แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิธีลงนาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิธีลงนาม แสดงบทความทั้งหมด

21 กรกฎาคม 2566

แพทยศาสตร์ ศิริราชจับมือเภสัชฯ จุฬาฯ ร่วมวิจัยสมุนไพรไทยแก้วิกฤตสุขภาพจากมลภาวะ & ฝุ่น PM2.5


ด้วยภาวะโลกร้อน ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วโลก เกิดเป็นวิกฤตมลภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝุ่น PM2.5 ซึ่งแน่นอนว่า จะกลายเป็นวิกฤตสุขภาพตามมา


ฝุ่น PM2.5 ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและผิวหนังเท่านั้น แต่ยังแพร่เข้าสู่กระแสเลือด เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และที่สำคัญยังเป็นสารก่อมะเร็งได้ด้วย ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และอาจจะทวีความรุนแรงต่อไปในอนาคต ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปัญหาสุขภาพจากฝุ่น PM2.5 ติดอันดับโลก 


ด้วยเล็งเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาและทรัพยากรสำคัญของประเทศคือพืชสมุนไพรและยาสมุนไพรที่ทรงคุณค่า ทางคณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญพิเศษและเป็นผู้นำในการพัฒนาคุณภาพสารสกัดสมุนไพรสู่มาตรฐานโลก จึงดำเนินการศึกษาวิจัยสมุนไพรไทยศักยภาพสูง และนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างองค์กรสุขภาพชั้นนำของประเทศไทยครั้งประวัติศาสตร์ 



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น G คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ วิจัย และพัฒนา ในโครงการ Herb for Health ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และภาควิชาเภสัชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรไทย

เพื่อช่วยชะลอ รักษา และบรรเทาปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากฝุ่น PM2.5 โดยมีผู้ร่วมลงนามดังนี้
• ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

• ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดร.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

• ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 


ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้กล่าวถึงความร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า

“คณะเภสัช จุฬาฯ เป็นสถาบันที่มีความโดดเด่น เชี่ยวชาญ ในเรื่อง นวัตกรรม ประกอบกับบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์ในการศึกษา วิจัย พืชสมุนไพรนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา และผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย  ถือเป็นก้าวที่สำคัญของวงการแพทย์ และวงการสาธารณสุขของประเทศไทย ในนามของคณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะให้การสนับสนุนการดำเนินงาน ศึกษา วิจัย พัฒนา แลกเปลี่ยนความรู้ ทางวิชาการและส่วนอื่นๆ รอบด้านอย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ ในครั้งนี้”


ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวในฐานะตัวแทนของบุคลากรคณะเภสัชศาสตร์จุฬาฯ ว่า

“รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสร่วมลงนามความร่วมมือ ทางด้านวิจัยและวิชาการ กับทางคณะแพทย์ศิริราช ที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมากด้านการศึกษาศูนย์วิจัยคลีนิก  การนำจุดแข็งทั้ง สองสถาบันมารวมกัน  จะสามารถพัฒนาวิชาการทางด้านการแพทย์ของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น  ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อไหร่ที่สังคมมีปัญหา เภสัชจุฬามีคำตอบ และเราเชื่อมั่นว่านับต่อจากนี้ไป ศิริราชพยาบาลจะเป็นผู้ให้คำตอบร่วมกับเราด้วยค่ะ”

 

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง ดร.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าถึงการวิจัยว่า

“สำหรับภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลนะคะ มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการค้นพบและพัฒนายาซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้กับทางคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งมีความชำนาญในเรื่องของสมุนไพร เพราะฉะนั้นจากความเชี่ยวชาญของภาควิชาเราก็จะดูในเรื่องของการคัดเลือกสารออกฤทธิ์หรือว่าสารสำคัญ เมื่อค้นพบสารสำคัญได้แล้ว เรามีการศึกษาทั้งด้านกลไกการออกฤทธิ์หรือว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารจากสมุนไพรอย่างครบวงจรนะคะ ตั้งแต่ในห้องเพาะเลี้ยงเซลล์ระดับเซลล์และโมเลกุลและก็มีความร่วมมือกับอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ การที่จะพัฒนายาจากสารอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้กลไกการเกิดโรคเพื่อที่จะมั่นใจว่าสารนั้นๆ มีเป้าหมายการออกฤทธิ์อย่างเจาะจง

“ยกตัวอย่างเช่นมลพิษหรือว่ามลภาวะต่างๆ ส่งผลทำให้เกิดการทำลายสารชีวโมเลกุลไม่ว่าจะเป็นโปรตีน DNA ระดับเซลล์ทำให้เกิดกระบวนการอักเสบทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของ DNA จึงสามารถเป็นสารก่อมะเร็งได้ เพราะฉะนั้นการค้นพบนี้ เราก็จะสามารถคัดเลือกสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ได้อย่างจำเพาะ

“แล้วหลังจากนั้นเมื่อผ่านการทดสอบในห้องเลี้ยงเซลล์ในสัตว์ทดลองให้เกิดความมั่นใจว่าสารที่เราค้นพบมีประสิทธิภาพจริง อาจารย์ทางศูนย์วิจัยคลินิกศิริราชก็จะศึกษาต่อในอาสาสมัครนะคะ เพื่อที่จะมั่นใจในเรื่องของประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสารนั้นๆ ก่อนที่จะไปสู่กระบวนการการขึ้นทะเบียนและนำไปให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคต่อไปค่ะ”

 

ศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงการศึกษาวิจัยในโครงการนี้จะได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลทุกอย่าง อย่างเป็นระบบตามมาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  

“เราให้ความรู้กับเกษตรกรในแหล่งเพาะปลูกถึงกระบวนการควบคุมปริมาณสารพิษต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าได้สมุนไพรที่มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค และเราสามารถรับซื้อวัตถุดิบของเขาในราคาที่สูงขึ้นได้ด้วย  

“คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการผลิตและควบคุมคุณภาพยาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร วัตถุดิบสมุนไพรทั้งหมดได้รับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO เราจะมีการทดลองในอาสาสมัครมนุษย์เพื่อให้ดูประสิทธิภาพ ซึ่งทางศิริราชมีมาตรฐานสากลซึ่งเรามั่นใจ

“สำหรับในภาคธุรกิจเอกชน หากต้องการสร้างนวัตกรรมที่มีความปลอดภัยสูงหรือประสิทธิภาพสูง เราสามารถให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำกระบวนการพัฒนา รวมถึงการทดสอบมาตรฐานต่างๆ ให้ได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพและความปลอดภัย”

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยประสิทธิภาพและความปลอดภัยในคน จะทำโดยศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำโดย ผศ.ดร.พญ.สุวิมล นิยมในธรรม และ รศ.ดร.สมฤดี ฉัตรสิริเจริญกุล รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ยาที่มีความปลอดภัยสูงสุดความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของวงการสุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริโภคที่เป็นประชาชนจะได้รับประโยชน์ในวงกว้าง 

สำหรับท่านใดที่สนใจข่าวสาร สาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และสมุนไพรเพื่อชีวิต    

จากโครงการ Herb for Health  สามารถติดตามได้ที่ Facebook : CUfitt
เพราะเราอยากเห็นคุณแข็งแรง  และ Line: @thaithonburi

30 พฤษภาคม 2566

กรมการท่องเที่ยวจับมือหน่วยงานพันธมิตร ร่วมพัฒนาศักยภาพแรงงานและบุคลากรด้านท่องเที่ยวและบริการ


กรมการท่องเที่ยว ลงนาม MOU ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการให้มีคุณภาพในด้านทักษะฝีมือและผลิตภาพให้เพียงพออย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบกิจการ รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาศักยภาพให้แก่กำลังแรงงานและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ณ ห้องประชุม 1 กรมการท่องเที่ยว อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผสมเครื่องดื่มและบริการ สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย และชมรมบาร์เทนเดอร์ภาคตะวันออกประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานและบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการให้มีคุณภาพ ในด้านทักษะฝีมือและผลิตภาพให้เพียงพออย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบกิจการ รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต รวมทั้งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาทักษะในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engines of Growth) และรองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

นายจาตุรนต์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะบูรณาการการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ วิทยากร บุคลากรฝึก อาคารสถานที่ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ วิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา บุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาฝีมือแรงงานและบุคลากรในสาขาอาชีพ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ในการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานและ บุคลากรให้มีทักษะ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามแผนการฝึกอบรมที่แต่ละฝ่ายตกลงร่วมกันตามภารกิจที่เหมาะสม 

“นอกจากนั้นทุกหน่วยงานยังร่วมกันส่งเสริมให้ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ จัด
ส่งพนักงานเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาท่องเที่ยวและบริการ และได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานดังกล่าว รวมทั้งทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติให้แก่นักเรียน นักศึกษา
หรือกำลังแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และจัดแข่งขันฝีมือแรงงาน” นายจาตุรนต์ กล่าวทิ้งท้าย

28 กุมภาพันธ์ 2565

Daily bread ถูกและดีมีอยู่จริง

Daily bread ร้านเบเกอรี่แสนอร่อยในตำนาน
Artisan bread and soft bread bakery

ขอเอาใจคนรักขนมปังกันอีกแล้ว ร้านเดลี่เบรด ชื่อน่ารักดี ย่านป่าตอง จ.ภูเก็ต และละแวกใกล้เคียงต่างต้องเคยแวะเวียนมาใช้บริการร้านเบเกอรี่เล็กๆ นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ความหวาน หอมกลิ่นขนม
ปังอบใหม่ตั้งแต่เดินเข้าร้าน






ร้านขนมปังไส้เต็ม ชิ้นใหญ่กัดทีไส้ทะลัก จุใจเน้นๆ ต้องลองขนมปังเบเกอรี สูตรโฮมเมด  สาวกคนรักขนมปังต้องมาลองทานขนมปังที่ ร้าน Daily bread ร้านเบเกอรีทำด้วยใจ คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี มีมากมายหลากหลาย ยังมีไฮไลต์ที่หลายคนแอบปลื้มอย่างขนมปังไส้ลูกเกด และขนมปังชนิดอื่นๆ อีกมากมาย ขนมปังเหนียวนุ่ม ด้านในซ่อนไส้ลูกเกด แป้งเนื้อนุ่มๆ รสหวานกำลังดี สูตรจนมีเอกลักษณ์เฉพาะ หวานไม่มากจนอยากส่งเข้าปากเรื่อยๆ  ที่คุณเอก-คุณดรีม เจ้าของร้านเล่าว่า....สูตรขนมปังไม่เหมือนที่ไหน เนื้อขนมปังนุ่มบิแล้วเจอลูกเกด เป็นลูกเกดพรีเมี่ยม จนทำให้กลายมาเป็นไส้ลูกเกดที่หลายคนติดใจ  รวมถึงบราวนี่อบกรอบที่ตอบโจทย์คนรักสุขภาพเป็นพิเศษกัดแล้วกรอบฟินเต็มคำ ทางร้านใช้เนยที่เกรดคุณภาพ ที่หลายคนแนะนำให้ลอง รวมไปถึงคุกกี้สูตรดั้งเดิม ทานแล้วได้กลิ่นหอมรสชาติอร่อยจากวัตถุดิบที่ทางร้านคัดสรรอย่างดี ทั้งนำเข้าและ วัตถุดิบจากไทยรับประกันว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดชั้นเยี่ยมแน่นอน

Daily bread ร้านเบเกอรี่จาก โรงแรม The Lunar Patong จ.ภูเก็ต ส่งต่อความอร่อยมานาน จากขนมปังนานาชนิดสูตรของโรงแรมโดยตรง  ขนมปังของ Daily bread ผลิตด้วยวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยม อบใหม่วันต่อวัน ทุกวันเมื่อร้าเปิด จึงได้เห็นบรรยากาศคึกคักของลูกค้าประจำแวะมาถามไถ่ถึงเมนูโปรดอยู่เสมอ นอกจากผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพดีแล้วยังนำมาทำเบเกอรี่ที่เรียกเสียงฮือฮาให้คนช่างกินในยุคนี้ได้ไม่เบาด้วยราคาเริ่มต้น เริ่มต้นชิ้นละ 15-35 บาท ขยับมาทีละหน่อยจนถึง 40-80 บาท  ที่นี่ผลิตขนมให้เหมาะตามค่าครองชีพในยุคปัจจุบัน  และยังถือว่าราคาย่อมเยาว์มากทีเดียว 



ครัวซองต์ของทางร้านผสมแป้งเกรดพรีเมี่ยม  กัดแล้วกรอบเหนียวนุ่มเต็มคำ โดยทางร้านใช้เนยที่เกรดคุณภาพ ที่หลายคนแนะนำให้ลอง ร้านเบเกอรีทำด้วยใจ คัดสรรวัตถุดิบชั้นดี มีเมนูหลากหลาย เอา
ใจคนรักเบเกอรี กินครั้งแรกประทับใจแน่นอนค่ะ โดยทางร้านพร้อมเสิร์ฟความอร่อยทั้งในรูปแบบทาน
ที่ร้านและสั่งกลับบ้าน (รูปภาพขนม มีจำหน่ายที่ร้านอินทนิน ปั้มบางจาก สาขาป่าตอง) #Dailybread


(รูปภาพขนมปังชนิดต่าง มีจำหน่ายที่ร้านอินทนิล ปั้มบางจาก สาขาป่าตอง)


ใครอยากทานขนมปังคุณภาพจากวัตถุดิบเกรดพรีเมียม อบใหม่ทุกวัน 
ร้าน Daily bread 

FB: https://www.facebook.com/Daily-bread-101108401390371

โทร. 0934564546

16 กรกฎาคม 2564

บี.เค.เค.ซิกเนเจอร์ ร่วมกับม.ราชภัฎสุราษฎร์ธานี พัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพืชกระท่อม

บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพืชกระท่อม โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิจัยในการพัฒนาคุณภาพสารสกัดจากพืชกระท่อม จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพืชกระท่อม 

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงได้จัดงานการประชุมผ่านทางออนไลน์ โดยมีนายโกศล ตาลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด และ ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนาม





ฝ่ายบริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด

นายโกศล ตาลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด

นางสาวปภากร ลีศิริชัยกุล กรรมการอาวุฒิโส บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด

นายสัตวแพทย์อนันต์ ฤกษ์ดีปศุสัตว์พื้นที่ 3 ปฏิบัติราชการในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


ฝ่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ดร.นรา พงษ์พานิช  ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา


ตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)

นายวีระพล ใจจันทร์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการ ส่วนเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ

24 มิถุนายน 2563

"วิชัย" จับมือพันธมิตรธุรกิจ กระตุ้นเที่ยวไทยกับ 6 โรงแรมชั้นนำ ชูมาตรฐานปลอดภัยระดับสูงสุด



แกรนด์ แอสเสทฯ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพ พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ ด้วยบริบทใหม่ด้านสุขอนามัย เพิ่มความมั่นใจด้วยการเป็นครั้งแรกของโรงแรมไทยที่ติดตั้งเครื่อง TytoCare และบริการแพทย์ออนไลน์โดยโรงพยาบาลพญาไท นำโซลูชั่นทันสมัยจากเอไอเอสมาใช้คัดกรองผู้เข้าพัก พร้อมเอาใจนักเดินทางด้วยบัตรกำนัลแทนเงินสดเพิ่มมูลค่าใช้บริการโรงแรมรีสอร์ทหรูได้ 6 แห่งในกรุงเทพ หัวหิน ปราณบุรี ภูเก็ต ตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียราคาพิเศษ ประกันโควิด-19 จากทิพยประกันภัย สำหรับผู้ซื้อบัตรกำนัล และสิทธิประโยชน์จากไอซีบีซี และบัตรเครดิตกรุงไทย 

กรุงเทพฯ 24 มิถุนายน - แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้  บริษัทชั้นนำด้านการบริหารจัดการโรงแรม และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ได้แถลงถึงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ โดยมี นายวิชัย ทองแตง ประธานกรรมการ และ นายวิทวัส วิภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย นพ.อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้อำนวยการประสานงานฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลกลุ่ม Phyathai- Paolo Medical Campus  นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล  หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานกรรมการบริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย นายวัน ฮัท โจเซฟ เชีย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายธุรกิจสาขา ธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด(มหาชน) และนางสาวปริม ปัญญาเสรีพร ผู้อำนวยการ – การตลาดเพื่อการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงถึงความร่วมมือในครั้งนี้


นายวิชัย ทองแตง เปิดเผยว่า นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญขององค์กรเอกชนชั้นนำ ในการจับมือกันเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยวันนี้ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพในการเป็นประเทศที่สามารถควบคุมและขจัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอันดับสองของโลก ส่งผลให้การเดินทางและจองห้องพักกลับมาคึกคักอีกครั้ง  นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย 


สำหรับโรงแรมในเครือ แกรนด์ แอสเสทฯ ยังได้ยกระดับการท่องเที่ยวบนมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยสูงสุด โดยนักท่องเที่ยวและผู้มาใช้บริการทุกคนจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษด้วยบริบทใหม่ด้านสุขอนามัย และเป็นครั้งแรกในวงการโรงแรมไทยที่มีการนำวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าและเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างแท้จริง ซึ่งมาตรการต่างๆ นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวเดินทางระหว่างประเทศอีกด้วย 


นายวิทวัส วิภากุล เปิดเผยเพิ่มเติมว่า แกรนด์ แอสเสทฯ มีความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรใน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพ  มีการร่วมมือกับ เครือโรงพยาบาลพญาไท  เอไอเอส  และ ทิพยประกันภัย ทั้งการติดตั้งเครื่องมือทางการแพทย์ TytoCare บริการแพทย์ออนไลน์โดยโรงพยาบาลพญาไท นำโซลูชั่นทันสมัยจากเอไอเอสมาใช้คัดกรองผู้เข้าพัก ประกันโควิด-19 จากทิพยประกันภัย 


ด้านการท่องเที่ยว เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากพันธมิตรชั้นนำ ทั้ง ตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียราคาพิเศษ และสิทธิประโยชน์จากธนาคารไอซีบีซี  และบัตรเครดิตกรุงไทย นอกจากนี้ แกรนด์ แอสเสทฯ ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยการจัดทำชุดบัตรกำนัลเพิ่มมูลค่า ที่สามารถเลือกใช้บริการโรงแรมและรีสอร์ทระดับห้าดาวได้ถึง 6 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ หัวหิน ปราณบุรี และภูเก็ต โดยเป็นโรงแรมในเครือแกรนด์ แอสเสทฯ 5 แห่ง  ได้แก่  ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท,  รอยัล ออคิด เชอราตัน,  เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ, เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา, เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า และโรงแรมพันธมิตรอีก 1 แห่งได้แก่ อมาธารา เวลเนส รีสอร์ท ภูเก็ต 

โดยบัตรกำนัลราคา 6,000 บาท มีมูลค่า 10,000 บาท และบัตรกำนัลราคา 12,000 บาท มีมูลค่า 20,000 บาท ใช้ได้ทั้งห้องพัก รับประทานอาหาร และบริการสปา ซื้อได้ที่โรงแรมทั้ง 6 แห่ง ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 กรกฏาคมนี้ สามารถใช้ได้ทุกวัน ไม่มียกเว้นวันหยุด จนถึง 23 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สามารถนำบัตรกำนัลไปเลือกใช้กับเชนโรงแรมที่ต่างกันได้


สำหรับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพจากเครือโรงพยาบาลพญาไท  นพ.อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย กล่าวว่า เครือโรงพยาบาลพญาไท มีบริการทางการแพทย์เพื่อเสริมความมั่นใจให้ผู้เข้าพัก โดยเป็นครั้งแรกของโรงแรมในเมืองไทยที่จะมีการติดตั้งเครื่อง “TytoCare” เทคโนโลยีทางการแพทย์ล่าสุดที่สามารถตรวจร่างกายผู้ป่วยเบื้องต้น และส่งข้อมูลสุขภาพ อาทิ ปอด หัวใจ การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ช่องปาก ช่องหู ผิวหนัง ไปให้แพทย์วินิจฉัย ควบคู่กับบริการ "Clinic Connect" ปรึกษาแพทย์ทางออนไลน์ได้จากโรงแรม 

โดยผู้ใช้บริการไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล มีความร่วมมือในการจัดการด้านสุขอนามัย และการตรวจคุณภาพอากาศภายใต้ระบบ Indoor Air Quality การวัดคุณภาพอากาศ โดยเป็นการตรวจวัดค่าฝุ่นละออง สารพิษ สารก่อภูมิแพ้ การตรวจวัดอุณหภูมิ ในพื้นที่จุดสำคัญหลักของโรงแรม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาวะสุขภาพของผู้เข้าพัก ความปลอดภัยของเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงแรม ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์การรับรองโดยกลุ่มโรงพยาบาลพญาไท รวมถึงการอบรมด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยให้พนักงานโรงแรม โดยเฉพาะส่วนงานบริการ ทั้งห้องพัก ห้องอาหาร ห้องประชุม สระว่ายน้ำ และยกระดับความปลอดภัยและการให้บริการอาทิ การอบโอโซนในห้องพัก รถพยาบาลพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง เป็นต้น


ด้าน นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล เปิดเผยว่า “เอไอเอส” มีความร่วมมือในการนำเสนอโซลูชั่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าพัก โดยนำ “ระบบอ่านอุณหภูมิบนใบหน้า (Thermal Face Recognition)” มาใช้คัดกรองผู้มาใช้บริการโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมการตรวจสอบอัตลักษณ์ใบหน้า ด้วยระบบ Face Recognition ทำให้สามารถบันทึกข้อมูลอัตลักษณ์และอุณหภูมิที่ตรวจสอบได้ในคราวเดียวกัน และสามารถแสดงจำนวนผู้มาใช้บริการแบบเรียลไทม์ พร้อม “ระบบติดตามตัว (Traveler Tracking Solution)” อุปกรณ์ติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยว ด้วยเทคโนโลยี NB-IoT ทำให้สามารถทราบข้อมูลย้อนหลัง 
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่ต้องมีการสอบสวนโรค มีระบบสามารถกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแจ้งเตือนกรณีที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปในบริเวณดังกล่าว มีปุ่มกดฉุกเฉินแจ้งให้ระบบรับทราบกรณีเกิดเหตุ 

นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทั่วไป   สามารถซื้อบัตรกำนัลเงินสดของแกรนด์ แอสเสทฯ ผ่านแอพพลิเคชั่น“จองสบาย” พร้อมมอบส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าเอไอเอส เซเรเนด อีกด้วย
ผู้ซื้อชุดบัตรกำนัล ยังจะได้รับประกันโควิด-19 จากทิพยประกันภัย โดย ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ทิพยประกันภัย พร้อมมอบความคุ้มครองให้แก่ผู้ใช้บริการโรงแรมที่ซื้อบัตรกำนัลแทนเงินสด ด้วยแผน “ประกันภัยคุ้มครองการติดเชื้อไวรัสโคโรนา” ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากการติดเชื้อโควิด-19 สูงสุด 100,000 บาท พร้อมค่าชดเชยการเจ็บป่วยด้วยภาวะโคม่าจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา สูงสุด 100,000 บาท และยังมีความคุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอีก 100,000 บาท  โดยลูกค้าจะได้รับความคุ้มครอง เป็นระยะเวลา 30 วัน


พร้อมกันนี้ แกรนด์ แอสเสทฯ ยังมีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เปิดเผยว่า จากความร่วมมือในครั้งนี้ ไทยแอร์เอเชีย ได้มอบบัตรโดยสารราคาพิเศษเส้นทางบินภายในประเทศให้กับผู้ที่จองห้องพักโรงแรมในเครือแกรนด์ แอสเสทฯ เพื่อให้มั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลายจะนำเอาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์และบริการมาร่วมกันนำเสนอให้ผู้ที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว


นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจากพันธมิตรด้านการเงิน ได้แก่ ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) โดย นายวัน ฮัท โจเซฟ เชีย เปิดเผยว่า ธนาคารจะมอบสิทธิพิเศษให้ผู้ถือบัตรเครดิตของธนาคาร ที่ซื้อบัตรกำนัลของแกรนด์ แอสเสทฯ โดยสิทธิพิเศษนี้เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตไอซีบีซีที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งมีทั้งลูกค้าชาวไทย และนักธุรกิจชาวจีนในเมืองไทยซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวสูง 


ในส่วนของ บัตรเครดิต เคทีซี โดย นางสาวปริม ปัญญาเสรีพร กล่าวว่า บัตรเครดิตเคทีซี มอบสิทธิพิเศษคุ้มค่า เพื่อให้สมาชิกบัตรได้สัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนที่พิเศษสุด  โดยผู้ถือบัตรเครดิตเคทีซีทุกประเภท เมื่อซื้อบัตรกำนัลของแกรนด์ แอสเสทฯ  จะได้รับส่วนลดทันที 4% หรือ ผ่อนชำระ 0% 5 เดือน สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตที่ซื้อบัตรกำนัลผ่าน KTC World Travel Service Center (โทร. 02 123 5050) ระหว่างวันที่ 1-31 กรกฏาคม 2563 สามารถเลือกรับส่วนลดทันที 4% หรือ เลือกผ่อนชำระ 0% นาน 5 เดือน และยังสามารถแลกคะแนน KTC Forever เท่ายอดซื้อ เพื่อเป็นส่วนลดได้อีก 12% ด้วย









04 มีนาคม 2563

DITP จับคู่ธุรกิจ รุกตลาดส่งออกผลไม้ คาดซื้อขายกว่า 1,500 ล้านบาท


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) ผลักดันการค้าระหว่างประเทศในเชิงรุก      จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ กระตุ้นตลาดส่งออกพืชผลเศรษฐกิจ มีผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายจากภูมิภาคต่างๆ 45 บริษัท จาก 13 ประเทศทั่วโลก และผู้ประกอบการ Platform Online 14 ราย มาพบปะเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยกว่า 70 ราย คาดมีมูลค่าการเจรจาซื้อขายกว่า 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าเจรจาซื้อขายทันที  400 ล้านบาท พร้อมจัดพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 1,095 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป และพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยโครงการดังกล่าว เกิดขึ้นเพื่อเพิ่ม   ขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ซึ่งผลไม้ไทย เป็นพืชผลเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ในปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการส่งออกผลไม้สด 113,124 ล้านบาท(3,648 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป 50,606 ล้านบาท (1,634 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และตลาดมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง




ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของสินค้า และมีคุณภาพได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ โดยประเทศที่ไทยส่งออกผลไม้สดสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ จีน เวียดนาม ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย สินค้าที่มียอดส่งออกสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย และมังคุด และประเทศที่ไทยส่งออกสินค้าผลไม้แปรรูปสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ผลไม้กระป๋อง และน้ำผลไม้

เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกมาจำนวนมากในช่วงฤดูกาลผลไม้ในที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป เพื่อผลักดันการค้าระหว่างประเทศในเชิงรุก และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ เน้นการรักษาตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่าจากสถานการณ์ในต่างประเทศที่เคยเป็นอุปสรรค โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร รวมถึงทูตพาณิชย์ในต่างประเทศให้ร่วมเป็นทัพหน้าในการรุกตลาดส่งออกผลไม้ไทย



โดยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปในครั้งนี้ ได้เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ ตัวแทนจำหน่ายจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก 45 บริษัท จาก 13 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ จีน เวียดนาม เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา รัสเซีย เมียนมาร์ ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร สเปน และฝรั่งเศส


รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อาทิ ทีมอลล์โกลบอล ในเครืออาลีบาบา ประเทศจีน บิ๊กบาสเก็ตดอทคอม ประเทศอินเดีย คลังดอทคอม ประเทศกัมพูชา อเมซอนสิงคโปร์ และอื่นๆ รวม 14 แพลตฟอร์ม มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทยที่สมัครเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 70 บริษัท เพื่อผลักดันเร่งระบายสินค้า และเสริมสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือทางการค้ากับต่างประเทศที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมพิเศษ พาคณะผู้นำเข้า ผู้ซื้อ ตัวแทนจำหน่าย เข้าเยี่ยมชมสวนผลไม้และโรงงานผลไม้แปรรูป และการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับสินค้าผลไม้ไทย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและมาตรฐานส่งออก รวมทั้งแสดงความก้าวหน้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกษตรให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล


นอกจากนี้ DITP ยังจัดพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) สร้างโอกาสทางการค้าและ    ความร่วมมือระหว่างผู้ส่งออกไทยกับคู่ค้าจากประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ในการซื้อขายสินค้าผลไม้สด (ทุเรียน ส้มโอ มะม่วง ลำไย สละ) ผักสด (มะนาว หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบ ข้าวโพดอ่อน พริก) และผลไม้อบแห้งต่างๆ กว่า 10,000 ตัน รวมมูลค่าซื้อขายกว่า 1,095 ล้านบาท ซึ่งคาดหวังผลจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ จะช่วยเร่งระบายสินค้าผลไม้ พร้อมกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า และผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย ส่งผลให้มีการเจรจาค้าขาย และคาดว่ามียอดเจรจาซื้อขายทันทีอีก 400 ล้านบาท รวมมูลค่าการซื้อขายจากการจัดกิจกรรมนี้ประมาณ 1,500 ล้านบาท





กิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้ และพิธีลงนามความตกลงทางการค้า (MOU) เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมเชิงรุกที่ DITP จัดทำขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา DITP ได้ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าระหว่างประเทศที่ก้าวสู่ระบบการค้าเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านกิจกรรมผลักดันพืชผลทางการเกษตร สินค้าเกษตรกรรม และสินค้าอาหารไทยสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางออนไลน์ โดยแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ให้บริการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce Enables) ที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากลในการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถทำการค้าออนไลน์ได้อย่างเข้มแข็ง