28 พฤศจิกายน 2567

TQM ร่วมกับ MSIG ส่งความสุขท้ายปี มอบฟรี “ประกันภัยรถยนต์ตามคน” ขับคันไหนก็คุ้มครอง

บจก. ทีคิวเอ็ม อินชัวรันส์ โบรคเกอร์ (TQM) ร่วมกับ บมจ. เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) (MSIG) มอบแผนประกันภัยรถยนต์แบบติดตามตัวผู้ขับขี่ (Drive Any Car) หรือ "ประกันภัยรถยนต์ตามคน" ที่ให้  ความคุ้มครองไม่จำกัดเฉพาะรถคันใดคันหนึ่ง แต่จะติดตามตัวของผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะขับรถคันไหนก็ตาม เพื่อเป็นการมอบความสุขส่งท้ายปี TQM และ MSIG จึงขอมอบ "ประกันภัยรถยนต์ตามคน" ให้ทดลองใช้ฟรี 30 วัน

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ประกันภัยรถยนต์ตามคน” เป็นประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้ขับขี่ที่มีรถใช้หลายคัน หรือคนที่มีโอกาสที่จะใช้รถหลายคัน ซึ่งจุดเด่นของประกันภัยรูปแบบนี้จะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดการ เรื่องการทำประกันภัยรถยนต์ ซึ่งโดยปกติแล้วหากต้องการได้รับความคุ้มครองจะต้องทำประกันภัยทุกคัน รวมถึงจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ โดยมัดรวมไว้ในกรมธรรม์เดียว 


โดยในโอกาสใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ TQM ขอมอบประกันภัยรถยนต์ตามคน ที่ให้ความคุ้มครองคุ้มแบบประเภท 3 ให้พี่น้องคนไทยได้ทดลองใช้ฟรี โดยมีระยะความคุ้มครอง 30 วันหลังจากลงทะเบียน และสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ที่ www.tqm.co.th  ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2568 

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประกันภัยรถยนต์แบบติดตามตัวผู้ขับขี่ (Drive Any Car) หรือ "ประกันภัยรถยนต์ตามคน" ออกแบบมาให้เหมาะกับวิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย ผู้สมัครใช้เพียงแค่ใบขับขี่ใบเดียว ไม่ต้องตรวจสภาพรถ ก็สามารถรับความคุ้มครองที่ครอบคลุม โดยปัจจุบัน ได้ออกแบบประกัน 2 ประเภท คือ ประเภท 3 และ ประเภท3+ สำหรับรถยนต์ใช้ส่วนบุคคล เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 2,890 บาท/ปี 

แบบ "ประกันภัยรถยนต์ตามคน" นี้ไม่เพียงช่วยลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะขับรถคันไหนหรือในสถานการณ์ใด ประกันภัยรถยนต์ตามคนนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบสนอง ต่อความต้องการของผู้ใช้รถใช้ถนนยุคใหม่อย่างแท้จริง ช่วยให้การขับขี่เป็นเรื่องที่สะดวก ปลอดภัย และมั่นใจมากขึ้นในทุกเส้นทาง

DOT จัดพิธีมอบใบรับรองบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (MRA on TP) 2024

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 67 กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดพิธีมอบใบรับรอง (Certificate) สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (MRA on TP) ประจำปี 2567 ให้แก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยวและหน่วยประเมินบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ตามข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (MRA on TP) โดยได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานพิธี พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยวเข้าร่วม ณ ห้องแกรนด์ นาคา The HALLS Bangkok กรุงเทพมหานคร


สำหรับกิจกรรมในพิธีมอบใบรับรองกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (MRA on TP) ประกอบด้วย การมอบโล่ให้แก่หน่วยประเมินบุคลากรด้านการท่องเที่ยว จำนวน 8 หน่วย การมอบใบรับรองให้แก่ผู้สอนระดับประเทศ (NT) จำนวน 29 ราย ผู้ประเมินระดับประเทศ (NA) จำนวน 30 ราย และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (ATP) จำนวน 306 ราย รวมทั้งสิ้น 365 ราย พร้อมกันนี้ยังจัดการเสวนาวิชาการในหัวข้อ “พลังความร่วมมือ : สร้างบุคลากรท่องเที่ยวคุณภาพในอาเซียน (Strong Together: Enhancing Quality Tourism Professionals in ASEAN)” เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับข้อตกลง MRA on TP และการออกบูธเพื่อประชาสัมพันธ์หน่วยประเมินบุคลากรด้านการท่องเที่ยว จำนวน 8 หน่วย ซึ่งกิจกรรมในวันนี้เป็นการส่งเสริม สนับสนุน และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานตามข้อตกลง MRA on TP ของประเทศไทย



ด้าน นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “บุคลากรด้านการท่องเที่ยวถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยและของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ซึ่งบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน MRA on TP เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนายกระดับบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้มีคุณภาพและศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานด้านการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต” 

กระทรวงดีอี - ดีป้า ชู ‘สีคิ้วสมาร์ทลีฟวิ่ง’ ต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงดีอี - ดีป้า ชูผลการการดำเนินโครงการสีคิ้วสมาร์ทลีฟวิ่ง (SIKHIO SMART LIVING) พลิกโฉมเมืองสีคิ้วสู่เมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ยกระดับด้านความปลอดภัย ด้านบริการภาครัฐ และด้านการบริหารจัดการข้อมูลเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การบริหารจัดการเมืองในภาคประชาชน สังคมและท้องถิ่น  

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยว่า การดำเนินโครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การบริหารจัดการเมือง ภาคประชาชน สังคม และท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว  (SIKHIO SMART LIVING) ที่ดำเนินการโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) โดย ดีป้า มุ่งเน้นการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองเป็นหลัก โดย ดีป้า ทำหน้าที่เหมือนเป็นพี่เลี้ยง เชื่อมโยงให้เมืองเข้าถึงโซลูชันเพื่อการพัฒนาเมือง ได้เลือกลองเลือกใช้จนเกิดเป็นความเข้าใจ และนำมาบูรณาการเข้ากับการบริหารจัดการเมืองให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเมืองได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเมืองครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านความปลอดภัย ด้านบริการภาครัฐ และด้านการบริหารจัดการข้อมูลเมือง (City Data Platform: CDP) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ให้ดีขึ้น 

ด้านความปลอดภัย ได้ดำเนินการยกระดับซอฟต์แวร์ของกล้อง CCTV ทั้งหมดในอำเภอสีคิ้ว จำนวน 52 ตัว เพื่อยกระดับเมืองให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการตรวจจับรถและบุคคล เช่น สี ยี่ห้อรถ ประเภทของรถ เพศ ช่วงอายุ สีของเสื้อผ้าที่สวมใส่ เป็นต้น กรณีเกิดเหตุ จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับคนร้ายได้อย่างทันท่วงที   และการพัฒนาภายใต้โครงการนี้ยังได้มีการนำ LINE OA มาติดตั้งและประสานรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ร้องเรียน โดยตลอดการดำเนินโครงการกว่า 180 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถรับแจ้งเหตุมากกว่า 700 เคส โดยเหตุที่ได้รับแจ้งมากที่สุดคือ ไฟฟ้าสาธารณะดับ ซึ่งระบบดังกล่าวนอกจากประชาชนได้รับการแก้ปัญหาที่เร็วขึ้นแล้ว ผู้มีส่วนในการบริหารเมืองสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เพื่อวางแผน และแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป

ด้านบริการภาครัฐ ทำการออกแบบระบบงาน (Software Design Document) ให้สามารถเชื่อมโยงการรับและส่งข้อมูลของเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ เช่น จำนวนกล้อง CCTV ถังดับเพลิง และเสาไฟส่องสว่าง ทำให้ติดตามสถานะของปัญหาและจัดการปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ด้านการบริหารจัดการข้อมูลเมือง โดยการสร้างแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อรวบรวมและบริการจัดการปัญหาของเมือง เช่น ปัญหาไฟฟ้า ทางเท้าชำรุด ขยะสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งช่วยให้ทำให้สามารถจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาตามความเร่งด่วนและความถี่ที่เกิดขึ้นได้ นอกกจากนี้ยังมีแดชบอร์ดเกี่ยวกับข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลความสูงพุ่มไม้ ข้อมูลด้านสัตว์เลี้ยง ทำให้ง่ายต่อจัดซื้อวัคซีนสัตว์เลี้ยงเพื่อให้บริการกับประชาชน รวมไปถึงข้อมูลด้านสวัสดิการของประชาชน ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสามารถทราบถึงตำแหน่งที่ตั้ง และจัดส่งทีมช่วยเหลือหรือให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา 

ทั้งนี้ โครงการสีคิ้วสมาร์ทลีฟวิ่ง (SIKHIO SMART LIVING) ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการดำเนินงานด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทยที่มุ่งเน้นความสำเร็จที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของเมืองเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเมืองที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเมือง การกำหนดนโยบายขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการ รวมถึงบริบทของเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน

27 พฤศจิกายน 2567

อู่เหลียงเย่ จัดงาน "Baijiu of Harmony : From China to Thailand"

ต้อนรับอู่เหลียงเย่สู่ประเทศไทย "ป้อง ณวัฒน์" นำทีมร่วมแสดงความยินดี

อู่เหลียงเย่ (WULIANGYE) แบรนด์เครื่องดื่มชื่อดังจากประเทศจีน จัดปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แนวคิด "Baijiu of Harmony : From China to Thailand" นำเสนอวัฒนธรรมไป๋จิ่ว (Baijiu) อันมีเสน่ห์ และบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีน เพื่อต้อนรับการเดินทางของอู่เหลียงเย่สู่ประเทศไทย



อู่เหลียงเย่เป็นเครื่องดื่มไป๋จิ่วกลิ่นหอม ที่ถูกบ่มจากเมืองอี๋ปิน ในมณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งได้รับการขนานนามจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ว่าเป็น "แหล่งผลิตที่ดีที่สุด" ด้วยสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำใคร ผลิตจากธัญพืช 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวเหนียว ข้าวสาลี และข้าวโพด โดยใช้ทักษะและเทคนิคการหมักและการกลั่นแบบดั้งเดิมที่มีมานานกว่า 700 ปีในการผลิต




ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรม การแสดงโชว์แสงสีเสียงสุดตระการตาที่จะบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-จีน ผ่านนักแสดงและเสียงดนตรี และอีกไฮไลท์ของงานคือการประมูลอู่เหลียงเย่ (WULIANGYE)
ปี 1975 รุ่นพิเศษ เพื่อนำรายได้จากการประมูลมอบให้กับองค์กรการกุศลต่อไป





โดยมีนักแสดงชื่อดังผู้เคยมีผลงานในประเทศจีน ป้อง - ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ มาร่วมสร้างสีสันและแสดงความยินดีกับอู่เหลียงเย่ในโอกาสการเปิดตัวในประเทศไทย ร่วมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ อาทิ ต๊อด ปนพงศ์ ไขแสง, กวินพัฒน์ ธนาหิรัญศิลป์ พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์กว่า 100 คน

“อู่เหลียงเย่” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการโปรโมทวัฒนธรรมจีนและไป๋จิ่ว และขยายตลาดในระดับสากลผ่านกลยุทธ์การเผยแพร่วัฒนธรรมการเฉลิมฉลองที่สื่อถึงการสังสรรค์เพื่อความสามัคคี พร้อมกับการผสานเข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละประเทศได้อย่างลงตัวผ่านกิจกรรมสำคัญทั่วโลก อาทิ การเข้าร่วมในนิทรรศการนานาชาติในฐานะแบรนด์ชั้นนำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ APEC CEO Summit และการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ ไทม์สแควร์ นิวยอร์ก นอกจากนี้ อู่เหลียงเย่ยังได้จัดกิจกรรม "Harmony Global Tour" เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมและเรื่องราวของแบรนด์ให้ครอบคลุมหลายประเทศในยุโรป โอเชียเนีย อเมริกาใต้ และเอเชีย



ในด้านการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ Wuliangye ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ CAMPARI Group และ Michelin Guide ที่กรุงปารีสในเดือนกันยายน 2024 โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงตลาดตะวันออกและตะวันตก ความร่วมมือที่น่าสนใจหนึ่งในนั้นคือการสร้างค็อกเทลสูตรพิเศษ "Wugroni" ซึ่งใช้ Baijiu ฐานค็อกเทลพิเศษที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ 40%vol ชื่อ “WUGUSONG” แทนจินในสูตร Negroni ค็อกเทลนี้ได้รับการโปรโมทในระดับนานาชาติ รวมถึงในบาร์กว่า 700 แห่งในช่วง Negroni Week 2024

นอกจากนี้ อู่เหลียงเย่ยังได้เปิดตัวร้านอาหาร Wuliangye Dining ในโตเกียว ฮ่องกง และดึสเซลดอร์ฟ โดยร้านเหล่านี้นำเสนออาหารเสฉวนและสุราไป๋จิ่วกลิ่นหอม เพื่อโปรโมทวัฒนธรรมอาหารจีนแบบดั้งเดิมให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก

สำหรับในประเทศไทย อู่เหลียงเย่ จะใช้การเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม เน้นให้ไป๋จิ่วเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมระหว่างไทยและจีน โดยสะท้อนถึงค่านิยมร่วมกัน เช่น ความเคารพ ความสามัคคี และงานประณีตในการผลิต รวมถึงแนะนำผู้บริโภคชาวไทยให้รู้จักกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และความหลากหลายในการดื่มไป๋จิ่ว ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย

เครือ รพ.พญาไท-เปาโล จับมือ กรุงศรี ประกาศความร่วมมือ

ยกระดับบริการทางการแพทย์และการเงินที่ไร้รอยต่อแก่ลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน


กรุงเทพฯ (27 พฤศจิกายน 2567) – เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล และ กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่ครบวงจรผ่านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านการแพทย์ ผสานกับบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากกัมพูชาในเฟสแรก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพในยุคดิจิทัลได้อย่างครบวงจร

นายไพบูลย์ เฟื่องฟูสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบัญชีและการเงิน เครือโรงพยาบาลพญาไท – เปาโล กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “โครงการ ‘ASEAN Privilege’ นี้มุ่งเน้นการให้บริการที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันระหว่างการแพทย์และการเงินเพื่อให้ผู้ใช้บริการในเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ได้รับประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด (Cashless) หรือบริการ Telemedicine ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ และเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพของผู้รับบริการ”

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือนี้เป็นก้าวสำคัญเพื่อสร้าง Connectivity เชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าอาเซียน และนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน โดยความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งขยายสิทธิประโยชน์ของลูกค้าและพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพในภูมิภาคอาเซียน ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โดยลูกค้าจะได้รับการบริการเฉพาะบุคคล (Personalized Service) ในโครงการ ‘ASEAN Privilege’ ซึ่งครอบคลุมการให้บริการในเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทั้งยังสามารถเข้าถึงระบบชำระเงินที่สะดวกสบายผ่านช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันบนมือถือได้ทั้งในโรงพยาบาลและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในกระบวนการชำระค่ารักษาพยาบาล โดยในเฟสแรกจะให้บริการลูกค้าในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นลูกค้าของ Hattha Bank ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำในกัมพูชาและเป็นสถาบันการเงินในเครือกรุงศรี ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการรักษาและรับคำปรึกษาทางการแพทย์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพผ่านบริการ Telemedicine ข้ามประเทศในราคาที่เข้าถึงได้”

“ความร่วมมือนี้ครั้งนี้เป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ และร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง นำเสนอ Healthcare Solution ที่มีคุณค่าเพื่อประโยชน์ของลูกค้าในอาเซียน และด้วยความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่งของกรุงศรีในอาเซียน เราเชื่อว่าจะสามารถส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเดินหน้าสู่การขยายฐานลูกค้า พัฒนาโซลูชัน และสร้างอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งเพื่อลูกค้าของเราในอนาคต” นางสาวพัทธ์หทัย กุลจันทร์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจอาเซียน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริม

ทั้งนี้ ในอนาคตกรุงศรียังมีแผนการขยายบริการทางการแพทย์ใหม่ๆ กับเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล รวมถึง สินค้าและบริการราคาพิเศษ การขยายสิทธิพิเศษให้เฉพาะลูกค้าในกลุ่มกรุงศรี เช่น บริการ ‘Tele Ambulance’ และสนับสนุนการพัฒนาบริการนวัตกรรมด้านสุขภาพในภูมิภาคอาเซียนเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้ากรุงศรี

นพ. อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ กล่าวว่า “เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล มีความตั้งใจในการยกระดับประสบการณ์การรักษาสำหรับผู้ป่วย และพัฒนาบริการที่ทันสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์ผู้ชำนาญการและทีมสหสาขาวิชาชีพที่พร้อมทุ่มเทในการดูแลผู้ป่วย ภายใต้แนวคิด ‘Value-based Healthcare’ ซึ่งเน้นคุณค่าการรักษาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยรายบุคคล ภายใต้คุณภาพมาตรฐานแบรนด์ ‘พญาไท’ ในระดับสากล”

“เรามีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่มุ่งเน้นประสบการณ์ของผู้ป่วย และตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่โครงการในอนาคต ที่ช่วยเชื่อมโยงบริการด้านการเงินและการแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมสำหรับผู้ป่วยในทุกกลุ่มโรค” นายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย


ในความร่วมมือนี้ เครือโรงพยาบาลฯ ได้พันธมิตรสำคัญอย่างอินไวเทรส (Invitrace) ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล มาร่วมสนับสนุนความร่วมมือครั้งนี้ ระหว่างกรุงศรีและโรงพยาบาลพญาไทในด้าน Telemedicine โดยอินไวเทรสจะเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี (Tech-arm) ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรักษาสุขภาพ (Digital Health Transformation) ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าหลักของบริษัทในการขยายการเข้าถึงการดูแลสุขภาพและเชื่อมต่อภูมิภาคต่าง ๆ ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล

26 พฤศจิกายน 2567

สุขทันที ที่เที่ยวแม่ฮ่องสอน Maehongson

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท. จังหวัดแม่ฮ่องสอน ช่วงนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังหนาวเย็นโดยเฉพาะบริเวณบนดอยที่สูง ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวรับลมหนาว พร้อมชมทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกดิน 




โดยเฉพาะที่อำเภอปาย มีแหล่งชมทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้น ได้แก่ จุดชมวิวหยุนไหล บ้านสันติชล ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนยูนาน ที่มีชื่อเสียง ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นชมทะเลหมอกวันละหลายพันคน และพื้นที่อำเภอปายมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยเต็ม 100% โดยเฉพาะช่วงวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ 



ชวนเที่ยวเทศกาลทุ่งดอกบัวตอง ทุ่งดอกไม้สีทอง เหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่ง และขับรถยนต์ท่องเที่ยว ทั้ง 7 อำเภอ พิชิต 4,088 โค้ง จากเส้นทางหลวง1095 และ เส้นทางหลวง108 ซึ่งแต่ละอำเภอ มีคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกัน ช่วงฤดูหนาวปี 2567 นี้ ด้านการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ยังเป็นหน้าที่หลักของทางวนอุทยาน ร่วมกับ อบต.แม่อูคอ ฝ่ายปกครองอำเภอขุนยวม เจ้าหน้าที่ศูนย์นเรนทร รพ.ขุนยวม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ขุนยวม ให้การรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและดูแลรักษาพยาบาลให้กับนักท่องเที่ยวที่เจ็บป่วยขณะเดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวที่ทุ่งบัวตอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ว่าจะสามารถท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย  



ช่วงนี้จังหวัดแม่ฮ่องสอน กำลังหนาวเย็นโดยเฉพาะบริเวณบนดอยที่สูง  ทำให้นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวรับลมหนาว พร้อมชมทะเลหมอก และพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกดิน โดยเฉพาะที่อำเภอปาย มีแหล่งชมทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้น ได้แก่ จุดชมวิวหยุนไหล บ้านสันติชล ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนยูนนาน ที่มีชื่อเสียง ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวขึ้นชมทะเลหมอกวันละหลายพันคน  และพื้นที่อำเภอปายมีอัตราเข้าพักเฉลี่ยเต็ม 100% โดยเฉพาะช่วงวันศุกร์เสารอาทิตย์ และบรรยากาศถนนคนเดินปายในเดือน พย. มีนักท่องเที่ยวคึกคัดมากกว่าปกติ 

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวชมทุ่งบัวตอง ที่ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม ส่วนใหญ่ เมื่อเที่ยวที่ทุ่งบัวตองแล้ว ก็จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่ อ.ขุนยวม เช่น อนุสรณ์สถานมิตรภาพ ไทย-ญี่ปุ่น อุทยานน้ำตกแม่สุรินทร์ ภูชี้เพ้อ ดอยหมื่อกาโด่ น้ำพุร้อนหนองแห้ง วัดม่วยต่อ วัดต่อแพ และเดินทางไปพักค้างคืนที่บ้านรักไทย ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเที่ยวต่อที่ อ.ปาย และเดินทางกลับ




#สุขทันทีที่เที่ยวแม่ฮ่องสอน #ททท
#สุขทันทีที่เที่ยวแม่ฮ่องสอน
#AmazingThailand 



24 พฤศจิกายน 2567

หนุนเด็กและเยาวชนร่วมรักษ์สิ่งแวดล้อม ในช่วงใหม่ “สนามข่าว 7 สี”

ช่อง 7HD รุกเปิดพื้นที่เพื่อเด็กและเยาวชน ส่งช่วงใหม่ “Kids พิทักษ์โลก” ดึง “หลุยส์ เฮส” ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเต็มตัว ลงจอทุกวันจันทร์ ทางรายการ สนามข่าว 7 สี ตั้งแต่เวลา 07.30 น. เดินหน้าเปิดพื้นที่เพื่อเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ช่อง 7HD สร้างสรรค์ช่วงใหม่ ในรายการ สนามข่าว 7 สี ส่งช่วง Kids พิทักษ์โลก มาเติมเต็มความพิเศษ เสนอผลงานภาพยนตร์สั้นจากฝีมือของเด็กและเยาวชนคนเก่งสายรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมให้พระเอกหนุ่มมากความสามารถ “หลุยส์ เฮส” ที่เพิ่งขึ้นแท่น Brand Ambassador ของมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พลิกบทบาทมาเป็นผู้ดำเนินรายการเต็มตัวครั้งแรก พาเด็กและเยาวชนร่วมพูดคุยถ่ายทอดที่มาที่ไป รวมถึงแนวคิดก่อนจะมาเป็นสื่อภาพยนตร์และเผยแพร่เรื่องราวน่าประทับใจให้ติดตามชม ภายใต้การผลิตของกองบรรณาธิการข่าว 7HD


โดย “หลุยส์” เผยถึงบทบาทใหม่ครั้งนี้ว่า “ผมขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสผมได้ทำงานในรูปแบบใหม่ ในอีกบทบาทกับการเป็นผู้ดำเนินรายการเต็มตัวครั้งแรก ตื่นเต้นและดีใจมากครับ สำหรับช่วง Kids พิทักษ์โลก เป็นการนำเสนอมุมมองของเด็กและเยาวชน ที่สนใจงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการผลิตภาพยนตร์สั้น เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยช่อง 7HD ร่วมสนับสนุนน้อง ๆ เปิดพื้นที่ให้นำเสนอผลงาน โดยเป็นการทำงานร่วมมือกันกับมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งไฮไลต์ในแต่ละเรื่องขอบอกว่าพลาดไม่ได้เลยครับ เพราะมีภาพหาชมยาก และควรค่าแก่การเก็บบันทึกไว้ ซึ่งเป็นผลงานจากเด็กและเยาวชนจากกลุ่มนี้ที่สนใจสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และได้ลงพื้นที่พร้อมกับบันทึกภาพ และจัดทำเป็นภาพยนตร์ด้วยตนเอง เช่น ฉลามวาฬ ฉลามเสือดาว ม้าน้ำ และสัตว์อื่น ๆ อีกมากมาย และเร็ว ๆ นี้ อย่าพลาดพบกับเรื่องราวของ ชะนีมือขาว เต่ามะเฟือง รวมถึง นกชาปีไหนโดยมี ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เป็นที่ปรึกษา จากที่ได้สัมผัสและพูดคุยกับน้อง ๆ ต้องบอกว่าความสามารถของเด็กและเยาวชนเราน่าทึ่งมากครับ นอกจากมีความสามารถแล้วยังมีมุมมองเพื่อรักษ์โลกอย่างน่าประทับใจ



ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สำรวจระบบนิเวศทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำสำรวจแหล่งหญ้าทะเลที่กำลังลดน้อยลงในจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน รวมถึงการศึกษาการแพร่ขยายของปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่กำลังทวีความรุนแรง สิ่งที่พบเห็นล้วนสะท้อนว่าเราต้องเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งรายการ Kids พิทักษ์โลกก็ถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ได้แสดงพลัง เพราะพวกเขาคือความหวังสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูและรักษาธรรมชาติของเราให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง ผมขอเชิญชวนมาร่วมติดตามฝีมือของน้อง ๆ และมาร่วมกันคนละไม้คนละมือในการร่วมรณรงค์และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยกันครับ ติดตามชมกันได้ทุกเช้าวันจันทร์ ในรายการ สนามข่าว 7 สี ทาง ช่อง 7HD กด 35 และรับชมย้อนหลังฉบับเต็มได้ในช่องทางออนไลน์ Facebook TikTok Ch7HD News, Youtube Ch7HD และเว็บไซต์ www.bugaboo.tv/variety/kidspitaklok
สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD
ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และ ช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ Ch7HD News (Facebook, IG, TikTok, YouTube) และเว็บไซต์ www.ch7.com