 ภาคมาโชว์แล้ว ยังได้เปิดพื้นที่ให้กับผู้พิการมาแสดงความสามารถในงานนี้ด้วย 

งานนี้ถือเป็นเวทีสำหรับศิลปินพื้นบ้าน  คนพิการ และศิลปินจากนานาชาติ และนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาร่วมงานได้ร่วมซึมซับวัฒนธรรม เรียนรู้ความแตกต่าง เข้าใจซึ่งกันและกันโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลาง



“ทอดด์” กล่าวต่อว่า “เรามาอย่างไร้พรมแดน จากแก่นคือศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรีที่มีมากมาย เช่น กะเหรี่ยงไทยทรงดำ มีเรื่องราวที่น่าศึกษา ทีมงานได้ลงไปเจียรนัยการแสดงพื้นบ้าน และนำมาเพื่อสร้างสรรงาน และการแสดงของมหาวิทยาลัยศิลปากร
ศิลปินเพชรบุรี ศิลปินจากภาคเหนือ ปกากะญอ เก่ง ธชยจากภาคใต้ ส่วนภาคอีสาน เป็น แซ็ค ชุมแพ คณะแก้วศรีเพชร และที่พิเศษคือ ศิลปินจากสี่ทวีปของโลก เข้ามาพบกันที่เพชรบุรี ศิลปินจากหลากหลายประเทศมาร่วมกันในครั้งนี้ ศิลปินจากอเมริกา จากทวีปยุโรปและตะวันออกกลาง ที่ชิงแกรมมี่อวอร์ด

ช่างสิบหมู่ ถือเป็นช่างสุดยอดของเมืองเพชร งานจังหวะแผ่นดิน สร้างสรรค์มาทั้งหมด 25 ปี โดย ผมชาวอเมริกันซึ่งเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะศิลปินตาบอด ศิลปินผู้สูงอายุ เราคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยง จึงได้สร้างสรรค์งานมาหลายที่ จนมาถึงครั้งนี้ที่จังหวัดเพชรบุรี



นายสันติ ป่าหวาย รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมที่ควรจะส่งเสริมและสนับสนุนต่อไป ขอบคุณที่ไม่ทำให้เมืองเพชรที่เดียว แต่เป็นการไปเสาะแสวงหาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ทั่วประเทศมานำเสนอ ตลอดจนการจัดงานในครั้งนี้ตอบโจทย์ในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ โดยนำ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ หนุ่มสาว ทุกคนเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกัน”



กิจกรรมภายในงานอาทิ การแสดง “ 4 ทวีปแห่งโลก ณ เพชรฯ” - ทวีปเอเชีย “India 2 Phet” - ทวีปอเมริกา “R&B Me” - ทวีปยุโรป/ตะวันออกกลาง “Tania Vinokur” - ทวีปแอฟริกา “Disciple”
พร้อมชมคอนเสิร์ต World Musiq โดย ศิลปิน Corry Denguemmo  ชาว Camaroon ศิลปิน  เก่ง ธชย และชุด “โลกของไท”



การแสดงรำวงย้อนยุค “คณะเพชรสุดา เมืองเพชรฯ” กิจกรรมสัมมนา “สกุลช่างเมืองเพชรฯ” โดย ช่างเมืองเพชรฯ การแสดงคอนเสิร์ต จังหวะแผ่นดิน – เพชรบุรีโลก โดย ทอดด์ ทองดี และ ทีมงาน คอนเสิร์ตเต็มรูปแบบ โดย ศิลปิน แซ็ค ชุมแพ  “ข่อยฮักเมืองเพชรฯ” การแสดงรำวงย้อนยุค “คณะแก้วศรีเพชร” การแสดง  จังหวะแผ่นดินเพชรบุรี Jam อย่างไร้พรมแดน และยังมีกิจกรรมการแสดงอีกมากมาย ที่จะนำมาสร้างความบันเทิงให้กับทุกท่านได้ชมกันอย่างเต็มอิ่ม

งาน ‘จังหวะแผ่นดิน ณ เมืองเพชรฯ Rhythm of the Earth Phetchaburi’  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน ศกนี้ ณ บริเวณจุดชมวิวหาดชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สามารถเข้างานฟรี !!! สามารถเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Roephet รู้เรื่อง 










28 มีนาคม 2562

RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก



เปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 สุดคึกคัก รับกระแสมิติใหม่การขนส่งระบบรางปี2020 หลังประกาศตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศลดนำเข้า70,000ล้าน พลิกโฉมไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระบบรางรถไฟในภูมิภาคอาเซียน ในงานมีนักลงทุนข้ามชาติ ผู้ประกอบการระบบรางไทย สถาบันการศึกษาไทย กว่า 120 รายร่วมประชันนวัตกรรมระบบราง พบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย “เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส”ผู้จัด ชูงานเป็นเจ้าแรกในเอเชียที่รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ระบบรางทั่วโลกไว้ที่เดียวกัน ในขณะที่ปลัดกระทรวงคมนาคมชี้อนาคตมีการส่งเสริมให้เกิด "ฟีดเดอร์ระบบราง" มากขึ้นเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน กรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง ด้านร.ฟ.ท.แจ้งได้งบ 300,000ล้านลงทุนรถไฟความเร็วสูง เตรียมเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย

นายเดวิด เอ็ทคิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เอ็กซิบิทชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้จัดงานแสดงเทคโนโลยีรถไฟ รถฟ้าความเร็วสูงและรถไฟใต้ดิน เปิดเผยว่า การเปิดงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จัดขึ้นวันที่ 28-29 มีนาคม 2562 ที่ลานกิจกรรม สถานีรถไฟฟ้า แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มักกะสัน ถือเป็นการจัดครั้งที่ 5 ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆปีเพราะมีบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีระบบรางทั่วโลกแห่มาโชว์นวัตกรรมกว่า120ราย, มีนักลงทุนต่างชาติร่วมงานกว่าพันคน
งานแสดงในปีนี้ชุมนุมความหลากหลายของ เทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค โดยล่าสุดนี้ มีบริษัทรายใหม่ยืนยันเข้าร่วมแสดงแล้ว อาทิ Bentley, TÜV SÜD, Caddy, Erico, Hoffman, Raychem, Schroff, Tracer, nVent, Damrongsilp, Siam Steel, Kangni Rail Equipment, Egis, Pt Len Industry, GMT, Duali Incorporation และ DB Schenker ขณะที่บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยังเข้าร่วมงานกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น Bombardier, CRRC, LSIS, Transdev, CRSC, Siemens, Voestalpine, Power Pusher, NuStar, Inoue Rubber, Anyang, Schneider Electric รวมถึงพาวิเลี่ยนประเทศไทย และองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ให้บริการเดินรถ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ปรึกษาโครงการ ยังมีการจัดแสดงจากพาวิเลียนสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านอุตสาหกรรมระบบรางของไทย ส่วนแสดงเทคโนโลยีใหม่ เตรียมพบโซลูชั่นสุดล้ำด้านงานระบบกลศาสตร์และไฟฟ้า สำหรับระบบรางในเอเชีย
ในขณะเดียวกันการเปิดงาน ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ได้ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Rail Car Assembly Plants Initiatives for Thailand” การริเริ่มโรงงานประกอบรถไฟในประเทศไทย มีใจความ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง เพื่อพัฒนาและขยายขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงให้ระบบรางเป็นตัวเชื่อมการเดินทางแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย และระหว่างประเทศไทยกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นงาน RAIL Asia Expo 2019 ที่จะจัดขึ้น เป็นแหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และคู่ค้าจากทั่วทุกภูมิภาค กระทรวงคมนาคมมีแนวคิดนโยบายว่า ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ภาคเอกชน “จัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในประเทศ” กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้มีการหารือร่วมกันในการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟในประเทศไทยจะเริ่มในปี 2020-2021 ซึ่งนอกจากจะมีการผลิต “Future Projects of SRT” อนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท
ประกอบรถไฟในประเทศแล้ว ในอนาคตโรงงานผลิตในไทยก็สามารถส่งออกรถไฟฟ้าไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMVได้





คาดการณ์จะจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าได้สูงถึง 3 โรงงาน มียอดการผลิตรวมสูงกว่า 900ตู้/ปีในปี 2027 การจัดตั้งโรงงานผลิต ประกอบรถไฟในไทย ในอนาคต จะสามารถลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศได้กว่า 10 เท่า จากเดิมมีการนำเข้ากว่า 70,000 ล้านบาท เมื่อมีโรงงานผลิต ประกอบในไทยจะลดการนำเข้าเหลือเพียง 6,000-7,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังลดค่าใช้จ่ายการซ่อม-บำรุงรักษา ได้อีกกว่า ปีละ 1,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเสริมให้คนไทยได้มีความรู้ในการผลิต เพิ่มการจ้างงานในระบบอุตสาหกรรมประกอบผลิตตัวรถได้อีกไม่น้อยกว่า 500 คน นอกจากนี้ยังช่วยลดการนำเข้าอะไหล่ ชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟ รถไฟฟ้าได้อีกกว่า 3,000 รายการ จากเดิมต้องนำเข้ากว่า 7,000-10,000 รายการ รวมถึงจะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถไฟในอาเซียนด้วย
นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระบบรางใหม่ในประเทศไทยว่าระบบรางถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศไทย ปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งในประเทศแบ่งออกได้เป็น การขนส่งทางถนน 87% , การขนส่งทางน้ำ 12%,ที่เหลือเป็นระบบราง 1 % ในอนาคตประเทศไทย จะมีการขนส่งระบบรางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งโครงการที่จะเห็นในเร็ววันนี้คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการรถไฟฟ้าในเมืองและปริมณฑล 10 สาย, โครงการรถไฟฟ้ารางเบาในภูมิภาค(แทรม) และระบบรางฟีด
เดอร์ จะเป็นการให้บริการในกรุงเทพ โดยนำรถเมล์ของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) เป็นฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าไปถึงที่หมายโดยรถเมล์
อนาคตภาครัฐจะต้องมีการส่งเสริมให้เกิด "ฟีดเดอร์ระบบราง" มากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ ภาคเอกชน หรือกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นผู้ลงทุนระบบรางเอง เช่น กรณี รถไฟฟ้าสายสีทอง ล่าสุด กทม. ได้เตรียมเสนอที่จะทำรางฟีดเดอร์ต่อเชื่อมจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากสถานีแบริ่งไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ(รถไฟฟ้าสีฟ้าอ่อน) ซึ่งหากมีการดำเนินการให้เป็นรูปธรรม จะทำให้ประชาชนฝั่งสมุทรปราการสามารถเดินทางด้วยระบบรางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางทิศใต้ของสนามบินได้ โดยที่ไม่ต้องเข้าสนามบินทางด้านทิศเหนือเหมือนในปัจจุบัน



ด้านนายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ กลุ่มบริหารรถไฟฟ้า การผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ปาฐกถา เรื่อง “Future Projects of SRT”แผนอนาคตระบบขนส่งทางรางไทย กล่าวว่าร.ฟ.ท. ได้รับงบประมาณหลายแสนล้านบาท ในการลงทุนยกเครื่องทางรถไฟทั่วประเทศ ระยะทางกว่า 4,000 กิโลเมตร โดยมีเป้าหมายว่าจะทำให้รถไฟไทยขนส่งสินค้าและผู้โดยสารได้รวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน รถไฟยังได้รับงบประมาณอีกเกือบ 3 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนรถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) และกรุงเทพฯ-ระยอง (รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของระบบรางประเทศไทย แต่การทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนารถไฟอย่างเดียวคงไม่คุ้มค่า ถ้าหากขาดแนวคิดเรื่องการพัฒนารูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Transit-oriented Development (TOD) หรือการพัฒนาพื้นที่โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง

ในปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีโครงการพัฒนา TOD ขนาดใหญ่และทันสมัย อยู่บริเวณ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เพราะเมื่อสถานีกลางบางซื่อเปิดให้บริการในปี 2564 ก็จะกลายเป็น Grand Station แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และของประเทศไทย สามารถรองรับการเดินทางได้ทั้งรถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงรถไฟความเร็วสูง

คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมาใช้บริการสถานีกลางบางซื่อจำนวนมาก ร.ฟ.ท. จึงมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางบางซื่อขนาด 2,325 ไร่ ภายใต้ชื่อ ‘โครงการศูนย์คมนาคมพหลโยธิน โดยการการพัฒนาจะมีตั้งแต่ระบบสาธารณูปโภค สวนสาธารณะ โรงแรม หน่วยงานราชการ ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัดจตุจักร ย่านธุรกิจ ไปจนถึงแหล่งที่พักอาศัย แต่การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจะไม่ใช่เมืองใหม่ธรรมดา เพราะ ร.ฟ.ท.ได้ ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นต้นแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้วยการใช้เทคโนโลยี 3 ด้าน คือ ด้านคมนาคม ด้านพลังงานทดแทน และโครงสร้างพื้นฐานบริการสาธารณะ เพื่อบริหารพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน ลดมลภาวะ รวมถึงช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร


โดยเบื้องต้นร.ฟ.ท. มีแผนจะเปิดประมูลศูนย์คมนาคมพหลโยธินบริเวณพื้นที่แปลง เอ ขนาด 32 ไร่ มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นแปลงแรก คาดว่าจะประกาศเชิญชวนนักลงทุนได้ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2562 และได้ผู้ชนะการประมูลภายในปีดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนสามารถพัฒนาพื้นที่แปลง เอ บางส่วน ทันกับการเปิดให้บริการสถานีกลางบางซื่อในปี 2564 จากนั้นรถไฟ ก็จะทยอยเปิดประมูลพื้นที่แปลงอื่นๆ ในศูนย์คมนาคมพหลโยธินต่อไป

26 มีนาคม 2562

สตรีมเมอร์หน้าใหม่ แนนนิ ที่ใช้ชื่อเล่นบน Nimo TV ว่า BNxNANNII

แนนนิเพิ่งมาสตรีมกับทาง Nimo TV    TV ชวนมารู้จักสตรีมเมอร์สาวตัวท็อปของไทย

กรุงเทพมหานคร- Nimo TV (นีโม่ ทีวี)
“Nimo TV” คือผู้นำด้านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ระดับสากลที่เหล่าเกมเมอร์หลายล้านคนทั่วโลก ใช้เป็นช่องทางในการเล่นเกมและสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ ทั้งยังถือเป็นชุมชนที่เกมเมอร์ ผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง และแฟนคลับผู้รับชมเกมออนไลน์ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ผ่านการใช้เทคโนโลยีโต้ตอบระดับสูงที่จะทำให้ผู้ใช้บริการได้มีโอกาสเข้าถึงการแข่งขันและทัวร์นาเม้นท์อีสปอร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีพ ทั้งยังทำให้ผู้ใช้บริการได้มีโอกาสเข้าถึงผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ตัวท็อปของภูมิภาค แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งล่าสุด ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ตัวท็อปที่ว่า ก็ได้เซ็นสัญญาในข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์การสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ กับ “Nimo TV” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

​Nimo TV จึงมีความยินดีที่จะนำเสนอเหล่าเกมเมอร์สาว ที่ความสามารถล้น เทียบเท่าความสวยของพวกเธอ เริ่มที่คนแรกกับนักกีฬาอีสปอร์ตคนเก่ง สาวสวยหนึ่งเดียว จากทีม Bacon Time อย่าง Miffy หรือ น้องมุก ที่ตอนนี้ทั้งทีม Bacon Time ได้ย้ายมาร่วมงานกับ ทาง Nimo TV ตั้งแต่  เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่ง มุก เรียกตัวเองว่าเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตเต็มตัว ด้วยความตั้งใจและความพยายาม รวมไปถึงระเบียบวินัยในตัวเอง เพราะต้องแบ่งเวลาเพื่อมาซ้อมร่วมกับเพื่อนๆ ในทีม ทำให้มุกและทีม เป็นแชมป์การแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ๆ ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ROV Throne of Glory 2017 and ROV Pro League 2018

ผู้นำด้านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเกมออนไลน์ระดับสากลตระหนักถึงการความสำคัญของเกมเมอร์ผู้หญิงในอุตสาหกรรมเกม ซึ่งจากผลสำรวจของ Newzoo.com (e-sportearning) บอกว่ามีจำนวนผู้เล่นเกมรวมกันกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก โดยครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้จะเราจะทราบกันดีว่าเกมเมอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่อัตราส่วนต่อเพศชายและหญิงมีความสมดุลกัน ซึ่งผู้หญิงคิดเป็น 46% เล่นวิดีโอเกม และ 70% เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ เกมที่ผู้หญิงชอบเล่นจะไม่ใช่เกมที่เต็มไปด้วยอาวุธเหมือนที่ผู้ชายชอบ แต่กลับถูกดึงดูดไปสู่เกมในรูปแบบการผจญภัยและปริศนา

Jasminniiiz หรือ จัสมิน สตรีมเมอร์ตัวเล็กที่ชื่นชอบเล่นเกม PUBG
คนต่อมากับ Jasminniiiz หรือ จัสมิน สตรีมเมอร์ตัวเล็กที่ชื่นชอบเล่นเกม PUBG ที่ตอนนี้มีผู้ติดตามในช่องของเธอมากกว่า 20,000 คน ซึ่งจัสมินไม่มีมีดีแค่หน้าตาน่ารัก สดใส แต่ทักษะและฝีมือการเล่นเกมส์ของเธอเรียกได้ว่าขั้นเทพ แฟนๆบางคน ยังจัดให้เธอเป็นขาโหดอีกด้วย

สตรีมเมอร์หน้าใหม่ แนนนิ ที่ใช้ชื่อเล่นบน Nimo TV ว่า BNxNANNII 

​คนสุดท้าย กับ สตรีมเมอร์หน้าใหม่ แนนนิ ที่ใช้ชื่อเล่นบน Nimo TV ว่า BNxNANNII แนนนิเพิ่งมาสตรีมกับทาง Nimo TV ได้ไม่นาน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเล่นเกมจึงทำให้เธอตัดสินใจมาเป็นสตรีมเมอร์กับ Nimo TV และเริ่มมีแฟนคลับมากขึ้นเรื่อยๆ แนนนิเริ่มจากการเป็นแฟนคลับของทีม Pinto Gaming ทีม e-sportsอันดับต้นๆ ในวงการ เมื่อทีม Pinto Gaming ย้ายไปที่ Nimo TV แนนนิจึงได้ติดตามพวกเขาต่อ และมาสร้างช่องของเธอเอง แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีทักษะการเล่นเกมที่หวือหวาเหมือนกับ Miffy หรือ Jasminniiz แต่เธอบอกว่าที่ Nimo TV แห่งนี้ เป็นที่ที่ให้การสนับสนุนสตรีมเมอร์หน้าใหม่และเป็นมิตร ทำให้เธอสามารถเล่น เรียนรู้และสร้างรายได้จากการเลือกเดินในวงการนี้

​ติดตามพวกเธอได้แล้ววันนี้ที่ Nimo TV
​Miffy: 
Juzminniiiz: 
​BNxNANNII






25 มีนาคม 2562

คณะทำงาน รมว.พม. พร้อมอธิบดี พส.

ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกติดตามการดำเนินงานนิคมสร้างตนเอง


วันที่ 25 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น. ณ นิคมสร้างตนเองบางระกำ จ.พิษณุโลก คณะทำงานแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการจัดการงานนิคมสร้างตนเอง นำโดย พลเอก วสุ  เฟื่องสำรวจ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (คณะทำงาน รมว.พม.) พลตรี เชาวเลข ชยันต์สุภาพ คณะทำงาน รมว.พม. พลตรี วีรนันท์  ทองสุก ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ นายโรมรัญ ทองอินทร์ ที่ปรึกษาคณะทำงานแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการจัดการงานนิคมสร้างตนเอง พร้อมด้วย นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (อธิบดี พส.) นายอนันต์ ดนตรี รองอธิบดี พส. ลงพื้นที่นิคมสร้างตนเองบางระกำ และ  นิคมสร้างตนเองทุ่งสาน จังหวัดพิษณุโลก 



โดยมี นางสาวโสพิญฐ์ สุวรรณหงส์ ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองบางระกำ และ นางสายสมร อ่อนแก้ว ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองทุ่งสาน จังหวัดพิษณุโลก พร้อมทีมงานให้การต้อนรับและร่วมประชุมนำเสนอข้อมูลการขับเคลื่อนการดำเนินงานของนิคมฯ





ในอกจากนี้ ยังมีนิคมสร้างตนเองในพื้นที่โดยรอบจังหวัดพิษณุโลก ได้แก่ นิคมสร้างตนเองทุ่งโพธิ์ทะเล จังหวัดกำแพงเพชร นิคมสร้างตนเองตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ และนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าร่วมประชุมด้วยดังกล่าว ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้เยี่ยมเยียนหน่วยงานในสังกัด พม. เพื่อให้กำลังใจการดำเนินงานของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ บ้านสองแคว จังหวัดพิษณุโลก อีกด้วย โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ชูชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองฯ พร้อมทีมงานให้การต้อนรับโดยพร้อมเพรียงกัน


พลเอก วสุ กล่าวว่า คณะทำงานแก้ไขปัญหาและปรับปรุงการจัดการงานนิคมสร้างตนเอง เป็นคณะทำงานที่ พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. ตั้งขึ้นเพื่อเร่งรัดหาแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมทั้งปรับปรุงการจัดการงานของนิคมสร้างตนเองให้บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากที่ดินของนิคมสร้างตนเองมีการใช้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ บ้างมีการทับซ้อนกับที่ดินของหน่วยงานรัฐ หรือมีการครอบครองที่ดินที่ไม่ถูกต้อง รวมทั้งกรณีพิพาทระหว่างประชาชนเรื่องที่ดินซึ่งมีควสมซับซ้อนทั้งด้านเทคนิค การกำหนดเขตพื้นที่ ระเบียบ กฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการของนิคมสร้างตนเอง ได้รับการแก้ไข สามารถดำเนินการตามแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายการถอนสภาพนิคมฯ ต่อไป



นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (อธิบดี พส.) 
ทางด้าน นางนภา กล่าวว่า กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ได้รับมอบให้จัดตั้งนิคมสร้างตนเองในรูปแบบและลักษณะต่างๆ ซึ่งนิคมสร้างตนเองทั้ง 5 นิคมฯ ที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ เป็นนิคมสร้างตนเองในลักษณะช่วยเหลือราษฎรโดยทั่วไป จำนวน 2 แห่ง คือ นิคมฯ ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ และนิคมฯทุ่งโพธิ์ทะเล จ.กำแพงเพชร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราษฎรไม่มีที่ดินทำกินและยากจน ส่วน นิคมฯ ลำน้ำน่าน จ.อุตรดิตถ์ เป็นนิคมสร้างตนเองในลักษณะช่วยเหลืออพยพราษฎรจากเขตน้ำท่วม จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนชลประทาน เขื่อนพลังงานไฟฟ้า และเขื่อนเอนกประสงค์ทุกแห่ง สำหรับนิคมฯ ทุ่งสาน และนิคมฯ บางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นนิคมสร้างตนองในลักษณะพิเศษเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาในทางปกครอง มุ่งส่งเสริมให้ราษฎรได้รู้จักอาชีพใหม่ๆ ที่คนไทยไม่คุ้นเคย ซึ่งสามารถยึดเป็นพื้นฐานที่มีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและขยายให้กว้างขวางต่อไปในอนาคต และเพื่อแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับราษฎร และระหว่างราษฎรกับราษฎรเอง