เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

คนพิการเฮ! รับเงินเยียวยา 1,000 บาท วันนี้


วันนี้ (29 พ.ค. 63) เวลา 09.00 น. นางธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ได้ดำเนินการทยอยจ่ายเงินเยียวยาคนพิการ 1,000 บาท รอบแรกแล้ว วันนี้ (29 พ.ค. 63) ย้ำเชื่อมั่นถึงมือคนพิการอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตั้งแต่ช่วงเวลา 00.00 น. ของวันนี้ เป็นต้นไป ทั้งบัญชีธนาคารกรุงไทยและต่างธนาคาร ซึ่งเป็นการจ่ายครั้งเดียว โดยกรมบัญชีกลาง ได้โอนเงินเข้าบัญชีคนพิการโดยตรง จำนวนกว่า 1,600,000 คน ภายในวันนี้ (29 พ.ค. 63) และในส่วนคนพิการ ที่ไม่มีบัญชีธนาคาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล และ อบต.) จ่ายเป็นเงินสด ให้กับคนพิการจำนวนกว่า 300,000 คน คาดว่าจะจ่ายแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2563
 
ทั้งนี้ สำหรับคนพิการที่ไม่ได้รับเบี้ยความพิการ กว่า 60,000 คนทั่วประเทศ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) จะโอนเงินเข้าบัญชีคนพิการโดยตรง หรือจ่ายเป็นเงินสดให้กับคนพิการ คาดว่าจะจ่ายแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2563 อย่างไรก็ตาม หากหลังจากวันที่ 15 มิถุนายน 2563 คนพิการยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว สามารถตรวจสอบสิทธิได้ที่เว็บไซต์ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ www.dep.go.th ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2563 หรือติดต่อกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โทร 0 2354 3388 ต่อ 304, 307 หรือสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทั่วประเทศ

มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ได้ร่วมมอบ เจลแอลกอฮอล์

วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 เวลา 16.00 น. พระเดชพระคุณพระเทพสุวรรณเมธี, รศ.ดร. 

เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร   รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร เมตตาเป็นประธานโครงการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) พร้อมด้วยองพจนกรโกศล ดร. (พิสิษฐ์ เถี่ยนบ๊าว) เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ และพระมหาวิจิตร กลฺยาณจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒาราม ประธานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1 นายบุญเชิด  กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม 


สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ร่วมกับ วัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒธาราม ได้ร่วมมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ณ วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆศ นครปฐม


การนี้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ได้ร่วมมอบ เจลแอลกอฮอล์ ขนาด 50 ml. จำนวน 200 หลอด และสบู่สมุนไพร อิงอิง จำนวน 300 ก้อน เพื่อแจกให้กับประชาชนในครั้งนี้ด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“ซีพี แบ่งกัน ปันอิ่ม” มอบอาหารมื้อเย็น


ซีพีแรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ซีพี แบ่งกัน ปันอิ่ม” มอบอาหารมื้อเย็นแก่ชาวชุมชนมักกะสัน ช่วยแบ่งเบาภาระ บรรเทาความเดือดร้อน กว่า 1,000 ครัวเรือน พร้อมส่งความห่วงใยในยามวิกฤตโควิด-19

ซีพีแรม ร่วมกับ เครือซีพี และบริษัทในเครือ นำอาหาร น้ำดื่ม ข้าวสารไปมอบให้แก่ชาวชุมชนมักกะสัน 6 แห่ง ได้แก่ ชุมชนริมคลองสามเสน, ชุมชนโรงเจมักกะสัน, ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน, ชุมชนหลังวัดมักกะสัน, ชุมชนบ้านพักนิคมรถไฟมักกะสัน และชุมชนริมบึงมักกะสันซอยรัชฎภัณฑ์ เพื่อแบ่งเบาภาระและความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 และเป็นการต่อยอด โครงการ “ซีพี แบ่งกัน ปันอิ่ม” ที่ได้จัดกิจกรรมแจกอาหารมื้อเย็นพร้อมน้ำดื่มให้แก่ประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบอาคารทรู ถนนรัชดาภิเษก ตลอดเดือนพฤษภาคม โดยพี่น้องคนไทยในพื้นที่ล้วนปราบปลื้มใจ และดีใจที่ไม่ทอดทิ้งแม้เป็นช่วงเวลาแห่งมรสุม หวังว่าทุกคนจะมีแรงใจ และแรงกายผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในการนำอาหารเข้าไปแจกจ่ายให้ชาวชุมชน ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตราชเทวี โดยมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัย จัดระยะห่างในการต่อคิวรับอาหาร และการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ณ จุดตรวจคัดกรอง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ชาวชุมชนทุกคนที่มารับอาหารต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

OXQ ปล่อยทีเซอร์แรก เพลง ‘ผมเองครับ(ME)’


ก่อนชม มิวสิค วิดีโอ พร้อมกัน 4 มิ.ย. นี้Single “ผมเองครับ(ME)” ของ 5 หนุ่ม OXQ (ordinary x quake) กับโปรเจ็ค Boy Group จาก Motive Village (โมทีฟ วิลเลจ) หมู่บ้านแห่งเอ็นเตอร์เทนเมนท์ 360 องศา ซึ่งนับเป็นอีกย่างก้าวให้ พาเวล-นเรศ พร้อมเผ่าพันธุ์, นาย-กรชิต บุญสถิต์ภักดี, จุง-อาเชน ไอย์ดึน, โดม-วรนาถ รัตธนภาส และ เบน-เบญจมินทร์ เบรเซียร์ ได้พิสูจน์ฝันบนเส้นทางสายบันเทิง ที่ทั้ง 5 หนุ่ม ต่างตั้งใจและพยายามทำออกมาให้ดีที่สุด


ล่าสุดไม่รอช้า OXQ จึงได้ปล่อยทีเซอร์ 30 วิ. มาให้ชมกันก่อน ในจังหวะเพลงที่สนุกๆเต้นตามได้แบบน่ารักๆ เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ของเพลง “ผมเองครับ(ME)” ไปในโทนสีสันที่สดใส เป็นเหตุการณ์น่ารักๆ เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ทั้ง 5 หนุ่ม เกิดมาปิ๊งสาวคนเดียวกัน และแต่ละคน ก็อยากที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับเธอคนนั้น แต่ไม่กล้าเดินไปบอกเธอตรงๆ จึงพยายามหาวิธีเพื่อจะเข้าหา โดยที่ไม่ให้เธอรู้ตัว ตามคาแร็คเตอร์ของแต่ละคน  เชื่อว่าแฟนๆเห็นทีเซอร์นี้เป็นต้องอมยิ้มตามกันอย่างแน่นอน




5 หนุ่ม พาเวล, นาย, จุง , โดม และ เบน ขอฝากผลงานเพลง “ผมเองครับ(ME)” ในนาม OXQ ที่พวกเขาตั้งใจและมุ่งมั่น อยากให้คนชม คนฟัง ชื่นชอบ อยากให้ช่วยติดตามและคอมเม้นท์กันเข้ามา เพื่อเป็นแรงผลักดันให้พวกเขามีพลังในการทำงานต่อไป เพื่อทำให้ OXQ เป็นอีกหนึ่งสีสัน ที่มาสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนมีความสุข และหากทำให้หัวใจใครต้องสั่นไหวได้บ้าง ก็ยิ่งเพิ่มแรงผลักดันให้พวกเขามีกำลังใจยิ่งๆ ขึ้นไป

ชมทีเซอร์ เพลง “ผมเองครับ(ME)” ของ 5 หนุ่ม OXQ ได้แล้ววันนี้ ที่ https://youtu.be/hWSdMVWdttI
Youtube : MotiveVillageOfficial
Facebook : Motive Village
Instagram : motive village Official
Twitter : MotiveVillageOfficial
ติดตามไลฟ์สด พร้อมเตรียมชม มิวสิค วิดีโอ พวกเขา OXQ ได้ในวันที่ 4 มิ.ย. 2563 เวลา 20.00 น. ได้ทาง Youtube : MotiveVillageOfficial และ Facebook: Motive Village
PRESENTED BY MOTIVE VILLAGE LABEL


#OXQ #ผมเองครับ #โอเอ็กซ์คิว #ME #MotiveVillage #ordinaryxquake
#พาเวลOXQ #จุงOXQ #นายOXQ #โดมOXQ #เบนOXQ

วิิริยะประกันภัยสนับสนุน สน.ลุมพินี บริจาคเครื่องบริโภคใส่ "ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ"


พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี รับมอบสิ่งของเครื่องบริโภคสนับสนุน
“ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ” จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)   โดยมี นางแก้วใจ เชาว์รัตนพิเศษ
ผู้จัดการสาขาลุมพินี และ นางสาวสุพรรณา รัชฎาภรณ์กุล  ประธานชมรมตัวแทนสาขาลุมพินี ร่วมกัน
นำทีมวิริยะจิตอาสาในพื้นที่ส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน อาทิ ข้าวสาร บะหมี่
กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม เป็นต้น ณ สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร


​โครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ต้องการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจัดให้มีโครงการ "ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ"


เพื่อนำมาจัดวางไว้ที่บริเวณหน้า สถานีตำรวจนครบาลทั่วกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้บริษัทฯในฐานะภาคเอกชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ ลุมพินี จึงขอเป็นส่วนหนึ่งการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมและประชาชน ผู้เดือด
ร้อนจากวิกฤติ "โควิด19" ตามนโยบายรัฐบาล-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บุ๋ม-ตรีรักจับมือเอ้-ชุติมา นำสบู่ป้องกันแบคทีเรีย เจลแอลกอฮอล์ สบู่เหลว และน้ำดื่มซัน-กรีน มอบให้กับ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

บุ๋ม-ตรีรักจับมือเอ้-ชุติมา เป็นตัวแทนเหล่าศิลปินยุค 90 โครงการสบู่สู้ COVID-19นำสบู่ป้องกันแบคทีเรเจลแอลกอฮอล์ สบู่เหลว และน้ำดื่มซัน-กรีน มอบให้กับ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อใช้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่สู้วิกฤติโควิด-19
คุณบุ๋ม ตรีรัก รักการดี (ที่ จากขวา) และคุณเอ้ ชุติมา นัยนา (ที่ จากขวา) 
คุณบุ๋ม ตรีรัก รักการดี และคุณเอ้ ชุติมา นัยนา เป็นตัวแทนของเหล่า ศิลปินยุค 90 ในโครงการสบู่สู้ COVID-19
ได้นำสบู่จิ๊กซอว์ มี บูล การ์เดียน โซพ ที่มีส่วนผสมของสาระสำคัญ
Chloroxylenol สามารถทำความสะอาดและ
ลดการสะสมของแบคทีเรีย จำนวน
1,000 ก้อน มอบให้โรงพยาบาลที่สอง โดยมีพลเรือตรี ธนรักษ์ เอี่ยวสานุรักษ์
(ที่
3 จากซ้าย) รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นผู้รับมอบ และยังมีผลิตภัณฑ์ของอีก 3 บริษัทที่เป็นพันธมิตรของโครงการฯ ได้แก่ น้ำดื่มตรา ซัน-กรีนจำนวน 480 ขวด โดยคุณวรพรรณ สินธุโสภณ (ที่ 2 จากขวา)
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.จี.เอ็น. วอเตอร์ จำกัด, เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 28 ลิตร โดยคุณณภัชชา จีโชตินันท์ (ที่ 1 จากขวา) ประธานการบริหารการเงิน บริษัท วธูธร จำกัด และ SRS เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 50 หลอด และเซริเซ่ สบู่เหลว จำนวน 18 ขวด โดยคุณศิริญญา พงษ์ประยูร ประธานกรรมการ บริษัท เซริเซ่ แมนนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมนำของมามอบให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ นำไปใช้ทำความสะอาดล้างมือและอาบน้ำหลังจากเสร็จจากวอร์ด COVID-19 และได้ดื่มน้ำสะอาดมีคุณภาพระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่เกิดวิกฤติการระบาดไวรัสโควิด-19


ร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานต่างๆ โดยการร่วมกันสมทบทุนสนับสนุน
โครงการสบู่สู้ COVID-19” เพียงบริจาคเงินคนละ 30 บาท ได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี โครงการสบู่สู้ COVID-19 เลขที่บัญชี 214-1-42581-7 ในการจัดหาสบู่ที่มีส่วนผสมของสารสำคัญ Chloroxylenol และอุปกรณ์ป้องกันไวรัส COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยโครงการแรกจะทำการมอบสบู่ให้กับ 10 โรงพยาบาล แห่งละจำนวน 1,000 ก้อน ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ด้วยพลังน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศที่ส่งมอบให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางแพทย์ด้วยหัวใจ แล้วเราจะผ่านวิกฤติไวรัส COVID-19 นี้ไปด้วยกัน

สามารถติดตามข่าวสารของ
โครงการสบู่สู้ COVID-19” ได้ที่
Facebook : สบู่สู้ COVID-19
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 063-351-9649


ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ

สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนำทัพผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ อุปกรณ์ป้องกันพร้อม “คู่มือพิชิต Covid-19” เพื่อช่วยเหลือชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัส Covid-19

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำทีมคณะผู้บริหารและบุคลากรลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ พร้อม “คู่มือพิชิต Covid-19” ซึ่งเป็นคู่มือพิชิตโรคและให้ความรู้ฝ่าวิกฤตสู้ภัยโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งพุทธ มุสลิม และคริสต์ กว่า 6 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดจากไวรัสโควิด-19 หวังสร้างน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้าขั้นวิกฤติ เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวลของคนทั้งโลก ทำให้ทุกองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนต่างระดมความคิดความร่วมมือ เพื่อร่วมมือร่วมใจกันในการเตรียมการหาวิธีการรับมือกับไวรัสโควิด-19 เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาดในวงกว้าง ประชาชนทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต หลีกเลี่ยงการปะปนผู้คนแบบใกล้ชิด ลดการออกจากที่อยู่อาศัย ทำงานจากบ้าน หมั่นดูแลและรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การอยู่ในช่วงสถานการณ์ระบาดจากไวรัสโควิด-19 เป็นไปได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำให้มีประชากรมากมายต้องที่ต้องสูญเสียรายได้จากการที่ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านในช่วงที่โรคระบาดเกิดขึ้นนี้



ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจหลักในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเสนอแนวคิด วิถีฮาลาล เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและความรู้ด้านการป้องกันไวรัสโควิด-19 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล ภายใต้ “โครงการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2563” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้เป็นที่พึ่งของชุมชน พร้อมบรรเทาสาธารณภัยทางด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน อุปกรณ์ป้องกันไวรัสแก่ประชาชนทั่วไป ลงพื้นที่มากกว่า 6 ชุมชน แจก “คู่มือพิชิต Covid-19” หรือ คู่มือพิชิตโรคและให้ความรู้ฝ่าวิกฤตสู้ภัยโควิด-19 พร้อมด้วยถุงยังชีพ ที่ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา สบู่ ผงซักฟอก และหน้ากากอนามัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในชุมชน พร้อมทั้งบรรเทาสาธารณภัยทางด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน อุปกรณ์ป้องกันไวรัสแก่ประชาชนทั่วไป ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองจอก, มัสยิดมหานาค, มัสยิดบางหลวง, วัดกลาง ริดวาน และชุมชนหัวหมากน้อย
สำหรับ “คู่มือพิชิต Covid-19” ให้ความรู้ 6 ด้าน ได้แก่ วิธีห่างไกลโรคโควิด-19 และวิธีการสังเกตตัวเอง, การล้างมือตามหลักสุขอนามัย, วิธีทำแอลกอฮอล์เจล, วิธีทำสเปย์แอลกอฮอล, วิธีการทำ Face Shield และคู่มือการบริหารร่างกายและการออกกำลังกาย ซึ่งคู่มือพิชิต Covid-19 นี้ จะช่วยป้องกันและเฝ้าระวังเพื่อให้เราได้ห่างไกลจากโควิด-19 และยังเป็นประโยชน์สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราปลอดภัยจากโรคโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

โครงการปั้นดาว ปี 2563 สสว. ผนึกกำลัง 4 มหาวิทยาลัยรัฐปั้นผู้ประกอบการให้เป็น “ดาว”

 
เร่งขยายธุรกิจหวังกระตุ้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด
สสว. จับมือร่วมกับ ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Excellence Center) จากมจพ.มช.มข.และมอ.จัดงานแถลงข่าวเปิด“โครงการปั้นดาว ปี 2563” เดินหน้าพัฒนาเชิงลึก แบบครบวงจร ให้ผู้ประกอบการSME และวิสาหกิจทั่วประเทศทุกระดับไม่น้อยกว่า 180 ราย ตั้งเป้าปั้นผู้ประกอบการดาวรุ่งได้ไม่น้อยกว่า 60 ราย คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท
 วันนี้ (27 พฤษภาคม 2563) มีการแถลงข่าว “โครงการปั้นดาว ปี 2563”ในรูปแบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ ZOOM Meeting โดยได้รับเกียรติจากนายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)พร้อมด้วยผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรทั้ง 4 แห่งร่วมกันแถลงข่าว 

นายวีระพงศ์ เปิดเผยว่าโครงการปั้นดาวเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตัวทางธุรกิจได้แบบกระโดดโดยนำร่องจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกาฬสินธุ์และแม่ฮ่องสอน ที่ใช้วัตถุดิบหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตสินค้าหรือบริการจนได้อัตลักษณ์ของตนเอง และกลุ่มวิสาหกิจที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้หรือประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น กลุ่ม Startup และกลุ่มสินค้าศักยภาพในตลาดต่างประเทศซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงขยายตัวเกิดเป็นโครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปี 2562โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Excellence Center)จำนวน 8 แห่งทั่วประเทศ ทำการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านเกษตรและธุรกิจชุมชน เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 11.45 เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 317 ล้านบาท  


“ในปี2563สสว.จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อยอดโครงการปั้นดาว ปี 2563ขยายพื้นที่ดำเนินงานให้ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดูแลพื้นที่ครอบคลุม 26 จังหวัด ในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เน้นพื้นที่ 17 จังหวัดในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น20 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รับผิดชอบใน 14 จังหวัด ในภาคใต้” นายวีระพงศ์กล่าว

รายละเอียดกิจกรรมโครงการ

 กิจกรรมที่ 1ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน 45 ราย/หน่วยร่วม เข้าการอบรมเชิงลึก หลักสูตรต่อเนื่องระยะเวลา 4 วัน ประกอบด้วย 
1.การอบรมเชิงลึกพร้อมรับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากที่ปรึกษา (Mentor) เพื่อจุดประกายความคิด เรื่องแนวคิดและแนวโน้มความต้องการของตลาดเพื่อปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า บริการ  หรือผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆ
2. อบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop) ใน 4 ประเด็น ได้แก่
- ฝึกทักษะเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสียหรือลดค่าใช้จ่ายของสินค้าหรือบริการ
- ฝึกทักษะเพิ่มศักยภาพช่องทางการตลาดออนไลน์ 
- พัฒนาปรับปรุง Facebook , Website พร้อมนำเสนอธุรกิจ
- การประเมินศักยภาพตนเอง (Self-Assessment) 
กิจกรรมที่ 2กิจกรรมการให้คำปรึกษาและพัฒนาเชิงลึก 3 ด้าน (ผู้ประกอบการสามารถเลือกพัฒนาได้เพียง 1 ด้าน)  ได้แก่  
1. การพัฒนาหรือสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ
          2. การออกแบบโดยใช้วิทยาศาสตร์ หรือ นวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายหรือพัฒนา Brand/Logo/สื่อการตลาด 
          3. นำเทคโนโลยี เครื่องจักรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ในธุรกิจ เพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิต การบริหาร หรือมาตรฐานสินค้าหรือบริการ
กิจกรรมที่ 3กิจกรรมส่งเสริมแนะนำในการสร้างช่องทางการค้า และสร้างโอกาสทางการค้า โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพหน่วยละ  15 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการขายในตลาดจริงในช่วงเดือนกันยายน 2563 

 ผอ.สสว. เผยอีกว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการดำเนินงานพัฒนาผู้ประกอบการเชิงลึก แบบเข้มข้นครบทุกด้าน ซึ่งคาดจะสามารถพัฒนาต่อยอดผู้ประกอบการและวิสาหกิจทุกระดับจำนวน 180 ราย เกิดผู้ประกอบการดาวรุ่งไม่น้อยกว่า 60 ราย ที่สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ40 ล้านบาท 

ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการอบรมหลักสูตรต่อเนื่อง 3 วันประกอบการด้วยการอบรมเชิงลึก พร้อมที่ปรึกษา (Mentor)  จุดประกายความคิดและอบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop)4 ด้านการฝึกทักษะเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ช่องทางการตลาดออนไลน์ และการประเมินศักยภาพตนเอง (Self-Assessment)  และเลือกพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองแบบเชิงลึกได้อีก 1 ด้านเช่น การพัฒนาหรือสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ  การออกแบบ การใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายพัฒนาตราสินค้า สื่อการตลาด  มาตรฐานการต่างๆเป็นต้น ก่อนนำเข้าสู่การทดลองตลาดในช่วงเดือนกันยายน 2563

ติดตามความเคลื่อนไหวโครงการปั้นดาว ปี 2563ได้ทาง FacebookPage : Osmepสสว.







วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

MyShop ชวนร้านมาขึ้นห้าง ททท. ช้อปฟินกินเที่ยวทั่วไทย

ร้านอาหาร, โรงแรม, ทัวร์, สปาความงาม
สินค้า OTOP ทั่วไทย ห้ามพลาด!

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ LINE โปรโมทธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้ฟรี ๆ
เพียงเปิดร้านกับ MyShop ก็สมัครร่วมออกบูธออนไลน์ในแคมเปญ "ห้าง ททท. ช้อปกินฟินเที่ยวทั่วไทย" กู้วิกฤติท่องเที่ยว ดันยอดขายให้ปังกับสื่อโฆษณาโปรโมทแบบจัดเต็ม!!(fire)

เตรียมข้อมูลให้พร้อม เปิดรับสมัครวันนี้ - 15 มิ.ย. 63 เท่านั้น
กรอกแบบฟอร์มสมัคร: https://lin.ee/2xiPLLe8h/nslu/MSOA/Richmsg

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทิค รีสอร์ท ร่วมขอบคุณนักรบชุดขาว

 จัดที่พักฟรี สำหรับบุคลากรทางการแพทย์
โรงแรม เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทิค รีสอร์ท หนึ่งในโรงแรมชั้นนำของจังหวัดกระบี่ ขอขอบคุณความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ ที่ร่วมผ่าฟันวิกฤตเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทย เพียงแสดงบัตรประจำตัว ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (MD CARD) และเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ว่ามีส่วนในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด 19 ก็สามารถ เข้าพักฟรี ณ โรงแรม เดอะทับแขก รีสอร์ท 3 วัน 2 คืน ห้องซูพีเรียหรือการ์เดน พร้อมอาหารเช้า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2563


นางสาววิภาวรรณ เหล่าธนาสิน กรรมการผู้จัดการ โรงแรม เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทิค รีสอร์ท กล่าวว่า“จากสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด 19 ที่กำลังระบาดหนักในทุกพื้นที่ทั่วทุกมุมโลก  ในส่วนของประเทศไทยภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่แพ้กัน  แต่ท่ามกลางวิกฤตการณ์ ยังมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เสียสละ อุทิศแรงกาย แรงใจ ดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ หาทางป้องกันยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค จนสถานการณ์ระบาดที่เคยแพร่กระจายในวงกว้างนั้นได้คลี่คลายลง

กลุ่มบุคคลนั้นคือ เหล่านักรบชุดขาว บุคลากรทางแพทย์   นับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ ที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก และนานาชาติให้เป็นแบบอย่างในด้านการสาธารณสุข

เพื่อแสดงความขอบคุณ จากการอุทิศตนเอง ทำงานอย่างหนัก เพื่อดูแลพี่น้องคนไทยมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน ทีมผู้บริหาร โรงแรม เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทิค รีสอร์ท จึงขอมอบที่พัก 3 วัน 2 คืน
ห้องซูพีเรีย หรือการ์เดน พร้อมอาหารเช้า แก่บุคลากรทางการแพทย์ ฟรี


เกี่ยวกับโรงแรม
ทับแขก หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง บ้านพักสำหรับผู้มาเยือน ตั้งอยู่บนชายหาดที่ถูกซ่อนตัวจากภายนอก เบื้องหน้าเป็นทะเลอันดามันอันสวยงามและเงียบสงบ มองเห็นหมู่เกาะทั้ง 13 เกาะที่ทอดตัวเรียงรายอยู่หน้าหาด ด้านหลังคือภูเขาหางนาค แหล่งท่องเที่ยวที่งดงามที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก มีภูมิทัศน์ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดของจังหวัดกระบี่  รีสอร์ทได้รับการออกแบบ และตกแต่งภายใน ที่เน้นความสะดวกสบาย ให้บรรยากาศแบบไทยๆ กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ล่าสุดเรามีวิลล่าพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ให้ความรู้สึกหรูหรา            

นอกจากนี้ยังมี L’escape Spa และร้านอาหารอิตาเลียน Di Mare ตั้งอยู่ริมชายหาดไว้ให้บริการ ทับแขกรีสอร์ท ถูกจัดอันดับให้เป็น “1000 Places to see Before you Die”และยังได้รับรางวัล สิ่งแวดล้อมดีเด่น และด้านการออกแบบ รวมไปถึงโรงแรมที่โรแมนติกที่สุดติดต่อกันหลายปี

ข้อตกลง และเงื่อนไขสำหรับการเข้าพัก
-       สิทธิพิเศษนี้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น
-       จะต้องทำการจองที่พักล่วงหน้า 7 วัน และสามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2563 เท่านั้น
-       ต้องแสดงแสดงบัตรประจำตัว ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (MD CARD) และเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ว่ามีส่วนในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด 19 ขณะทำการเช็กอิน และไม่สามารถโอนสิทธิ์การเข้าพักให้แก่บุคคลอื่นได้
-       สามารถอัพเกรดห้องพักได้ แต่ต้องชำระค่าบริการส่วนต่างของห้องพัก
-       การจองห้องพัก ขึ้นอยู่กับอัตราห้องพักว่างในวันนั้นๆ และจะต้องทำการยกเลิกล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
-       ทางโรงแรมขอสงวนสิทธิ์การเข้าพักในวันหยุดสงกรานต์ ช่วงเดือนกันยายน
-       ทางโรงแรมขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อเสนอนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

โดยบุคลากรทางการแพทย์ ที่ประสงค์เข้าพักสามารถติดต่อจองห้องพัก
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : @TheTubkaakKrabi
อีเมล์ rsvn@tubkaakresort.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

COVID-19 ปัจจัยเร่ง ทปอ.ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนวงการศึกษาไทย ครั้งใหญ่


เชิญประชุมสัมมนาออนไลน์ The ASAIHL Online World Congress 2020 ภายใต้หัวข้อ
“COVID-19: the Global New Reality” ผ่าน ZOOM Webinar โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) และประธานสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Institutions of Higher Learning : ASAIHL) กล่าวว่า วิกฤติ COVID-19 กลายเป็นปัจจัยเริ่งให้เกิดการระดมสมองของนักการศึกษาครั้งใหญ่ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก เพื่อให้ระบบการศึกษาทั้งหมดขับเคลื่อนต่อไปได้ และเครื่องมือสำคัญคือการใช้ Educational Technology มาเป็นตัวช่วย โดย ทปอ. จะจัดการประชุมสัมมนาออนไลน์ The ASAIHL Online World Congress 2020

ภายใต้หัวข้อ “COVID-19: the Global New Reality” ผ่าน ZOOM Webinar ในวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2563 เวลา 14.00-21.00 น.


โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นการนำเสนอมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกต่อผลกระทบของวิกฤต COVID-19 ในทุกมิติ ทั้งผลกระทบด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม  การแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเป็นผลกระทบในวงกว้างไปทุกประเทศทั่วโลก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ และสิ่งที่ใกล้
ตัวคือการปฏิรูป “วงการการศึกษา” ทั่วโลกครั้งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้มุมมองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการเรียนการสอน การดำเนินชีวิต และการทำงานของภาคสังคมต่าง ๆ รวมทั้งจะมีการหยิบยกตัวอย่างความสำเร็จของระบบสาธารณสุขของไทยในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก โดยมีหัวข้อการประชุมและกำหนดการ ดังนี้

เวลา 14.00 - 20.00 น.  :  COVID-19: the Global New Reality
ประกอบด้วย Sub-themes:
A. Medical & Health: infectious data and forecasting
B. Social Communication & Public Measure: privacy, security       
C. Economy, Business & Services: food security
D. Education & Life-long Learning
E. City, Living & Tourism
F. Technology & Innovation
และในเวลา 20.00 - 21.00 น. จะเป็นช่วง Special Talk : “COVID-19 Together: ร่วมเดินเคียงข้าง
ไปด้วยกัน ร่วมกันพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่าง ๆ  โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และ
คุณสุทธิชัย หยุ่น พร้อมแขกรับเชิญ

ขอเชิญประชุมสัมมนาออนไลน์ระดับโลก ครั้งใหญ่  The ASAIHL Online World Congress 2020
ภายใต้หัวข้อ “COVID-19: the Global New Reality” วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2563
เวลา 14.00-21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่าน ZOOM Webinar โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ http://www.cupt.net/aowc-2020/ และจะได้รับ Link ในการลงทะเบียน

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

มันอยู่ในกระจก (Mirrors)

การันตีความหลอนด้วยฝีมือผู้กำกับ “อเล็กซานเดอร์ เอจา”
         
แฟนช่อง 3 ใครเป็นสายโหดชอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญชวนขนหัวลุกต้องห้ามพลาดกับภาพยนตร์
“มันอยู่ในกระจก (Mirrors)” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ได้กระแสตอบรับจากแฟน ๆ คอหนังสยองขวัญมากมายในปี 2008 เรื่องนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับที่แฟน ๆ ภาพยนตร์สยองขวัญต้องรู้จักกันดีนามเขาคือ “อเล็กซานเดอร์ อาจา” ผู้ที่เชี่ยวชาญด้านหนังสยองขวัญระดับแถวหน้าของวงการ ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์สยองขวัญมาแล้วมากมาย ซึ่งผลงานล่าสุดที่เพิ่งผ่านสายตาผู้ชมไปในเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมาก็คือภาพยนตร์เรื่อง “คลานขย้ำ CRAWL” หนังสยองที่เกี่ยวกับสัตว์ร้ายในน้ำอย่างจระเข้ เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดผู้กำกับที่แฟน ๆ สายสยองขวัญต้องจับตามองอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนในภาพยนตร์ “มันอยู่ในกระจก (Mirrors)” ผู้กำกับอย่าง “อเล็กซานเดอร์ อาจา” ก็ได้คว้านักแสดงตัวท็อปฝีมือระดับเทพมากมาย อาทิ คีเฟอร์ ซูเธอร์แลนด์, พอลลา แพ็ทตัน, แคเมอรอน บอยซ์ และเอมี่ สมาร์ท
       
เรื่องราวอันน่าขนหัวลุกของ “มันอยู่ในกระจก (Mirrors)” เริ่มขึ้นเมื่ออดีตนายตำรวจผู้มีประวัติอันเจ็บปวด และความพยายามกอบกู้ชีวิตที่แตกเป็นเสี่ยงๆของเขา  เขาจึงรับงานประจำเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ถูกเพลิงไหม้ แต่ภาพหลอนสุดสยองที่เขาเห็นผ่านกระจกซึ่งใช้ตกแต่งอาคารใหม่ที่กำลังสร้างอยู่ ได้นำเขาสู่การสืบสวนชวนขนลุกเพื่อค้นหาประวัติความเป็นมาของห้างแห่งนี้ ก่อนสิ่งที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์จะทำลายทุกชีวิตในครอบครัวเขา
     
หากคุณชอบหนังสยองขวัญที่พร้อมจะกระตุกขวัญ และปล่อยความหลอนใส่คุณ จนอาจทำให้คุณไม่กล้าส่องกระจกในตอนกลางคืน ต้องติดตามภาพยนตร์ “มันอยู่ในกระจก (Mirrors)”

ในคืนวันเสาร์ที่  23 พฤษภาคม 2563
เวลา 22.48 – 01.15 น. ทางช่อง 3 กด 33 

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บุ๋ม-ตรีรัก และ เอ้-ชุติมา ตัวแทนเหล่าศิลปินยุค 90

นำสบู่ลดการสะสมของแบคทีเรียจำนวน 1,000 ก้อน 

โครงการสบู่สู้ Covid-19 นำโดยคุณบุ๋ม ตรีรัก รักการดี และคุณเอ้ ชุติมา นัยนา เป็นตัวแทนของเหล่าศิลปินยุค 90 ได้นำสบู่จิ๊กซอว์ มี บูล การ์เดียน โซพ ที่มีส่วนผสมของสาระสำคัญ Chloroxylenol
สามารถทำความสะอาดและลดการสะสมของแบคทีเรีย จำนวน 1,000 ก้อน มอบให้ นพ.ชูศักดิ์ วรงค์ชัยกุล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลบางใหญ่ จ.นนทบุรี ซึ่งสบู่ที่ได้มอบให้โรงพยาบาลบางใหญ่เป็นโรงพยาบาลแรก ได้เงินสนับสนุนจากศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี รุ่น 4 นอกจากนี้ยังมี                 
เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 26 ลิตร จากบริษัท วธูธร จำกัด โดยคุณทัตภณ และคุณณภัชชา จีโชตินันท์ และน้ำดื่มตรา “ซัน-กรีน” จำนวน ขวด 1,200 ขวด จากบริษัท เค.จี.เอ็น.วอเตอร์ จำกัด โดยคุณวรพรรณ สินธุโสภณ และน้องพีช คุณพิชญ์อร วนรัตน์ (Top 10 Thai Supermodel 2019) ร่วมนำผลิตภัณฑ์มามอบให้กับโรงพยาบาลบางใหญ่ร่วมกับโครงการสบู่สู้ Covid-19 ในครั้งนี้ด้วย เพื่อให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนซึ่งระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ใกล้กับเชื้อไวรัส Covid-19
ได้ใช้ของที่ดีมีคุณภาพในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสในสถานการณ์โรค Covid-19
ร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานต่างๆ โดยการร่วมกันสมทบทุนสนับสนุน “โครงการสบู่สู้ Covid-19” เพียงบริจาคเงินคนละ 30 บาท ได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ชื่อบัญชี โครงการสบู่สู้ Covid-19 เลขที่บัญชี 214-1-42581-7 ในการจัดหาสบู่ที่มีส่วนผสมของสารสำคัญ Chloroxylenol และอุปกรณ์ป้องกันไวรัส Covid-19 ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยโครงการแรกจะทำการมอบสบู่ให้กับ 10 โรงพยาบาล แห่งละจำนวน 1,000 ก้อน ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ด้วยพลังน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศที่ส่งมอบให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางแพทย์ด้วยหัวใจ แล้วเราจะผ่านวิกฤติไวรัส Covid-19 นี้ไปด้วยกัน

สามารถติดตามข่าวสารของ  “โครงการสบู่สู้  Covid-19”
ได้ที่ Facebook : สบู่สู้ Covid-19
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โทรศัพท์หมายเลข 063-351-9649

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ นายเกียรติ ตั้งจิตต์ศีล


นายชวน  หลีกภัย  ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ นายเกียรติ  ตั้งจิตต์ศีล บิดา นางสาวสุภาลักษณ์  ตั้งจิตต์ศีล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) โดยมีนายพีระพันธุ์  สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมพิธี สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2563 เวลา 15.00 น. ณ วัดธาตุทอง (พระอารามหลวง)

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เปิดให้บริการทั่วประเทศวันแรกหลังคลาย ล็อคดาวน์ รณรงค์ ‘วินัยคนไทย’

ประมวลภาพ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เปิดให้บริการทั่วประเทศวันแรกหลังคลาย

เพื่อใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย พร้อมเดินหน้าเศรษฐกิจไทย “Reunite Thailand Together”
- ศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ 33 สาขาทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้บริการ จันทร์-พฤหัสบดี 11.00-20.00 น.
ศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 10.00-20.00 น. เพื่อเป็น “Center of New Normal Life” ศูนย์กลางการใช้วิถีชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย และร่วมแรงร่วมใจกับคนไทยให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
- ลุยปฏิบัติจริงมาตรการต้นแบบ “เซ็นทรัล ผู้นำ สะอาด มั่นใจ” รณรงค์ให้คนไทยช่วยกันรักษาวินัย การ์ดอย่าตก ใช้ชีวิตปลอดภัย วันแรกลูกค้าให้ความร่วมมือเป็นระเบียบอย่างดี
- ชูไฮไลท์ New Normal Innovation อาทิ หุ่นยนต์วัดอุณหภูมิและกดเจลล้างมือจาก AIS ที่เซ็นทรัลเวิลด์, ลิฟต์ไร้สัมผัส (Touchless Lift) ที่เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV-C ของ Central Food Hall & Tops, เครื่อง UV-C เช็ดบันไดเลื่อน, ตู้ UV-C ทำความสะอาดถุงสินค้า
กรุงเทพฯ – วันนี้ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพลาซา, เซ็นทรัลเฟสติวัล, เซ็นทรัล ภูเก็ต และ เซ็นทรัล วิลเลจ ลักชูรี่เอาท์เล็ตแห่งแรกของไทย เชื่อมั่นใน ‘พลังบวก’ เปิดแผน “พลังไทยช่วยไทย Reunite Thailand Together” รณรงค์ ‘วินัยคนไทย’ การ์ดอย่าตก เพื่อร่วมกันสะท้อนหนึ่งใน Social Distancing ที่ดีที่สุดให้ทั่วโลกชื่นชม เผยแผนธุรกิจ ‘เศรษฐกิจไทยช่วยไทย’ สร้างงาน สร้างอาชีพ ชวนคนไทยอุดหนุนสินค้าไทยจากชุมชน และผู้ประกอบการในประเทศ ชู 3 กลยุทธ์ เสริมสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกัน สร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พร้อมเปิดให้บริการ ‘ศูนย์การค้าเซ็นทรัล’ ทั้ง 33 สาขา ทั่วประเทศ วันแรก หลังภาครัฐประกาศคลายล็อคดาวน์ เพื่อเป็น “Center of New Normal Life” ศูนย์กลางการใช้วิถีชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย และร่วมแรงร่วมใจกับคนไทยให้ประเทศเดินหน้าต่อไป เปิดตัว New Normal Innovation จากร้านค้าในศูนย์ฯ พร้อมประกาศช่วยลดค่าเช่าร้านค้าต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือน คาดว่าจะมีทราฟฟิกกลับเข้าศูนย์ฯ ในช่วงแรก 25-40% มั่นใจในมาตรการ Density Control คุมความหนาแน่นของผู้ใช้บริการลงทะเบียนก่อนเข้า และจำกัด 1 คนต่อ 5 ตร.ม. เตรียมหนุนร้านค้าจัด Clearance Sales ช่วยระบายสต็อก, เปิดตลาดพื้นที่ขายสินค้าฟรีรวมกว่า 40,000 ตร.ม. อาทิ ตลาดเกษตรกร, SMEs ท้องถิ่น, ตลาดคนว่างงาน, เปิดท้ายขายของ สร้างเงินสะพัดหมุนเวียนในชุมชน ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ เปิดให้บริการแล้ววันนี้ วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-20.00 น. วันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-20.00 น. พร้อมคุมเข้มมาตรการ “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” อย่างต่อเนื่อง รณรงค์ให้ทุกคนมีวินัยในการใช้ชีวิตแบบ New Normal ด้วยการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอลล์ และสแกนเข้า-ออกจากศูนย์การค้าด้วยแอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ” หรือ LINE @centralLife หรือแอพพลิเคชั่น The 1 โดยแนะนำให้ลูกค้าใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงภายในศูนย์การค้า



ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ทำให้เราต่อสู้กับ COVID-19 จนตอนนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นตัวเลขหลักเดียว และมีตัวเลขเป็น 0 มาแล้วนั้น เพราะ ‘พลังคนไทย’ ที่ร่วมมือกัน และ ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาล หน่วยงานต่างๆ และคนไทยที่มีวินัยในการใช้ชีวิต แสดงให้เห็นถึงมาตรฐาน Health Security ในประเทศไทย ที่รับมือกับการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้อย่างมีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สำหรับเซ็นทรัลพัฒนาในฐานะภาคเอกชนผู้นำด้านการพัฒนาวงการรีเทล ที่มีส่วนขับเคลื่อนสังคมและประเทศมาโดยตลอด เรามีการเตรียมความพร้อม สร้างความมั่นใจด้วยมาตรการความสะอาดปลอดภัยในเชิงรุกมาตั้งแต่เริ่มต้นสถานการณ์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำสร้างบรรทัดฐานตอบรับ New Normal ด้วยมาตรการต้นแบบ “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” ที่วันนี้เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นทุกภาคส่วนพร้อมใจกันนำไปปฏิบัติในวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยโดยเฉพาะด้าน Social Distancing ที่เรียกได้ว่าเราเป็นผู้นำที่สร้างปรากฏการณ์จนได้รับความสนใจจากทั่วโลก”

ดร. ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อไปว่า “เซ็นทรัลพัฒนาเรามีส่วนสร้างงาน สร้างเมือง สร้างประเทศมาโดยตลอด ในวันนี้ที่ธุรกิจและชีวิตคนไทยกลับมาเดินหน้าต่ออย่างระมัดระวัง เราต้องการช่วยขับเคลื่อนและช่วยเหลือให้ฝ่าฝันอยู่รอดไปด้วยกันทั้งระบบ จึงได้ดำเนินแผนงานฟื้นฟูประเทศ ‘Reunite Thailand Together’ พลังไทยช่วยไทย ด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่เน้นกระตุ้น Localised Economy ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ด้วยบทบาทใหม่ที่ต่อไปนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลฯ จะเป็น ‘Center of New Normal Life’ ศูนย์กลางการใช้วิถีชีวิตใหม่อย่างปลอดภัย และร่วมแรงร่วมใจกันกับคนไทยให้ประเทศเดินหน้าต่อไป ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 – Reassure Confidence: เสริมสร้างความเชื่อมั่น สร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตของประชาชน เน้นย้ำบทบาทของศูนย์การค้าที่ไม่เพียงดูแลลูกค้าแค่ภายในศูนย์ฯ เท่านั้น แต่ดูแลตลอดเวลาด้วยมาตรฐานความสะอาดปลอดภัยและการมีวินัยในสังคม ศูนย์การค้าจึงเป็นมากกว่า Service Provider แต่เป็น Health & Safety Provider ด้วย โดยมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ตลอดทั้งในส่วนของศูนย์ฯ เอง กับ Touchless Lift ลิฟต์ไร้สัมผัสที่เริ่มนำร่องไปแล้วที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสวิลล์, เครื่อง UV-C เช็ดบันไดเลื่อน, ตู้ UV-C ทำความสะอาดถุงสินค้า ร่วมด้วยพันธมิตรต่างๆ เช่น หุ่นยนต์วัดอุณหภูมิจาก AIS, หุ่นยนต์                ฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV-C ของ Central Food Hall & Tops, Uniqlo มีเครื่อง UV-C ทำความสะอาดเสื้อผ้าหลังลองสินค้า และ Sephora มีบริการ Find my shade ทดลองเครื่องสำอาง เป็นต้น

กลยุทธ์ที่ 2 – Reopen Business: ขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกัน รักษาความเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ ทั้งการไม่เลิกจ้างพนักงาน CPN และเดินหน้าลงทุนระยะยาวอย่างต่อเนื่องด้วยงบลงทุนกว่า 15,000-20,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงดูแลคู่ค้าร้านค้าให้สามารถฟื้นตัวและพร้อมที่จะกลับมามีรายได้ โดยมีการดูแลเรื่องค่าเช่าต่อเนื่องไปอีก 3-6 เดือนเพื่อช่วยให้กลับมาแข็งแรงได้อีกครั้งโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังวางแผนเสริมความแข็งแกร่งของ Omnichannel เพื่อให้ทุกคนที่อยู่ใน Retail Ecosystem เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยประสานจุดแข็งของ Physical & Online Platform ที่เริ่มเปิดตัวไปแล้วกับบริการ New Normal Lifestyle ได้แก่ One Call x One Click โทร. 02-021-9999 และ LINE: @CentralLife, บริการ Drive Thru, บริการ Central Eats ร่วมกับ Grab Food, บริการ Food Delivery & Food Pick Up Counter และบริการล่าสุด CentralLife: Chat & Shop เหมือนช้อปด้วยตัวเองจากเซ็นทรัลเวิลด์และเซ็นทรัล วิลเลจ ทั้งหมดนี้เรามีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยจุดแข็งที่เรามีคือฐานข้อมูลจาก The 1 ที่เรามีมานานและขยายฐานลูกค้ามาตลอด ทำให้เราเข้าใจลูกค้าและสามารถที่จะ Design Journey ได้อย่างตอบโจทย์
กลยุทธ์ที่ 3 – Rebuild Economy: สร้างเศรษฐกิจไทยช่วยไทย ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ สนับสนุนคนไทยอุดหนุนคนไทย ผลักดันและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าเปิดพื้นที่ฟรีให้เกษตรกรและเอสเอ็มอีรายย่อยทั่วประเทศ รวมกว่า 40,000 ตร.ม. ต่อเนื่อง 3-6 เดือน ยกตัวอย่างที่เราทำไปก่อนหน้านี้และได้รับผลตอบรับดีกับ ‘ตลาดผลไม้รวมใจ’ ที่ช่วยเกษตรกรผลไม้ส่งออกให้มีช่องทางกระจายสินค้า และต่อจากนี้ยังวางแผน สนับสนุนร้านค้าจัด Clearance Sales เพื่อช่วยเหลือทั้งร้านค้าและลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าจำเป็นในราคาถูก รวมถึงการตรึงราคาสินค้าและลดราคาอาหารในศูนย์อาหารของเรา เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอีกด้วย”



ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ทั้ง 33 สาขาทั่วประเทศ เปิดให้บริการแล้ววันนี้ วันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 11.00-20.00 น. วันศุกร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10.00-20.00 น. พร้อมคุมเข้มมาตรการ “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” อย่างต่อเนื่อง รณรงค์ให้ทุกคนมีวินัยในการใช้ชีวิตแบบ New Normal ด้วยการสวมหน้ากาก เว้นระยะห่าง ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอลล์ และสแกนเข้า-ออกจากศูนย์การค้าด้วยแอพพลิเคชั่น “ไทยชนะ” หรือ LINE @centralLife หรือแอพพลิเคชั่น The 1 โดยแนะนำให้ลูกค้าใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงภายในศูนย์การค้า

ตลอดระยะเวลา 40 ปีแห่งการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นถึงคุณค่าของ ‘Positivity’ พลังความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่ใฝ่ฝันอยากจะสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้กับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

GIT เปิดตัว CARAT APPLICATION

แพลตฟอร์มให้คำปรึกษาออนไลน์ ตอบโจทย์ทุกคำถาม อัญมณีและเครื่องประดับออนไลน์ 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดตัว CARAT Application ช่องทางให้คำปรึกษา และ ข้อมูลเชิงลึกผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสนับสนุน และเยียวยาผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ ในภาวะวิกฤติ COVID-19 ในทุกมิติ

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบัน เปิดเผยว่า อัญมณีและเครื่องประดับไทยถือได้ว่าเป็นสินค้าสำคัญที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศ อีกทั้งเป็นผู้ส่งออกพลอยสีอันดับ 3 ของโลก แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม รูปแบบธุรกิจ วิถีชีวิต พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับสถาบันมีนโยบายในการสร้างองค์ความรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ คลอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านการออกแบบ การตรวจสอบอัญมณีและโลหะมีค่า ระบบมาตรฐาน เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้แก่อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ในระดับสากล สถาบันจึงได้จัดทำ Mobile Application ที่ชื่อว่า “กะรัต” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการให้คำปรึกษาด้านอัญมณีและเครื่องประดับครบวงจร ที่สามารถให้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา

สำหรับ “กะรัต” ถือได้ว่า เป็นแอพลิเคชั่นให้คำปรึกษา และ ข้อมูลเชิงลึกด้านอัญมณีและเครื่องประดับโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงผู้ที่สนใจ  ซึ่งสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา โดยสถาบัน ได้จัดทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งด้านการตรวจสอบอัญมณี การตรวจสอบโลหะมีค่า ด้านการตลาด นักออกแบบ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น บทวิเคราะห์การนำเข้า ส่งออก และในอนาคตสถาบันมีแผนจะเปิดให้บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายการประกอบธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ และการบริหารจัดการ อีกด้วย

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังพร้อมให้บริการคำปรึกษาด้านเทคนิคนอกสถานที่ (Mobile Consult) เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการที่ต้องการขอรับคำปรึกษาด้านเทคนิคโดยเฉพาะ เพื่อเร่งสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ รองรับมาตรการเร่งด่วนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นกะรัต Carat Application แพลตฟอร์มที่ปรึกษาทุกเรื่องราวอัญมณีและเครื่องประดับ ได้แล้วผ่านระบบ IOS และ Android

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 63 4 4999 ต่อ 635 - 642

เตรียมความพร้อม เพื่อเปิดกิจการ สถาน ประกอบการ Spa

เปิดกิจการ สถาน ประกอบการ Spa - นวดเพื่อสุขภาพณ. Oasis Spa

ดร.สุวภรณ์ แนวจำปา ผู้อำนวยการกองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ  มาดำเนิน การถ่ายทำ
สื่อวีดีทัศน์ ณ โอเอซิส สปา (สาขาสุขุมวิท 31 ) เพื่อประชาสัมพันธ์แนวทางการเตรียมความพร้อม
เพื่อเปิดกิจการสถานประกอบการสปา นวดเพื่อสุขภาพ และนวดเพื่อเสริมความงาม
 เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19




วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

Thai Organic Platform เกษตรกรอินทรีย์อุ่นใจเดินหน้าพัฒนาผลผลิต

สามพรานโมเดล เผย 7 เหตุผล ผู้บริโภคขานรับ Thai Organic Platform เกษตรกรอินทรีย์อุ่นใจเดินหน้าพัฒนาผลผลิต

หลังจากเปิดใช้งานอีคอมเมิร์ชในแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ Thai Organic Platform เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการระบายสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ได้เพียงแค่ 1 เดือนกว่าๆ กระแสตอบรับจากผู้บริโภคเข้ามาช้อปสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สร้างความอุ่นใจให้เกษตรกรอินทรีย์ และพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลผลิตกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานและเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต
คุณอรุษ นวราช ผู้ริเริ่มขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และไทยออร์แกนิกแพลตฟอร์ม (Thai Organic Platform) 
คุณอรุษ นวราช ผู้ริเริ่มขับเคลื่อนสามพรานโมเดล และไทยออร์แกนิกแพลตฟอร์ม (Thai Organic Platform) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เปิดให้ผู้บริโภคซื้อพืชผัก และสินค้าอินทรีย์ ตรงจากเกษตรกรในรูปแบบ        พรีออเดอร์มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคมีหลากหลาย ทั้งที่เป็นลูกค้าตลาดสุขใจอยู่แล้ว และผู้บริโภครายใหม่ที่ต้องการเข้าถึงวัตถุดิบอินทรีย์ ซึ่งมียอดสั่งซื้อเฉลี่ยรายละประมาณเกือบ 1,000 บาท บางรายสูงถึง 3,000 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร เนื่องจากสะดวกเพราะมีจุดรับสินค้าที่ซอยทองหล่อ23 พร้อมมีการเรียกบริการขนส่งต่อไปยังบ้าน (ผู้บริโภคดูแลค่าบริการเอง)


สำหรับปัจจัยที่ทำให้ Thai Organic Platform มาแรง ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  คุณอรุษ กล่าวว่า  มี 7 เหตุผลหลัก  คือ

1. เป็นการซื้อตรงจากเกษตรกร จึงมั่นใจได้ในความเป็นอินทรีย์
2. ราคาเป็นธรรมที่สุดเพราะไม่ผ่านคนกลาง
3.ผู้บริโภครู้สึกดี มีคุณค่า ทุกการซื้อหมายถึงการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ และกระจายรายได้ตรงให้เกษตรกร
4. การพรีออเดอร์ทำให้ลูกค้าแน่ใจว่าจะได้รับสินค้าที่สั่งไว้แน่นอน
5. ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้า ข้อมูลกลุ่ม เห็นรูปเกษตรกร กิจกรรมของเกษตรกรอินทรีย์อื่นๆ เช่น การไปเยี่ยมชมฟาร์ม  Workshop ต่างๆ รวมถึงโปรโมชั่นในอนาคต
6.ผู้บริโภคมีช่องทางในการสื่อสาร สอบถามเรื่องสินค้า ให้ความคิดเห็น ถึงผลิตภัณฑ์ การขับเคลื่อน  รวมถึงสามารถแชร์ข้อมูลความรู้บนแพลตฟอร์มได้ด้วย
7. มีเกษตรกรอินทรีย์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มจากหลายพื้นที่ ทำให้มีสินค้ามากกว่า 350 รายการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งคลอบคลุม ทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป เครื่องปรุง เครื่องดื่ม วัตถุดิบแห้ง ปศุสัตว์อินทรีย์ รวมถึงพืชผักพื้นบ้านตามฤดูกาล สินค้าอุปโภคต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
ได้เลือกสรร  วางแผนการทำอาหาร หรือคิดเมนูอินทรีย์ได้ล่วงหน้า



สำหรับความเห็นของผู้บริโภคได้สะท้อนถึงการใช้แพลตฟอร์มว่า มีความประทับใจในความหลากหลายของสินค้า  แต่ก็อยากให้เพิ่มประเภท และรายการ ให้เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ มีการให้ข้อมูลสินค้าเด่นๆ ในแต่ละสัปดาห์หรือฤดูกาล ตลอดจนเพิ่มช่องทางในการจัดส่งสินค้า และขยายการส่งไปต่างจังหวัด
“ขอบคุณผู้บริโภคที่มามีส่วนร่วม เริ่มมาใช้แพลตฟอร์ม ซึ่งมุ่งให้เป็นเครื่องมือเชื่อมตรงระหว่างผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภค รวมถึงให้ข้อคิดเห็นเพื่อร่วมการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น” คุณอรุษ กล่าว

ทั้งนี้ Thai Organic Platform เป็นแพลตฟอร์มแรกในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงสังคมอินทรีย์ ทั้งระบบ ทั้งผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์  ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค  สำหรับฟังก์ชันการซื้อสินค้าอินทรีย์ออนไลน์ผ่าน Thai Organic Platform  จะเป็นการพรีออเดอร์ โดยผู้บริโภคที่สมัครเป็นสมาชิกแล้ว  จะสามารถสั่งซื้อ
ได้ทุกวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง วันพุธ เวลา12.00 น. และมารับสินค้าได้ในวันเสาร์ ที่จุดรับสินค้า
ณ ตลาดสุขใจ ในสวนสามพราน  จ. นครปฐม  และจุดรับที่ร้าน Patom Organic Living  ซอยทองหล่อ 23

ในส่วนของเกษตรกรอินทรีย์ ที่วันนี้สามารถก้าวข้ามความกลัว อุปสรรค และเริ่มมีการปรับตัวกับระบบพรีออเดอร์ มีการวางแผน นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และจากผลตอบรับที่ดีทำให้เกษตรกรหลายคนคลายความกังวลจากสถานการณ์โควิด-19ไปได้มาก และอุ่นใจ พร้อมมีกำลังใจเดินหน้าพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มมาก
คุณสมประสงค์ นาคดี (พี่หลวง) กลุ่มชุมชนป่าละอูเป็นสุข จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า  ตอนนี้เริ่มเข้าใจการขายออนไลน์มากขึ้น ช่วงแรกก็เหนื่อยนิดหน่อย เพราะต้องนำสินค้ามาขายที่ตลาดด้วย และต้องจัดการกับสินค้าพรีออเดอร์ที่จะต้องมีการจัดเตรียมให้ลูกค้าล่วงหน้า  ตอนนี้ก็เริ่มลงตัว และเชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น หน้าที่ของเราเมื่อลูกค้าต้องการอะไร ก็จะทำการผลิตให้ได้ และดีด้วย


“การขายบนแพลตฟอร์มลูกค้าจ่ายเงินตรงมาที่เราแม่บ้านก็ดีใจมาก บอกว่า อยู่บ้านก็ได้เงิน อนาคตจากนี้ไปมันต้องเป็นแบบนี้แหละมีช่องทางออนไลน์ และจะต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นทั้งระบบในส่วนเกษตรกรจะทำอย่างไรให้ตอบสนองลูกค้าให้ได้ ทำอย่างไรที่จะประเมินผลผลิตในแปลงให้ตรงกับความต้องการ และมีสินค้าเพียงพอ เป็นโจทย์ที่เราต้องไปทำต่อ”

ส่วนคุณลำเจียก แสงพิทักษ์ เกษตรอินทรีย์บางช้าง จ.นครปฐม เล่าถึงความอุ่นใจให้ฟังว่า ช่วงนี้ ก็กำลังนึกอยู่ว่าฝรั่งที่กำลังออกมาจะขายได้ไหม ปกติจะส่งตามโรงแรม และห้างต่างๆ แต่พอโควิด-19 มากระทบไปหมด ออเดอร์หายเกลี้ยง ตอนแรกคิดว่าจะห่อฝรั่งดี หรือจะเลิกห่อ เพราะออกลูกมาก็ต้องตัดทิ้งอยู่ดี แต่พอมีแพลตฟอร์มเข้ามาทำให้เราเห็นโอกาส มีความมั่นใจว่าสินค้าเราขายได้ ขอบคุณผู้บริโภค  ที่สนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ ทำให้พวกเราอุ่นใจและมีกำลังใจผลิตอยากให้มาซื้อบนแพลตฟอร์มเยอะๆ


ผู้สนใจใช้แอพพลิเคชั่น Thai Organic Platform สามารถโหลดแอพหรือเข้าเว็บhttps://thaiorganicplatform.com
สอบถาม ติดต่อได้ทาง   Line @ thorganicplatform กด Link: https://lin.ee/1uDee1A
โทร. 064-295-4289 หรือ ฝากข้อความผ่าน FB: ไทยออร์แกนิกแพลตฟอร์ม