26 ธันวาคม 2568

Mantra.AI ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ BytePlus เปิดตัว Mantra Easy Media แพลตฟอร์มสื่ออัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI

สะเทือนวงการไอทีไทย: Mantra.AI ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ BytePlus ประเทศไทย เปิดตัว “Mantra Easy Media” แพลตฟอร์ม AI เจเนอเรชันใหม่ ใช้ง่าย ใช้ได้จริง รวดเร็ว ออกแบบเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ

Mantra.AI ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ BytePlus ประเทศไทย เปิดตัว Mantra Easy Media แพลตฟอร์มสื่ออัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งถูกออกแบบมาให้ ใช้งานง่าย ใช้ได้จริง และรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ SMEs และธุรกิจออนไลน์ โดยพัฒนาให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานชาวไทยและบริบทของตลาดประเทศไทยโดยเฉพาะ

คุณชลิตา สมุทรรัตน์ Senior Vice President จาก BytePlus ประเทศไทย กล่าวว่า  “BytePlus มองประเทศไทยเป็น ตลาดเชิงกลยุทธ์ ที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านอุตสาหกรรมสื่อ บุคลากร และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ในวันนี้ การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้อยู่ที่ใครมีโมเดลที่ล้ำที่สุด แต่คือใครสามารถนำ AI ไปใช้งานจริง สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ และขยายการใช้งานในระดับประเทศได้ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง Mantra Easy Media และ BytePlus สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน”



แพลตฟอร์ม Mantra Easy Media ผสานเทคโนโลยี AI หลักของ BytePlus ที่ครอบคลุมมากกว่าการสร้างคอนเทนต์ แต่รวมไปถึงการผลิต การสื่อสาร และประสบการณ์แบบโต้ตอบ โดยประกอบด้วยเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่

● Seedance: เทคโนโลยี AI สำหรับการสร้างวิดีโอระดับองค์กร ที่ช่วยให้การผลิตคอนเทนต์สามารถขยายขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

● Seedream: AI Creative Engine ที่ยกระดับการเล่าเรื่องและการสื่อสารด้วยภาพ (Visual Storytelling)

● OmniHuman: เทคโนโลยี AI Digital Human ที่สามารถทำหน้าที่เป็นพิธีกร ผู้ประกาศข่าว หรือพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ได้อย่างสมจริง

● Real-time Conversational AI: ระบบสื่อสารแบบโต้ตอบทันที สำหรับการตอบคำถาม การนำเสนอข้อมูล และการให้บริการผู้ชมแบบเรียลไทม์

เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในแพลตฟอร์ม Mantra Easy Media จะช่วยให้องค์กรสามารถ ลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการทำงาน และสร้างโมเดลรายได้ใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ในมุมมองการขยายตลาด Mantra Easy Media ถือเป็น แพลตฟอร์ม AI ด้านสื่อ ที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว และองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการคอนเทนต์คุณภาพสูงและการสื่อสารแบบเรียลไทม์ ในระดับประเทศ การนำ AI มาใช้งานในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย และเปิดโอกาสใหม่ให้กับนักพัฒนาและผู้สร้างเทคโนโลยีในประเทศ

คุณชลิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า  “BytePlus เชื่อว่าการเติบโตของ AI อย่างยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนด้วยการใช้งานจริง การสร้างรายได้จริง และการมี Ecosystem ที่แข็งแรง นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกทำงานอย่างใกล้ชิดกับ Local Partner อย่าง Mantra เพื่อให้เทคโนโลยีระดับโลกกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง”

ด้านคุณอธิราช ชูเรือง CEO ของ Mantra กล่าวว่า  “ผมขอขอบคุณ BytePlus อย่างจริงใจ ที่ช่วยทำให้แนวคิดของเราและพาร์ทเนอร์เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความร่วมมือที่นำ AI ไปสู่การใช้งานในโลกจริง Mantra Easy Media คือความท้าทายครั้งสำคัญและก้าวที่กล้าหาญ เราเริ่มต้นจากทีมเล็ก ๆ ดึงผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ผสานระบบดิจิทัลและการตลาด เพื่อให้ AI สามารถช่วยมนุษย์ทำงาน และในบางส่วนสามารถทำงานแทนได้อย่างน่าเชื่อถือ ช่วยประหยัดเวลาและทรัพยากรอย่างมาก”

Mantra ได้ลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มมากกว่า 50 ล้านบาท โดยออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับสตาร์ทอัป SMEs และองค์กรธุรกิจ ช่วยให้ผู้ค้าออนไลน์และ SMEs สามารถสร้างวิดีโอ อินโฟกราฟฟิก และผู้ช่วยแชทที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างง่ายดาย คาดการณ์รายได้ในปี 2569 มากกว่า 200 ล้านบาท และมีผู้ใช้งานมากกว่า 20,000 ราย

Mantra Easy Media ประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ได้แก่

● Mantra เนรมิต: เครื่องมือสร้างภาพและวิดีโอเสมือนจริง พร้อมเสียงและภาพที่สมจริง

● Mantra สนทนา: เครื่องมือ Conversational AI สำหรับการสื่อสารกับลูกค้า การจัดการข้อมูล และเป็นฐานความรู้ที่สามารถค้นหาได้

● Mantra ปล่อยของ: ตลาดกลางของผู้มีความสามารถ ที่ช่วยสร้างสรรค์ภาพ รีทัช หรือวิดีโอในราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถมีสื่อโฆษณามืออาชีพได้

คุณอธิราช กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตว่า

“เรากำลังพัฒนา Mantra Easy Media ให้ผู้พิการทางสายตาสามารถใช้งานได้ผ่านมือถือ ด้วยเมนูและคำสั่งเสียง รวมถึงการพัฒนา AI Books เช่น หนังสือนิทานสำหรับเด็ก และหนังสือธรรมะที่อ้างอิงตามพระไตรปิฎกอย่างถูกต้อง”

ด้านคุณณัฐพศุตม์ ภัทรคุณธีรสิริ CTO ของ Mantra กล่าวสรุปว่า “Mantra Easy Media กำลังสร้างสิ่งที่เราเรียกว่า ‘Invisible Tech’ คือเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่ซ่อนความซับซ้อนไว้เบื้องหลัง ให้ผู้ใช้สัมผัสเพียงผลลัพธ์ที่ ‘ง่าย’ และ ‘ตรงจุดที่สุด’ นี่ไม่ใช่แค่ซอฟต์แวร์ใหม่ แต่คือ Intelligent Operating System ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งผสาน Engine ระดับโลกของ BytePlus เข้ากับประสบการณ์ผู้ใช้ที่ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ”

แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาบน 3 แกนหลัก ได้แก่

1. Hyper-Personalization – ระบบเรียนรู้พฤติกรรม บริบทธุรกิจ และความต้องการของผู้ใช้

2. Seamless Integration – เชื่อมต่อข้อมูลจากทุกแพลตฟอร์มไว้ในที่เดียว ไม่ต้องสลับหน้าจอ

3. Generative Capability – ด้วยพลังของ GenAI การสร้างคอนเทนต์ วิเคราะห์ข้อมูล และจัดการระบบหลังบ้าน เหลือเพียงคลิกเดียวคุณปัญชลี ตรีตราเพ็ชร Partner Director จาก BytePlus ประเทศไทย กล่าวปิดท้ายว่า

“วันนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดตัว AI Platform ใหม่ แต่คือการเปิดตัว แนวทางการสร้าง AI Ecosystem ที่เติบโตไปพร้อมกับบริษัทไทยBytePlus เป็นหน่วยธุรกิจด้าน Enterprise Services ของ ByteDance ที่ให้บริการ AI ในระดับโลก แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือการทำงานผ่าน Local Partner และการเติบโตไปพร้อมกับ Ecosystem ของประเทศนั้น ๆ

Mantra ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจตลาดสื่อไทยอย่างลึกซึ้ง และสามารถแปลง AI ให้เป็นโซลูชันที่ ใช้ง่าย และใช้ได้จริง สำหรับสื่อมวลชนและผู้ประกอบการไทย”  Mantra ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยี แต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจตลาดสื่อไทยอย่างลึกซึ้ง และสามารถแปลง AI ให้เป็นโซลูชันที่ ใช้ง่าย และใช้ได้จริง สำหรับสื่อมวลชนและผู้ประกอบการไทย”



24 ธันวาคม 2568

เอม ดนิตา มาบุญธรรม “ไทยก้าวใหม่” พร้อมลงพื้นที่ลุยสนามเลือกตั้งเขต 4 จังหวัดร้อยเอ็ด

เอม - ดนิตา มาบุญธรรม ( เอม อภัสรา ศิลปินหมอลำ ) วันนี้มาทำความรู้จัก เอม ดนิตาเปิดหมวกใบใหม่บ้าน “ไทยก้าวใหม่” พร้อมลงพื้นที่บ้านเกิด ลุยสนามเลือกตั้งเขต 4 จังหวัดร้อยเอ็ด 

Toptotravel อยากเชิญชวนทุกคนไปร่วมย้อนชมการเดินทางของ นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง เอม อภัสรา (ดนิตา มาบุญธรรม ) นักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง  จากจังหวัดร้อยเอ็ด สาวสวยจากจังหวัดร้อยเอ็ด เรียกว่าสวย เก่ง น่ารักมีผลงานเพลงฮิตมากมาย เข้าวงการตั้งแต่อายุ 16 ปี  

สำหรับหญิงสาวผู้ไม่เคยหยุดเรียนรู้  พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เอม อภัสรา หรือ เอม - ดนิตา มาบุญธรรม
ถือเป็นความทรงจำที่ได้สร้างสรรค์ผลงานเพลง ศิลปิน/นักแสดง รับงานแสดง อีเว้นท์ พรีเซนเตอร์ รีวิวสินค้า ที่สะท้อนเรื่องราวท้องถิ่น และใช้ชื่อเสียงเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความภาคภูมิใจในชุมชน เธอเป็นที่รู้จักในวงการเพลงลูกทุ่งหมอลำและเคยร่วมแสดงละครโทรทัศน์ "มนต์รักแม่น้ำมูล" ทางช่อง 5

เอม - ดนิตา มาบุญธรรม ผู้สมัคร เขต 4 จังหวัดร้อยเอ็ด เผยว่า “ ช่วงที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้เดินทางไปทัวร์คอนเสิร์ตตามที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศบ้าง ตอนนี้มีงานอีกหนึ่งด้านคือ การเข้ามาทำงานด้านการเมืองเป็นอีกบทบาทหนึ่ง เป็นสิ่งที่ชอบที่มีโอกาสได้ทำเพื่อบ้านเกิดของตัวเอง คือที่จังหวัดร้อยเอ็ด เขต 4 

สำหรับครั้งนี้ มีโอกาสลงสมัครในพื้นที่เขต 4 ซึ่งจะเป็นอำเภอเสลภูมิเป็นหลัก อำเภอทุ่งเขาหลวงในบางตำบล อำเภอโพนทองในบางตำบล และอำเภอธวัชบุรี ในบางตำบล เป้าหมายหลักมีความตั้งใจมุ่งมั่นพัฒนาบ้านเกิด ชุมชนมักเป็นปลายทางผู้รับประโยชน์ ด้วยความตั้งใจจริงที่ต้องการพัฒนาท้องถิ่นที่ตนเองเติบโตมา โดยปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านการทำงานกับชุมชน การเกษตรสมัยใหม่ หรือการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้บ้านเกิดตนเองหรือแม้แต่การเป็นกระบอกเสียงและช่วยเหลือสังคมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและเชื่อมโยงชุมชนบ้านเกิด กล้าทำสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทำ และที่สำคัญที่สุด… กล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างเต็มที่สู่การสร้างงานหัตถกรรมที่สร้างอาชีพให้คนในชุมชน เป็นหนทางของการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น

เมื่อก่อน ซึ่ง อำเภอเสลภูมิเคยเกิดน้ำท่วม เอมก็ได้ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน บ้านน้ำจันน้อย มีโอกาสลงเรือนำสิ่งของไปร่วมด้วย ไปช่วยพี่น้อง ทำให้เรามีความสุขมากที่ได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และอีกไม่นานเกินรอ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอน เอมจะลงพื้นที่ไปยังจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 4 เสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง ธวัชบุรี ส่งกำลังใจแล้วเราเจอกันคะ 


ตืดตามกิจกรรมลงพื้นที่สามารถติดตามได้จาก Facebook Fanpage : เอม อภัสรา 
Facebook Fanpage : เอม ดนิตา มาบุญธรรม – Danita เอม อภัสรา
Facebook Fanpage : ดนิตา มาบุญธรรม เอม อภัสรา พรรคไทยก้าวใหม่ 


“สายสีแดง” ส่งมอบความสุข ขยายเวลาให้บริการถึง ตี 2


“สายสีแดง” ส่งมอบความสุข ขยายเวลาให้บริการถึง ตี 2 ในคืนเคาท์ดาวน์ เป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ส่งมอบความสุข ขยายเวลาเปิดให้บริการ ถึง ตี 2 คืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้แก่ประชาชน    

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม ได้ให้ความสำคัญต่อการให้บริการประชาชนในระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท เพื่อเพิ่มความสะดวก และความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่จะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือในการเชื่อมโยงการเดินทางระบบขนส่งสาธารณะเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานส่งมอบความสุขให้แก่ประชาชน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ด้วย โดยบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมขานรับนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อให้การเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่นๆได้อย่างสะดวกสบายและมีความปลอดภัย จึงได้ขยายเวลาเปิดบริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ในคืนวันที่ 31 ธ.ค. 68 โดยให้บริการจนถึงเวลา ตี 2 เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขแทนคำขอบคุณมายังประชาชนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงมาโดยตลอด พร้อมกับเตรียมของขวัญสุดพิเศษในวันขึ้นปีใหม่ คือ กระเป๋า RED LINE รักษ์โลก มอบให้แก่ผู้ใช้บริการ จำนวน 2,026 ชิ้น ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดต่อขอรับได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ตั้งแต่เวลา 05.30 น. - 24.00 น. หรือจนกว่าของจะหมด บริษัทฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ใช้บริการทุกท่านจะได้รับความสุข ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้

สำหรับด้านมาตรการรักษาความปลอดภัย มีการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสุนัขทหาร K9 ตรวจตราในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงจุดที่มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุก่อการร้าย หรือเหตุวินาศกรรม พร้อมกำชับกวดขันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คอยสอดส่องและระมัดระวังเหตุอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทุกสถานี นอกจากนี้ยังมีการจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่ผ่านระบบ CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง โดยควบคุมการปฏิบัติงานผ่านวิทยุสื่อสาร หากเกิดเหตุด่วน เหตุร้ายขึ้นภายในสถานีรถไฟฟ้า จะสามารถดำเนินการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ขอขอบคุณในทุกการสนับสนุนตลอดทั้งปี 2568 ที่ผ่านมา และจะมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ที่จะมาถึง เพื่อให้องค์กรเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

SHEEP หนุนพลังวัยรุ่น ร่วมสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ผู้นำเชียร์แห่งจุฬาฯ รุ่นที่ 76 เชื่อมต่อ ไลฟ์สไตล์ Gen Z

 


“SHEEP”เคสสัญชาติไทย ผู้ผลิตและออกแบบแก็ดเจ็ตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสินค้าและคำนึงถึงภาพลักษณ์การใช้งานของผู้ใช้ ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าไทยจากร้านAppleSheep แหล่งรวมสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์และไอที เดินหน้าสานต่อบทบาทในการสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ล่าสุด ร่วมเป็นสปอนเซอร์หลัก ในการจัดกิจกรรม คัดเลือกผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่76    กิจกรรมสำคัญที่สะท้อนพลัง ความมั่นใจ และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ของนิสิตจุฬาฯ พร้อมตอกย้ำแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่                        

นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย)  Founder&CEO บริษัท  ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด กล่าวว่า “SHEEP เป็นแบรนด์โดยคนไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการออกแบบ ควบคู่ไปกับการพาแบรนด์เข้าไปเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เราเชื่อว่ากิจกรรมคัดเลือกผู้นำเชียร์ลีดจุฬาฯ เป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลัง ความมั่นใจ และตัวตนของคนรุ่นใหม่ได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับดีเอ็นเอของแบรนด์ SHEEP”                           



การร่วมสนับสนุนกิจกรรมการเฟ้นหาผู้นำเชียร์ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสื่อสารแบรนด์ที่มุ่งเชื่อมโยง SHEEP เข้ากับชีวิตประจำวันของกลุ่ม Gen Z ผ่านกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมของรั้วมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกิจกรรมเชียร์แห่งจุฬาฯ ซึ่งแบรนด์ SHEEP สนับสนุนความกล้าแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีมของนิสิต  

โดยกิจกรรมคัดเลือกผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 76 ครั้งนี้ SHEEPได้ร่วมเป็นสปอนเซอร์หลัก นอกจากนั้นยังได้สนับสนุนอุปกรณ์แก็ดเจ็ตลไอเทมจากแบรนด์ อาทิเคสไอโฟน,เคสไอแพค ,แมคบุ๊คเคส ฯลฯ เพื่อให้นักศึกษาได้นำไปใช้งานจริงตลอดกิจกรรม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านความพร้อม ความคล่องตัว และความมั่นใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานจริง ซึ่งช่วยต่อยอดการจดจำแบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ” นายอภินันท์ กล่าวทิ้งท้าย                         




สำหรับกิจกรรมคัดเลือกผู้นำเชียร์ลีดเดอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 76 จัดขึ้นที่ศาลาพระเกี้ยว ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ภายในบริเวณงานแบรนด์ SHEEP ยังได้ร่วมออกบูธนำสินค้าคอลเลคชั่นใหม่มาร่วมโชว์และจำหน่าย สำหรับผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายจำนวนทั้งสิ้น 35คน ประกอบด้วยหลากหลายรอบการแข่งขัน อาทิ รอบเดินแบบ รอบการนำเชียร์ รอบตอบคำถาม และรอบการแสดงโชว์คะแนน ซึ่งสะท้อนทั้งบุคลิกภาพ ความสามารถ และศักยภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างครบถ้วน                      

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ร่วมตัดสินและให้คำแนะนำ สร้างสีสันและแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด โดยผลการตัดสินมีผู้ที่ได้เป็นผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 76 มีทั้งสิ้น 15 คน และผู้ที่ได้ SUPERVOTE  by SHEEP ได้แก่ A06 ฮันนี่- ธยาดา หัตถเจริญกิจคณะพาณิชย์ศาสตร์ และการบัญชี ชั้นปีที่ 2 จะได้มาร่วมงานถ่ายแบบคอลเลคชั่นใหม่กับแบรนด์อีกด้วย โดยมีนายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย) Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล SUPERVOTE  by SHEEP   เพื่อเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้กับนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไป  ทั้งนี้ผู้ชนะทั้ง15 คน จะได้เป็นผู้นำเชียร์ฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ 

การร่วมเป็นสปอนเซอร์หลักการจัดกิจกรรมการคัดเลือกผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 76 ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของแบรนด์SHEEP ในการสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมที่มีความหมาย และสะท้อนจุดยืนของแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์ของ Gen Z อย่างแท้จริง

 

23 ธันวาคม 2568

🇹🇭 Princess’s Cup Thailand 2025

ยกระดับกีฬาขี่ม้าไทยสู่เวทีสากล เสริมพลัง Sport Tourism สร้างมูลค่าการท่องเที่ยวคุณภาพ

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการแข่งขัน Princess’s Cup Thailand 2025 ครั้งที่ 11 ณ สนามขี่ม้า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ฯ (สนามเป้า) กรุงเทพฯ สนามกีฬาขี่ม้ามาตรฐานสากลที่สะท้อนศักยภาพประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับนานาชาติ และจุดหมายปลายทางด้าน Sport Tourism สำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก



ในโอกาสนี้ พระองค์ทรงทอดพระเนตรการแข่งขัน FEI SEA Cup: CSIY-B 2025 ซึ่งเป็นการแข่งขันควบคุมม้ากระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง (Show Jumping) ระดับนานาชาติ และพระราชทานรางวัลชนะเลิศการแข่งขันแก่ Isabella Marie Felix จากประเทศฟิลิปปินส์ พระราชทานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ1 และอันดับ 2 แก่ศุภินันท์ จุลโลบล จากประเทศไทย และ Nathan Edward Kareem Yacub จากประเทศอินโดนีเซีย ตามลำดับ



การแข่งขันจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Building the Bond Between Horse & Rider. Discover the Joy of Horse Connection” มุ่งเสริมสร้างทักษะ ประสบการณ์ และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ขี่ม้า ม้า ผู้ฝึกสอน และบุคลากรเบื้องหลัง พร้อมเปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมพิเศษ อาทิ การสาธิต Best Groom และ Best Farrier ที่ถ่ายทอดมาตรฐานอาชีพในวงการขี่ม้าอย่างครบวงจร

นอกจากนี้ ภายในงานยังเต็มไปด้วยกิจกรรมไลฟ์สไตล์และครอบครัว ทั้ง Flea Market, โซน Food Truck, การแข่งขัน Dog Fun Run, การประกวดสุนัขระดับนานาชาติ และการแข่งขันสุนัขใช้งาน ชิงถ้วยพระราชทาน สร้างบรรยากาศงานกีฬาที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ นิทรรศการ “THE SPIRIT OF ETERNAL GRACE – จิตวิญญาณของความสง่างามอันเหนือกาลเวลา” ถ่ายทอดผ่านกีฬาขี่ม้าและศิลปะผ้าไทย พระราชมรดกด้านศิลปะ สิ่งทอ และวัฒนธรรมไทยบนเวทีสากล ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ให้การสนับสนุนการจัดนิทรรศการดังกล่าวฯ เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางวัฒนธรรมกับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วย






Princess’s Cup Thailand 2025 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่คือแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่ผสานกีฬา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ World-Class Sport & Lifestyle Destination อย่างยั่งยืน

#Amazingthailand #PrincessCupThailand2025 #sporttourism

“อมารี”ชวนหลงรักลาว ผ่านดีไซน์เรื่องเล่าท้องถิ่นและการพักผ่อนแบบร่วมสมัย

เมื่อการเดินทางไม่ได้แค่การ “ไปถึง” แต่คือการ “มาถึง” ในทุกจังหวะของวัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ชวนออกเดินทางไปค้นพบเสน่ห์บทใหม่ของ สปป. ลาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “หลงรักลาว” การเดินทางที่จะพาคุณเข้าไปสัมผัสความงดงามของวัฒนธรรมอันละเมียด และความสงบของธรรมชาติที่ชวนหลงใหล ณ สปป.ลาว กับสองปลายทาง สองอารมณ์ ผ่านการเข้าพักที่ อมารี วังเวียง (Amari Vang Vieng) และ อมารี เวียงจันทน์ (Amari Vientiane) จากความชิลริมน้ำซองท่ามกลางขุนเขาแห่งวังเวียง สู่บรรยากาศ รูฟท็อปชมพระอาทิตย์ตกที่งดงามกับวิวโค้งน้ำโขงที่ทอดยาวใจกลางเวียงจันทน์ อีกทั้งทุกช่วงเวลายังได้รับการถ่ายทอดผ่านการผสานอย่างลงตัวของความอบอุ่นแบบไทยและความร่วมสมัย ตั้งแต่งานออกแบบ การบริการ ไปจนถึงรสชาติอาหารที่น่าจดจำ ท่ามกลางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และมนต์เสน่ห์ในแบบลาว ที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้…ยากที่จะลืมเลือน

อมารี วังเวียง (Amari Vang Vieng) ที่นี่…ความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คิด เพียงเปิดประตูระเบียงห้องพักออกไป ปล่อยสายตาให้ไหลไปกับทิวเขาหินปูนและสายน้ำซอง ความสุขก็เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

อมารี วังเวียง ตั้งอยู่บนทำเลริมน้ำที่เงียบสงบ แต่เดินทางสะดวก ใกล้เมืองและแหล่งท่องเที่ยว เหมาะทั้งกับการ “พักผ่อนนิ่งๆ” และการออกไปสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งตามสไตล์วังเวียง ห้องพักกว่า 160 ห้อง ที่ออกแบบในโทนร่วมสมัย ผสานงานหัตถศิลป์ลาวอย่างละเมียด โปร่งโล่งด้วยหน้าต่างบานสูง ให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน พร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่สุดในวังเวียง ที่เหมาะจะใช้เวลาช่วงเย็นเมื่อแสงอาทิตย์ค่อยๆ อ่อนลง



เรื่องกินก็ไม่เป็นรอง Essence ห้องอาหารที่เสิร์ฟทั้งอาหารลาว ไทย และนานาชาติ หรือจะนั่งจิบกาแฟ ฟังเพลงเบาๆ ที่ Cascade ล็อบบี้เลานจ์สไตล์คาเฟ่ บาร์ริมน้ำชวน “หยุดเวลา” ด้วยค็อกเทลซิกเนเจอร์จากวัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ตะไคร้ น้ำผึ้ง มะกรูด เคล้าบรรยากาศแม่น้ำซองที่เงียบสงบ อร่อย เข้าถึงง่าย แต่มีเสน่ห์แบบอมารีท่ามกลางเมืองหลวงที่รุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม อมารี เวียงจันทน์ (Amari Vientiane) คือจุดพักผ่อนที่ลงตัวสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลวัฒนธรรม ศิลปะ และวิถีชีวิตท้องถิ่น ด้วยทำเลที่ใกล้แลนด์มาร์คสำคัญอย่างวัดสีสะเกต ประตูชัย ตลาดเช้า และอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน ทำให้การสำรวจเมืองเป็นเรื่องง่าย

โรงแรมระดับ Upper Upscale แห่งนี้มีห้องพัก 248 ห้อง หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ตั้งแต่ทริปสั้นๆ จนถึงการพักผ่อนแบบพรีเมียม ในยามเช้า แขกผู้เข้าพักสามารถร่วมทำบุญตักบาตรตามวิถีลาว ก่อนออกเดินชมเมืองในยามสาย และในยามเย็น ไฮไลต์อยู่ที่ Stella Bar บาร์รูฟท็อปที่มองเห็นโค้งน้ำโขงแบบ 360 องศา ชมพระอาทิตย์ตกและแสงไฟเมืองอันศิวิไลซ์ พร้อมจิบค็อกเทลสูตรพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องถิ่น ทำให้เวียงจันทน์ยามค่ำคืนดูมีเสน่ห์ขึ้นอย่างไม่ต้องพยายาม

อมารีถ่ายทอดเสน่ห์ของลาวผ่านรายละเอียดที่คัดสรรอย่างประณีต ตั้งแต่การออกแบบที่หยิบแรงบันดาลใจจากงานฝีมือ ผ้า และงานจักสานท้องถิ่น มาผสานกับเส้นสายร่วมสมัยตามเอกลักษณ์ของแบรนด์ เกิดเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย และสะท้อน “กลิ่นอายลาว” อย่างพอดี ภายใต้มาตรฐานการบริการระดับสากลที่ได้รับความไว้วางใจ ความใส่ใจยังต่อเนื่องไปถึงการบริการ พนักงานซึ่งผ่านการฝึกอบรมโดยทีมอมารีจากประเทศไทย ถ่ายทอดการดูแลที่จริงใจ อบอุ่น และโอบอ้อมอารีย์ในแบบไทย ผสานความละมุนของวัฒนธรรมลาวในทุกคำทักทาย ทุกช่วงเวลาของการเข้าพัก ขณะเดียวกัน ประสบการณ์กิน-ดื่มภายใต้แนวคิด Local Flair ก็ช่วยเติมเต็มการเดินทาง ด้วยวัตถุดิบพื้นถิ่นของลาวที่นำมาตีความใหม่อย่างร่วมสมัย เคารพรากวัฒนธรรม แต่เข้าถึงง่ายและน่าจดจำ



ทั้งหมดนี้คือวิธีที่อมารีเชื่อมโยงผู้มาเยือนเข้ากับจิตวิญญาณของปลายทาง และชวนให้ค่อยๆ หลงรักลาว ผ่านประสบการณ์การเข้าพักที่อบอุ่น มีความหมาย และอยู่ในความทรงจำยาวนาน

ปีแรกก็ประทับใจ ปีต่อไปห้ามพลาด! Stella Ozone Khao Yai ปักหมุด “ลานคอนเสิร์ตแห่งใหม่ของเขาใหญ่”

ยกระดับพื้นที่ธรรมชาติสู่ Year-end Entertainment Destination

หากพูดถึง “เขาใหญ่” ภาพจำของหลายคนอาจเป็นธรรมชาติ ความสงบ และการพักผ่อนท่ามกลางขุนเขา แต่ปลายปีที่ผ่านมา ภาพเหล่านั้นได้ถูกเติมมิติใหม่อย่างชัดเจน เมื่อ สเตลล่า โอโซน เขาใหญ่ - Stella Ozone Khao Yai แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่เขาใหญ่ ซึ่งหลังการเปลี่ยนชื่อมาจาก My Ozone ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนที่ผสมผสานบรรยากาศสไตล์ยุโรปกับธรรมชาติอย่างลงตัว โดยมีจุดเด่นเรื่องบรรยากาศอลังการ กิจกรรมครบครัน และโอโซนบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ได้เปิดตัว “ลานคอนเสิร์ตกลางแจ้งแห่งใหม่” เป็นครั้งแรก และสร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้เขาใหญ่ถูกพูดถึงในฐานะ Year-end Entertainment Destination อย่างจริงจัง






แม้จะเป็นปีแรกของการจัดงาน แต่ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบและดำเนินการด้วยมาตรฐานระดับมืออาชีพ ตั้งแต่โครงสร้างเวที แสง สี เสียง ที่กลมกลืนกับภูมิประเทศ ไปจนถึงการบริหารพื้นที่รองรับผู้ชมมากกว่าสามพันคนได้อย่างลงตัว ส่งผลให้ค่ำคืนธรรมดา กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้ร่วมงานจำนวนมาก ยกให้เป็น “หนึ่งในสถานที่จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งที่น่าประทับใจที่สุดของปี” สร้างปรากฏการณ์การตอบรับถล่มทลาย บัตรเข้าชมจำหน่ายหมด โรงแรมภายในโครงการเต็มทุกห้องพัก และกลายเป็นค่ำคืนแห่งความสุขที่ทุกคนร่วมแบ่งปันเสียงเพลง ท่ามกลางบรรยากาศเขาใหญ่ที่งดงามและอบอุ่นอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญ คือการรวมตัวของศิลปินแถวหน้าของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อิ๊งค์ วรันธร, โบกี้ไลออน, โต๋  ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงศิลปินคุณภาพอีกหลายรายที่ผลัดกันสร้างบรรยากาศแห่งความสุข จนกลายเป็นโมเมนต์ที่ทั้งอบอุ่นและมีความสุขตลอดการเข้าพักที่แลนด์มาร์คแห่งนี้






นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ Stella Ozone Khao Yai โดดเด่น คือแนวคิดการเป็น จุดหมายปลายทางที่ครบในที่เดียว ผู้มาพักสามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มอิ่มตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ตื่นเช้าดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติและเลนวิ่งท่ามกลางหมอก เพลิดเพลินกับกิจกรรมสวนและการให้อาหารสัตว์ ออกรอบกอล์ฟในบรรยากาศเขาใหญ่ ก่อนกลับมาสนุกกับคอนเสิร์ตยามค่ำคืน พร้อมจุดถ่ายภาพมากกว่า 100 จุด ที่ออกแบบมาให้สอดรับกับภูมิทัศน์และฤดูกาล ทั้งหมดนี้ ทำให้การมาเยือน Stella Ozone Khao Yai ไม่ใช่เพียง “การเข้าร่วมอีเวนต์” แต่คือ ประสบการณ์พักผ่อนก่อนปีใหม่ ที่หลายคนเริ่มตั้งใจปักหมุดไว้ล่วงหน้า

Stella Ozone Khao Yai ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า พื้นที่แห่งนี้จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องในฐานะศูนย์รวมความบันเทิงและการพักผ่อนช่วงปลายปี สะท้อนแนวคิดของผู้บริหาร Stella Ozone Khao Yai ในการต่อยอดพื้นที่พักผ่อนให้ก้าวสู่การเป็น “Leisure-tainment Compound” ที่ผสานการท่องเที่ยว ธรรมชาติ และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์คุณภาพและความสุขให้ผู้คนในที่เดียว





สำหรับใครที่กำลังมองหาทริปชิลๆ ก่อนเคานต์ดาวน์ คำแนะนำที่หลายคนบอกต่อคือ เตรียมเก้าอี้แคมปิ้งคู่ใจ แก้วมัคใบโปรด แล้วมาสัมผัสบรรยากาศเขาใหญ่ในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะบางประสบการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และไม่ใช่ทุกที่… ที่จะทำได้แบบนี้

เกี่ยวกับ  “Stella Ozone Khao Yai” 

สเตลล่า โอโซน เขาใหญ่ - Stella Ozone Khao Yai อาณาจักรแห่งความสุขที่รวมทุกประสบการณ์ไว้ในที่เดียว จากการพักผ่อนแบบโรแมนติก สู่งานเทศกาลดนตรี สัตว์น่ารัก และกิจกรรมหลากหลายใจกลางเขาใหญ่ ตัวโครงการตั้งอยู่ใน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (เขาใหญ่) เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติของเขาใหญ่ ออกแบบให้รองรับทั้งการพักผ่อน การจัดกิจกรรม และอีเวนต์ขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียว

POSITIONING & CONCEPT : Integrated Lifestyle & Entertainment Destination จุดหมายปลายทางที่รวม การพักผ่อน ความบันเทิง ธรรมชาติ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน มุ่งสู่การเป็น Year-End Destination สำหรับนักท่องเที่ยวไทยและกลุ่มที่มองหาประสบการณ์ช่วงปลายปีแบบครบจบในที่เดียว พัฒนาพื้นที่ให้ “อยู่พักผ่อนได้ทั้งวัน” ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปภายนอก

KEY HIGHLIGHTS
1. Outdoor Concert & Event Ground ลานคอนเสิร์ตกลางแจ้งแห่งใหม่ของเขาใหญ่ ออกแบบเพื่อรองรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ พร้อมระบบแสง สี เสียง ที่เหมาะกับภูมิประเทศและสภาพอากาศ สามารถรองรับผู้เข้าร่วมงานระดับหลายพันถึงหลักหมื่นคน เหมาะสำหรับคอนเสิร์ต งานเทศกาล ดนตรี งานเฉลิมฉลอง และอีเวนต์พิเศษช่วงปลายปี

2. Accommodation & Hospitality โรงแรมและที่พักภายในโครงการ โอบล้อมด้วยธรรมชาติของเขาใหญ่ เชื่อมต่อกิจกรรมและอีเวนต์ได้สะดวก ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพักผ่อนพร้อมร่วมงานโดยไม่ต้องเดินทางไกล 

3. Nature & Lifestyle Experiences โซนสวนและกิจกรรมให้อาหารสัตว์ เหมาะสำหรับครอบครัวและผู้ที่ต้องการใกล้ชิดธรรมชาติ เลนวิ่งและพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง สำหรับการออกกำลังกายยามเช้าและการใช้ชีวิตแบบ active lifestyle สนามกอล์ฟภายในพื้นที่ สร้างมิติของ leisure tourism ที่แตกต่างจากรีสอร์ตทั่วไป 

4. Photography & Scenic Spots จุดถ่ายภาพมากกว่า 100 จุด กระจายทั่วพื้นที่ ออกแบบให้สอดรับกับภูมิทัศน์ ธรรมชาติ และฤดูกาล เหมาะสำหรับสายท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์

5. Food & Event Experience พื้นที่รองรับโซนอาหารและกิจกรรมพิเศษในช่วงจัดอีเวนต์ สามารถปรับรูปแบบได้ตามธีมงาน เทศกาล และฤดูกาล

EVENT CAPABILITY รองรับการจัด Concert / Music Festival / Year-End Celebration / Private Event / Corporate Event  โครงสร้างพื้นที่ออกแบบให้บริหารฝูงชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ “บรรยากาศธรรมชาติ + ความบันเทิงระดับสเกลได้” เหมาะอย่างยิ่งกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์พักผ่อนช่วงปลายปี และตลอดปี กลุ่มครอบครัว คู่รัก และกลุ่มเพื่อน กลุ่มผู้ชมคอนเสิร์ตและงานเทศกาล องค์กรและแบรนด์ที่มองหาสถานที่จัดอีเวนต์นอกเมืองในบรรยากาศพรีเมียม 

BRAND VALUE เป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ของเขาใหญ่ที่ ผสานรีสอร์ต + ไลฟ์สไตล์ + อีเวนต์ขนาดใหญ่ ไว้ในที่เดียว ต่อยอดภาพจำของเขาใหญ่จาก “แหล่งพักผ่อน” สู่ “จุดหมายความบันเทิงปลายปี” มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งด้านท่องเที่ยวและอีเวนต์

FUTURE DIRECTION (VISION SIGNAL) พัฒนา STELLA OZONE KHAO YAI ให้เป็น หมุดหมายประจำฤดูปลายปี ที่ผู้คนตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำ สร้าง ecosystem ของกิจกรรม ดนตรี ไลฟ์สไตล์ และการพักผ่อน ที่เติบโตไปพร้อมกับเขาใหญ่

Website: https://stellaozone.com/