เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โครงการ “KTBGS Empower Social Sustainability”

กรุงไทยธุรกิจบริการ (KTBGS) 
สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด
“บวร” ณ วัดครึ่งใต้ อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย




เมื่อไม่นานมานี้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าวโครงการ  สานต่อนโยบายคุณธรรมนำความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “บวร” ณ วัดครึ่งใต้ อ.เชียงของ จังหวัดเชียงรา  ยบริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด หรือ KTBGS เป็นบริษัทในกลุ่มของ บมจ.ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับ กิจกรรม ซีเอสอาร์ ที่ดำเนินมาตลอดระยะเวลา 21 ปี บริษัทฯ ได้ดำเนินนโยบายภายใต้ Corporate theme ที่มีความน่าสนใจมากในเรื่องของความ “ห่วงใยใส่ใจคุณ” ซึ่งคำว่า “คุณ” ในที่นี้หมายถึง ลูกค้า / พนักงาน / ผู้ถือหุ้น และตลอดจนสังคม พร้อมยึดหลักธรรมาธิบาลในการบริหารองค์กร ซึ่งมุ่งหวังให้องค์กรเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของพนักงานทุกคน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเห็นได้ชัด




บริษัท ได้ใช้แนวทางการดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นที่ตั้ง KTBGS จึงได้เริ่มโครงการกฐินพระราชทาน CSR ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2558 ให้กับโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ที่สามารถช่วยพัฒนา ศาสนา สังคม และการศึกษาได้อย่างยั่งยืน




สำหรับในปีนี้ภายใต้นโยบายของบริษัทคือ “คุณธรรมนำความยั่งยืน” ยังได้สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม โดยเราเชื่อว่าทั้ง 3 มิติ มีความเชื่อมโยง ต่อกัน และเป็นรากฐานสำคัญของความยั่งยืนให้กับองค์กร สังคมและประเทศชาติ บริษัทจึงได้สานต่อกิจกรรมนี้ขึ้นอีกครั้ง



โดยมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท และ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ในชื่อโครงการ “KTBGS Empower Social Sustainability” ภายใต้แนวคิด “บวร” เน้นความเชื่อมโยงระหว่าง วัด บ้าน และโรงเรียน



ทั้งนี้จุดเริ่มต้นก็คือนโยบายของบริษัท ที่ต้องการมุ่งเน้นมิติด้านการศึกษา ศาสนา และสังคม ให้มีความต่อเนื่องกัน อีกทั้งเล็งเห็นว่า พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คนในชุมชน มีรากฐานที่แข็งแรงและเป็นกำลังให้กับชุมชนได้ ก็จะต้องมาจาก วัดซึ่งเป็นศูนย์รวมด้านศาสนา ส่งต่อไปถึงโรงเรียนเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับชุมชน ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นระบบลูกโซ่หมุนเวียน โดยกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นการมอบรถตู้ของทางบริษัท ที่ปลดระวางการใช้งาน แต่ยังสามารถใช้งานได้มามอบให้กับทางวัด เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้งานต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งพระสงฆ์ สามเณร ตลอดจนคนในชุมชน หรือเป็นประโยชน์ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง เพื่อที่ชุมชนจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ต่อไป โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินกิจกรรมหลัก ๆ แบ่งออกเป็น


กิจกรรม CSR ภายนอกองค์กร
•การดำเนินตามโครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีด้วยการสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนให้กับสามเณร โรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ป่าแขมวิทยา จ.พะเยา ซึ่งเป็นโรงเรียนศูนย์กลางสำหรับสามเณรในเขตพื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.พะเยา และ จ.น่าน ตั้งแต่ปี 2558 และต่อมาในปี 2559 บริษัทได้สนับสนุนอุปกรณ์การศึกษาเครื่องคอมพิวเตอร์ห้องวิทยาศาสตร์ และอุปกรณ์ศิลปะตลอดจนทุนการศึกษาให้กับสามเณร เนื่องจากสามเณรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาและมีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน ในปี 2560 บริษัทได้จัดกิจกรรมผ้าป่าสามัคคีเพื่อการศึกษาโดยระดมทุนเพื่อใช้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์การเรียนตลอดจนทุนการศึกษาให้สามเณรอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งสามเณรและรถกระบะเพื่อใช้ในการกู้ชีพและกู้ภัยให้กับชุมชนในวัดศรีเมืองมาง จ.พะเยา

•ร่วมพิธีสมโภชองค์กฐินและพิธีถวายผ้ากฐิน ณ วัดครึ่งใต้ จ.เชียงราย เพื่อนำรายได้สร้าง "ห้องพักผู้ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน" ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน อ.เมือง จ.เชียงราย (ก่อตั้งโดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) ในปี 2559

•ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือช่วยเหลือคนพิการให้มีอาชีพด้วยการจ้างคนพิการ ณ สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย จำนวน 81 คน ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยให้ผู้พิการมีงานทำและเห็นคุณค่าในตัวเอง โดยการทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้แก่บริษัท

•จัดโครงการร่วมกับสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มคนพิการได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรมประกวดวาดภาพระบายสี     ชิงเงินรางวัล 70,000 บาท ในปี 2559


•สนับสนุนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนปากพลีวิทยาคาร จ. นครนายก ซึ่งอยู่ในโครงการกรุงไทยสานฝันโรงเรียนดีใกล้บ้าน ในปี 2560 และมอบรถตู้เพื่อใช้ในการรับส่งนักเรียนในปี 2561

กิจกรรม CSR ภายในองค์กร
•มอบทุนการศึกษาแก่บุตรของพนักงานที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์เป็นจำนวนกว่า 689 ทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน
•การจัดกิจกรรม Kids Camp เพื่อเปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุตรหลานบุคลากรทุกระดับได้มีโอกาสเรียนรู้ตนเองด้วยการส่งเสริมการสร้างทักษะทางสังคม และการทำกิจกรรมการส่งต่อความดี เพื่อเป็นการปลูกฝังความกล้าหาญ การแสดงออกและวิธีคิดของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยยึดหลักความซื่อสัตย์และมีน้ำใจ
•โครงการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มพนักงานเตรียมเกษียณที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกษียณอย่างมีความสุข ที่ผ่านมา ได้ทำกิจกรรมเรียนรู้ด้านการเงิน ด้านสุขภาพ ฝึกสอนอาชีพทางเลือกเมื่อถึงวัยเกษียณ รวมทั้งศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านสารภี จ.สมุทรสงคราม ซึ่งผู้ก่อตั้ง ได้แนวคิดจากการน้อมนำแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำรงชีวิต
•โครงการ Happy Money ให้ความรู้แก่พนักงานในเรื่องของการเงินส่วนบุคคล รวมทั้งให้ความรู้ด้านการลงทุนและสร้างรายได้เพิ่ม หากเป็นหนี้บริษัทก็มีพี่เลี้ยงทางการเงินที่คอยให้คำแนะนำวิธีลดภาระหนี้สิน


ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัล “สถานประกอบกิจการดีเด่น” 12 ปีซ้อน ติดต่อกัน (ปี 2550 – ปี 2561) ในด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสหภาพแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน แสดงถึงความมุ่งมั่น ที่จะสร้างสรรค์ ประโยชน์สุข ต่อบุคลากร ครอบครัว Stakeholder รวมทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้พัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป ในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นอย่างมากในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ในตัวบุคลากรซึ่งนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ไม่ทุจริต มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่และองค์กร จากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้นโยบาย “KTBGS คุณธรรมนำความยั่งยืน”




ซีเอสอาร์ หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเป็นครั้งคราวและจบไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพยายามที่สม่ำเสมอและมีการต่อยอดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จึงจะเรียกได้ว่าได้สร้างความมั่นคงในแง่ของความสัมพันธ์ขององค์กรกับสังคมรอบข้าง



ซีเอสอาร์ หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันเป็นครั้งคราวและจบไป
แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพยายามที่สม่ำเสมอและมีการต่อยอดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา จึงจะเรียก
ได้ว่าได้สร้างความมั่นคงในแง่ของความสัมพันธ์ขององค์กรกับสังคมรอบข้าง

บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด
เลขที่ 96/12 ซอยลาดพร้าว 106 (บุญอุดม 1) แขวงพลับพลา
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

ส่วนสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร
โทรศัพท์: 0-2791-4615 / โทรสาร: 0-2935-3711
Website: http://www.ktbgs.co.th/





วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หัวเว่ย เปิดตัว “HUAWEI Y9 2019” สมาร์ทโฟนน้องเล็ก สเปคแรง จอใหญ่ แบตอึด 4 กล้อง

HUAWEI Y9 2019



HUAWEI Y9 2019 มาพร้อมสเปคจัดเต็มกับชิปเซ็ตรุ่นล่าสุด Kirin 710 ที่มีประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นก่อนถึง 75% ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี GPU Turbo แถมติดอาวุธครบมือด้วย AI Game Suite ให้การประมวลผลกราฟฟิกเร็วแรงขึ้น เพื่อประสบการณ์การเล่นเกมคุณภาพสูงที่เร้าใจและสนุกกว่าที่เคย ใช้งานได้ลื่นไหลไม่มีสะดุดด้วย RAM 4 GB พร้อมเก็บทุกข้อมูลได้จุใจกับหน่วยความจำภายในเครื่องถึง 64 GB นอกจากนี้ยังมาพร้อม Histen 5.0 ระบบเสียงให้ดื่มด่ำความบันเทิงอย่างเต็มอารมณ์ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4,000 mAh ที่มีเทคโนโลยีประหยัดแบตเตอรี่ หมดปัญหาเล่นเกมแล้วแบตแดง เสิร์ฟความบันเทิงได้นานยิ่งขึ้น

ภาพสวยแจ่มเต็มจอชัดเต็มตา เอาใจคอเอ็นเตอร์เทน
HUAWEI Y9 2019 มาพร้อม HUAWEI FullView Display แสดงผลเต็มหน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว คมชัดระดับ FHD+ มีพื้นที่ให้ใช้นิ้วกดเล่นเกมได้อย่างสบาย ภาพสีสดแจ่มชัดแม้อยู่กลางแจ้งด้วยจอ IPS อัตราส่วน Contrast 1500:1 ความละเอียดสูง นอกจากนี้ยังมาพร้อม Eye Comfort Mode หรือฟังก์ชั่นถนอมสายตาซึ่งได้รับการรับรองคุณภาพโดย TÜV Rheinland ช่วยปรับสีของหน้าจอและลดระดับความสว่างให้เหมาะสม รวมถึงช่วยลดแสงฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาและบรรเทาความตึงเครียดของดวงตาอีกด้วย จะดูซีรีส์มาราธอนขนาดไหนก็เอาอยู่แชะภาพสวยได้ทุกสถานการณ์ด้วยกล้องหน้าคู่ ‘16MP + 2MP’ พร้อมรูรับแสง F2.0 เซลฟี่สวยแจ่มได้แม้ในที่แสงน้อย ส่วนกล้องหลังก็มาเป็นแพ็คคู่เช่นกันกับความละเอียด ‘13MP + 2MP’ รูรับแสง F1.8 รองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ มีความลึกที่สมจริง เสริมความเป็นช่างภาพมืออาชีพด้วยเทคโนโลยี AI อันชาญฉลาดที่ช่วยตรวจจับและวิเคราะห์ฉากหลังกว่า 500 แบบ และวัตถุต่างๆ ได้ถึง 22 ประเภท พร้อมปรับการตั้งค่าต่างๆ อัตโนมัติให้เหมาะสมกับวัตถุที่ถ่ายมากที่สุด เพื่อภาพสวยงามแบบไม่ต้องพยายาม

หน้าจอ : 6.5 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2340 พิกเซล) มีติ่งอัตราส่วน 19.5:9 (ปิดติ่งได้)
CPU : HiSilicon Kirin 710 + GPU Turbo
RAM : 4 GB
ROM : 64 GB เพิ่มเม็มได้อีก
กล้องหน้าเซลฟี่แบบคู่ความละเอียดที่ 16+2 ล้านพิกเซล f/2.0 + f/2.4 aperture
กล้องหลังความละเอียดที่ 13+2 ล้านพิกเซล f/1.8 + f/2.4 aperture พร้อมระบบ AI ที่สามารถแยกฉากและวัตถุได้พร้อมปรับสีให้เข้าภาพได้อย่างอัตโนมัติ
รองรับระบบ Face Unlock, Dual 4G Standby, Music Party Mode และ Ride Mode สำหรับการขับขี่รถยนต์/หรือรถจักรยานยนต์
รองรับระบบ AI อัจฉริยะจะคัดแยกเสียงและปรับเสียงสนทนาให้คมชัด บวกกับเทคโนโลยี NICAM ที่ปรับระดับความดังของเสียงให้เหมาะสม คุยได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด
ระบบเสียงเซอร์ราวด์แบบ Histen 5.0 ผ่านหูฟัง
รันบนระบบปฏิบัติการ Android 8.1 OREO ครอบทับด้วย EMUI 8.2 เวอร์ชั่นล่าสุด
แบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh

มี 2 สี ได้แก่ Midnight Black และ Sapphire Blue จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ได้ที่ หัวเว่ย แบรนด์ช้อป และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมรายการ (Lazada และ JD Central)


หัวเว่ยเปิดตัวสมาร์ทโฟนจากซีรีส์ Y เจเนอเรชั่นใหม่ “HUAWEI Y9 2019” เป็นสมาร์ทโฟน AI น้องเล็กที่สเปคไม่เล็ก อัดแน่นทั้งจอใหญ่ สเปคแรง แบตอึด แถมมาพร้อม 4 กล้อง จะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายภาพก็ครบ ด้วยชิปเซ็ต AI Kirin 710 ที่มาพร้อม AI Game Suite และ GPU Turbo เพื่อการเล่นเกมแบบกราฟฟิกสูงให้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เต็มตาบนหน้าจอ Huawei FullView Display ขนาด 6.5 นิ้ว และ RAM 4GB กับแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh มาพร้อมกล้อง 4 ตัวแชะภาพสวยได้ดั่งใจ ในดีไซน์หรูบางเฉียบ เปิดตัวในราคาที่ทุกคนต้องยิ้ม เพียง 6,990 บาท ว

างจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ตุลาคม นี้

การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสตรี (AMMW) ครั้งที่ 3 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 


รมว.พม. กล่าวถ้อยแถลงพร้อมขับเคลื่อนงานพัฒนาศักยภาพสตรีในทุกระดับ เพื่อคุ้มครองทางสังคมแก่ผู้หญิงและเด็กหญิง ในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสตรี (AMMW) ครั้งที่ 3 ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย พร้อมด้วย นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และคณะ เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านสตรี ครั้งที่ 3 (ASEAN Ministerial Meeting on Women – AMMW) พร้อมกล่าวถ้อยแถลงการณ์การดำเนินงานของประเทศไทย ในหัวข้อ “การคุ้มครองทางสังคมแก่ผู้หญิงและเด็กหญิง” (Exchange of views on the theme social protection for women and girls) การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคม 2561 โดยมี นายเหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นประธานในพิธี

เปิดการประชุมฯ มีผู้เข้าร่วมการประชุม ประกอบด้วย ผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ โดยได้มีโอกาสเดินทางไปยังสภาแห่งชาติเวียดนาม เพื่อคารวะ นางเหงียนถิ กึม เงิน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม (Vietnamese President of Parliament) และรับฟังการนำเสนอเกี่ยวกับบทบาทสตรีทางการเมืองของเวียดนาม ซึ่งมีสัดส่วนการดำรงตำแหน่งในสภาของสตรี ถึง 30%



พลเอก อนันตพร กล่าวว่า สถานภาพของผู้หญิงในประเทศไทยมีพัฒนาดีขึ้นเป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น การได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2560 ผู้หญิงมีบทบาทในตำแหน่งผู้บริหารในภาคเอกชนถึงร้อยละ 42 อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงยังประสบปัญหาในเรื่องต่างๆ เช่น ความรุนแรงในครอบครัวการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ดังนั้น การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและการคุ้มครองทางสังคมเป็นเรื่องที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ขับเคลื่อนในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ด้วยการผลักดันกฎหมาย รวมทั้งพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ซึ่งคุ้มครองสิทธิทั้งผู้หญิง และผู้ชาย รวมถึงผู้ที่แสดงออกแตกต่างจากเพศกำเนิด ภายใต้พระราชบัญญัติดังกล่าวมีคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศรับผิดชอบในการพิจารณาข้อร้องเรียน และการเยียวยาผู้ถูกเลือกปฏิบัติด้วยความไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยมีการจัดตั้งกองทุนความเท่าเทียมระหว่างเพศขึ้น อีกทั้ง ในประเด็นเกี่ยวกับความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กหญิง มีศูนย์ช่วยเหลือสังคม ซึ่งให้ความช่วยเหลือในเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก และการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมทั้งคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศที่และประสบปัญหาสังคม สามารถขอรับความช่วยเหลือผ่านสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากผู้หญิงและเด็กหญิงแล้ว ประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความรุนแรงในทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส จึงมีการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทุกระดับ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ชายและเด็กชายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงและเสริมพลังผู้หญิง คู่สมรสที่ต่างเชื้อชาติที่อาจมีปัญหาทางสังคมจากการปรับตัวเป็นกลุ่มใหม่ที่สามารถขอรับความช่วยเหลือและคำปรึกษาจากศูนย์การเรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวทั้ง 8 แห่ง




พลเอก อนันตพร กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจสำหรับผู้หญิงประเทศไทยได้จัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งกองทุนดังกล่าวช่วยให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงแหล่งทุน โดยผู้หญิงชนบทได้รับประโยชน์จากกองทุนนี้เป็นลำดับแรก พบว่า มีผู้หญิง 915,150 คน ได้รับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อฝึกทักษะอาชีพ และผู้หญิง 639,099 คน ได้เข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อก่อตั้งธุรกิจของตน และในปีนี้ รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ภายใต้วงเงินรวมกว่า 78,000 ล้านบาท แก่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Industry Transformation Center : ITC)  23 แห่ง และศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือ SMEs 270 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งพี่เลี้ยงบ่มเพาะ SMEs สู่ตลาดโลก (Big brother) ซึ่งเป็นการให้ธุรกิจขนาดใหญ่ช่วยเหลือธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งผู้หญิงที่เป็นผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีแนวคิดจะเพิ่มสิทธิวันลาคลอดบุตรให้ลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ จาก 90 วัน เป็น 98 วัน ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และพยายามผลักดันให้ภาคเอกชนส่งเสริมการลาของพ่อ-แม่ เพื่อเลี้ยงดูบุตร และประเทศไทยได้ริเริ่มการให้เงินช่วยเหลือเด็กแรกเกิด เมื่อปี 2558 โดยให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวยากจนที่มีเด็กแรกเกิดถึง 3 ปี เดือนละ 600 บาท ซึ่งมาตรการนี้ได้รับการยอมรับว่า เป็นความพยายามในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสจากการถูกกีดกัน และสนับสนุนให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงแรกของชีวิต นับเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอนาคต นอกจากนี้ ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ ปี 2548 ส่งผลให้รัฐบาลได้ริเริ่มการดูแลผู้สูงอายุ โดยอาสาสมัครใน 44 ชุมชน ซึ่งอาสาสมัครเหล่านี้สามารถได้รับการดูแลตอบแทนตามเวลาที่สะสมไว้ในอนาคต ทำให้ผู้สูงอายุสตรีจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้เป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่า




“ประเทศไทยให้ความสำคัญและจะผลักดันมาตรการคุ้มครองทางสังคมแก่ผู้หญิงและเด็กหญิง และมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศอื่น ๆ ตลอดจนความร่วมมือในคณะกรรมการอาเซียนด้านสตรี และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน และหุ้นส่วนใหม่จากทุกระดับ"

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

GIT เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น

TEMP Pop-Up Store by GIT ขยายตลาดสินค้าไทย
จากชุมชนสู่ตลาดสากล



สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) หรือ GIT มีการผลักดัน และสนับสนุน การประกวดออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับเป็นประจำทุกปี เพื่อพัฒนาส่งเสริมการออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม การค้าอัญมณีและเครื่องประดับ




GIT เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT ชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และการออกแบบร่วมสมัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัว TEMP Pop-Up Store by GIT  สร้างแหล่งเรียนรู้ และ แรงบันดาลใจด้านแฟชั่นและการออกแบบให้ กับนักออกแบบ รุ่นใหม่ และ ผู้ที่สนใจ พร้อมจำหน่ายสินค้าจากโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับสู่ภูมิ- ภาคอย่างยั่งยืน ณ บริเวณห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ ชั้น 1 สถาบันวิจัยและพัฒนา อัญมณีและเครื่องประดับ แห่งชาติ(องค์การมหาชน) อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม โดยมีพิธีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ตุลาคม 2561







โดยในวันเปิดตัวสถาบันยังได้จัดกิจกรรม Workshop “Wire Your Gems to Jewelry!” เพื่อให้แขกผู้มีเกียรติ ที่เข้าร่วม งาน ได้ลองประดิษฐ์เครื่องประดับด้วยตัวเอง ผ่านการถักทอ ร้อยเรียง อัญมณี และ วัสดุอันสร้างสรรค์ โดยได้รับเกียรติ จาก คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา นักออกแบบ และเจ้าของแบรนด์ Carletta Jewellery มาเป็นวิทยากร
 







นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ กล่าวว่า GIT ได้ ปรับรูป แบบห้องสมุดอัญมณีและเครื่องประดับ จัดโซน TEMP Pop-Up Store by GIT เพื่อสร้างศูนย์นัดพบ แห่งใหม่ให้แก่ผู้รัก การออกแบบ และแฟชั่น พร้อมสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าจากอัตลักษณ์การออกแบบจากผลงานของผู้ประกอบการ ที่ผ่านการคัดเลือกในจังหวัดเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ตราด เพชรบุรี สุรินทร์ และ สตูล ซึ่งมีแนวคิด และ ต่อยอด ธุรกิจจนสามารถสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ของตนเองโดยมีการพัฒนารูปแบบของเครื่องประดับร่วมกับนักออกแบบชื่อดัง อาทิ คุณวไลพรรณ ชูพันธ์ จากแบรนด์ FLOW คุณเอก ทองประเสริฐ จากแบรนด์ EK Thongprasert คุณสุรศักดิ์ มณีเสถียรรัตนา จากแบรนด์ Carletta Jewellery คุณอริสรา แดงประไพ จากแบรนด์ Arisara และ คุณจิตต์สิงห์ สมบุญ  





ซึ่งนักออกแบบแต่ละท่านจะช่วยดึงจุดเด่น ที่น่าสนใจของแต่ละจังหวัด และเครื่องประดับในท้องถิ่นมาปรับให้ร่วมสมัย และสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันพร้อมทั้งเปิดวางจำหน่ายสินค้าจากนักออกแบบชั้นนำที่การันตีจากรางวัลDEmark หรือ Design Excellent Mark จากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ GMARK (Good Design Mark ของประเทศ ญี่ปุ่น) ซึ่งนอกจากสินค้าอัญมณี และเครื่องประดับ ยังรวมสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา กระเป๋าเงิน ผ้า พันคอ เสื้อผ้า มาจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการปรับเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อให้ เกิดความหลากหลาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าเยี่ยมชม โดยสำหรับครั้งนี้ ในคอนเซปต์ Eat Me เพื่อสื่อ ให้คนเห็นว่าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนั้นสามารถจับต้องได้ง่าย ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผ่าน รูปแบบของห้อง อาหารและอุปกรณ์ในการรับประทานอาหารที่นำมาใช้เป็นอุปกรณ์ตกแต่ง ให้เครื่องประดับ ดูน่า สนใจมากขึ้น และหลัง จากนี้เราได้จัดเตรียมคอนเซป Color of Party ที่จะปรับเปลี่ยนให้ TEMP Pop-Up Store ของเรามีความสดใส และดึง ดูดผู้สนใจมากยิ่งขึ้น


TEMP Pop-Up Store by GIT ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขยายตลาดสินค้าไทยจากชุมชนสู่ตลาดสากลผ่าน GIT สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเลือกซื้อสินค้า ในโครงการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่ภูมิภาค อย่างยั่งยืน

สถาบันเปิดให้บริการในวันจันทร์ – วันศุกร์
ตั้งแต่เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ บริเวณห้องสมุด อัญมณีและ เครื่องประดับ ชั้น 1
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ถนนสีลม โทร. 02 634 4999 ต่อ 102 – 103


สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.git.or.th หรือ

https://www.facebook.com/TEMP-Pop-up-Store-by-GIT-259891488203483/

วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แนะนำโรงแรมหรูๆ แต่ราคาถูกๆ ตั้งอยู่ใกล้เมืองทองธานีและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

เค พาเลซ ฯ จัดโปรโมชั่นเอาใจลูกค้า 
ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49




แนะนำโรงแรมหรูๆ แต่ราคาถูกๆ ตั้งอยู่ใกล้เมืองทองธานีและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ แถวหลักสี่ ทีเค พาเลซ กรุงเทพ  โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น  จัดโปรโมชั่นครั้งใหญ่  แพ็คเกจงานแต่งลด 10 %ห้องพักลดราคา 50 %  ในงาน ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 1-4 พ.ย.61 บูธ O09

โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น  มีทำเลอยู่ห่างจากอิมแพคเมืองทองธานีและศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะโดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ 10 นาที โรงแรมมีห้องพักปรับอากาศทันสมัย ปรับปรุงใหม่ เอาใจลูกค้า ด้วยราคาพิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่มองหาสถานที่จัดงานแต่งงานไม่ควรพลาด Grand Convention Building  อาคารจัดเลี้ยง  งานแต่งงาน 



ในส่วนของห้องพัก ขณะนี้เปิดให้บริการทั้งหมด 280 ห้อง โดยแบ่งเป็น Standard, Superior, Deluxe ในส่วนห้องจัดงานเลี้ยง สามารถ รับลูกค้าตั้งแต่กลุ่มเล็ก 30 คนขึ้นไป จนถึงกลุ่มใหญ่กว่า 800 คน  มีกว่า 20 ห้อง  





ทั้งนี้ การปรับปรุง เพิ่มอาคาร รองรับการเติบโต ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งอาคารจัดงานเลี้ยง อาคารห้องพัก 100 ห้อง รองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ห้องพักที่มีถึง 380 ห้อง พร้อมเปิดต้อนรับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบในต้นปี 2562 ในส่วนของที่จอดรถ โรงแรมมีพื้นที่กว้างกวาง ทั้งในอาคารและลานจอดรถกลางแจ้ง  รองรับได้เกือบ 500 คัน


พิเศษสุด สำหรับงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49 แพ็คเกจงานแต่งราคาพิเศษ จองในงานรับส่วนลดทันที 10 %  ห้องพักมีโปรโมชั่น 2 แบบ คือ  Deluxe และ Superior ลดถึง 50 %

พบกับโปรโมชั่นห้องพัก แพ็คเกจงานแต่ง ได้ที่ งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 49
ระหว่างวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2561 บูธ O09

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0 2574 1588
 www.tkpalace.com,www.facebook.com /TKPALACEHOTEL






วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561

บาโอจิ” ชวนพรีเซ็นเตอร์ “เจมส์จิ”

บุกโรบินสัน ร้อยเอ็ด โรดโชว์ห้างแตก



เรียกว่าเป็นรองเท้าแบรนด์เดียวในไทยที่มีกิจกรรมโร้ดโชว์พบปะกับแฟนคลับมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รองเท้าผ้าใบแบรนด์ “บาโอจิ” ขึ้นเหนือ ลงใต้ ไปตะวันออก ตะวันตก ตระเวนภาคกลาง และภาคอีสาน อย่างทั่วถึง นอกจากจะนำรองเท้าคุณภาพดี ดีไซน์สวย สวมใส่สบาย ไปให้คนไทยได้เลือกซื้อในราคาโปรโมชั่นแล้ว ยังขยันมอบความสุขด้วยการชวนเหล่าซุปตาร์ไปเอ็นเตอร์เทนแฟนๆ ทุกที่ที่ไป สร้างความปลื้มอกปลื้มใจให้เหล่าFC บาโอจิ คลับ ได้ฟินกันตลอด



​ล่าสุดด้วยการนำทีมของผู้บริหารคนเก่ง “คุณกิตติยา พานิชกุลพูลผล” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด แห่ง บจก.หลงไทย อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จัดใหญ่ จัดเต็มอีกแล้ว ขนคาราวานรองเท้าบาโอจิไปให้แฟนๆชาวร้อยเอ็ดได้ช้อปกันอย่างจุใจ พร้อมทั้งชวนพระเอกซุปตาร์ & พรีเซ็นเตอร์สุดหล่อ “เจมส์-จิรายุ” มาร่วมกิจกรรม BAOJI Roadshow with JamesJi” @โรบินสัน ร้อยเอ็ด (บาโอจิ โรดโชว์ วิธ เจมส์จิ@โรบินสัน ร้อยเอ็ด) งานนี้บอกได้คำเดียวว่ามีแต่คำว่าโดน เพราะชาวร้อยเอ็ดมาเลือกซื้อรองเท้าบาโอจิกันจนห้างแทบแตก แถมยิ่งพอพรีเซ็นเตอร์ “เจมส์จิ” มาปรากฏตัวบนเวที เหล่าแฟนคลับกรี๊ดกันหนักมาก


​นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเรียกเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม จาก “เจมส์จิ” และ “บาโอจิ” ที่ตั้งใจนำมามอบให้กับแฟนๆ ที่มาร่วมงาน BAOJI Roadshow with JamesJi” @โรบินสัน ร้อยเอ็ด ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์แห่งความสุข ที่ รองเท้า “แบรนด์บาโอจิ” และเหล่าผู้บริหาร บจก.หลงไทย อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ตั้งใจนำมามอบให้กับเหล่าลูกค้าที่น่ารักทุกคน แล้วมาคอยลุ้นกันต่อไปว่ากิจกรรมโรดโชว์ครั้งต่อไป จะไปที่จังหวัดไหน แต่รับรองว่าสนุกถึงใจแน่นอน


สามารถติดตามอัพเดตข่าวสารได้ที่
FB : baoji club
เข้าไปเลือกชมรองเท้าบาโอจิสุดเท่ ได้ที่ เคาน์เตอร์ช็อป BAOJI ทุกสาขาทั่วประเทศ สาขาห้างเสริมไทย คอมเพล็กซ์ หรือในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และเดอะมอลล์ทุกสาขา

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เทรนด์เคล็ดลับชะลอวัยสวยใบหน้าใส ปลื้มเทคนิค “ฉีดสเต็มเซลส์ SVF”

รพ. บาโนบากิ ศัลยกรรมตกแต่งครบวงจรชื่อดัง
จากประเทศเกาหลี


รพ. บาโนบากิ มีเทคโนโลยีทันสมัยและมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์ของการชะลอวัย  มีความปลอดภัยเป็นหลักมีความน่าเชื่อถือมีวิสัญญีแพทย์คอยควบคุมดูแลเรื่องการวางยาขณะผ่าตัด แม้ผ่าตัดเสร็จแล้วก็จะอยู่ในห้องพักฟื้นที่มีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ลูกค้าพึงพอใจผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เกิดการรีวิวในสังคมออนไลน์ปริมาณสูง และในกลุ่มคนดังหลากหลายแวดวง การบริการรอบด้าน การเอาใจใส่จากหมอ, พยาบาล, พนักงานทุกคนตั้งแต่เริ่มปรึกษาไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด และ รพ.ก็ยังมีล่ามคนไทยประจำอยู่ที่ รพ. ลูกค้าจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการสื่อสารใดๆ แม้จะเดินทางไปยังประเทศเกาหลี เป็นต้น


คุณม้า อรนภา นักแสดงและพิธีกรคุณภาพชั้นนำของประเทศไทย แนะเทรนด์เคล็ดลับชะลอวัยสวยใบหน้าใส ปลื้มเทคนิค “ฉีดสเต็มเซลส์ SVF” มั่นใจรพ.บาโนบากิ จากประเทศเกาหลีใต้ เน้นความปลอดภัย +ความเชี่ยวชาญของแพทย์และความทันสมัยของเทคโนโลยีสูง

คุณอรนภา กฤษฎี (ม้า) นักแสดงและพิธีกรคุณภาพระดับแนวหน้าของประเทศไทย เปิดเผยว่า “ สำหรับตนเองการดูแลผิวหน้า นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ด้วยอาชีพและเพื่อเสริมให้บุคลิกภาพที่ดี จึงได้เลือกเทคนิคการชะลอวัย นับว่าเป็นประโยชน์กับุคลที่สนใจ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และสิ่งสำคัญต้องคำนึงด้านคุณภาพและความปลอดภัย


ทั้งนี้ส่วนตัวเลือกใช้วิธีการการฉีดสเต็มเซลส์ SVF เป็นกรรมวิธีคือการนำเลือดของตัวเองมาสกัดและสังเคราะห์ออกมาเป็นเซลส์ที่เหมาะกับบริเวณที่ต้องการซึ่งเซลส์ SVF นี้จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อไขมันเมื่อแยกเซลส์ออกมาแล้ว เซลส์ SVF นี้จะสามารถช่วยกระตุ้นให้เซลส์ไขมันที่ฉีดเข้าสู่พื้นที่ตามธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราการแทรกซึมไขมันเพิ่มขึ้นและเซลส์ไขมันที่ฉีดสามารถสร้างไขมันได้ด้วยตนเอง ดีกว่าการฉีดไขมันธรรมดาทั่วไป ทำให้เกิดความไว้วางใจ รพ. บาโนบากิ จากประเทศเกาหลีใต้ ด้วยมีเทคโนโลยีทันสมัยและมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์ของการชะลอวัยจริงๆ ”

ด้านนายแพทย์โอ ชางฮยอน เจ้าของโรงพยาบาลบาโนบากิ กล่าวเสริมว่า
“นอกจากนี้การฉีดสเต็มเซลส์ SVF กลุ่มเซลล์ของเนื้อเยื่อไขมันที่สกัดออกมาจะมีคอลลาเจนและกรดไฮยาลูโรนิคพร้อมด้วยปัจจัยการเจริญเติบโตต่างๆ ช่วยซ่อมแซมผิว, ให้ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นในบริเวณที่ปลูกถ่ายเซลล์ผิว, ทำให้ผิวเปล่งปลั่ง เต่งตึง และกระจ่างใสขึ้น กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป จุดเด่นของโรงพยาบาลบาโนบากิ มีศูนย์สกัดและวิจัยสเต็มเซลส์ในตัว พร้อมมีธนาคารรับฝากเซลล์ของคนไข้ซึ่งทางโรงพยาบาลบาโนบากิ จะดูแลเก็บรักษาสเต็มเซลล์ไว้ให้ระยะเวลา 1 ปี ”

อย่างไรก็ตามหากสนใจข้อมูลที่มีประโยชน์ต่างๆ เหมือนคุณม้า อรนภา
สอบถามข้อมูลของโรงพยาบาลบาโนบากิ ซอยทองหล่อ 3

โทร. 02-392-2890 ตั้งแต่เวลา 9.30-18.30 น. 
หรือ Line@thaibanobagi (มี@ข้างหน้า ) 
www.thailandbanobagi.com ”

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่ดีที่สุด

“SuperRich สีเขียว”รุกตลาดชานเมือง เปิดสาขาใหม่ พร้อมตอบโจทย์ชีวิตติจิทัล


ซุปเปอร์ ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) ผู้นำธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศมากว่า 50 ปี เน้นจุดแข็ง “Thailand Best Rate” เปิดสาขาใหม่รองรับกลุ่มลูกค้าในเขตพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ พร้อมตอบรับ Cashless society ด้วยบริการรับแลกเงินด้วย QR Code และบัตรเครดิต ทุกสาขา ให้การแลกเงิน
สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น


ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล (เจน)  กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด

ธณัทร์ษริน สุสมาวัตนะกุล (เจน)  กรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาองค์กร บริษัท ซุปเปอร์ริช (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยเดินทางออกนอกประเทศมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” จึงเปิดสาขาใหม่ล่าสุดที่ เซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ชั้น 3 โซนธนาคาร เป็น 13 สาขา ขยายพื้นที่ให้บริการจากใจกลางกรุง สู่กลุ่มลูกค้าในกรุงเทพมหานคร ฝั่งตะวันตก ไปถึงจังหวัดนนทบุรี เป็นความตั้งใจ ซุปเปอรืริช ไทยแลนด์ สีเขียว ที่จะดูแลและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ตรงใจที่สุด





นอกจากนี้ เทรนด์การขยายของตัวเมือง พร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีผลให้ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้เงินของลูกค้าเปลี่ยนไป “ซุปเปอร์ริช สีเขียว” จึงเพิ่มช่องทางการบริการลูกค้าให้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเปิดบริการรับแลกเงินไทยเป็นเงินต่างประเทศด้วยระบบ QR Code ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีค่าธรรมเนียม แลกได้สูงสุดถึง 300,000 บาท/วัน/พาสปอร์ต และบัตรเครดิต สำหรับจำนวนเงิน 10,000-30,000 บาท/วัน/พาสปอร์ต มีค่าธรรมเนียม 2.2% ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ในทุกสาขาแล้ววันนี้

ซุปเปอร์ริช สีเขียว ยกระดับการบริการลูกค้าด้วยการขยายพื้นที่บริการ ประกอบกับใช้เทคโนโลยี
เพื่ออำนวยความสะดวก ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างเข้มข้น
เพื่อให้พนักงานสามารถมอบบริการที่รวดเร็ว ละเอียด ครบถ้วน เป็นมิตรกับลูกค้าที่เข้ามารับบริการ มีระบบการทำงานสอดคล้องกับการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจ รองรับไลฟ์สไตล์การใช้เงินของลูกค้าทั้งรูปแบบเงินสด และแบบไร้เงินสดในอนาคต และยังมีช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด 






ซุปเปอร์ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) แลกเงิน THB เป็นสกุลเงินต่างประเทศเรทเดียวกันทุกสาขา แลกเงินไทยเป็นเงินต่างประเทศด้วยบัตรเครดิต กับซุปเปอร์ริชไทยแลนด์ (สีเขียว)

เช็คเรทแบบเรียลไทม์ได้ที่ 

http://bit.ly/SuperrichTH-facebook-rate หรือ App SuperrichTH 
iOS : bit.ly/SuperrichTH-ios 
Android : bit.ly/SuperrichTH-android
สัมผัสประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในอัตราที่ดีที่สุด พร้อมการให้บริการที่
ประทับใจได้แล้ววันนี้ ที่ ซุปเปอร์ริช สีเขียว ทั้ง 13 สาขา


ซุปเปอร์ริช ไทยแลนด์ (สีเขียว) แลกเงิน THB เป็นสกุลเงินต่างประเทศเรทเดียวกันทุกสาขา

บริการสั่งจองเงินล่วงหน้า ได้ที่
Call center 02-254-4444
ช่องทางออนไลน์
Line@ / Facebook / Twitter / Application : SuperrichTH
www.superrichthailand.com 

#ซุปเปอรืริชไทยแลนด์สีเขียว #SuperrichTH #ThailandBestRate #SuperrichLife

คลินิกกลุ่มเสี่ยงสูงมะเร็งเต้านม

Breast Cancer Awareness Month 2018
Sunday Clinic: High Risk Breast Cancer
“คลินิกกลุ่มเสี่ยงสูงมะเร็งเต้านม”



ในเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นเดือนรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านม ที่ถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายอันดับ 1 ของผู้หญิงทั่วโลก ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมเจริญเติบโตผิดปกติ และร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทําให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลทางสถิติที่ผ่านมาพบว่า จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นของทั่วโลกและในประเทศไทย แม้จะมีการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงโรคมะเร็งเต้านมอย่างต่อเนื่องก็ตามแต่ก็ยังคงมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เพราะขาดความรู้แนวทางการป้องกันที่จะช่วยให้ลดอัตราของโรคนี้ได้   



ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิงเป็นอันดับ 1 ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย จากเดิมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปากมดลูก  และมีแนวโน้มว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โรคมะเร็งเต้านมไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่มีปัจจัยหนุนคือฮอร์โมนเอสโตรเจนที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เนื้อเยื่อเต้านมจนเจริญเติบโตผิดปกติและร่างกายไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกตินั้นได้ ทำให้เซลล์เหล่านั้นกลายเป็นเซลล์มะเร็งและโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะอื่นๆ ความจริงแล้วมะเร็งเต้านมมีหลายชนิด แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือชนิดที่เกิดจากท่อน้ำนม เมื่อเซลล์มะเร็งแบ่งตัวจนทะลุเนื้อเยื่อของท่อน้ำนมเข้าไปถึงท่อน้ำเหลืองหรือเส้นเลือดก็จะแพร่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก ตับ ปอด หรือสมอง ซึ่งโรคมะเร็งเต้านมเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการ ไม่เจ็บ ไม่ปวด มีเพียงก้อนเนื้อให้สัมผัสได้แต่ไม่รู้สึก หลายคนจึงละเลยจนเข้าสู่ระยะลุกลามปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอาการที่ตามมา เช่น เต้านมบวมผิดปกติ แตก เน่า เป็นแผล แล้วค่อยไปพบแพทย์ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว โดยอายุเฉลี่ยของคนไข้ที่พบมะเร็งเต้านมคือ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งจริงๆ แล้วเซลล์มะเร็งอาจจะก่อตัวก่อนหน้านั้น แต่เพิ่งมาตรวจพบในช่วงวัยดังกล่าว เพราะมะเร็งเต้านมค่อนข้างโตช้า กว่าจะโตจากขนาด 1 เซนติเมตรไปสู่ 2 เซนติเมตรต้องใช้เวลาประมาณ 90-180 วัน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมคือ บุคคลที่มีญาติใกล้ชิดเป็นมะเร็งเต้านมเกินสองคนขึ้นไป เช่น แม่ พี่สาว หรือน้องสาว คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าและมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ดังนั้นจึงต้องตรวจหาความผิดปกติด้วยตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ รวมถึงการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวน์ (digital mammogram and ultrasound)

นพ.สาธิต ศรีมันทยามาศ แพทย์ศัลยกรรมมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวเพิ่มเติมว่า มะเร็งเต้านมเป็นเซลล์มะเร็งที่เกิดกับอวัยวะภายนอก สามารถคลำหาได้ด้วยมือ ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมเกินกว่าร้อยละ 85 จึงมักจะมาพบแพทย์หลังจากคลำพบก้อนที่เต้านม โดยระยะของมะเร็งเต้านมแบ่งออกเป็นระยะ 0 ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของเซลล์มะเร็ง ยังไม่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อของเต้านมและสามารถรักษาหายได้ ระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งมีขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตรและยังไม่ลุกลามถึงต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดระหว่าง 2-5 เซนติเมตรและเริ่มลุกลามไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แต่ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น ระยะที่ 3 ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร ลุกลามเข้าไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้แล้วแต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น และระยะที่ 4 มะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่น เรียบร้อยแล้วซึ่งหากตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์การรักษาหายจะลดลงเหลือร้อยละ 98 และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1-2 เซนติเมตรแล้ว โอกาสหายเหลือเพียง 80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยิ่งก้อนมะเร็งใหญ่ขึ้นโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะลุกลามไปยังอวัยวะอื่นยิ่งมีมากขึ้น ดังนั้นยิ่งตรวจพบเร็วยิ่งมีโอกาสหายได้มากกว่า วิธีที่จะช่วยให้พบเซลล์มะเร็งได้เร็วคือ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมและอัลตราซาวน์ (digital mammogram and ultrasound) ซึ่งสามารถหาเซลล์ที่ผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมเป็นเทคโนโลยีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจหาความผิดปกติของเต้านมแม้เพียงขนาดเล็กระดับมิลลิเมตร โดยปกติจะใช้เวลาตรวจ 5-10 นาที โดยเครื่องดิจิตอลแมมโมแกรมจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ภาพที่ได้จากการตรวจมีความละเอียดและความคมชัดสูง ช่วยแพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจน



การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก(ระยะที่ยังไม่ลุกลาม) สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง (ผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน) หรือเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดไม่จำเป็นต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด แต่หากพบมะเร็งเต้านมในระยะที่ใหญ่ขึ้นคือ ตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลายเป็นต้นไป (มะเร็งระยะแพร่กระจาย) ต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้การทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียง ด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ เพื่อคนไข้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นใจ

ศ.นพ.ศุภกร โรจนนินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยเสี่ยงสําคัญ นอกเหนือจากการมีญาติสายตรงใกล้ชิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมแล้ว การมีการกลายพันธุ์ของยีน ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งเช่นกัน ยีน BRCA เป็นชื่อของยีนที่ทําหน้าที่ควบคุมการเจริญของเซลล์ (Tumor suppressor gene) มี 2 ชนิด คือ BRCA1 และ BRCA 2 หากยีนทั้ง 2 ชนิดนี้มีการกลายพันธุ์ (mutation) จะสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม จาก พ่อ-แม่ สู่ลูกได้โดยตรง ส่งผลให้ในผู้หญิงเพิ่มโอกาสการเกิดเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ ถ้ามีการกลายพันธุ์ของยีนส์ BRCA 1 ในผู้หญิง โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี สูงถึง 60-80% ถ้ามีการกลายพันธุ์ของยีนส์ BRCA 2 ในผู้หญิง โอกาสเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 50 ปี สูง 50-70% และประมาณ 5 - 10 % ที่สามารถเป็นมะเร็งเต้านม และ 10 - 15 % สามารถเป็นมะเร็งรังไข่ได้โดยการถ่ายทอดการกลายพันธุ์ของยีนส์ชนิด BRCA 1 และ BRCA 2  ทำให้ญาติสายตรงมีโอกาสที่จะได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมดังกล่าว และเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งทั้ง 2 ชนิด มากกว่าคนทั่วๆ ไป การตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่อการเป็นมะเร็งเต้านม จึงเป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติของยีน BRCA ที่สามารถทําได้โดยการตรวจเลือดโดยแพทย์ด้านพันธุศาสตร์มะเร็ง หากผลตรวจพบว่ามีความผิดปกติของยีนเหล่านี้ก็จะสามารถวางแผนจัดการเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมในอนาคต หรือ ช่วยให้ตรวจพบได้เร็วที่สุดเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายมากยิ่งขึ้น

ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยใส่ใจในสุขภาพหมั่นตรวจเช็คเต้านมของตัวเอง และหากมีความผิดปกติหรือสงสัย ให้รีบปรึกษาแพทย์  เพราะมะเร็งเต้านมเมื่อตรวจพบในระยะแรกๆ จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายได้  และเพื่อเป็นการเพิ่ม การดูแลกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมโดยเน้นกลุ่มญาติของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมโดยเฉพาะ  ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ  ได้เปิดให้บริการ SUNDAY CLINIC  อีกหนึ่งบริการ เพื่อให้กลุ่มญาติของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมได้รับการตรวจคัดกรอง การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย การให้คำปรึกษาเรื่องการตรวจเสริมต่างๆ เช่น ด้านพันธุกรรม เป็นต้นหรือการรักษาเพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในบางรายที่มีความจำเป็น รวมถึงการได้รับการติดตามจากแพทย์และทีมที่มีความรู้ ความสามารถโดยใช้แนวทางการดูแลตามมาตรฐานสากล จะช่วยคนกลุ่มดังกล่าวทราบแนวทางการดูแล การตรวจ การติดตามตามอย่างถูกต้องและเข้าถึงการรับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.02-3103016
ศูนย์เต้านม โรงพยาบาลวัฒโนสถ หรือ โทร. 1719 



ฉลอง 29 ปี คิง เพาเวอร์ จัดใหญ่ แจกเยอะ ตลอดเดือนตุลาคม

KingPower Delights And Surprises 



เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ ในคอนเซ็ปต์นักเดินทางบนเรือสำราญสุดหรู คิง เพาเวอร์ ฉลองครบรอบ 29 ปี จัดใหญ่ แจกแยอะ ลดราคาครั้งใหญ่ในรอบปี สูงสุดถึง 30% พร้อมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังมากมาย




KingPower Delights And Surprises 

อภิเชษฐ์ ศรีวัฒนประภา รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นประธานเปิดงาน "29th Anniversary Delights & Surprises" ฉลองครบรอบ 29 ปี คิง เพาเวอร์ อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงความขอบคุณและคืนกำไรให้แก่ลูกค้าขาช็อปที่อยู่เคียงข้างกันอย่างยาวนาน



คิง เพาเวอร์ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 29 ปี อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้งาน "29th Anniversary Delights & Surprises" ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ "Enchantment of the Cruise Where Celebration Sets Sail" เพื่อแทนคำขอบคุณให้แก่ลูกค้าที่ให้การสนับสนุน คิง เพาเวอร์ เสมอมา โดยมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษและของรางวัลต่าง ๆ มากมาย งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 - 21 ตุลาคม 2561 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, ศรีวารี, พัทยา และภูเก็ต พิธีเปิดงานจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป  ณ บริเวณ คราวน์ เอเทรียม คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

โดยไฮไลต์ในงานจะได้พบกับโชว์มิวสิคัลแดนซ์จาก หญิง–รฐา โพธิ์งาม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน
ชื่อดัง ทอม Room39 ที่จะมาสร้างความบันเทิงให้กับทุกท่านอย่างเต็มอิ่ม พร้อมกับโปรชั่นสุดพิเศษ
ต่างๆ อีกมากมาย



#KingPowerDelightsAndSurprises วันที่ 18-21ตุลาคมนี้!
มาร่วมงานในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุข พร้อมช้อปแล้วรับโปรโมชั่นสุดคุ้มที่ไม่ควรพลาด
 วันนี้ ถึง 21 ตุลาคม 2561 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

#KingPowerDelightsAndSurprises
#DelightsAndSurprises2018
#WeAreTravellersToo
#ExploreEndlessly
#KingPower