เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

วัน เพลส เอสเตท ส่ง "คาราเพซ หัวหิน - เขาเต่า"คอนโดหรูริมหาดหัวหิน – เขาเต่า ผ่าน EIA คอนโดเทล เจ้าแรกในหัวหิน


วัน เพลส เอสเตท เป็นเจ้าแรกในหัวหินที่ได้รับใบอนุญาตเป็นคอนโดมิเนียมเพื่อการพาณิชย์ประกอบธุรกิจโรงแรม (Commercial Condominium) กับโครงการ "คาราเพซหัวหิน - เขาเต่า" คอนโดหรูริมหาดหัวหิน - เขาเต่า หวังเขย่าตลาดที่พักอาศัย ด้วยแนวคิด “ปฏิวัติการพักผ่อน สู่ความมั่งคั่ง” การันตีผลตอบแทน ที่เลือกได้ 5% 5 ปี หรือ 7% 3 ปี โดยไม่ต้องหาผู้เช่าเองในราคาเริ่มต้นเพียง 2.99 ล้านบาท ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการมีที่พักอาศัยสำหรับการพักผ่อน และสร้างผลตอบแทนระยะยาว (Passive Income) ด้วยการเป็น “เจ้าของร่วม” กับโมเดลการบริหารงานในรูปเเบบโรงเเรม โดย BEST WESTERN PLUS ที่กระแสตอบรับดี มียอดขายแล้วกว่า 65%


นายปองพิพัฒน์ กาญจนสุพัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท วัน เพลส เอสเตท จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในโซนหัวหิน – เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ ผู้พัฒนาโครงการ “คาราเพช หัวหิน - เขาเต่า” (CARAPACE Huahin - Khaotao) เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในโซนหัวหิน – เพชรบุรี – ประจวบคีรีขันธ์ มากว่า 20 ปี ในการพัฒนาโครงการเราจึงให้ความสำคัญในการเลือกทำเลที่มีศักยภาพที่ติดทะเล ผสมผสานกับการออกแบบของสถาปนิกมืออาชีพที่ออกแบบทันสมัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า หรือผู้เข้าพักอย่างครบครัน ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่ รวมถึงกลยุทธ์ในการตั้งราคาให้ลูกค้าสามารถจับต้องได้ 
จึงจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเรียลดีมานด์ได้อย่างดีนอกจากนี้ คอนโดมิเนียมยังถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีความโดดเด่นในด้านการลงทุนมาก เนื่องจากตอบโจทย์ทั้งการลงทุนเพื่อได้รับผลกำไรจากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังมีกำไรจากการปล่อยให้เช่า ซึ่งปัจจุบันถือว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงคอนโดมิเนียมเมืองตากอากาศ ในโซนหัวหิน ชะอำ ก็เป็นเป้าหมายที่ดึงดูดนักลงทุนเป็นอย่างดี โครงการ คาราเพซ หัวหิน - เขาเต่า” จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว  โดยพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์สไตล์รีสอร์ทสูง 4 - 8 ชั้นบนพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 2,000 ล้านบาท


สำหรับรายละเอียดโครงการ คอนโดคาราเพซ หัวหิน-เขาเต่า เป็นคอนโดติดทะเลบนหาดเขาเต่า เป็นโครงการที่มีทั้ง HOTEL COMMERCIAL และ CONDOMINIUM RESIDENTIAL อยู่ในโครงการเดียวกัน ตอบโจทย์สำหรับลูกค้าที่ต้องการมีที่พักอาศัยสำหรับการพักผ่อน และสร้างผลตอบแทนระยะยาว (Passive Income) เนื่องจากที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่ติดกับชายหาด ซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนและอยู่อาศัย โดยตัวโครงการแบ่งเป็น 2 เฟส พร้อม BEACH CLUB มีทั้งสิ้นจำนวน 6 อาคาร รวม 532 ยูนิต พื้นที่แบ่งเป็น โซน A สำหรับพักอาศัย (CONDOMINIUM RESIDENTIAL) จำนวน 126 ยูนิต 
ประกอบด้วยอาคารสูง 4 ชั้น 3 อาคารมีอาคาร FITNESS แยกออกมาอีก 1 อาคาร พร้อมด้วยส่วนของ FACILITIES ขนาดใหญ่กำหนดการสร้างเสร็จภายในปลายปี 2563 และโซน B เพื่อผลตอบแทนระยะยาว  (HOTEL COMMERCIAL) จำนวน 406 ยูนิต ประกอบด้วยอาคารสูง 7 ชั้น 2 อาคาร และ 8 ชั้น 1 อาคารมีพื้นที่รองรับลูกค้า อาทิ GRAND LOBBY, ALL DAY DINNING, BALLROOM, RESIDENTAIL และ FACILITIES เป็นต้น มีกำหนดการสร้างเสร็จในปลายปี 2564 โดยในโซนเพื่อผลตอบแทนระยะยาวนั้น ทางคาราเพซ หัวหิน ร่วมกับทาง Best Western Plus นำห้องชุดมาให้เช่า ในมาตรฐานการบริการโรงแรมระดับ 4 ดาว โดยรับผลตอบแทนนาน 15 ปีการันตีผลกำไร 5% นาน 5 ปี โดยรับผลตอบแทนจากราคาซื้อขายสุทธิและเฟอร์นิเจอร์ ในปีที่ 6 ถึง ปีที่ 15 รับผลตอบแทน 60% จากกำไรสุทธิในทุกไตรมาส โดยเจ้าของห้องชุดสามารถเข้าพักได้ฟรี 15 คืนต่อปี





โครงการ “คาราเพช หัวหิน - เขาเต่า” (CARAPACE Huahin - Khaotao) คอนโดมิเนียมหรูริมชายหาดหัวหิน – เขาเต่า บนพื้นที่เกือบ 10 ไร่ ห่างจากถนนใหญ่เพชรเกษม เพียง 200 เมตร แต่ให้ความเป็นส่วนตัวและการพักผ่อนที่เงียบสงบหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมืองหัวหิน ทำให้รู้สึกเป็นเหมือนหาดส่วนตัว ที่ให้คุณสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการลงทุนที่เป็นดั่งรางวัลชีวิต พร้อมสัมผัสสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนที่หาที่เปรียบมิได้ เงียบ สงบ เป็นส่วนตัว ใกล้ชิดธรรมชาติ ติดหาดเขาเต่า

ด้านนายสุวิชัย เจนธนอรรถกิจ กรรมการบริหาร กล่าวเสริมว่า การออกแบบตกแต่งสถาปัตยกรรมของโครงการใช้แนวคิดในการออกแบบเป็น “MODERN CONTEMPORARY CONCEPT” ให้ตัวอาคารมีความทันสมัย เหมาะกับยุคปัจจุบัน ตัวอาคารมีการออกแบบให้มีสีสันหลักที่ดูเข้ม ใช้สีที่มีผิวสัมผัส (TEXTURE) เพื่อให้ผิวอาคารดูมีมิติ มีการแทรกใช้สีน้ำตาลให้กับอาคารเพิ่มความดึงดูดและสร้างความน่าสนใจให้กับตัวอาคารได้เป็นอย่างดีการออกแบบโครงการ มีการวางตัวอาคาร ให้ได้มุมมองจากพื้นที่สวนและทะเลมากที่สุด โดยการเปิด COURT ให้มีความกว้าง เพื่อเชื่อมพื้นที่ของโครงการทั้ง 2 เฟสเข้าด้วยกัน ส่วนด้านการออกแบบ FACADE อาคาร มีการใช้เส้นสายที่โค้ง ให้ดูพลิ้วไหว เพื่อให้มีความสอดคล้องกับ landscape ไปจนถึงชายหาดริมทะเล


โครงการ Carapace หัวหิน เน้นพื้นที่ส่วน Landscape ที่มากเป็นพิเศษ จึงมีพื้นที่ส่วนกลางกว่า 1,400 ตารางเมตร ทำให้เกิดพื้นที่ Landscape เป็น court  กลางขนาดใหญ่ ซึ่งรูปฟอร์มของที่ดินแปลงนี้มีความน่าสนใจ ทำให้เกิดการออกแบบสระว่ายน้ำเป็นลักษณะ Freeform อาศัยรูปฟอร์มของที่ดิน ขยายผิวน้ำให้ไหลต่อเนื่อง กลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้สระว่ายน้ำดูกว้างและมีความน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงยังมี Water Park และเครื่องเล่นขนาดใหญ่รองรับอีกด้วยพื้นที่ระหว่างโครงการไปยัง BEACH CLUB ซึ่งมี function หลักในการช่วยรองรับกิจกรรมริมหาดที่หลากหลาย จึงมีการจัดการพื้นที่เป็นลักษณะของ Multi - function ที่ปรับใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น พื้นที่ระเบียงและลานสนามหญ้าขนาดใหญ่สำหรับจัดงาน Event ได้ สระน้ำขนาดกว้างที่รองรับการว่ายน้ำปกติและสามารถใช้จัด Pool party ไปควบคู่กับ Pool-bar ที่สามารถใช้งานทั้งจากในสระและจากระเบียงสระได้
 รวมถึงซุ้มที่นั่ง ซุ้มชิงช้า ที่นั่งเปลตาข่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มความหลากหลายในการเลือกใช้งาน และเป็นมุมถ่ายภาพที่ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของโครงการได้เป็นอย่างดีอีกด้วยนอกจากนี้ ยังมีร้านกาแฟ “CaraSpace” ซึ่งในปัจจุบันร้านได้เปิดบริการแล้ว ให้บริการทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และ ของหวาน พร้อมเสิร์ฟให้กับลูกค้า ที่เยี่ยมชมโครงการอีกด้วย จากความโดดเด่นในด้านต่างๆ ที่ตอบโจทย์ จึงส่งผลให้ปัจจุบัน โครงการมียอดขายแล้วกว่า 65%

“โครงการ คาราเพซ หัวหิน-เขาเต่า พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ปฏิวัติการพักผ่อน สู่ความมั่งคั่ง (Vacation Inspires Wealth Revolution) นับเป็นอีกหนึ่งโครงการคอนโดฯ หรูที่มีความน่าสนใจ ด้วยพื้นที่ชายหาดส่วนตัว มีการแบ่งเป็นโซนที่พักอาศัยสำหรับการพักผ่อน และโซนที่สร้างผลตอบแทนระยะยาว โดยร่วมกับ Best Western แบรนด์โรงแรมระดับโลก นำห้องชุดมาให้เช่า ในมาตรฐานการบริการโรงแรมระดับ 4 ดาว ล่าสุด บริษัทได้รับ 2 รางวัล จาก ดอท พร็อพเพอร์ตี้ เซาท์อีสต์ เอเชีย อวอร์ดส์ 2019 ได้แก่ รางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมคอนโดเทลยอดเยี่ยม (Best Condotel Architectural Design) และรางวัลผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยแบบบูทีคยอดเยี่ยม (Best Low Rise Resort Condominium)

นอกจากนี้ วัน เพลส เอสเตท เป็นเจ้าแรกในหัวหินและภาคใต้ตอนบนที่ได้รับการรับรองผลการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA approved) ทั้งส่วนเพื่อพักอาศัยและคอนโดมิเนียมเพื่อการพาณิชย์ประกอบธุรกิจโรงแรม บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังในการพัฒนาโครงการเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าเป้าหมาย คาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในสิ้นปี พ.ศ. 2564

เชื่อมั่นว่า คาราเพซ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเป็นที่สนใจของทั้งผู้ที่ต้องการคอนโดมิเนียมเพื่อพักอาศัยและเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว ด้วยผลตอบแทนที่สามารถเลือกเองได้ ที่ 5% 5 ปี หรือ 7% 3 ปี โดยไม่ต้องหาผู้เช่าเอง โดยรับผลตอบแทนจากราคาซื้อขายสุทธิและเฟอร์นิเจอร์ในปีที่ 6 ถึงปีที่ 15 รับผลตอบแทน 60% จากกำไรสุทธิในทุกไตรมาส โดยเจ้าของห้องชุดสามารถเข้าพักได้ฟรี 15 คืนต่อปี ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.99 ล้านบาท” กรรมการบริหารกล่าวปิดท้าย




วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563

โครงการ รักนี้ "ให้" เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)


ดีเหลือเกิน ถ้าเราได้เดิน เคียงข้างกัน   รักนี้ "ให้" เธอ 

ชวนร่วมกิจกรรมจิตอาสา โครงการ รักนี้ "ให้" เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)
ชมรมเว็ปคลับ ไทยแลนด์ ร่วมกับสมาชิกสื่อมวลชนและองค์กรภาคี ขานรับเดือนแห่งความรัก ด้วยการจัดงาน
กิจกรรมการกุศล โครงการ รักนี้ “ให้” เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)
  จะมีขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น. ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 

โครงการ รักนี้ "ให้" เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)  ชมรมเว็ปคลับ ไทยแลนด์ ร่วมกับสมาชิกสื่อมวลชน
และองค์กรภาคี ขานรับเดือนแห่งความรัก ด้วยการจัดงานกิจกรรมการกุศล โครงการ รักนี้ “ให้” เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)  จะมีขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น. ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 




นางสาวนาริฐา จ้อยเอม ประธานชมรม เว็บคลับ ไทยแลนด์ 
นางสาวนาริฐา จ้อยเอม ประธานชมรม เว็บคลับ ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ในนามชมรม " WebClub Thailand”  
ได้จัดทำโครงการ รักนี้ ”ให้” เธอ( สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี)  กิจกรรมเพื่อการกุศล อันถือเป็น Charity No 1 ของสมาชิกชมรมเว็บคลับ ไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยสื่อมวลชนจากหลากหลายแขนง อาทิ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สำนักข่าวออนไลน์
ทางชมรม เว็บคลับ ไทยแลนด์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแบ่งปันความรัก ความเอื้ออาทร เพื่อมอบให้แก่ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม ในเทศกาลเดือนแห่งความรักนี้ จึงจัดระดมทุนทรัพย์หรือของใช้ที่มีความจำเป็นสำหรับสตรี โดยเชิญชวนองค์กรพันธมิตรหลายแห่งที่มีความประสงค์จะร่วมโครงการ รักนี้ “ให้”เธอ เพื่อคนไร้ที่พึ่ง  ซึ่งอยู่ในความดูแลของ นางปรานอม ประดิษฐกำจรชัย ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จำนวนทั้งสิ้น 438 คน อายุตั้งแต่ 18 ปีจนถึงผู้สูงวัย มีเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล 38 คน 
ทั้งนี้ "Web Club Thailand"ได้ลงพื้นที่จริง และพูดคุยกับผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ฯ พบว่ามีปัญหามากมายที่รอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญอีกจำนวนมาก ท่านสามารถเดินทางร่วมกิจกรรมหรือมอบเงินหรือสิ่งของบริจาค ในรูปแบบที่ท่านสะดวก โดยกำหนดการจัดกิจกรรม รักนี้ ”ให้”เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น. ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดย นายอุเทน ชนะกุล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และ เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ"



นางปรานอม ประดิษฐกำจรชัย ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยว่า “สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี เป็นสถานที่ ๆ ให้ความช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งหญิงตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเรื่องปัจจัย 4 อาหาร ที่พัก เครื่องใช้ที่จำเป็น การรักษาพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่พยาบาล,แพทย์ทางจิตเวชและผิวหนัง  จัดทำทะเบียนประวัติ ติดต่อญาติ ให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูสภาพจิตใจ จัดทำกิจกรรมบำบัดผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น งานหัตถกรรม ตัดเย็บ เสริมสวย และการเกษตรเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจและสามารถช่วยเหลือบุคคลอื่นได้ด้วย จำนวนผู้ที่อยู่ในความดูแลมีจำนวนทั้งสิ้น 438 คนต่อความดูแลของเจ้าหน้าที่ 38 คน” 



โดยสามารถร่วมบริจาคได้ตามช่องทางดังนี้
1.บริจาคด้วยตนเอง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น.
ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

2.โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นาริฐา จ้อยเอม
เลขที่บัญชี 7622356931 (กรุณาบันทึกช่วยจำในสลิปการโอนเงินว่า
  เพื่อโครงการ รักนี้ ให้ เธอ)
 กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมทั้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อย่างชัดเจน มาที่ Line 0815547272 (ก๊อก Btripnews)
 เพื่อดําเนินการออกใบเสร็จรับเงิน

3.สำหรับสิ่งของบริจาค สามารถส่งไปที่ กองหนึ่งใจ... เดียวกันฯ 255. ภายในบริเวณสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี ถนนราชวิถี  แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี  กทม.10400 (ส่งต่อ : สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โครงการ  รักนี้ “ให้” เธอ)  เจ้าหน้าที่ประสานงาน กองหนึ่งใจ คุณเปรม 09 1879 7982 คุณจิ๋ม 06 3192 7485
หรือ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี  7 หมู่ 2 ถนน รังสิต - นครนายก ตำบลรังสิต
อำเภอธัญบุรี ปทุมธานี 12110 โทร. 0 2577 1148
  (โครงการ  รักนี้ “ให้” เธอ) 
(เปิดรับบริจาคตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 16.00 น.)
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook : Webclub Thailand
 ชมรม เว็บคลับ ไทยแลนด์  Web Club Thailand (WCT)
7/162 บูรพา 25  ซอยเวฬุวนาราม 36 ตำบล ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210

โทร 081 5547272     งวัย มีเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล 38 คน 

ทั้งนี้ "Web Club Thailand"ได้ลงพื้นที่จริง และพูดคุยกับผู้ปกครองสถานสงเคราะห์ฯ พบว่ามีปัญหามากมายที่รอความช่วยเหลือจากผู้ใจบุญอีกจำนวนมาก ท่านสามารถเดินทางร่วมกิจกรรมหรือมอบเงินหรือสิ่งของบริจาค ในรูปแบบที่ท่านสะดวก โดยกำหนดการจัดกิจกรรม รักนี้ ”ให้”เธอ (สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น. ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดย นายอุเทน ชนะกุล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองสวัสดิภาพและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และ เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ"

นางปรานอม ประดิษฐกำจรชัย ผู้ปกครองสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เผยว่า “สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี เป็นสถานที่ ๆ ให้ความช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งหญิงตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเรื่องปัจจัย 4 อาหาร ที่พัก เครื่องใช้ที่จำเป็น การรักษาพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่พยาบาล,แพทย์ทางจิตเวชและผิวหนัง  จัดทำทะเบียนประวัติ ติดต่อญาติ ให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูสภาพจิตใจ จัดทำกิจกรรมบำบัดผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น งานหัตถกรรม ตัดเย็บ เสริมสวย และการเกษตรเพื่อให้ผู้สูงอายุมีกำลังใจและสามารถช่วยเหลือบุคคลอื่นได้ด้วย จำนวนผู้ที่อยู่ในความดูแลมีจำนวนทั้งสิ้น 438 คนต่อความดูแลของเจ้าหน้าที่ 38 คน” 

สามารถร่วมบริจาคได้ตามช่องทางดังนี้

1.บริจาคด้วยตนเอง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 10.30 น.
ณ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิง ธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

2.โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารกสิกรไทย ชื่อบัญชี นาริฐา จ้อยเอม
เลขที่บัญชี 7622356931 (กรุณาบันทึกช่วยจำในสลิปการโอนเงินว่า
  เพื่อโครงการ รักนี้ ให้ เธอ)
 กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมทั้งชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อย่างชัดเจน มาที่ Line 0815547272 (ก๊อก Btripnews)
 เพื่อดําเนินการออกใบเสร็จรับเงิน

3.สำหรับสิ่งของบริจาค สามารถส่งไปที่ กองหนึ่งใจ... เดียวกันฯ 255. ภายในบริเวณสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี
ถนนราชวิถี
  แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี  กทม.10400 (ส่งต่อ : สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี โครงการ  รักนี้ “ให้” เธอ)  เจ้าหน้าที่ประสานงาน กองหนึ่งใจ คุณเปรม 09 1879 7982 คุณจิ๋ม 06 3192 7485

หรือ สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี 130 หมู่ 2 ถนน รังสิต - นครนายก ตำบลรังสิต
อำเภอธัญบุรี ปทุมธานี 12110 โทร. 0 2577 1148
  (โครงการ  รักนี้ “ให้” เธอ) 
(เปิดรับบริจาคตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 16.00 น.)
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ Facebook : Webclub Thailand

ชมรม เว็บคลับ ไทยแลนด์  Web Club Thailand (WCT)
7/162 บูรพา 25  ซอยเวฬุวนาราม 36 ตำบล ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210
โทร 081 5547272
     

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563

ททท จัดงานโยคะยิ่งใหญ่ครั้งแรกในเชียงใหม่

ททท สำนักเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท เมคเฟรนส์ ฟอร์ยู จำกัด 


โยคะที่มีท่วงท่างดงาม  ททท สำนักเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท เมคเฟรนส์ ฟอร์ยู จำกัดจัดขึ้นฟกิจกรรม Chiangmai Yoga Art & Dance 2020 เพื่อต้อนรับวาเลนไทม์ โดยการจัดงานโยคะยิ่งใหญู่ ที่ วันนิมมาน พร้อมลมหนาวกลางใจเมืองเชียงใหม่เริ่มขึ้นในวันที่ 14-16 กพ 2563  รวมครูโยคะ  ครูสอนเต้น กว่า 30 คนทั้งในประเทศ และเอเชีย พร้อมกับคลาสฝึกฝนกว่า 50 คลาสเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาโรคต่างๆ  มีความสุข กับการฝึกโยคะ การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ขอให้ขยัน มีวินัย อดทน อย่าท้อ



งานโยคะยิ่งใหญู่ ที่ วันนิมมาน ชั้น 5 , ชั้น 1 
โดยรวมครู ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ เทคนิคพิเศษต่างๆ โดยพิเศษสุด ห้องโยคะเรืองแสง สร้างสีสันโดย AIA Vatality มาให้ความสุข สนุกสนาน ในการเล่นโยคะมากขึ้น
การจัดงาน 3 วัน 14-16 ก.พ 63 ตั้งแต่ 8.30-20.00 น พร้อมกิจกรรมมากมายภายในงาน อาทิ เช่นบูธขายสินค้าทั้งในเชียงใหม่ กรุงเทพ และต่างประเทศ บูธแสดงศิลปะของเชียงใหม่ การเพ๊นท์ร่ม การทำเครื่องเงิน กานวดแบบล้านนา และพิเศษสุด ตรวจสุขภาพฟรี เจาะเลือด เช็คเบื้องต้น โดย AIA Vatality



ติดต่อซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่
www.eventpop.me/e/6631
คนเชียงใหม่ ราคาพิเศษที่ www.asiawellness.net,

Tel/Line : 090 657 3020

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563

เปิดเบื้องหลังหนังโฆษณา สสส.

โมเดลการตลาดเพื่อสังคม


นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในวันที่ย่างสู่ปีที่ 19 นอกจากภารกิจหลักตามพันธกิจ “จุดประกาย กระตุ้น สาน และเสริมพลังบุคคลและองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีขีดความสามารถและสร้างสรรค์ระบบสังคมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ” สสส. ยังขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อแก้ปัญหาปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ แอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ การบริโภคอาหารที่ไม่ถูกตามหลักโภชนาการ การขาดกิจกรรมทางกาย ฯลฯ และภารกิจหนึ่งที่สำคัญ ของสสส. คือ การรณรงค์สื่อสารสร้างความตระหนักนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของทุกคนในสังคม


สสส. เป็นทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลัง การผลิตภาพยนตร์โฆษณาหลายต่อหลายชิ้นที่โดดเด่น สร้างการจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ ช่วยกระตุกสังคมไทย และสร้างค่านิยมใหม่ จากสโลแกนของภาพยนตร์โฆษณา ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็น “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” “งดเหล้าเข้าพรรษา” “ลดพุงลดโรค” “จน เครียด กินเหล้า” ฯลฯ และนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร สสส. ผลิตชิ้นงานโฆษณามาแล้วกว่า 250 ชิ้น เพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนรณรงค์สื่อสารสังคมของสสส. ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ สุพัฒนุช สอนดำริห์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม ที่วันนี้ถือห่วงจังหวะที่โฆษณาหลายต่อหลายตัวเพิ่งได้รางวัลใหญ่ไปมาดๆ อย่าง โฆษณา ลดเร็ว ลดเสี่ยง ชุดต่อรอง ที่ได้รับรางวัล GOLD TVC Categories ซึ่ง สสส.ได้รับ รวม 15 รางวัล และ FINAL LIST 3 รางวัล จากเวทีการประกวด Adman Awards 2019 ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของเบื้องหลังการผลิตสื่อรณรงค์ ที่กว่าจะออกเป็นผลงานเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณะ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


สุพัฒนุช สอนดำริห์ เล่าว่า กว่าจะออกเป็นผลงานเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณะงานทุก ต้องผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลก่อน มีนักวิชาการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยตรวจทาน เรื่องราว เนื้อหา และภาพที่จะสื่อสาร ขณะเดียวกันก็จะมีการระมัดระวังในการสื่อสารให้ไม่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวในเชิงห้าม หรือต่อว่าคนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า แต่จะใช้เป็นการพูดกับคนรอบข้างมากกว่า หรือแนะนำทางออกให้
“ถึงแม้ว่าเรามีการศึกษาข้อมูลเตรียมก่อนการถ่ายทำ แต่บางครั้งเราก็พบจุดที่ต้องแก้ไขระหว่างการถ่ายทำ เมื่อได้มีการตรวจเช็คทางวิชาการ อย่างกรณีแคมเปญ “สิ่งเล็กๆ ที่สร้างลูก” สปอตโฆษณาชุด “จ๊ะเอ๋” ที่สร้างความเข้าใจให้พ่อแม่ในการเล่นกับลูกที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ เพราะสมองเด็กได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่น เรื่องการอดทนรอคอยจากการปิดและเปิดหน้าของพ่อแม่ โดยจำลองชีวิตคนขับแท็กซี่ พ่อแม่พยายามเล่นจ๊ะเอ๋กับลูก แต่เมื่อถ่ายเสร็จ ปรากฏว่า ไม่ผ่าน เพราะเล่นจ๊ะเอ๋เร็วไป ต้องเว้นช่วงเวลาให้สมองเด็กได้ประมวลผล ที่จะทำให้เด็กได้รับรู้การคงอยู่ของพ่อแม่แม้จะมองไม่เห็น สุดท้ายต้องถ่ายฉากนี้ใหม่” สุพัฒนุช กล่าว


หรือตัวอย่างของโฆษณา "จน เครียด กินเหล้า" เมื่อออนแอร์ปรากฏว่า มีทั้งกระแสบวกและลบ กลายเป็นเรื่องล้อเล่นในวงเหล้า จึงต้องทำโฆษณาต่อในภาค 2 เพื่อจะบอกกับสังคมว่า เมื่อไม่ดื่มเหล้าชีวิตจะดีขึ้นอย่างไร และครั้งหนึ่งที่ทำโฆษณา “คุณมาทำร้ายฉันทำไม” เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ประสบความสำเร็จสูงมาก สังคมมีพื้นที่ปลอดบุหรี่ แต่ถ้ามาตอนนี้เด็กรุ่นใหม่คงนึกไม่ออกว่าเคยมีการสูบบุหรี่ในร้านอาหารได้
ส่วนเรื่องที่ยากสุดในการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม คือ “เรื่องความเร็ว” จากทำวิจัย พบว่า คนขี่มอเตอร์ไซค์จะรู้สึกว่าขับสนุกเพราะลู่กับลม เหมือนกับการเล่นเกม ดังนั้นการทำโฆษณาชุด “วิสัยทัศน์อุโมงค์” จำลองให้เห็นภาพว่า เมื่อขับรถเร็วจะมองไม่เห็นด้านข้าง พอโฆษณาออกไปก็มีคนมาถกเถียงกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แล้วก็มีคนเอาคลิปจริงที่ได้ทดลองมาเผยแพร่ ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องจริง
ทั้งนี้ ระบบของการทำงานจะต้องมีตัวชี้วัดและประเมินผล เพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น ซึ่งการทำแคมเปญโฆษณาของ สสส. จะสำรวจข้อมูลก่อนและหลังแคมเปญออกไป โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ พฤติกรรมคนในสังคมเปลี่ยนไป 20 % เช่น แกว่งแขนลดพุง แคมเปญ สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก (จ๊ะเอ๋) แคมเปญเชื้อดื้อยา แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางเรื่องประเมินยาก เช่น ลดความเร็ว หน่วยงานที่ดูแลถนน คือ กระทรวงคมนาคม การจับปรับเป็นเรื่องตำรวจ หรือเรื่องเหล้าตัวเลขคนดื่มเหล้าลดลง ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องภาวะเศรษฐกิจ และอื่นๆ


อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า สสส. ถูกตั้งคำถามจากสังคมในเรื่องการใช้งบประมาณจำนวนมากในการทำหนังโฆษณา ซึ่งในประเด็นนี้ สุพัฒนุช ชี้แจงว่า สสส. ใช้ระบบเดียวกับราชการ คือ จัดซื้อตรงโดยไม่ผ่านบริษัท เอเจนซี่ และยังได้รับความร่วมมือจากสื่อที่เข้าใจและมีวิสัยทัศน์ร่วม ทำให้ราคาซื้อสื่อลดลงถึง 20-40 % เมื่อเทียบกับที่บริษัทเอกชนซื้อ หรือ การทำไทน์ อิน (Tie in) ในทีวี สสส. เริ่มเป็นหน่วยงานแรกที่จะมีป้ายตั้งโต๊ะและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่เป็นความร่วมมือระหว่างกัน
“สสส.ได้รางวัลเยอะเราไม่อยากโชว์ แต่อยากแชร์มากกว่า เบื้องหลัง เรามีภาคีที่ทำงานอย่างหนัก เพื่อเป้าหมายเดียวก็ คือ คนไทยมีสุขภาวะที่ดี เราทำงานแบบพาร์ทเนอร์กับครีเอทีฟ โดยเขาไม่มองว่า เงินที่ได้น้อยกว่าบริษัทเอกชน แต่มองว่า ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างไรมากกว่า ซึ่งเป็นเสน่ห์ของความร่วมมือ กลายเป็นงานที่เราไม่ต้องจ่ายเงินตลอดเวลา ส่วนหนึ่งที่จะพบว่า เป็นงบประมาณพิเศษเพื่อสังคมจริงๆ แต่คนส่วนใหญ่คิดว่า สสส. ทำแต่โฆษณา จริงๆ สื่อเป็นพียงเครื่องมือที่เราใช้ออกแบบ เปลี่ยนแปลงสังคมปรับทัศนคติ” สุพัฒนุช กล่าว


ภาพยนตร์โฆษณา สสส. ถ่ายทอดมิติอีกด้านโมเดลของการตลาดเพื่อสังคมที่น่าเรียนรู้ จนตกผลึก สามารถสร้างค่านิยมใหม่ให้สังคมนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี ทั้งนี้ สสส. บริหารจัดการงบประมาณอย่างสมเหตุสมผล และพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้สู่หน่วยงานภาครัฐด้วยกัน โดยหวังว่าองค์กร สสส. จะเป็น อะคาเดมี่ หรือศูนย์เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณได้ในอนาคต

เอ.พี. ฮอนด้าเผยรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบกิจกรรมในโครงการ “สังคมหัวแข็ง” ปี 4

 โรงเรียนหัวแข็ง

เมื่อวันที่ 23-24 มกราคม ที่ผ่านมา ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร, คุณนิภา พานน้อย ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพลานามัยนักเรียน สำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ คุณอรุณรัตน์ วัฒนผลิน ผู้จัดการโครงการความปลอดภัยทางถนน องค์การช่วยเหลือเด็กประจำประเทศไทย (Save the Children Thailand) ได้ร่วมคัดเลือกผลงานผู้ผ่านเข้ารอบในกิจกรรมภายใต้โครงการ สังคมหัวแข็งปีที่ 4 ประกอบด้วยกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี “วาดฝันไว้ในหมวกกันน็อก” ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเยาวชนทั่วประเทศ และกิจกรรมการประกวดแผนการรณรงค์การสวมหมวกกันน็อก “โรงเรียนหัวแข็ง” ที่คณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนทั่วประเทศได้ร่วมส่งแผนงานเข้ามาเป็นจำนวนมาก 
โดยผู้สมัครสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกนี้ได้ที่ www.facebook.com/aphondahelmetproject และwww.aphonda.co.th/HelmetProject



ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก จะลงทำการแข่งขันในระดับภูมิภาคใน 4 จังหวัดใหญ่ โดยมีกิจกรรมสุดพิเศษมากมายให้ผู้เข้าร่วมได้สนุกกัน และยังมีศิลปินชื่อดังมาร่วมสร้างความสุขด้วย
อาทิ เสนาหอย และโก๊ะตี๋ ตามกำหนดการดังต่อไปนี้

ภาค วันที่ สถานที่ จังหวัด
ใต้ อา. 9 ก.พ. 63 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช
ตะวันออกเฉียงเหนือ ส. 15 ก.พ. 63 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น
เหนือ อา. 23 ก.พ. 63 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พิษณุโลก 
กลาง อา. 8 มี.ค. 63 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต นนทบุรี



สำหรับโครงการสังคมหัวแข็ง เริ่มต้นขึ้นโดย เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขับขี่หรือซ้อนรถจักรยานยนต์ ภายใต้กฎเหล็ก 3 ข้อ “ขี่ซ้อนเราใส่ ใกล้ไกลเราใส่ ใครไม่ใส่เราไม่ยอม และ
ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจนถึงปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563

"Digital Day : D-Day"



กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดกิจกรรม Digital Day : D-Day ปั้น ปรุง เปลี่ยน  SMEs ให้ดีพร้อมเพื่อเตรียมเข้าสู่ยุค  ดิจิทัล 5G
  • ขอเชิญท่านผู้ประกอบการ เข้าร่วมงาน Digital Day : D-Day ปั้น ปรุง เปลี่ยน  SMEs ให้ดีพร้อมเพื่อเตรียมเข้าสู่ยุค  ดิจิทัล 5G 
  • โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน
  • พร้อมรับการวินิจฉัยจากที่ปรึกษาของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมรับซอฟต์แวร์เพื่อธุรกิจ 6 เดือน -1 ปี ฟรี 
  • พบกับการสัมมนา หัวข้อ การปรับตัวของ SMEs ไทย ในยุค Digital Transformation โดย นายไผท ผดุงถิ่น CEO & Co-Founder จากบริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด และบริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป จำกัด
  • วันที่ 30 มกราคม 2563  เวลา 12.30-17.00 น. 
  • ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 3
+++++++++++++++++++++++++++
จัดโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่นั่งจำนวนจำกัด
สามารถลงทะเบียนสำรอง ได้ 2 ช่องทาง
1. สแกน QR Code
2. ลงทะเบียน Online ผ่านลิงค์






วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ เจ้าของร้านเป็ดย่างดัง “โฟร์ซีซั่นส์” ในไทย

แม่ทัพใหญ่ ทุ่มเท ทุ่มทำอย่างตั้งใจ


หลังประสบความสำเร็จมากมายกับการเปิดตัวโครงการ “เรียนจบ พบงาน”  ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ
ณ บริเวณลานด้านหน้ามูลนิธิควง อภัยวงศ์ เมื่อวันก่อน โดยมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมโยงงาน/ที่ฝึกงานและการยกระดับทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับยุค Digital Transformation ได้ง่ายๆ ผ่าน  “@DemTum” 
ฝ่าวิกฤติคนไทยตกงาน ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของหัวหน้าทีมอย่าง  “นายปริญญ์ พานิชภักดิ์”

วันนี้ ทีมงานมีโอกาสได้พบ  “ดร.ปริญญ์” ถึงเรื่องราวที่ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองตามรอยบิดา ในฐานะหัวหน้าทีมและทีมเศรษฐกิจของพรรค  ซึ่งบทบาทหน้าที่สำคัญ ในการเป็นคลังสมองให้พรรค และยังมีประสบการณ์อยู่ในแวดวงกลุ่มคนทำสตาร์ทอัพ โดยมีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงกลุ่มคนทำสตาร์ทอัพเทรนด์ของกลุ่มคนที่มารวมตัวกันนำเสนอความคิดทางธุรกิจอันแปลกใหม่  เพื่อ
นำไประดมทุน เทรนด์ สตาร์ทอัพ เกิดขึ้นและเป็นกระแสโดยเฉพาะเอเชียและประเทศไทย


แนวคิดในการพัฒนาแอพพลิเคชัน เรียนจบ พบงาน ใช้ชื่อว่า @DEMTUM  เกิดจากการมองเห็นปัญหาของนักศึกษาหลายคนที่เรียนจบแต่ตกงาน เพราะขาดโอกาส  ในการเข้าถึงงาน ในขณะที่บริษัทเองก็ขาดแรงงานฝีมือ  โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงาน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Apprentices/ Internships) ก่อนที่จะเรียนจบ

ในขณะที่บริษัทผู้ประกอบการ ได้ประโยชน์จากการได้เด็กฝึกงานมาช่วยกิจการและได้เห็นถึงศักยภาพการทำงานในสนามจริง สามารถตัดสินใจจ้างงานในอนาคต  แอพพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้นักศึกษาได้ พบงานที่ดี บริษัทหรือองค์กรต่างๆ นโยบายทางด้านการศึกษาจะเข้ามามีส่วนในการช่วยพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แนวทางด้านการทำงานและสร้างแรงบันดาลใจโดย CEOs หรือตัวแทนบริษัทที่เป็นไอดอลแต่ละภาคส่วน อาทิเช่น คุณโด่ง CEO และผู้ก่อตั้ง ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ค่ายอสังหาฯ รวมไปถึงศิลปิน ตู่ ภพธร เณอปรางค์ แก้ว ตาหวานจาก BNK48, ผู้กำกับชื่อดัง
อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตรนักธุรกิจรุ่นใหม่  คุณเมย์ AfterU  มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพที่ทำ มาตรฐาน คุณภาพ และความโปร่งใส เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มาในงานได้ร่วมพูดคุย ซักถาม โดยมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การคิดต่าง เป็นสิ่งสร้างสรรค์ และทำให้เกิดการพัฒนา


นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ เริ่มเล่าต่อว่า  จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีจำนวนผู้ว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาของตลาดงานยุคเก่าที่ประสบผลกระทบจากยุคของ Digital Transformation  การจัดโครงการนี้เพื่อตอบโจทย์สังคมที่นักศึกษาในปัจจุบันที่เรียนจบแล้วตกงาน มากกว่าที่จะหางานทำได้ ปัจจัยการตกงานมาจากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่แปรเปลี่ยนไป  ปัจจุบันหุ่นยนต์มาแย่งงานคนเยอะมาก งานก็เปลี่ยนแปลงไปอีกทั้งนายจ้างก็มีวิธีการจ้างคนแบบใหม่ ลักษณะที่จ้างคนก็เปลี่ยนแปลงไป บางทีนักศึกษาที่เรียนเก่งวิชาการแค่ไหน บางทีไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีประสบการณ์จริง ไม่มีการฝึกงานก็จะหางานไม่ได้

เพราะฉะนั้น โครงการ เรียนจบ พบงาน ทีมงานตั้งใจที่จะให้นักศึกษาที่มีความตั้งใจ ขวนขวายสถานที่ฝึกงานในช่วงปิดเทอม หรือกำลังเรียนอยู่ และพอมีเวลาในการทำงานพาร์ทไทม์ หรือแม้กระทั่งคนที่เรียนจบแล้วก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้  โครงการนี้จะแมทช์สำหรับคนที่หางาน หรือหาพื้นที่ฝึกงานกับบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจหรือรัฐ ที่พร้อมจะรับเด็กเข้าไปช่วยเทรนด์ กระบวนการฝึกงานนี้ก็จะมีโครงการช่วยสอนสมรรถนะที่โลกยุคใหม่ต้องการ เช่นเรื่องภาษา การตลาด แขนงงานด้านกม. อยากให้ความสำคัญตรงนี้ ทุกคนทราบดีว่าเศรษฐกิจปีนี้ค่อนข้างยากและฝืด แต่งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข ทางทีมเศรษฐกิจคิดว่า หากต้องการจะหางานอยากสนับสนุนให้โครงการนี้ เป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อนให้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้เบาลง

การตั้งเป้า โครงการ เรียนจบ พบงาน
เรื่องการตั้งเป้าหมายในการช่วยแก้ไขปัญหาการตกงานนั้น  นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า  เราหวังว่าจะสร้างงาน 100,000 ตำแหน่ง โดยได้พูดคุยกับเอกชนหลายพันบริษัท บริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาร่วมกับโครงการ 100 กว่าบริษัท เช่นกลุ่ม เซ็นทรัล กลุ่มสยามพิวรรธน์ จำกัดกลุ่มสยามพารากอน ไอคอนสยาม หัวเหว่ย กลุ่มปตท. กลุ่มซีพี ทรู แม้กระทั่ง กลุ่ม SME ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ทางด้าน บล็อกเชน เหล่านี้ พร้อมและมีพื้นที่ที่จะให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานได้


​ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขาดแรงงานฝีมือ และการสร้างทรัพยากรมนุษย์  จึงไม่ใช่งานของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชนและ NGOs ที่จะต้องร่วมมือกันช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่แรงงานยุคเก่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดานักศึกษาจบใหม่ที่พบปัญหาเดียวกัน จากระบบการศึกษาเดิมที่อาจจะขีดกรอบให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ควรจะเป็นในโลกของงานยุคนี้ เฉกเช่นเดียวกันกับในหลายบริษัทเอง ขาดแรงงานฝีมือดี โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่จะทำให้ระบบนิเวศน์ของตลาดงานไทยเดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
ทั้งนี้การที่นักศึกษาคนรุ่นใหม่เรียนจบแล้วพบงานได้นั้น ต้องผ่านการฝึกงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้นอกห้องเรียน ก่อนที่จะเรียนจบ บริษัท/ผู้ประกอบการเองก็จะได้ประโยชน์จากการได้เด็กฝึกงานมาช่วยกิจการและได้ดูศักยภาพการทำงานในสนามจริง/เรียนรู้นิสัยใจคอของเด็กระหว่างฝึกงานด้วย เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจการจ้างงานในอนาคตได้ แต่ปัจจุบันนี้ นักศึกษาหลายคนยังไม่สามารถหาที่ฝึกงานที่ดีได้ และผู้ประกอบการเองก็ไม่สามารถรู้จักความสามารถที่แท้จริงของคนสมัครงานใหม่ ๆ ดังนั้นการมาพบกัน (matching) ในช่วงเวลาก่อนนักศึกษาจะเรียนจบจึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และนักศึกษาอาจมีรายได้เสริมระหว่างเรียนอยู่ได้อีกด้วย


นึกถึงศูนย์กลางสตาร์ทอัพ นึกถึง Prinnp
คงจะไม่เกินเลยไปกับการทุ่มเทสุดตัวของแม่ทัพใหญ่ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ กับสิ่งที่เขาคาดหวัง “.....เราหวังว่า เราจะเป็นศูนย์กลางของคนที่ต้องการอาวุธด้านธุรกิจ ให้มาที่เรา หรือนึกถึง prinnpทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์  อยากเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี บางทีแต่ละหน่วยงาน อย่าง กระทรวงพาณิชย์ มีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ ดีป้าของกระทรวงดิจิทัลอเคเดมี่ ก็ไปด้านหนึ่ง กระทรวงอว. ก็สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักนายกฯ ก็ทำสตาร์ทอัพ ทีซีดีซีก็ทำเรื่องสตาร์ทอัพ ก็ไปคนละด้าน ผมจะดึงทั้งหมดนี้มาว่า ใครมีอะไรดีบ้าง จะได้รู้ว่า ไปที่ไหนดีและเร็วสุด

คนชอบคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ หรือทีมเศรษฐกิจ หรือในอดีตชอบดีแต่พูดไม่ทำหรือมีแต่คนเดินออกหรือเลือดไหล แต่จริง ๆ คนหล่อ คนสวยก็เดินเข้ามาทำกิจกรรมดีดีที่พรรค คนอย่างบีเอ็นเคสี่สิบแปดมาด้วยใจ ทุกคนที่มาเขาเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีกับพรรคของเราไม่ใช่มีแต่เดินออก คนเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีก็มีมาก เงินก็ซื้อไม่ได้

ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร 73 ปีของพรรคไม่เคยมีแบบนี้ ประวัติศาสตร์ที่กลุ่มคนแบบนี้เข้ามา บางคนบอกว่ายังเป็นไดโนเสาร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย เขาเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่คุณจุลินทร์ ยังกล้าให้ผมมาเป็นรองหัวหน้าพรรค ฯ คนแรกที่ในประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ที่จากเอกชนโดดเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ

ผมเป็นคนแรกที่เป็นแบบนั้นและทางพรรคให้อิสรภาพในการทำงานเต็มที่ ถ้าคุณขยันทำงานและไม่โกงกิน ทำงานให้เต็มที่ เราก็ทำงานเต็มที่ได้

คณะกรรมการ 10 กว่าคนในทีมเศรษฐกิจมิติใหม่ของการเมืองของเราคือ เรานำคนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาอยู่ในทีมเศรษฐกิจด้วยมากขึ้น เราดึงคนที่มีกูรูความรู้แต่ละด้านเข้ามาช่วย ด้านเมืองจีน ก็มีรศ.ดร.อักษรศรี พาณิชย์สาม ด้านพลังงานสีเขียว คุณอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ จากเชลล์ คุณหนึ่งปรมินทร์ อินโสม คนที่เขียน เรื่องบล็อกเชนคนแรก เราเชิญคนที่เก่งแต่ละสาขาเข้ามาอยู่ ในยคนี้ คุณเก่ง ข้ามาคนเดียวไม่ได้แล้ว โมเดลของเรา ....
สนใจ ติดต่อสาขาพรรค หรือไลน์ไอดีนี้เลย ....” นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวท้ายสุด นึกถึงศูนย์กลางสตาร์ทอัพ นึกถึง @prinnp


คงจะไม่เกินเลยไปกับการทุ่มเทสุดตัวของแม่ทัพใหญ่ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ กับสิ่งที่เขาคาดหวัง “  เราหวังว่า เราจะเป็นศูนย์กลางของคนที่ต้องการอาวุธด้านธุรกิจ ให้มาที่เรา หรือนึกถึง prinnpทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์  อยากเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี (SME)

บางทีแต่ละหน่วยงาน อย่างเช่น กระทรวงพาณิชย์ มีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ ดีป้าของกระ
ทรวงดิจิทัลอเคเดมี่ ก็ไปด้านหนึ่ง กระทรวง อว.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักนายกฯ ก็อาจมีการทำสตาร์ทอัพ ทีซีดีซี ก็ทำเรื่องสตาร์ทอัพ ต่างทำไปคนละด้าน ผมจะดึงทั้งหมดนี้มาว่า ใครมีอะไรดีบ้าง จะได้รู้ว่า ไปที่ไหนดีและเร็วสุด

คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ หรือทีมเศรษฐกิจ หรือในอดีต ดีแต่พูด ไม่ทำ หรือมีแต่คน
เดินออกหรือเลือดไหลออก ที่แท้จริง คนหล่อ คนสวย ก็เดินเข้ามาทำกิจกรรมดีดีที่พรรคมากมา
อย่างศิลปินชื่อดัง  BNK48 ก็เดินทางมาร่วมงานด้วยใจ ศิลปินและทุกผ่ายที่มาเขาเข้ามาร่วมกิจกรรม
ดีดีกับพรรคของเราในครั้งนี้  จริงๆ แล้วไม่ใช่มีแต่เดินออก คนเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีก็มีมาก มาด้วยใจที่จะช่วยให้สังคมพัฒนา เป็นเรื่องที่เงินก็ซื้อไม่ได้ครับ

ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร 73 ปี ที่ผ่านมาของพรรคไม่เคยมีแบบนี้ ครั้งนี้ผมว่าเป็นประวัติศาสตร์ ที่กลุ่มคนนี้เข้ามาบางคนบอกว่ายังเป็นไดโนเสาร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยครับ  เขาเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่ คุณจุลินทร์ ยังกล้าให้ผมมาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ คนแรกที่ในประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ จากเอกชนโดดเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ

ผมเป็นคนแรกที่เป็นแบบนั้นและทางพรรคให้อิสรภาพในการทำงานเต็มที่ ถ้าคุณขยันทำงานและไม่โกงกิน ทำงานให้เต็มที่  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยคณะกรรมการ 10 กว่าคนในทีมเศรษฐกิจมิติใหม่ของการเมืองของเราคือ เรานำคนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาอยู่ในทีมเศรษฐกิจด้วยมากขึ้น เราดึงคนที่มีกูรูความรู้แต่ละด้านเข้ามาช่วย ด้านเมืองจีน ก็มีรศ.ดร.อักษรศรี พาณิชย์สาม ด้านพลังงานสีเขียว คุณอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ จากเชลล์ คุณหนึ่งปรมินทร์ อินโสม คนที่เขียน เรื่องบล็อกเชนคนแรก เราเชิญคนที่เก่งแต่ละสาขาเข้ามาอยู่ ในยคนี้ คุณเก่ง ข้ามาคนเดียวไม่ได้แล้ว โมเดลของเรา

สนใจ ติดต่อสาขาพรรค หรือไลน์ไอดีนี้เลย @prinnp
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวท้ายสุด



นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทันสมัย
เพื่อเปิดโอกาสให้กับตนเองและใครก็ได้ หรือคนรุ่นใหม่ที่กล้าเปิดใจ ที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงาน  พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจจริง วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ ทีม “เศรษฐกิจทันสมัย” พรรค ปชป. จัดอีกหนึ่งกิจกรรม คือ งานติดอาวุธให้กับนักธุรกิจยุคใหม สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นอาชีพที่หลายๆ คนในยุคใหม่ ไขว่คว้าอยากจะเป็นผู้ประกอบการเอง จะมีนักธุรกิจชื่อดังมาสอนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การระดมทุน กฎหมาย การตลาด ประชาสัมพันธ์ ออนไลน์ ฯลฯ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา อาทิ คุณเต้ ภิรมย์ภักดี เจ้าของสิงห์เวนเจอร์ ทายาทเบียร์สิงห์, เจ้าของร้านอาหาร โอ้กับจู๋ คุณอู๋ ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมถึงติดตลาดขายดี, เจ้าของซูเปอร์ริช เจ้าของตลาดค้าเงินตรา ที่มีการแข่งขันสูงมาก เขาแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น

โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดงาน

ณ มูลนิธิควง อภัยวงศ์ พระราม 6 (ติดกับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ)
#ปริญญ์พานิชภักดิ์
Prinn Panitchpakdi