เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle ทันทุกกระแสข่าว! Hot คนดัง บันเทิง

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2562

ททท. จับมือ บางกอกแอร์เวย์ส ดึงนักท่องเที่ยวเดินทางระยะใกล้บินเที่ยวไทยช่วงกรีนซีซั่น


เช้าวันนี้ (30 กันยายน 2562) นายกฤษฎา รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายคมกริช งามวงศ์วิโรจน์ ผู้อำนวยการส่วนขาย - ยุโรป แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออนไลน์ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ Fly me to Thailand ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศ CLMV มาเลเซีย สิงคโปร์และอินเดีย เข้าประเทศไทยหวังกระตุ้นรายได้ช่วงกรีนซีซั่น ซึ่งตรงกับช่วงปิดเทอมของนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียน และเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี ณ ห้องสมุด อาคาร ททท.



นายกฤษฎา รัตนพฤกษ์ ผู้อำนวยการภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ททท. ได้ร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ดำเนินโครงการ Fly me to Thailand มุ่งเป้าหมายนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และอินเดีย โดยนักท่องเที่ยวที่ถือสัญชาติตามประเทศดังกล่าวจะได้สิทธิประโยชน์พิเศษ WOW Deal เมื่อซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินบางกอกแอร์เวย์ส 3 ที่นั่งบินสู่ประเทศไทยระหว่างวันที่ 16 กันยายน – 31 ธันวาคม 2562 ได้แก่ บัตรกำนัลห้างสรรพสินค้ามูลค่า 800 บาท ส่วนลดจากโรงแรม ร้านอาหาร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และสปา รวมกว่า 63 แห่งทั่วประเทศไทย ซึ่งคาดว่าโครงการ Fly me to Thailand จะสามารถสร้างความคึกคักให้กับบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงปลายกรีนซีซั่นของไทยได้เป็นอย่างดี


นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศ CLMV ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และอินเดียที่เดินทางในช่วงเวลาดำเนินโครงการฯ เพิ่มขึ้น 25,000 ราย สร้างรายได้ประมาณ 924 ล้านบาท นอกจากนี้ ททท. ยังมีโครงการ Thailand Great Deal ที่จะร่วมมือกับบริษัทนำเที่ยวชั้นนำ

เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยอีกด้วย ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดของโครงการได้ที่ www.flymetothailand.com

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จัดโรดโชว์ “ถ้าคุณเป็นเสือ…ชีวิตคุณจะอยู่อย่างไร”

ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมยุติการทรมานเสือเพื่อความบันเทิงองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection) จัดกิจกรรมโรดโชว์เพื่อการรณรงค์ภายใต้โครงการ “ถ้าคุณเป็นเสือ…ชีวิตคุณจะอยู่อย่างไร” (Save Breeding Tiger) เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการขยายพันธุ์เสือโคร่งในอุตสาหกรรมเพื่อความบันเทิงแก่คนรุ่นใหม่ โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากนิสิตและนักศึกษาสถาบันฯ ต่างๆ จำนวนหลายพันคน ร่วมลงชื่อยุติการขยายพันธุ์เสือในกรงขัง พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทยที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป สามารถร่วมลงชื่อให้การสนับสนุน เพื่อเสนอร่างกฎหมาย ยุติการขยายพันธุ์เสือโคร่งในกรงเลี้ยง ต่อรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต โดยล่าสุดจัดกิจกรรมรณรงค์พร้อมการบรรยายความรู้ให้แก่นักศึกษาที่สนใจ กว่า 1,000 คน ณ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันก่อน


สมศักดิ์ สุนทรนวภัทร หัวหน้าฝ่ายโครงการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวถึงที่มาของกิจกรรมนี้ว่า "ทุกวันนี้มีเสือถูกขังและใช้ประโยชน์ในทางที่ผิดอยู่ในสวนเสือทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยเรื่อง Trading cruelty – how captive big cat farming fuels the traditional Asian medicine industry ที่ชี้ให้เห็นถึงเบื้องหลังการเพาะพันธุ์สิงโตในทวีฟแอฟริกาและการเพาะพันธุ์เสือในทวีปเอเชียที่มุ่งตอบสนองต่ออุปสงค์ความต้องการของตลาดค้าเสือทั่วโลก โดยที่เสือและสิงโตเหล่านั้นต่างถูกเลี้ยงอย่างไร้สวัสดิภาพและตกเป็นเหยื่อเพื่อความบันเทิงของมนุษย์ หากแต่เราเชื่อมั่นว่า “เสือควรอยู่อย่างเสือ ไม่ควรเป็นจำอวดของมนุษย์” นั่นคือเสือควรอยู่ในผืนป่ากว้างใหญ่อันเป็นแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของมันมากกว่าอยู่ในกรงขัง ดังนั้นเราจึงอยากเชิญชวนประชาชนและผู้ที่สนใจร่วมผลักดันผ่านร่างกฎหมาย รวมถึงหยุดการสนับสนุนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเสือในกรงเลี้ยงที่ใช้เพื่อความบันเทิง และไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเสือ เช่น ยาสมุนไพร เครื่องประดับ วัตถุมงคลและเครื่องรางต่างๆ เพื่อตัดวงจรทรมานเสือในอนาคต”


ปัญจเดช สิงห์โท ที่ปรึกษาด้านนโยบาย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า
“ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่วันนี้เราได้มาเป็นตัวแทนสัตว์ป่าพูดคุยกับน้องๆนักศึกษาคนรุ่นใหม่ เพื่อการร่วมลงชื่อสนับสนุนการร่างกฎหมายให้มีการยุติการขยายพันธุ์เสือโคร่งในกรงเลี้ยงเพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือเพื่อความบันเทิงของมนุษย์ เพราะเสือเหล่านี้ต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในกรงเลี้ยงตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งสอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลกที่มีนโยบายและกฏหมายเพื่อยุติการนำสัตว์ป่ามาแสดง รวมไปถึงยุติการผสมพันธุ์เสือเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการเพื่อความบันเทิง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจของประเทศไทยที่ธุรกิจดังกล่าวกลับเติบโตสวนทางกับกระแสอนุรักษ์ทั่วโลก เห็นได้จากการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาไซเตส (COP-18) เมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้หารือในเรื่องการพยายามลดจำนวนเสือในกรงเลี้ยงและห้ามผสมพันธุ์เสือเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจเพื่อความบันเทิง พร้อมย้ำให้ประเทศสมาชิกทำการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังอีกด้วย ดังนั้นผมมองว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแสดงพลังและความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่เพื่อร่วมกันแก้ไขนโยบายและผลักดันร่างกฏหมาย ตลอดจนเป็นกระบอกเสียงแทนพวกมันเพื่อให้เสือเหล่านี้เป็นรุ่นสุดท้ายที่ต้องทุกข์ทรมานในกรงเลี้ยงของมนุษย์”


ที่ผ่านมาองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนในการป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ทั้ง
ทางตรงและทางอ้อม ผ่านการประสานขอความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงทำการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงปัญหาและภัยคุกคาม พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม
ในการอนุรักษ์เสืออย่างแท้จริงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ที่ www.worldanimalprotection.or.th

ร่วมลงชื่อสนับสนุนเพื่อยุติการผสมพันธุ์เสือในกรงที่ไม่ใช่จุดประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ได้ที่ http://bit.ly/2L8Faia

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562

แม็กกี้ สร้างแรงบันดาลใจทำอาหารให้กับ คุณแม่ยุคใหม่

จับมือ บิ๊กซี จัดเวิร์คช็อปสอนทำอาหาร “Maggi Cooking Club with BigC Big Kitchen” พร้อมเปิดตัว “Maggi All-in-one” 
ซอสผัดสำเร็จรูปใหม่ล่าสุด ปรุงครบรสในขวดเดียว
 

“แม็กกี้” ต่อยอดแคมเปญ “ชีวิตลงตัวเข้าครัวกับแม็กกี้” จับมือ บิ๊กซี จัดงาน “Maggi Cooking Club with BigC Big Kitchen” กิจกรรมเวิร์คช็อปสอนทำอาหาร ที่มุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจในการทำอาหาร นำเสนอเมนูใหม่ๆ ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน และส่งเสริมให้ครอบครัวทำอาหารรับประทานกันเองที่บ้านมากขึ้น โดยสื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘คุณแม่ยุคใหม่’ ที่มีแรงบันดาลใจและใส่ใจในการทำอาหารให้กับลูกและทุกคนในครอบครัวได้รับประทานร่วมกันอย่างมีความสุข พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Maggi All-in-one’ ซอสผัดสำเร็จรูป ปรุงครบรสในขวดเดียว โดยมีคุณแม่สาวสวยสุดสตรอง ตุ๊ก-ชนกวนัน รักชีพ หรือ ธารี จากละคร “อรุณา 2019” ควงคู่มากับลูกๆ ร่วมเวิร์คช็อปสอนทำอาหารเมนูเด็ดเพื่อสุขภาพ
 

นางสาวเครือวัลย์ วรุณไพจิตร ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากโปรเจกต์ อรุณา 2019 ที่แม็กกี้ได้เข้าไปร่วมสร้างคอนเทนต์ละครจบไป ได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย พร้อมสร้างปรากฏการณ์ความคึกคักให้ธุรกิจอาหารและได้สร้างแรงบันดาลใจในการทำอาหารให้กับหลายครอบครัวมากยิ่งขึ้น แม็กกี้ยังได้มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องด้วยการมอบประสบการณ์ตรงให้ลูกค้าได้สัมผัสจริง อาทิ MAGGI Mom & Me Cooking Club เวิร์คช็อปสอนทำอาหารที่ชวนคู่แม่ลูกมาเข้าครัวเพื่อส่งเสริมการใช้เวลาร่วมกัน รวมถึงงานนี้ที่ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก บิ๊กซี  ‘Maggi Cooking Club with BigC Big Kitchen’ กิจกรรมเวิร์คช็อปสอนทำอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์อาหารที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ใส่ใจและให้ความสำคัญพิถีพิถันในการทำอาหารเพื่อสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น นอกจากการคัดสรรวัตถุดิบอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การเลือกผลิตภัณฑ์ซอสปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพควบคู่ไปกับการเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ โดยในงานนี้แม็กกี้ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด ‘Maggi All-in-one’ ซอสผัดสำเร็จรูป ปรุงครบรสในขวดเดียว ด้วยกระบวนการผลิตจากหอยนางรมสกัด ซอสถั่วเหลือง กระเทียม พริกไทย และเครื่องเทศอื่นๆ ทำให้ทุกจานผัดอร่อยลงตัว รสชาติกลมกล่อม เพิ่มความหอมน่าทานให้กับอาหารจานโปรดของทุกคนในครอบครัวค่ะ”
 

นอกจากนี้ภายในงานยังได้เชิญ ตุ๊ก ชนกวนัน รักชีพ หรือ ธารี จากละคร ‘อรุณา 2019’ หนึ่งในคุณแม่รุ่นใหม่ มาร่วมแชร์ประสบการณ์พร้อมเวิร์คช็อปสาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ “วันนี้ตุ๊กกับลูกๆได้ช่วยกันทำเมนู ‘ข้าวธัญพืชหน้าไก่’ สนุกสนานกันมาก แล้วก็เซอร์ไพร์สมากที่สามารถทำอาหารเพื่อสุขภาพออกมาได้อร่อยขนาดนี้ แค่มี Maggi All-in-one ซอสผัดสำเร็จรูป และยังได้เคล็ดลับดีๆ เยอะมากค่ะ ทั้งการเลือกวัตถุดิบที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การเลือกผลิตภัณฑ์ซอสปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติอาหารให้กลมกล่อมและอร่อยมากยิ่งขึ้น สำหรับตุ๊กครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในชีวิต ตุ๊กเชื่อว่าบรรดาคุณแม่ทั้งหลายก็คงคิดไม่ต่างกัน คุณแม่ทุกคนย่อมอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกและครอบครัว อย่างเรื่องง่ายที่สุดที่เราสามารถดูแลครอบครัวเราได้ก็คือเรื่องอาหาร ตุ๊กจะเข้าครัวทำอาหารให้ลูกๆ อยู่เสมอ เพราะเราสามารถเลือกสรรวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ซอสปรุงอาหารได้ด้วยตัวเอง ทำให้ครอบครัวได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและอร่อยด้วย ที่สำคัญเลยคือทำให้ตุ๊กได้ใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ชวนลูกเข้าครัวทำอาหารควบคู่ไปกับการสอนให้เค้ารู้จักกับอาหารที่มีประโยชน์ และเรียนรู้การปรุงอาหารไปพร้อมๆ กันค่ะ”
            
         
สำหรับคุณแม่ที่อยากได้สูตรเด็ดความอร่อย สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของแม็กกี้ได้ที่ เฟซบุ๊ก MAGGI Thailand และ www.maggi.co.th พร้อมร่วมสัมผัสความอร่อยกับ “Maggi All-in-one” ซอสผัดสำเร็จรูป ปรุงครบรสในขวดเดียว ได้แล้ววันนี้ที่ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ  ในขนาด 350 กรัม ราคา 45 บาท

 
#ชีวิตลงตัวเข้าครัวกับแม็กกี้ #MaggiAllinOne #ปรุงครบรสในขวดเดียว

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.อุบลราชธานี“ ของ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ



โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ นำโดย นภัสสรณ์ ณรงค์อินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล และพนักงานของโรงแรมฯ นำน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด มามอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่างๆ จังหวัดอุบลราชธานี

โดยมี ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล ผู้จัดการมูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ ณ สำนักงานมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)
ยามยาก สภากาชาดไทย อาคารศรีจุลทรัพย์

วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2562

สสว. แถลงความสำเร็จ“ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ (Excellence Center)”


ยกระดับสินค้า พัฒนาการสร้างเครือข่ายเพื่อกระจายรายได้ในชุมชน
พร้อมโชว์ 8 Product Champions จาก 8 ธุรกิจชุมชน


สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จับมือ 8 มหาวิทยาลัยท้องถิ่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 
แถลงข่าวความสำเร็จของศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center 8 แห่งครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ทั้งด้านเกษตร ธุรกิจชุมชนและสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง ภายใต้โครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2562  


เผยประสบความสำเร็จเกินเป้า ผลการดำเนินงาน 6 เดือน ร่วมกับชุมชนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าและเพิ่มช่องทางการตลาดผู้ประกอบการจำนวน 453 ราย สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพิ่ม 10 เครือข่าย มีวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายรวม 57 วิสาหกิจชุมชน ยกระดับรายได้ธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 17.67 สร้างความยั่งยืนทางรายได้ให้คนในธุรกิจชุมชนกว่า 3,171 คน  และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 11.45  เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยธุรกิจของชุมชนกว่า 317 ล้านบาท  พร้อมโชว์ 8  Product Champions ธุรกิจเด่นจาก 8 ธุรกิจชุมชนที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในตลาดทั้งในและต่างประเทศ



นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ 8 มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center จำนวน 8 แห่งใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาส่งเสริมและยกระดับธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพความพร้อมในการแข่งขัน พัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ บนพื้นฐานแนวคิดในการเสริมสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่น และกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเครือข่ายและสร้างวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง จากการมีส่วนร่วมของชุมชนในมิติต่างๆ เป็นการสร้างโอกาสและกระจายรายได้ให้ชุมชนฐานราก ซึ่งนอกจากทำให้ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ ยังเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน และมั่นคงอีกด้วย







“สสว.มีเป้าหมายยกระดับองค์ความรู้ด้านธุรกิจให้กับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนจำนวน 3,180 ราย พัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์/สินค้าและขยายช่องทางการตลาดไม่น้อยกว่า 400 ราย เพิ่มศักยภาพเพื่อต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนหรือสร้างบริการใหม่ๆ ไม่น้อยกว่า 20 วิสาหกิจ รวมกว่า 20 ผลิตภัณฑ์/บริการ และผลักดันให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 1 เครือข่ายต่อ 1 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าหมายให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 161 ล้านบาท


ซึ่งจากการดำเนินกิจกรรมในช่วง 6 เดือน (ตั้งแต่เดือนมีนาคม – สิงหาคม 2562) ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ หรือ Excellence Center สามารถอบรมให้ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และจัดทำแผนธุรกิจแก่ผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนได้ถึง 3,323 รายทั่วประเทศ พัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์/สินค้าและขยายช่องทางการตลาดไม่น้อยกว่า 453 ราย มีการยกระดับผู้ประกอบการจากบุคคล ชุมชน เป็นวิสาหกิจชุมชนจำนวน 72 ราย มีการยกระดับจากผู้ประกอบการรายย่อย เป็น SME จำนวน 173 สร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น 10 เครือข่ายทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายรวม 57 วิสาหกิจชุมชน นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับชุมชนพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าของวิสาหกิจชุมชนจนได้คุณภาพมาตรฐานจำนวน 43 วิสาหกิจ รวมกว่า 43 ผลิตภัณฑ์/บริการ  ส่งผลให้รายได้ธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 17.67 เกิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการดำเนินงานของธุรกิจชุมชนกว่า 317 ล้านบาท มีการพัฒนาที่ดีในด้านสังคม โดยทำให้ชุมชนมีงานทำอย่างยั่งยืน 3,171 ราย และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 11.45

สำหรับสินค้าวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการพัฒนาส่งเสริมให้มีศักยภาพ จำนวน 453 รายทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และจำหน่ายสินค้าภายในงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้น ถือเป็นการทดลองการทำตลาดจริง ภายในงานผสาน สร้างสรรค์ มุ่งมั่น ยั่งยืน สุดยอดผลิตภัณฑ์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน & Product Champion 2019 ณ ลานสุขสยาม ไอคอนสยาม จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 100 ราย (เดือนสิงหาคม-กันยายน 2562)  โดยมียอดขายภายในงาน 10.5 ล้านบาท และมียอดสั่งซื้อหลังจากเสร็จสิ้นงานอีก 15.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านบาท






นอกจากนี้ยังมีการคัดเลือก Product Champions  ของ  8 ธุรกิจชุมชน จาก 8 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ โดยพิจารณาจากศักยภาพและความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ประการสำคัญต้องเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญของชุมชน โดยมีคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในมิติต่างๆ



สำหรับวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น Product Champions  จำนวน 8 ราย ได้แก่ ปลาฉิ้งฉ้างอบกรอบ ตราสินค้าวันลาภ  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรแปรรูปบ้านกะไหล จากศูนย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แกงหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูป ตราสินค้าภูฟาร์ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรุ่นใหม่อำเภอนามน จากศูนย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปว่านหางจระเข้ ตราสินค้า Alohim วิสาหกิจชุมชนปลูกและแปรรูปว่านหางจระเข้ จากศูนย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี  ผลิตภัณฑ์ Oh..! GOLD HONEY ตราธาราทิพย์ วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผึ้งพันธุ์ธาราทิพย์  จากศูนย์มหาวิทยาลัยนเรศวร เครื่องสำอางจากมะไฟจีน วิสาหกิจชุมชนขวัญธารา จากศูนย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  

น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิคสกัดเย็น  ตราสินค้า Noble Sense วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้านแสงอรุณ จากศูนย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สครับฟักข้าว ตราสินค้า Kanokwan วิสาหกิจชุมชนแปรรูปเกษตรอินทรีย์บางกระทุ่ม จากศูนย์มหาวิทยาลัย แม่โจ้  เห็ดทอดอบกรอบ ตราสินค้าเวจเจทคริฟ  บริษัท เวจเจทฟู๊ด จำกัด จากศูนย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเดิมผู้ประกอบการรายนี้เริ่มจากธุรกิจส่วนตัว และได้เข้าโครงการ Startup ของ สสว. ในปี 2560 จนกระทั่งสามารถร่วมกับชุมชนพัฒนายกระดับตนเองได้สำเร็จ  ทั้งนี้วิสาหกิจชุมชนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น Product Champions ทั้ง 8 รายนี้จะได้รับเหรียญรางวัลจาก สสว. เพื่อรับรองคุณภาพมาตรฐานดังกล่าว

สำหรับผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้สนใจพัฒนาธุรกิจให้เติบโต ก้าวหน้าอย่างมั่นคง แข็งแรงและสามารถแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ www.sme.go.th และสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการต่างๆ ได้ที่ Application SME Connext



วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562

ไต้หวัน เอ็กเซลเลนซ์ อีสปอร์ต คัพ ไทยแลนด์


มร. เจสัน ชู ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ และนางสาวเส้า-ฮุย หลิน ตัวแทนจากสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ประกอบการจากนครไทเปที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพสินค้า Taiwan Excellence Awards จัดงาน Taiwan Excellence eSport Cup Thailand ครั้งแรกในประเทศไทย โดยขนทัพนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เกมมิ่งเกียร์สุดล้ำ มาจัดแสดงสินค้าให้เกมเมอร์ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ในงานยังได้จัดการแข่งขันเกม CS:GO โดยทีม LucidDream (ลูซิดดรีม) ได้รับรางวัลชนะเลิศ คว้าเงินรางวัล  200,000 บาท เหรียญรางวัล พร้อมถ้วยรางวัล และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันเกม CS:GO ในไต้หวัน นอกจากนี้ในงานยังสนุกกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำ URBOYTJ และนักแสดงชั้นนำ เพิร์ธ และแปลน งานดังกล่าวได้รับความสนใจจากเกมเมอร์ไทยอย่างคับคั่ง ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ เมื่อวันก่อน

หมายเหตุ
• ทีมชนะเลิศ คือ ทีม LucidDream (ลูซิดดรีม) ได้รับเงินรางวัล จำนวน 200,000 บาท เหรียญรางวัล พร้อมถ้วยรางวัล และเป็นตัวแทนประเทศไทยเพื่อไปแข่งขัน CS:GO ในไต้หวัน
• รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม Alpha Red  (อัลฟ่า เรด) ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมเหรียญรางวัล
• รองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม Maple และทีม Beyond ได้รับเงินรางวัลทีมละ 30,000 บาทพร้อมด้วยเหรียญรางวัล



วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 7 จัดกิจกรรมรณรงค์เต็มรูปแบบ ชู ‘วนเกษตร’ ฟื้นฟูต้นน้ำป่าสัก



โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 7 โดยสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน จัดกิจกรรมรณรงค์เต็มรูปแบบ ที่ จ.เลย ต้นกำเนิด แม่น้ำป่าสัก โดยนำการทำวนเกษตร หรือ การเกษตรในพื้นที่ป่า เน้นการสร้างหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ


โดย มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการปั่นรณรงค์ระยะทาง 45 กม.จากศาลากลาง จ.เลย สู่วัดป่าประชาสรรค์ อ.วังสะพุง กิจกรรมเอามื้อสามัคคีใน 2 พื้นที่ คือ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง และไร่นาป่าสวนขุนเลย อ.ภูหลวง และกิจกรรมทัศนศึกษา สักหง่า ป่าต้นน้ำป่าสัก เพื่อสร้างและส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อไป

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “6 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ สามารถสร้างรูปธรรมตัวอย่างความสำเร็จและเกิดการขยายผลออกไปอย่างกว้างขวาง สำหรับกิจกรรมรณรงค์ในปีที่ 7 นี้ เราได้มาที่จ.เลย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำป่าสักและเป็นจังหวัดแรกๆ ที่ได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติขึ้นตั้งแต่ปี 2547 และจัดตั้งเป็นศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวงในปี 2551  ลุ่มแม่น้ำป่าสักเป็นหนึ่งใน25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศที่มีการดำเนินโครงการฯ มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศทางบก แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างหลุมขนมครกกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ปลูกพืชเพื่อสร้างป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ให้พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น, ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”


โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน มีเป้าหมายในการน้อมนำศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นลงสู่การปฏิบัติ เพื่อหยุดท่วมหยุดแล้งในลุ่มน้ำป่าสักอย่างยั่งยืน และขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ สู่การหยุดท่วมหยุดแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งจะลดการสูญเสียที่เกิดจากภัยพิบัติ ด้วยการจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมตามหลักภูมิสังคม ให้ทุกบ้านสามารถกักเก็บน้ำได้ รวมถึงสร้างฝายชะลอน้ำ ช่วยบรรเทากระแสน้ำที่ไหลหลากลงท่วมพื้นที่ด้านล่าง


 การจัดกิจกรรมรณรงค์ที่จ.เลยในครั้งนี้ มีเป้าหมาย คือ การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา อันเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในการแก้ปัญหา ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงริเริ่ม และทรงได้รับการถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม จากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ  ต่อมาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ประกาศให้วันที่   5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ เป็น ‘วันดินโลก’ ซึ่งในปีนี้เป็นการรณรงค์เรื่องการ ‘ปกป้องอนาคต ลดการชะล้างดิน’ (Stop Soil Erosion, Save Our Future)


นอกจากนี้ศาสตร์พระราชายังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ อาทิ การขจัดความยากจน ด้วยการสอนให้คนรู้จักการพึ่งพาตนเอง เพิ่มรายได้จากการทำเกษตรพอเพียง ลดภาระค่าใช้จ่ายจากแหล่งอาหารภายในบ้าน ขจัดความหิวโหยและสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน ด้วยแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมี และเพิ่มความหลากหลายด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ทำให้เมืองและการตั้ง     ถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย มีภูมิต้านทานและยั่งยืน

ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ป่าต้นน้ำใน จ.เลยมีความสำคัญมาก เพราะเป็นต้นน้ำป่าสักซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่มีความลาดชันสูง ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้โดยง่าย จึงเป็นลุ่มน้ำที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใย อันเป็นที่มาของโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน ในปี 2556


ในความเป็นจริงประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ไม่ขาดแคลนทรัพยากร เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ดินดีอุดมสมบูรณ์ แต่ประชาชนขาดองค์ความรู้และการจัดการที่ดี โครงการฯ จึงจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ศาสตร์พระราชาให้เกิดการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก

ช่วง 3 ปีที่เหลือนี้ เป็นเฟสสุดท้ายของโครงการฯ เป็นช่วงที่ต้องเร่งเครื่อง เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ทั้งองคาพยพ เกิดรูปธรรมของความสำเร็จอย่างแท้จริง  และระหว่างทางของการลงมือทำ หากเกิดปัญหาขึ้นก็ค่อยแก้ ทำไปแก้ไป เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ จากนั้นค่อยต่อยอดเรื่องอาหารปลอดภัย เรื่องการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้     ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายที่เข้มแข็งทุกภาคส่วน ทำให้เชื่อมั่นว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง เกษตรอินทรีย์จะไม่ใช่เกษตรทางเลือก แต่จะเป็นเกษตรทางหลักที่เกษตรกรจะต้องหันมาลงมือทำ

นอกจากนี้ เชฟรอนยังสนับสนุนโครงการ ‘ฟื้นฟูลุ่มน้ำป่าสัก ตามรอยพ่อ’ ที่มุ่งเน้นอบรมและจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี นับตั้งแต่ปี 2557 และจะทำอย่างต่อเนื่องจนถึง ปี 2563 รวม 7 ปี โดยมุ่งหวังให้แนวทางนี้กลายเป็นกระแสหลักที่คนไทยต้องหันมาลงมือทำ  เชฟรอนยังคงต้องร่วมกันทำงานกับพันธมิตรเครือข่ายต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการขยายตัว แตกตัวไปให้ครบทั้ง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศในเร็ววัน” นายอาทิตย์กล่าว

ในปีที่ 7 นี้ โครงการฯ กลับมาที่จุดเริ่มต้น คือ ที่ลุ่มน้ำป่าสัก จ.เลย ด้วยแนวคิด ‘แตกตัวทั่วไทย สานพลังสามัคคี’  มีการจัดกิจกรรมรณรงค์อย่างเต็มรูปแบบ 3 กิจกรรม โดยวันแรกเป็นการปั่นรณรงค์ระยะทาง 45 กม.จากศาลากลาง จ.เลย มุ่งหน้าสู่วัดป่าประชาสรรค์ อ.วังสะพุง โดยระหว่างทางได้แวะพักทำกิจกรรมในพื้นที่ของเครือข่ายคนมีใจ 3 จุด ได้แก่ ภูนา บ้านรักตะวัน อ.เมือง ของนายปริพนธ์ วัฒนขำ บ้านฟากนา ฟาร์มสเตย์ อ.เมือง ของนางสุกัญญา บำรุง และสวนรุ่งทิพย์เกษตรอินทรีย์ อ.วังสะพุง ของนางรุ่งทิพย์ ธันขา


กิจกรรมที่ 2 คือ การเอามื้อสามัคคีใน 2 พื้นที่ คือ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติภูหลวง ได้แก่ การดำนา ทำฝายชะลอน้ำ ปลูกป่า 5 ระดับ เพาะกล้าไม้และสมุนไพร และที่ไร่นาป่าสวนขุนเลย อ.ภูหลวง จ.เลย ของนายแสวง ดาปะ มีกิจกรรมขุดนาขั้นบันได ขุดคลองไส้ไก่  ทำแฝกเสริมไผ่  ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง  ดำนาปลูกข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมือง ‘แดงเมืองเลย’

และกิจกรรมส่วนสุดท้าย เป็นกิจกรรมทัศนศึกษา สักหง่า ต้นน้ำป่าสัก ที่บ้านหินสอ ต.ปลาบ่า อ.ภูเรือ จ.เลย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่งตั้งใจของชาวบ้านหินสอในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำป่าสักจนกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง และยังเป็นการกระตุ้นให้เครือข่ายทุกภาคส่วนเกิดความตื่นตัว เพื่อร่วมกันฟื้นฟูป่าต้นน้ำป่าสัก โดยใช้ศักยภาพที่แต่ละคนมีอย่างเต็มที่อีกด้วย

ด้าน นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวถึงความพร้อมและความตื่นตัวของชาว จ.เลย ว่า “ลักษณะภูมิประเทศของ จ.เลย ส่วนใหญ่เป็นภูเขา จึงเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ ได้แก่ ลำน้ำเลย ลำน้ำพุง ลำน้ำพอง แม่น้ำเหือง รวมถึงแม่น้ำป่าสัก ความที่เป็นคนต้นน้ำจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะต้องตื่นตัวและให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก เพราะสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นที่นี่ย่อมส่งผลกระทบไปสู่คนปลายน้ำได้อย่างไม่ต้องสงสัย จ.เลยได้มีการนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้ประชาชนปลูกสวนป่าเพื่อเศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะทำให้ จ.เลย มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมอาชีพให้ราษฎรได้อีกทางหนึ่ง  ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีการบุกรุกพื้นที่แปลงใหญ่เพิ่มขึ้น และยังสามารถคืนผืนป่ากลับมาได้จำนวนหนึ่งอีกด้วย”


นายแสวง ดาปะ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เจ้าของพื้นที่ไร่นาป่าสวนขุนเลย ให้ข้อมูลพื้นที่เอามื้อว่า “เมื่อก่อนเคยทำข้าวโพด ลูกเดือย ที่เปลี่ยนเพราะมีหนี้ อยากปลดหนี้ อยากหาแนวทางการทำไร่ทำสวนนอกเหนือจากการทำพืชเชิงเดี่ยว ปี 43-44 ไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิเลยเพื่อการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ป่าภูหลวง แล้วกลับมาตั้งกลุ่มออมทรัพย์เกษตรยั่งยืน มีสมาชิก 24 คน ค่อยๆเปลี่ยนมาปลูกพืชผสมผสาน ปลูกลิ้นจี่ ลำไย ผักหวาน ต่อมาขยายแนวคิดไปหมู่ 2 หมู่ 7 ขยายเครือข่ายพัฒนาภูหลวง 4 อำเภอ ได้แก่ อ.วังสะพุง อ.ภูหลวง อ.ภูเรือ อ.ด่านซ้าย มีวิทยากรประจำเครือข่าย 35 คน พาไปดูงานให้ความรู้ตามความถนัดของแต่ละคน ปัจจุบันมีสมาชิก 104 คน ยอดเงินออม 1,200,000 บาท ต้องการแปรรูปผลผลิต น้ำหมากเม่า น้ำหมากหลอด ผ้าฝ้าย


ตอนนี้หนี้ลดลง เพราะไม่ต้องลงทุนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ปลูกฝ้ายเก็บเมล็ดพันธุ์เองได้ ทำอินทรีย์ล้วน ผลผลิตออกตามธรรมชาติ ไม่มียากระตุ้น จึงได้บ้างไม่ได้บ้าง มีปัญหาเรื่องน้ำที่นับวันจะยิ่งวิกฤต จึงต้องขุดหนองน้ำ ทำคลองไส้ไก่ ปัจจุบันมีแปลงลิ้นจี่ 14 ไร่ปลูกเต็ม ให้เช่าทำขิง 5 ไร่ ส่วน 30 กว่าไร่ยังปลูกไม่เต็ม จะลงกาแฟ หมากเม่า ผสมผสาน เตรียมพันธุ์ไว้แล้ว พืชที่ให้ผลตลอดปี คือ ยอดหวาย มะขามหวาน ตอนนี้ปลูกสมุนไพร ขมิ้น เปราะหอม ไพร มีเครือข่ายสมุนไพรทั้งอภัยภูเบศร พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติ เครือข่ายชุมชนของเบโด พาณิชย์จังหวัด และปฏิรูปที่ดิน”

นอกจากนั้นยังมี กิจกรรมการชิมอาหารจากฝีมือเชฟ 2 พี่น้อง เชฟหนุ่ม ผู้มีประสบการณ์ในร้านอาหารระดับ  มิชลินสตาร์จากสหรัฐอเมริกา และเชฟโจ้ ศิษย์มาบเอื้อง ผู้เขียนหนังสือ FOODS THAT HEAL มหัศจรรย์แห่งการกิน  ผู้หลงใหลในการทำอาหารให้เป็นยา ทั้งสองเป็นเจ้าของร้าน ซาหมวย แอนด์ ซันส์ (SAMUAY & SONS) จ.อุดรธานี ร้านอาหารไทยประยุกต์ที่สื่อสารเรื่องราวภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัตถุดิบของอีสานบ้านเกิดผ่านรสชาติของอาหาร โดยคัดสรรเอาผลผลิตประจำฤดูกาลจากเครือข่ายมาสร้างสรรค์เมนูจานเด็ด



โครงการ“พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 7 ยังคงเดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาสู่การลงมือปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆ ด้วยการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจติดตามกิจกรรมได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking หรือดูรายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org