เที่ยวทั่วไทย อร่อยทั่วโลก อัพเดทข่าวรายวัน Lifestyle บันเทิง ทันทุกกระแสข่าว!

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ เจ้าของร้านเป็ดย่างดัง “โฟร์ซีซั่นส์” ในไทย

แม่ทัพใหญ่ ทุ่มเท ทุ่มทำอย่างตั้งใจ


หลังประสบความสำเร็จมากมายกับการเปิดตัวโครงการ “เรียนจบ พบงาน”  ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ
ณ บริเวณลานด้านหน้ามูลนิธิควง อภัยวงศ์ เมื่อวันก่อน โดยมีแอพพลิเคชั่นเชื่อมโยงงาน/ที่ฝึกงานและการยกระดับทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับยุค Digital Transformation ได้ง่ายๆ ผ่าน  “@DemTum” 
ฝ่าวิกฤติคนไทยตกงาน ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การกุมบังเหียนของหัวหน้าทีมอย่าง  “นายปริญญ์ พานิชภักดิ์”

วันนี้ ทีมงานมีโอกาสได้พบ  “ดร.ปริญญ์” ถึงเรื่องราวที่ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองตามรอยบิดา ในฐานะหัวหน้าทีมและทีมเศรษฐกิจของพรรค  ซึ่งบทบาทหน้าที่สำคัญ ในการเป็นคลังสมองให้พรรค และยังมีประสบการณ์อยู่ในแวดวงกลุ่มคนทำสตาร์ทอัพ โดยมีประสบการณ์คลุกคลีอยู่ในแวดวงกลุ่มคนทำสตาร์ทอัพเทรนด์ของกลุ่มคนที่มารวมตัวกันนำเสนอความคิดทางธุรกิจอันแปลกใหม่  เพื่อ
นำไประดมทุน เทรนด์ สตาร์ทอัพ เกิดขึ้นและเป็นกระแสโดยเฉพาะเอเชียและประเทศไทย


แนวคิดในการพัฒนาแอพพลิเคชัน เรียนจบ พบงาน ใช้ชื่อว่า @DEMTUM  เกิดจากการมองเห็นปัญหาของนักศึกษาหลายคนที่เรียนจบแต่ตกงาน เพราะขาดโอกาส  ในการเข้าถึงงาน ในขณะที่บริษัทเองก็ขาดแรงงานฝีมือ  โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงาน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้นอกห้องเรียน (Apprentices/ Internships) ก่อนที่จะเรียนจบ

ในขณะที่บริษัทผู้ประกอบการ ได้ประโยชน์จากการได้เด็กฝึกงานมาช่วยกิจการและได้เห็นถึงศักยภาพการทำงานในสนามจริง สามารถตัดสินใจจ้างงานในอนาคต  แอพพลิเคชันนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้นักศึกษาได้ พบงานที่ดี บริษัทหรือองค์กรต่างๆ นโยบายทางด้านการศึกษาจะเข้ามามีส่วนในการช่วยพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี แนวทางด้านการทำงานและสร้างแรงบันดาลใจโดย CEOs หรือตัวแทนบริษัทที่เป็นไอดอลแต่ละภาคส่วน อาทิเช่น คุณโด่ง CEO และผู้ก่อตั้ง ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ค่ายอสังหาฯ รวมไปถึงศิลปิน ตู่ ภพธร เณอปรางค์ แก้ว ตาหวานจาก BNK48, ผู้กำกับชื่อดัง
อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตรนักธุรกิจรุ่นใหม่  คุณเมย์ AfterU  มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพที่ทำ มาตรฐาน คุณภาพ และความโปร่งใส เปิดโอกาสให้นักศึกษาที่มาในงานได้ร่วมพูดคุย ซักถาม โดยมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การคิดต่าง เป็นสิ่งสร้างสรรค์ และทำให้เกิดการพัฒนา


นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ เริ่มเล่าต่อว่า  จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีจำนวนผู้ว่างงานในไทยมากกว่า 4 แสนราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปีนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาของตลาดงานยุคเก่าที่ประสบผลกระทบจากยุคของ Digital Transformation  การจัดโครงการนี้เพื่อตอบโจทย์สังคมที่นักศึกษาในปัจจุบันที่เรียนจบแล้วตกงาน มากกว่าที่จะหางานทำได้ ปัจจัยการตกงานมาจากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่แปรเปลี่ยนไป  ปัจจุบันหุ่นยนต์มาแย่งงานคนเยอะมาก งานก็เปลี่ยนแปลงไปอีกทั้งนายจ้างก็มีวิธีการจ้างคนแบบใหม่ ลักษณะที่จ้างคนก็เปลี่ยนแปลงไป บางทีนักศึกษาที่เรียนเก่งวิชาการแค่ไหน บางทีไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีประสบการณ์จริง ไม่มีการฝึกงานก็จะหางานไม่ได้

เพราะฉะนั้น โครงการ เรียนจบ พบงาน ทีมงานตั้งใจที่จะให้นักศึกษาที่มีความตั้งใจ ขวนขวายสถานที่ฝึกงานในช่วงปิดเทอม หรือกำลังเรียนอยู่ และพอมีเวลาในการทำงานพาร์ทไทม์ หรือแม้กระทั่งคนที่เรียนจบแล้วก็สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ได้  โครงการนี้จะแมทช์สำหรับคนที่หางาน หรือหาพื้นที่ฝึกงานกับบริษัทเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจหรือรัฐ ที่พร้อมจะรับเด็กเข้าไปช่วยเทรนด์ กระบวนการฝึกงานนี้ก็จะมีโครงการช่วยสอนสมรรถนะที่โลกยุคใหม่ต้องการ เช่นเรื่องภาษา การตลาด แขนงงานด้านกม. อยากให้ความสำคัญตรงนี้ ทุกคนทราบดีว่าเศรษฐกิจปีนี้ค่อนข้างยากและฝืด แต่งานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข ทางทีมเศรษฐกิจคิดว่า หากต้องการจะหางานอยากสนับสนุนให้โครงการนี้ เป็นหนึ่งในตัวช่วยขับเคลื่อนให้ปัญหาปากท้องของประชาชนได้เบาลง

การตั้งเป้า โครงการ เรียนจบ พบงาน
เรื่องการตั้งเป้าหมายในการช่วยแก้ไขปัญหาการตกงานนั้น  นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า  เราหวังว่าจะสร้างงาน 100,000 ตำแหน่ง โดยได้พูดคุยกับเอกชนหลายพันบริษัท บริษัทใหญ่ๆ ที่เข้ามาร่วมกับโครงการ 100 กว่าบริษัท เช่นกลุ่ม เซ็นทรัล กลุ่มสยามพิวรรธน์ จำกัดกลุ่มสยามพารากอน ไอคอนสยาม หัวเหว่ย กลุ่มปตท. กลุ่มซีพี ทรู แม้กระทั่ง กลุ่ม SME ที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ทางด้าน บล็อกเชน เหล่านี้ พร้อมและมีพื้นที่ที่จะให้นักศึกษาเข้าไปฝึกงานได้


​ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขาดแรงงานฝีมือ และการสร้างทรัพยากรมนุษย์  จึงไม่ใช่งานของคนใดคนหนึ่งแต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชนและ NGOs ที่จะต้องร่วมมือกันช่วยสร้างคนที่มีคุณภาพ ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่แรงงานยุคเก่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรดานักศึกษาจบใหม่ที่พบปัญหาเดียวกัน จากระบบการศึกษาเดิมที่อาจจะขีดกรอบให้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ควรจะเป็นในโลกของงานยุคนี้ เฉกเช่นเดียวกันกับในหลายบริษัทเอง ขาดแรงงานฝีมือดี โครงการนี้จึงเป็นโครงการที่จะทำให้ระบบนิเวศน์ของตลาดงานไทยเดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
ทั้งนี้การที่นักศึกษาคนรุ่นใหม่เรียนจบแล้วพบงานได้นั้น ต้องผ่านการฝึกงานเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และการเรียนรู้นอกห้องเรียน ก่อนที่จะเรียนจบ บริษัท/ผู้ประกอบการเองก็จะได้ประโยชน์จากการได้เด็กฝึกงานมาช่วยกิจการและได้ดูศักยภาพการทำงานในสนามจริง/เรียนรู้นิสัยใจคอของเด็กระหว่างฝึกงานด้วย เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจการจ้างงานในอนาคตได้ แต่ปัจจุบันนี้ นักศึกษาหลายคนยังไม่สามารถหาที่ฝึกงานที่ดีได้ และผู้ประกอบการเองก็ไม่สามารถรู้จักความสามารถที่แท้จริงของคนสมัครงานใหม่ ๆ ดังนั้นการมาพบกัน (matching) ในช่วงเวลาก่อนนักศึกษาจะเรียนจบจึงเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และนักศึกษาอาจมีรายได้เสริมระหว่างเรียนอยู่ได้อีกด้วย


นึกถึงศูนย์กลางสตาร์ทอัพ นึกถึง Prinnp
คงจะไม่เกินเลยไปกับการทุ่มเทสุดตัวของแม่ทัพใหญ่ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ กับสิ่งที่เขาคาดหวัง “.....เราหวังว่า เราจะเป็นศูนย์กลางของคนที่ต้องการอาวุธด้านธุรกิจ ให้มาที่เรา หรือนึกถึง prinnpทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์  อยากเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี บางทีแต่ละหน่วยงาน อย่าง กระทรวงพาณิชย์ มีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ ดีป้าของกระทรวงดิจิทัลอเคเดมี่ ก็ไปด้านหนึ่ง กระทรวงอว. ก็สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักนายกฯ ก็ทำสตาร์ทอัพ ทีซีดีซีก็ทำเรื่องสตาร์ทอัพ ก็ไปคนละด้าน ผมจะดึงทั้งหมดนี้มาว่า ใครมีอะไรดีบ้าง จะได้รู้ว่า ไปที่ไหนดีและเร็วสุด

คนชอบคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ หรือทีมเศรษฐกิจ หรือในอดีตชอบดีแต่พูดไม่ทำหรือมีแต่คนเดินออกหรือเลือดไหล แต่จริง ๆ คนหล่อ คนสวยก็เดินเข้ามาทำกิจกรรมดีดีที่พรรค คนอย่างบีเอ็นเคสี่สิบแปดมาด้วยใจ ทุกคนที่มาเขาเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีกับพรรคของเราไม่ใช่มีแต่เดินออก คนเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีก็มีมาก เงินก็ซื้อไม่ได้

ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร 73 ปีของพรรคไม่เคยมีแบบนี้ ประวัติศาสตร์ที่กลุ่มคนแบบนี้เข้ามา บางคนบอกว่ายังเป็นไดโนเสาร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย เขาเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่คุณจุลินทร์ ยังกล้าให้ผมมาเป็นรองหัวหน้าพรรค ฯ คนแรกที่ในประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ที่จากเอกชนโดดเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ

ผมเป็นคนแรกที่เป็นแบบนั้นและทางพรรคให้อิสรภาพในการทำงานเต็มที่ ถ้าคุณขยันทำงานและไม่โกงกิน ทำงานให้เต็มที่ เราก็ทำงานเต็มที่ได้

คณะกรรมการ 10 กว่าคนในทีมเศรษฐกิจมิติใหม่ของการเมืองของเราคือ เรานำคนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาอยู่ในทีมเศรษฐกิจด้วยมากขึ้น เราดึงคนที่มีกูรูความรู้แต่ละด้านเข้ามาช่วย ด้านเมืองจีน ก็มีรศ.ดร.อักษรศรี พาณิชย์สาม ด้านพลังงานสีเขียว คุณอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ จากเชลล์ คุณหนึ่งปรมินทร์ อินโสม คนที่เขียน เรื่องบล็อกเชนคนแรก เราเชิญคนที่เก่งแต่ละสาขาเข้ามาอยู่ ในยคนี้ คุณเก่ง ข้ามาคนเดียวไม่ได้แล้ว โมเดลของเรา ....
สนใจ ติดต่อสาขาพรรค หรือไลน์ไอดีนี้เลย ....” นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวท้ายสุด นึกถึงศูนย์กลางสตาร์ทอัพ นึกถึง @prinnp


คงจะไม่เกินเลยไปกับการทุ่มเทสุดตัวของแม่ทัพใหญ่ ของทีมเศรษฐกิจใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ กับสิ่งที่เขาคาดหวัง “  เราหวังว่า เราจะเป็นศูนย์กลางของคนที่ต้องการอาวุธด้านธุรกิจ ให้มาที่เรา หรือนึกถึง prinnpทีมเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์  อยากเป็นศูนย์กลางของสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี (SME)

บางทีแต่ละหน่วยงาน อย่างเช่น กระทรวงพาณิชย์ มีสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ ดีป้าของกระ
ทรวงดิจิทัลอเคเดมี่ ก็ไปด้านหนึ่ง กระทรวง อว.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักนายกฯ ก็อาจมีการทำสตาร์ทอัพ ทีซีดีซี ก็ทำเรื่องสตาร์ทอัพ ต่างทำไปคนละด้าน ผมจะดึงทั้งหมดนี้มาว่า ใครมีอะไรดีบ้าง จะได้รู้ว่า ไปที่ไหนดีและเร็วสุด

คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ หรือทีมเศรษฐกิจ หรือในอดีต ดีแต่พูด ไม่ทำ หรือมีแต่คน
เดินออกหรือเลือดไหลออก ที่แท้จริง คนหล่อ คนสวย ก็เดินเข้ามาทำกิจกรรมดีดีที่พรรคมากมา
อย่างศิลปินชื่อดัง  BNK48 ก็เดินทางมาร่วมงานด้วยใจ ศิลปินและทุกผ่ายที่มาเขาเข้ามาร่วมกิจกรรม
ดีดีกับพรรคของเราในครั้งนี้  จริงๆ แล้วไม่ใช่มีแต่เดินออก คนเข้ามาร่วมกิจกรรมดีดีก็มีมาก มาด้วยใจที่จะช่วยให้สังคมพัฒนา เป็นเรื่องที่เงินก็ซื้อไม่ได้ครับ

ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร 73 ปี ที่ผ่านมาของพรรคไม่เคยมีแบบนี้ ครั้งนี้ผมว่าเป็นประวัติศาสตร์ ที่กลุ่มคนนี้เข้ามาบางคนบอกว่ายังเป็นไดโนเสาร์ แต่จริงๆ ไม่ใช่เลยครับ  เขาเปลี่ยนไปแล้ว แม้แต่ คุณจุลินทร์ ยังกล้าให้ผมมาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ คนแรกที่ในประวัติศาสตร์ประชาธิปัตย์ จากเอกชนโดดเข้ามาเป็นรองหัวหน้าพรรคฯ

ผมเป็นคนแรกที่เป็นแบบนั้นและทางพรรคให้อิสรภาพในการทำงานเต็มที่ ถ้าคุณขยันทำงานและไม่โกงกิน ทำงานให้เต็มที่  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยคณะกรรมการ 10 กว่าคนในทีมเศรษฐกิจมิติใหม่ของการเมืองของเราคือ เรานำคนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาอยู่ในทีมเศรษฐกิจด้วยมากขึ้น เราดึงคนที่มีกูรูความรู้แต่ละด้านเข้ามาช่วย ด้านเมืองจีน ก็มีรศ.ดร.อักษรศรี พาณิชย์สาม ด้านพลังงานสีเขียว คุณอรรถ เหมวิจิตรพันธ์ จากเชลล์ คุณหนึ่งปรมินทร์ อินโสม คนที่เขียน เรื่องบล็อกเชนคนแรก เราเชิญคนที่เก่งแต่ละสาขาเข้ามาอยู่ ในยคนี้ คุณเก่ง ข้ามาคนเดียวไม่ได้แล้ว โมเดลของเรา

สนใจ ติดต่อสาขาพรรค หรือไลน์ไอดีนี้เลย @prinnp
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวท้ายสุด



นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทันสมัย
เพื่อเปิดโอกาสให้กับตนเองและใครก็ได้ หรือคนรุ่นใหม่ที่กล้าเปิดใจ ที่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงาน  พรรคประชาธิปัตย์มีความตั้งใจจริง วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 นี้ ทีม “เศรษฐกิจทันสมัย” พรรค ปชป. จัดอีกหนึ่งกิจกรรม คือ งานติดอาวุธให้กับนักธุรกิจยุคใหม สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นอาชีพที่หลายๆ คนในยุคใหม่ ไขว่คว้าอยากจะเป็นผู้ประกอบการเอง จะมีนักธุรกิจชื่อดังมาสอนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นด้านเงินทุน การระดมทุน กฎหมาย การตลาด ประชาสัมพันธ์ ออนไลน์ ฯลฯ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษา อาทิ คุณเต้ ภิรมย์ภักดี เจ้าของสิงห์เวนเจอร์ ทายาทเบียร์สิงห์, เจ้าของร้านอาหาร โอ้กับจู๋ คุณอู๋ ที่เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งมาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมถึงติดตลาดขายดี, เจ้าของซูเปอร์ริช เจ้าของตลาดค้าเงินตรา ที่มีการแข่งขันสูงมาก เขาแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น

โดยมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดงาน

ณ มูลนิธิควง อภัยวงศ์ พระราม 6 (ติดกับโรงพยาบาลวิชัยยุทธ)
#ปริญญ์พานิชภักดิ์
Prinn Panitchpakdi

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น