แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวทั่วไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวทั่วไทย แสดงบทความทั้งหมด

27 สิงหาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวเดินหน้า “Thailand FILMAZING Package” ผนึกภาครัฐ–เอกชนทั่วประเทศ

ดึงดูดกองหนังต่างประเทศลงทุนไทย หวังสร้างเม็ดเงิน 10,000 ล้านบาท

กรมการท่องเที่ยว โดยกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมการหาสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ธุรกิจท่องเที่ยว และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “Thailand FILMAZING Package” แพ็กเกจส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมตั้งเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศให้เกิดเม็ดเงินในประเทศไทยให้ถึง 10,000 ล้านบาท

ตลอดช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการประชุมหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่นำร่อง 9 พื้นที่ ได้แก่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดกาญจนบุรี เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน ที่พัก การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตภาพยนตร์

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยการดำเนินกิจกรรม “Thailand FILMAZING Package” เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรวบรวมสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น และข้อเสนอจากผู้ประกอบการในประเทศไทย เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น และช่วยให้กองถ่ายต่างประเทศสามารถวางแผนการผลิตและเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า

“เป้าหมายของเราไม่ได้มองเพียงเรื่องจำนวนกองถ่ายที่จะเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย แต่ต้องการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับประเทศในวงกว้าง ทั้งธุรกิจภาพยนตร์ การท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง การเช่าสถานที่ อุปกรณ์ถ่ายทำ ตลอดจนธุรกิจบริการและผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยกรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดเม็ดเงินจากกองถ่ายต่างประเทศในประเทศไทยให้ถึง 10,000 ล้านบาทต่อปี” นายจาตุรนต์ กล่าว

ด้าน นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ประชุมหารือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่นำร่องทั้ง 9 พื้นที่ ทำให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน รวมถึงเห็นถึงความร่วมมือและความกระตือรือร้นของจังหวัดต่าง ๆ ที่ต้องการดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในพื้นที่

“สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการลงพื้นที่ คือ ทุกจังหวัดมีความพร้อมและมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว สถานที่ถ่ายทำ บุคลากร และผู้ประกอบการในพื้นที่ ที่สำคัญคือหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนมีความตั้งใจที่จะร่วมกันอำนวยความสะดวกให้กับกองถ่ายต่างประเทศ ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ประเทศไทยสามารถนำเสนอศักยภาพของแต่ละพื้นที่ไปสู่ตลาดภาพยนตร์ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายบุญเสริม กล่าว

ทั้งนี้ “Thailand FILMAZING Package” จะเป็นกลไกในการรวบรวมสิทธิประโยชน์และโปรโมชั่นจากผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอสำหรับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแพ็กเกจจะได้รับโอกาสในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ Thailand Film Office (TFO) รวมถึงการนำเสนอในงานตลาดภาพยนตร์และงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติ อาทิ Cannes, London, Hong Kong และ Los Angeles ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์และผู้ประกอบการจากต่างประเทศ

กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการด้านที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร สตูดิโอ สถานที่ถ่ายทำ การเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำ การขนส่ง การบริการด้านการผลิตและหลังการถ่ายทำ รวมถึงธุรกิจและบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Thailand FILMAZING Package” เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น จุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก


ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถส่งข้อมูลเข้าร่วม “Thailand FILMAZING Package”
ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2569 ผ่านแบบฟอร์มออนไลน์ที่ https://forms.gle/rvvfuK3iFhgZGdAM6

กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “Thailand FILMAZING” ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของกองถ่ายภาพยนตร์จากทั่วโลก

11 สิงหาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวชวนกลุ่ม MICE เปิดโหมด Soft Adventure เส้นทางที่ 3 อุดรธานี–หนองคาย

กรมการท่องเที่ยวชวนกลุ่ม MICE เปิดโหมด Soft Adventure กับ “10+10 MICE Adventure : Work Hard x Play Smart”  เส้นทางที่ 3 อุดรธานี–หนองคาย

ระหว่างวันที่ 7–8 สิงหาคม 2569 อธิบดีกรมการท่องเที่ยวมอบหมายให้ กองพัฒนาบริการท่องเที่ยว ดำเนินกิจกรรม FAM Trip ภายใต้โครงการ “10+10 MICE Adventure : Work Hard x Play Smart” เส้นทางที่ 3 อุดรธานี–หนองคาย นำสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว ร่วมทดสอบและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัยสำหรับกลุ่ม MICE ที่ผสาน การทำงาน การพักผ่อน และกิจกรรม Soft Adventure ไว้ในทริปเดียว


ระหว่างวันที่ 7–8 สิงหาคม 2569 อธิบดีกรมการท่องเที่ยวมอบหมายให้ กองพัฒนาบริการท่องเที่ยว ดำเนินกิจกรรม FAM Trip ภายใต้โครงการ “10+10 MICE Adventure : Work Hard x Play Smart” เส้นทางที่ 3 อุดรธานี–หนองคาย นำสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว ร่วมทดสอบและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวเชิงผจญภัยสำหรับกลุ่ม MICE ที่ผสาน การทำงาน การพักผ่อน และกิจกรรม Soft Adventure ไว้ในทริปเดียว









เส้นทางนี้จัดเต็มทั้ง Adventure • Culture • Community เริ่มที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี มรดกโลกทางวัฒนธรรม ชวนเดินเทรลชมธรรมชาติและภาพเขียนสีโบราณ ก่อนเปลี่ยนโหมดสู่ความมันส์ที่ ชุมชนปะโค จ.หนองคาย ซึ่งได้รับการรับรอง มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชนจากกรมการท่องเที่ยว สนุกกับการล่องแพหนองกวาก พายคายัค และกิจกรรมทางน้ำ พร้อมชิม ปลานิลแม่น้ำโขง GI และปั่นจักรยานรับลมริมโขง












ปิดท้าย  ที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวชุมชน 3 หนองกุดหมากไฟ จ.อุดรธานี เปิดประสบการณ์ Local Experience แบบใกล้ชิด ทั้งนั่งซาเล้งเที่ยวชุมชน ลุยสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สัมผัสธรรมชาติที่น้ำตกหินตั้ง และสักการะพญานาคราชสีทอง ณ วัดภูตะเภาทอง โดยชุมชนมีศักยภาพและได้รับการพัฒนาสู่ มาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน และมาตรฐานที่พักสัมผัสวัฒนธรรมชนบท (Homestay Standard) ของกรมการท่องเที่ยว สะท้อนถึงความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว พร้อมยกระดับประสบการณ์ให้ทั้ง สนุก มั่นใจ และได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นอย่างแท้จริง










“10+10 MICE Adventure : Work Hard x Play Smart”  
จึงเป็นอีกมิติของการท่องเที่ยวที่รวม Adventure • Culture • Community ไว้ในเส้นทางเดียว เปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นทั้งการทำงาน การเรียนรู้ และการพักผ่อน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางด้าน MICE และ Adventure Tourism ที่มีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน



#toptotravel

23 กุมภาพันธ์ 2569

งานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี”


งานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
จังหวัดสระบุรี โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี ร่วมกับอำเภอเสาไห้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน แถลงข่าวการจัดงานส่งเสริมและสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไท–ยวนสระบุรี “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไท–ยวนในพื้นที่




นางสาวพัชรศรี สมบัติทวีพูน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า จังหวัดสระบุรีมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) โดยนำ “ทุนทางวัฒนธรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา Soft Power ของพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจังหวัดในการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานประเพณี และภูมิปัญญาชุมชน โดยเฉพาะวัฒนธรรมของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ซึ่งเป็นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัด และมีความเชื่อมโยงกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมายาวนานกว่า 222 ปี นายสุรเดช สร้อยอุทา นายอำเภอเสาไห้ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในครั้งนี้ อำเภอเสาไห้ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุมทั้งมิติ “ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน” โดยมุ่งให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งผลักดันให้ประเพณีตานก๋วยสลากเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ด้านนางนิตยา เมธีวุฒิกร รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ททท. ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในฐานะกลไกขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย สำหรับงาน “ตานก๋วยสลาก” ถือเป็นเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ สามารถพัฒนาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวของภาคกลาง และเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวด้านศาสนา ธรรมชาติ และชุมชนในจังหวัดสระบุรีได้อย่างลงตัว ขณะที่นางกฤษณา พิทยาบุตร ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเสาไห้ ได้กล่าวถึงความสำคัญของประเพณี “ตานก๋วยสลาก” ว่า เป็นพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมล้านนาและชุมชนชาวไท–ยวน สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีความหมายลึกซึ้งในเชิงจิตวิญญาณ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ รวมถึงสร้างสิริมงคลแก่ผู้ให้ทาน ลักษณะเด่นคือการจัดเครื่องไทยทานใส่ “ก๋วย” หรือภาชนะตามภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วถวายพระสงฆ์ด้วยวิธีการจับสลาก สะท้อนคติความเชื่อเรื่องการให้ทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และความเสมอภาคทางพระพุทธศาสนา ประเพณีตานก๋วยสลากของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ไม่ได้เป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธา ความสามัคคี และอัตลักษณ์ของชุมชน ทั้งในด้านภาษา การแต่งกาย อาหารพื้นถิ่น ดนตรี และศิลปหัตถกรรม ซึ่งล้วนสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมากว่า 222 ปี การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นการ “ย้อนตำนาน” เพื่อนำเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญา มาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้เรียนรู้และเกิดความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น


ภายในงานตลอด 3 วัน จะมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีขบวนแห่ก๋วยสลากจากชุมชนต่าง ๆ พิธีถวายทานสลากภัตตามขนบธรรมเนียม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไท–ยวน การจำหน่ายสินค้าชุมชนและอาหารพื้นถิ่น บูธสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น งานผ้าพื้นเมืองและหัตถศิลป์ รวมถึงกิจกรรมประกวดและการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงมิติของศรัทธาทางศาสนาเข้ากับการมีส่วนร่วมของเยาวชนและประชาชนทุกช่วงวัย การจัดงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่า แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้จังหวัดสระบุรีในฐานะเมืองแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา เรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรม และเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานมรดกไท–ยวน ในงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ร่วมกันสืบสานคุณค่าแห่งอดีต สร้างพลังแห่งปัจจุบัน และส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามสู่อนาคตอย่างยั่งยืน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี และที่ว่าการอำเภอเสาไห้ #ย้อนตำนาน๒๒๒ปีไทยวนสระบุรี #ตานก๋วยสลากสระบุรี #ไทยวนสระบุรี #เสาไห้

19 มกราคม 2569

อัพเดท 75 ชุมชนมาตรฐาน CBT Thailand ใหม่ล่าสุด

กรมการท่องเที่ยวชวนแพลนทริปเที่ยวคุณภาพ สัมผัสวิถีชุมชนอย่างปลอดภัยและยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอแสดงความยินดีกับชุมชนท่องเที่ยวจำนวน 75 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้รับการประกาศรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของชุมชนไทยในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และเป็นทางเลือกสำคัญในการวางแผนทริปท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยวได้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยนำเกณฑ์การตรวจประเมินตามมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT Thailand Standard) มาใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวของชุมชนไทยให้ทัดเทียมระดับสากล ครอบคลุมมิติด้านการบริหารจัดการ การมีส่วนร่วมของชุมชน ความปลอดภัย การดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว

ที่มีคุณค่า ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และสนับสนุนการท่องเที่ยวมูลค่าสูงควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุดมีชุมชนท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองมาตรฐาน จำนวนทั้งสิ้น 75 ชุมชน ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 10 ชุมชน ภาคกลาง 22 ชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14 ชุมชน ภาคตะวันออก 13 ชุมชน ภาคตะวันตก 4 ชุมชน และภาคใต้ 12 ชุมชน โดยแบ่งเป็นชุมชนที่ได้รับการรับรองในระดับดีเยี่ยม จำนวน 56 ชุมชน และระดับดี จำนวน 19 ชุมชน ซึ่งแต่ละแห่งมีอัตลักษณ์และรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการวางแผนเดินทางในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (Slow Travel) เรียนรู้วิถีชุมชน พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ ช่วยเอื้อต่อการจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงหลายพื้นที่ (Community-based Tourism Route) ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน




ปัจจุบันมีชุมชนที่อยู่ระหว่างการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 151 แห่งทั่วประเทศ และกรมการท่องเที่ยวมีแผนดำเนินการตรวจประเมินอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อขยายเครือข่ายชุมชนท่องเที่ยวมาตรฐานให้ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวและผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลชุมชนท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน CBT Thailand Standard ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Thailand Tourism Standard  (ช้างชูงวงเริงร่า)

28 พฤศจิกายน 2568

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดใหญ่ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ชู 55 เมืองรอง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดใหญ่ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ชู 55 เมืองรอง ด้วย ‘Hidden Gems’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ผลักดันศักยภาพ “เมืองรอง” 55 จังหวัด ผ่านงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ภายใต้แนวคิด “เมืองรอง เมืองที่ทุกคน ต้องลอง” ต่อยอด จุดแข็งด้านวัฒนธรรม–ธรรมชาติ–วิถีชุมชน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีมูลค่า คาดว่าการจัดงานจะช่วย ผู้ประกอบการและชุมชนกว่า 25,000 ราย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม กระจายรายได้สู่พื้นที่เมืองรองทั่วประเทศ



นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้ามาตรการเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งการยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ให้มีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ห้องน้ำสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมรองรับการท่องเที่ยวตลอดปี


นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน 2568 ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในเมืองรอง 50% โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ ผลักดันเมืองรองให้เป็น MICE Cities รวมทั้งส่งเสริมการจัดงาน เทศกาล และประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ผ่านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อช่วยฟื้นฟูภาคธุรกิจโรงแรมและบริการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงฯได้ตั้งเป้าให้การท่องเที่ยวเมืองรองเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างยั่งยืน


สำหรับงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เมืองรอง เมืองที่ทุกคน ต้องลอง” ด้วยไฮไลต์สำคัญ 5 MUST DO | 5 HIDDEN GEMS | 55 DESTINATIONS รวบรวมเสน่ห์การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และอารยธรรมจากทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ครอบคลุมเมืองรอง ทั้ง 55 จังหวัด ไว้ในงานเดียว







ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการ Interactive ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก รักษ์ท้องถิ่น และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบกิจกรรมเสวนาพิเศษ
“เมืองรอง…รักษ์โลก” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและอินฟลูเอนเซอร์ด้านท่องเที่ยว พร้อมรับชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังที่มาสร้างสีสันและดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม งาน “เทศกาลเมือง(ต้อง)รอง” มุ่งหมายให้ประชาชนได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวของเมืองรองในมิติที่ลึกขึ้น พร้อมกระตุ้นให้เกิดการเดินทางสู่เมืองรอง กระจายรายได้ และยกระดับคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การรับรู้ในวงกว้าง