04 ธันวาคม 2567

อิมเมจิน ไทยแลนด์ รวมพลังเครือข่าย ประกาศพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ “ควนแลเล” ต.คลองพน

มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ ต่อยอดสู่ “เมืองสปา” แหล่งท่องเที่ยวประจำจ.กระบี่          

อิมเมจิน ไทยแลนด์ มูฟเม้นท์ (Imagine Thailand Movement) ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ และพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ พื้นที่ปลอดภัยจากปัจจัยเสี่ยงต่อเนื่อง ล่าสุด ร่วมกับเทศบาลตำบลคลองพนพัฒนา สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA)  สานพลังชุมชน 14 หมู่บ้าน พัฒนาพื้นที่ บริเวณ  “ควนแลเล” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นจุด Check in ที่สำคัญ ของหมู่บ้านท่ามะพร้าว ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ ปลอดจากยาสูบ แอลกอฮอล์ และยาเสพติด พร้อมร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการท่องเที่ยว ภายใต้ชื่องาน“ตากลม ชมเล เสน่ห์ท่าพร้าว” ท่ามกลางความตื่นตัวและมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มแข็ง                                           



นายอังกูร  ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่  ในฐานะประธานพิธีเปิดงาน “ตากลม ชมเล เสน่ห์ท่าพร้าว” และพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ “ควนแลเล” กล่าวว่า จากสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องมีความร่วมมือกันในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่สุขภาวะ เพื่อให้คนในชุมชน และลูกหลาน เด็กและเยาวชน ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงและอบายมุขต่างๆ เช่น ยาสูบ แอลกอฮอล์ ยาเสพติด การที่ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำทางศาสนา ได้ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ในการจัดกิจกรรมและร่วมกันพัฒนาพื้นที่ ควนแลเลให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ เพื่อให้พี่น้องประชาชน มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสิ่งที่ น่ายกย่องและส่งเสริม โดยการที่มีหน่วยงานภายนอกอย่าง อิมเมจิน ไทยแลนด์ฯ และ สสส. ได้เข้ามาสร้างความร่วมมือ  นำความรู้ความเชี่ยวชาญมาช่วย ก็จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างมีพลัง



ด้านนายณธรรมรักษ์ จงรักษ์ นายกเทศมนตรีตำบลคลองพนพัฒนา กล่าวว่า ภูมิใจที่การจัดงาน“ตากลม ชมเล เสน่ห์ท่าพร้าว” ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานและเยี่ยมชมพื้นที่ รวมถึงได้รับการตอบรับอย่างดีจากพลังของคนในชุมชนและนักกีฬา โดยเฉพาะการแข่งขันวิ่งเทรล การแข่งเรือพลีส การแข่งปีนเสาน้ำมัน การแข่งขันมวยทะเล เชื่อมั่นว่าจากพลังความร่วมมือในการผลักดัน ให้เกิดพื้นที่สร้างเสริมสุขภาวะของคนในชุมชน และพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ จะช่วยหนุนเสริมและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนไปพร้อมๆ กัน ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาคลองท่อมเมืองสปาน้ำพุร้อนต้นแบบ ทางเทศบาลมุ่งผลักดันให้ ควนแลเล เป็นพื้นที่สปาลม ที่นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชุมชน ยังเป็นพื้นที่พักผ่อน ออกกำลังกาย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ โดยเฉพาะเยาวชนที่จะต้องช่วยกัน ดูแลให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงทุกเรื่อง และมีความแข็งแรง เป็นกำลังหลักของชุมชนต่อไปในอนาคต

แนวคิดเรื่องการขับเคลื่อนสร้างชุมชนสุขภาวะ สังคมสุขภาวะ ภายใต้ชื่อ Imagine Thailand Movement  ได้ถูกริเริ่มโดยดร. อุดม หงส์ชาติกุล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ที่เห็นถึงความสำคัญของการมีวัฒนธรรมความร่วมมือ พลังร่วมของผู้นำและคนในชุมชน ทั้งผู้นำอย่างเป็นทางการ และผู้นำไม่ เป็นทางการ ปราชญ์ ศิลปิน ผู้รู้ในพื้นที่ โดยการสนับสนุนของ สสส. จึงได้ทำงานร่วมกับผู้นำในหลายชุมชนในประเทศไทย และบ้านท่ามะพร้าว ต.คลองพน อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ทดลองนำร่อง โดยมีผู้นำชุมชน อาทิ นายทวี ทำเผือก และนายเฉม ลูกบัว ชุมชนบ้านท่ามะพร้าวเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวคิด “บรม” คือทั้ง บ้าน มัสยิด โรงเรียน เป็นหนึ่งเดียวกัน และเมื่อปี พ.ศ.2566 มีการขยายพื้นที่การขับเคลื่อนออกไปทั้งตำบลคลองพน รวม 14 หมู่บ้าน เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการสร้างพื้นที่สุขภาวะ พื้นที่ปลอดภัย ปลอดจากปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ตลอดจนร่วมกัน สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ให้คนในชุมชน โดยเฉพาะเยาวชน ตระหนักถึงการมีสุขภาวะที่ดี และความสำคัญที่จะต้องร่วมกันทำให้ เยาวชนอยู่ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด  รวมถึงอุบัติเหตุ และอบายมุขต่างๆ ที่จะทำลายอนาคต โดยเฉพาะของเยาวชน ความหวังของหมู่บ้านและสังคมในอนาคต



ดร.อุดม หงส์ชาติกุล ผู้ก่อตั้ง Imagine Thailand Movement  กล่าวว่า การประกาศพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ “ควนแลเล” และการจัดกิจกรรม “ตากลม ชมแล เสน่ห์ท่าพร้าว” แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นำ และคนในชุมชน ที่ได้ร่วมกันพัฒนาเพื่อมุ่งสู่ตำบลสุขภาวะ  ได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยด้วยมาตรการชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนมีสุขภาวะที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพื่อให้ห่างไกลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ให้มากที่สุด  สำหรับการ  จัดงานครั้งนี้ นอกจากทาง Imagine Thailand Movement จะได้เข้ามาร่วมคิด  ร่วมออกแบบและส่งเสริมให้เกิดพื้นที่สุขภาวะต้นแบบแล้ว  ภายในงานยังได้จัดนิทรรศการ และกิจกรรม “สถานีสุขภาวะ” เขียน แขวน สั่นกระดิ่ง   เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมคิด ร่วมออกแบบ สังคมสุขภาวะ ด้วยการตอบสองคำถาม “ท่านต้องการเห็นสังคมไทยเป็นอย่างไร และท่านต้องการเห็นเยาวชนไทยเป็นอย่างไร” และเขียนความตั้งใจนั้นในการ์ด จากนั้น “แขวน” การ์ดที่เขียนบนสถานีสุขภาวะ และ “สั่นกระดิ่ง” เพื่อประกาศความความมุ่งมั่น และส่งต่อพลังบวก ให้ทุกคนมีส่วนร่วมสร้างสังคมสุขภาวะให้เกิดขึ้นได้จริง                                                            

นางสาวสุพิตตา น้ำใส่  หนึ่งในแกนนำชุมชนคนรุ่นใหม่  กล่าวว่า  “ควนแลเล”  เป็นทั้งจุดรวมและจุดเชื่อมของคนในชุมชน ซึ่งมีอาชีพหลักทำการประมง โดยนอกจากเป็นท่าเรือเพื่อออกหาปลา และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนในชุมชนแล้ว ยังเป็นพื้นที่เพื่อการพักผ่อน เพราะมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม  หลังจากการประกาศให้เป็นพื้นที่ สุขภาวะต้นแบบ ปลอดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งเหล้า บุหรี่  ยาเสพติด และยาสูบ 
ก็เชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้คนให้เกิดความตื่นตัว ร่วมคิด ร่วมสร้าง พื้นที่สุขภาวะในจุดอื่นๆ เพิ่มขึ้น                                                                                                   

“ในฐานะผู้นำเยาวชน หลังจากนี้ก็จะมีการสื่อสาร สร้างการรับรู้และให้ เยาวชนคนรุ่นใหม่ ว่าการเข้ามาพื้นที่นี้แล้วสามารถทำและไม่ทำอะไร และทุกคนต้องช่วยกันร่วมมือกันเพื่อดูแล บำรุงรักษาและหวงแหนเพื่อให้เกิด เป็นพื้นที่แห่งความสุขของทุกคน ก้าวต่อไปจะมีการดำเนินการให้มี การปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้มีการร่วมพูดคุยกันไปก่อนแล้ว เช่น การประชาสัมพันธ์ทุกวันศุกร์เพื่อย้ำให้ทุกคนรู้ถึงการเป็นพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ การนำนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ไปช่วยกันดูแลเช่น เก็บขยะ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคมส่วนรวม และปลูกฝังนิสัยการรักความสะอาด การดูแลสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนอีกด้วย เชื่อว่า เมื่อทุกคนเข้าไปใช้ประโยชน์ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ คนที่จะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยง ก็จะ ลด ละ เลิก ให้น้อยลงไปได้ทีละนิดและหมดไปได้ในที่สุด อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทำครั้งเดียวไม่ได้ ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันพูดและช่วย กันทำบ่อยๆ จนเป็นกิจวัตรของทุกคนในพื้นที่ เป้าหมายคือเพื่อ ความสุขของทุกคนในชุมชน”                                                       

สำหรับความมุ่งมั่น ของ Imagine Thailand Movement ในการสร้างสังคมสุขภาวะ ดร.อุดม ย้ำว่า “ความร่วมมือของชุมชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างให้เกิดสังคมสุขภาวะ เกิดสิ่งดีๆ ที่ทุกคนต้องการ และหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ในการนำแนวคิดและการปฏิบัติเหล่านี้ ไปใช้หรือปรับใช้ พัฒนาชุมชนหรือพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดชุมชนหรือ สังคมสุขภาวะ ที่ขยายวงกว้างออกไปทั่วประเทศ”

เพื่อให้แนวคิดพื้นที่สุขภาวะต้นแบบ  และสถานีสุขภาวะ ถูกขยายและนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยImagine Thailand Movement ยังได้ชวนผู้ก่อการดีหลายคนจากพื้นที่ทั้งผู้สูงอายุ ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ประกอบการ บุคลากรทางการแพทย์ จิตอาสา ตำบลเจ็ดเสมียน จังหวัดราชบุรี นำโดย นางจิดาภา  กาญจน์อร่ามกุล รองนายกเทศมนตรี และผู้นำชุมชนคลองมหาสวัสดิ์ ตำบลศาลายา จังหวัดนครปฐม นำโดย  ป้าแจ๋ว “จงดี เศรษฐอำนวย” และนักวิชาการสื่อสารมวลชน  นายสมเกียรติ โมราลาย มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำในตำบลคลองพน โดยหนึ่งในประเด็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สร้างความประทับใจ และจุดประกายให้กับ  ทุกคน  คือการมีส่วนร่วมพัฒนา พื้นที่สุขภาวะของตำบลคลองพนอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้นำทางศาสนา ซึ่งให้ความเห็นว่า เรื่องการลดปัจจัยเสี่ยง และอบายมุขต่างๆ  นั้น สอดคล้องและตรงกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่ต้องการให้คนในชุมชนมีแต่สิ่งดีๆ  เมื่อทางชุมชนได้ร่วมกับ สสส. ทำเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง ทางมัสยิดฯ จึงพร้อมสนับสนุน เพื่อให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดี                                                                                                            

เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่สุขภาวะ ให้เกิดขึ้นในสังคมมากที่สุด ขอเชิญทุกคนมีส่วนร่วมเรียนรู้ โดยเข้าไปติดตามกิจกรรมที่เพจ Imagine Thailand Movement https://web.facebook.com/imaginethailandmovement

“ผู้ช่วยฯสิรภพ" ลงพื้นที่ ช่วยน้ำท่วมใต้ ออกมาตรการฟื้นฟูซ่อมบ้านเรือนระบบไฟฟ้า

พร้อมมอบถุงยังชีพในพื้นที่ จ.ปัตตานี.


วันที่ 4 ธันวาคม 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี  ในการนี้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์  ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วย นายศักดินาถ  สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมลงพื้นที่ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ โดย นายสิรภพ  และคณะ ได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ จำนวน 4 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1  โรงเรียนบ้านบาโงมูลง หมู่ที่ 6 ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด จุดที่ 2. ศูนย์พักพิงโรงเรียนบ้านหัวคลอง หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ มอบถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด จุดที่ 3. ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะเปาะ อำเภอหนองจิก มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด  และ จุดที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนรัก อำเภอหนองจิก มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ชุด รวมจำนวน ทั้งสิ้น 500 ชุด  




นายสิรภพ กล่าวว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ ผมพร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่นำถุงยังชีพมาช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ตั้งแต่นครศรีธรรมราช ตรัง สงขลา พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยได้ปักหลักอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 4 - 7 ธันวาคมนี้ ในส่วนของมาตรการการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของกระทรวงแรงงานนั้น ประกอบด้วย การลดอัตราเงินสมทบและขยายระยะเวลาการส่งเงินสมทบแก่ลูกจ้างผู้ประกันตนลูกจ้างผู้ประกันตนที่สถานประกอบการถูกน้ำท่วมทำให้ต้องหยุดงานไม่สามารถไปทำงานได้สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย การขึ้นทะเบียนประกันการว่างงาน ผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน กรณีที่อยู่อาศัยของลูกจ้างได้รับผลกระทบเป็นเหตุให้ไปทำงานไม่ได้หรือเข้าทำงานสาย ขอความร่วมมือนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานโดยไม่ถือเป็นวันลา รวมถึงฟื้นฟูในพื้นที่หลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้บางพื้นที่เริ่มคลี่คลายลงแล้ว กระทรวงแรงงานก็จะจัดทีมช่างจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงงาน เข้าไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำงาน บ้านเรือน รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เล็กทางการเกษตร รวมถึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อนำโครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านอาชีพมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยการจ้างงานภายหลังน้ำลด เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

“กระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยพี่น้องภาคใต้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยหลังจากนี้ในช่วงน้ำเริ่มลดลง เราจะนำรูปแบบ “เชียงรายโมเดล” เข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้กลับมาทำงานประกอบอาชีพได้ตามปกติ หรือติดต่อสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 ” นายสิรภพ กล่าว.


ทั้งนี้  จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ในห้วงวันที่ 27 พฤศจิกายน ถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ประสบสถานการณ์อุทกภัย จำนวน 12 อำเภอ  ได้รับความเสียหาย 147,002  ครัวเรือน จำนวนประชาชน  428,223  คน  และมีผู้เสียชีวิต  จำนวน  7  ราย  มีข้าราชการ/เจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดปัตตานี  ได้รับความเสียหาย  81  คน  บัณฑิตแรงงาน  64  คน  และอาสาสมัครแรงงาน  64 คน ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มอบเงินเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องครอบครัวแรงงาน และเครือข่ายด้านแรงงานในจังหวัดปัตตานีแล้ว จำนวน 21 ราย เป็นเงิน 52,500 บาท

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย

กรุงเทพฯ 2 ธันวาคม 2567 - บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือกับ ธุรกิจห้าดาว  (Five Star) ธุรกิจ แฟรนไชส์อาหาร บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ในกลุ่ม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจาก ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในร้านค้าแฟรนไชส์จำหน่ายอาหารในเครือ ธุรกิจห้าดาว อาทิ ซุ้มไก่ย่าง-ไก่ทอดห้าดาว กระทะเหล็ก Hi Pork เป็ดเจ้าสัว และข้าวมันไก่ไห่หนาน ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 5,000 ราย ทั่วประเทศ และเตรียมเปิดตัวแคมเปญสุดพิเศษ “คู่ซี้ คู่อร่อย” เร็ว ๆ นี้

นายบุญชัย อัศวฤทธิพรหม์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เล็งเห็นความสำคัญของการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องและเกื้อหนุนกัน เพื่อนำสินค้าของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ไปอยู่ในทุกที่และทุกเวลาที่ผู้บริโภคต้องการ เราให้ความสำคัญกับการเพิ่มพันธมิตรในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของธุรกิจ และสร้างการรับรู้    แบรนด์สินค้า โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์สู่ลูกค้ากลุ่มใหม่อยู่เสมอ ในครั้งนี้บริษัทฯ จับมือกับ ธุรกิจห้าดาว ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ธุรกิจแฟรนไชส์อาหารชั้นนำที่อยู่คู่คนไทยมานานหลายสิบปีอย่างไก่ย่างห้าดาว (Five Star) เพื่อให้เป๊ปซี่เป็นเครื่องดื่มคู่ใจของคนรักไก่ย่างห้าดาว ซึ่งมีฐานผู้บริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มทั่วประเทศ และนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของบริษัทฯ อาทิ สติงค์ และ ลิปตัน ซ่า ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ก้าวสู่การเป็น ‘บริษัทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในประเทศไทยโดยมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง’ (the Most Beloved Beverage Company in Thailand with True Gemba Centricity)”


นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจห้าดาว สร้างสรรค์ประสบการณ์ความอร่อยให้กับผู้บริโภคมายาวนานกว่า 40 ปี เรามีแฟรนไชส์จำหน่ายอาหารที่หลากหลาย ตั้งแต่ร้านไก่ย่างห้าดาว กระทะเหล็ก Hi Pork เป็ดเจ้าสัว และข้าวมันไก่ไห่หนาน หนึ่งในคุณค่าที่เรายึดมั่นเสมอมาในการดำเนินธุรกิจ คือ การนำเสนออาหารที่มีรสชาติอร่อย คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันให้กับผู้บริโภค การจับมือกับซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จะช่วยให้เราส่งมอบความอร่อยคุ้มค่าพร้อมความซ่าสดชื่นให้ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการผสานความชำนาญและประสบการณ์ในธุรกิจของทั้งสองบริษัท ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ การขยายฐานลูกค้า การสร้างแบรนด์ และการตลาดเพื่อดึงดูดและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ”

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย มุ่งสร้างความสำเร็จร่วมกับคู่ค้าภายใต้แนวคิด “Win With Customers” โดยวางกลยุทธ์การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำมากมาย พร้อมเดินหน้าขยายฐานคู่ค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) เครือข่ายร้านอาหาร และช่องทาง E-commerce ซึ่งธุรกิจห้าดาวถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญของบริษัทฯ ที่มีความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของธุรกิจ การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และการสร้างแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคในเรื่องความคุ้มค่า 

พม.จัดงานวันคนพิการสากล 2567 มุ่งส่งเสริมการเป็นผู้นำคนพิการ

วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2567 “ส่งเสริมการเป็นผู้นำคนพิการเพื่ออนาคตที่ครอบคลุมและยั่งยืน” (Amplifying the leadership of persons with disabilities for an inclusive and sustainable future) พร้อมทั้งมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ประจำปี 2567 โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัดพม.) กล่าวรายงาน นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ คณะผู้บริหารกระทรวง พม. คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ  ผู้นำองค์กรและผู้แทนเครือข่ายคนพิการและผู้ปฏิบัติงานด้านคนพิการจากทุกภาคส่วน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม





ในงานมีการฉายวิดีทัศน์คำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันคนพิการสากล ประจำปี 2567 โดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และการอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2567 โดย คุณมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ (Ms. Michaela Friberg-Storey) ผู้ประสานสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United Nations Resident Coordinator - UNRC) และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย อีกทั้ง มีการจัดนิทรรศการวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ, นิทรรศการผลงานของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และเครือข่ายคนพิการ, การแสดงความสามารถและผลงานของคนพิการ  ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจของสังคมเกี่ยวกับคนพิการและให้โอกาสคนพิการได้มีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมของสังคมอย่างสร้างสรรค์ เป็นธรรม และเสมอภาคกับคนทั่วไป ซึ่งประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ได้จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคนพิการสากลเป็นประจำทุกปี ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำหรับปี 2567 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์กรคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2567 


นายวราวุธ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการเสริมศักยภาพประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายเพื่อทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งนโยบายของรัฐบาลแต่ละนโยบายนั้น ล้วนแล้วแต่มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของพี่น้องคนพิการ โดยในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา ตนได้ทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รู้สึกโชคดีที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสกับข้าราชการ พี่น้องกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่มที่กระทรวง พม. ทำงานด้วย โดยเฉพาะคนพิการ ซึ่งต้องขอขอบคุณพี่น้องคนพิการทุกประเภท และหากมีเวลาก็อยากไปเรียนภาษามือ แต่เวลายังจำกัดอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ตนได้เรียนรู้ คือความต้องการที่จะมีความอิสระ ไม่อยากจะไปพึ่งพาใคร ไม่ได้อยากจะเป็นภาระให้กับใคร ความพิการนั้น ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งเป็นคนพิการ บางครั้งตนเริ่มสงสัยว่าความหมายคำว่าคนพิการนั้น คือบุคคลคนนั้นเป็นคนพิการหรือว่าสังคมเป็นสังคมที่พิการกันแน่ เพราะว่าไม่สามารถหาอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องคนพิการได้ และจากการที่ตนได้มีโอกาสสัมผัสกับการทำงานของพี่น้องคนพิการในแต่ละประเภท ได้มีโอกาสพาพี่น้องคนพิการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางการเห็น หรือคนพิการทางการเคลื่อนไหวที่นั่งวีลแชร์ ทำให้เห็นว่าความพิการนั้น นอกจากจะไม่ได้เป็นอุปสรรคแล้ว ในทางตรงกันคือการดึงเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในคนๆ หนึ่งออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น วันนี้บทบาทของกระทรวง พม. นอกจากที่จะช่วยเหลือ สนับสนุนพี่น้องคนพิการแล้ว ยังมีหน้าที่ที่จะทำอย่างไรให้ความพิการไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของพี่น้องคนพิการ นี่คือเหตุผลสำคัญของการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) โครงการนำร่องการสนับสนุนให้สถานศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพของคนพิการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ระยะที่ 2 ระหว่างกระทรวง พม. กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ


นายวราวุธ กล่าวว่า วันนี้ เราจะมาคืนศักยภาพในการใช้ชีวิตของคนพิการทุกคน และทำให้คนพิการนั้นเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศไทยในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยวันนี้ กำลังประสบกับปัญหาวิกฤตประชากร ดังนั้น ประชากรทั้ง 66 ล้านชีวิตในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนพิการ ทุกคนเป็นกำลังสำคัญในการที่จะนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าในทุกมิติ เพราะเราต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยเทคโนโลยีในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น Caption (คำบรรยายใต้ภาพ) แบบที่มีอยู่บนจอ  เทคโนโลยีทางกายภาพต่างๆ ล้วนแล้วแต่ลดช่องว่างระหว่างความพิการกับความไม่พิการให้แคบลง หรือแม้แต่เมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ตนได้มีโอกาสหารือกับกลุ่มคนที่อยากทำให้คนพิการทางการเห็นสามารถดูหนังได้ โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่จะมาสนับสนุนโครงการดีๆ อย่างนี้ นี่คือหน้าที่ของกระทรวง พม. ที่จะทำให้สังคมไม่พิการ และทำให้คนไทยทุกคน สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ และมีความสุขอย่างถ้วนหน้ากัน รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนคนทั่วไปด้วยว่า ความพิการนั้น ไม่ใช่อุปสรรค ตรงกันข้าม สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างมากมาย ดังนั้น คนพิการจะไม่เป็นภาระให้กับสังคมแต่เป็นกำลังสำคัญ วันนี้กระทรวง พม. จะมาสร้างศักยภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับคนพิการ เพื่อมาเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้า 

"ในโอกาสนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องคนพิการต้นแบบทุกท่าน รวมไปถึงบุคคล หน่วยงาน องค์กรที่ได้รับรางวัลฯ ประจำปี 2567 อาทิ  รางวัลคนพิการต้นแบบ,  รางวัล Global IT Challenge for Youth with Disabilities 2024,  รางวัลองค์กรที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ประจำปี 2567, รางวัลหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ ประจำปี 2567, รางวัลสถานที่ที่เอื้อต่อคนพิการ ประจำปี 2567 Accessible Place 2024 และ รางวัลองค์กรด้านคนพิการหรือองค์กรอื่นใดที่ให้บริการแก่คนพิการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ (มอพ.2554) ระดับดีมาก ซึ่งมีศักยภาพมากมายเหลือเกิน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องคนพิการทุกคนในการที่จะเป็นกำลังสำคัญ ได้เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ กับชาว พม. ทำให้ประเทศไทยของเรานั้น เป็น Acessible Thailand คือ เป็นสังคมที่ไม่พิการ และทำให้คนพิการมีอิสระในการใช้ชีวิตเหมือนกันทุกคน" นายวราวุธ กล่าว

#ข่าวพม #พม #ศรส #esshelpme #1300 #วราวุธศิลปอาชา #วราวุธรับฟังทำจริง
#พมพอใจให้ทุกวัยพึงพอใจในพม #พมหนึ่งเดียว #วันคนพิการสากล2567

03 ธันวาคม 2567

หนาวนี้..อบอุ่นหัวใจที่เชียงราย ต้อนรับปีใหม่ อบอุ่นหัวใจกับโปรโมชั่น New Year 2025

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่นขอมอบราคาห้องพักสุดพิเศษให้กับแขกผู้มีอุปการคุณเพื่อเฉลิมฉลอง "เทศกาลปีใหม่ 2025"ด้วยราคาสุดพิเศษ เริ่มต้นที่ 𝟏,𝟖𝟗𝟗.- ห้องดีลักซ์ไม่รวมอาหารเช้า และ New Year Eve Buffet Dinner ในบรรยากาศ " Caribbian of the Seas" ในราคาท่านละ2,500 จองก่อนภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2567 จ่ายเพียง 2,250 บาท



สอบถามรายละเอียด กรุณาโทร 052 055 888
จองห้องพักได้ที่ : bit.ly/3eCYMKY เข้าพัก ตั้งแต่วันนี้ - 28 ก.พ. 68
หนาวนี้..อบอุ่นหัวใจที่เชียงราย ❄️ สัมผัสเสน่ห์เมืองเหนือที่ 𝐓𝐡𝐞 𝐇𝐞𝐫𝐢𝐭𝐚𝐠𝐞 𝐂𝐡𝐢𝐚𝐧𝐠 𝐑𝐚𝐢

02 ธันวาคม 2567

Green Festival 2024: “No Tree, No Breath, No Life”

เพราะต้นไม้คือชีวิต คือลมหายใจ ในวันศุกร์ที่ 13-วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 ณ สวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร


กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ สมาคมเครือข่ายต้นไม้ในเมือง, กลุ่มบิ๊กทรีส์, สมาคมรุกขกรรมไทย, We Park และพันธมิตรองค์กรด้านพื้นที่สีเขียวขอเชิญทุกท่านมาร่วมเรียนรู้ถ่ายทอดดูแลต้นไม้ใหญ่ที่เป็นทั้งชีวิตและลมหายใจให้กับเราทุกคน ในงาน Green Festival 2024 ระหว่างวันศุกร์ที่ 13 – วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 ณ สวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “No Tree, No Breath, No Life” เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นลมหายใจและชีวิตของทุกคน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมืองเพราะต้นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์แข็งแรงนอกจากจะให้อากาศบริสุทธิ์ ความเย็นสดชื่นแล้วยังช่วยดักจับฝุ่น เมืองจึงจะอยู่ได้เพราะมีอากาศหายใจ

ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ  วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2567 

• การนำเสนอผลงานวิชาการด้านการจัดการต้นไม้งานวิจัยและข้อมูลด้านต้นไม้จากนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

• เวิร์คชอป และการสาธิต

o การป้องกันฟ้าผ่าต้นไม้ โดยรุกขกรอาชีพจากประเทศมาเลเซีย

o Tilt Sensor Technology: อุปกรณ์ตรวจจับการเอนของต้นไม้ โดย STYL ประเทศสิงคโปร์

o Tree Risk Assessment Workshop โดย Samuel Ma

o Intermediate Tree Climbing Workshop โดย Mark Roberts และ Tiago Miranda

วันเสาร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 

● การแข่งขันปีนต้นไม้ชิงแชมป์ประเทศไทย 2024 (Tree Climbing Championship) โดยนักปีนต้นไม้มืออาชีพจาก 7 ประเทศ ได้แก่ สวีเดน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, มาเลเซีย และไทย ภายใต้การควบคุมกติกาโดยรุกขกรระดับนานาชาติ

● กิจกรรม Nature Fun สำหรับทุกวัย

o Kids Climbing: ปีนต้นไม้สำหรับเด็ก โดย Panther Team

o Nature Hunt: ล่าขุมทรัพย์กู้โลก โดย School of Arborist

o เวิร์คชอปสวนขวดป่าจิ๋ว โดย Bloom Landscape

o Eco Printing: ศิลปะภาพพิมพ์ธรรมชาติ โดย ภาษาดอกไม้ภาพพิมพ์ธรรมชาติ

o Hornbill Painting: วาดภาพนกเงือกบนผืนผ้าใบ โดยมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก

o วิชา “นกเค้าในเมือง” โดย Nature Play and Learn Club

o เพาะชำกล้าไม้ป่า โดย Singto x Gap

• นิทรรศการความร่วมมือจากเครือข่าย บูธแสดงผลงาน การออกบูธแสดงสินค้า และเผยแพร่ความรู้ ด้านงานรุกขกรรม อาทิ

○ อาหารฝีมือผู้ก้าวพลาด โดยโรงเรียนตั้งต้นดีที่ได้รับการอบรมในด้านต่างๆ รวมทั้งการดูแลต้นไม้ใหญ่

○ บูธตรวจชีพจร เช็คสมดุลย์ร่างกายตามหลักแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดย ทีม แพทย์ “ณ สมดุลย์” 

○ บูธน้ำผลไม้ปั่นพลังจักรยาน 

○ บูธผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

○ บูธแสดงผลงานเครือข่ายต้นไม้ในเมือง และ we park  

○ การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพมหานคร เช่น ถนนวิทยุ, เขตหนองจอก, สุขุมวิท 26 และยานนาวา 

○ โครงการต้นไม้ดักฝุ่นกับมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี

○ บูธจัดการต้นไม้ใหญ่ โดยทีมรุกขกรสวนจตุจักร

เพราะต้นไม้ใหญ่คือ ชีวิตและลมหายใจของเรา มาร่วมเรียนรู้ และสร้างเมืองที่น่าอยู่ไปด้วยกัน ในงาน Green Festival 2024 : “No Tree, No Breath, No Life”  ในวันศุกร์ที่ 13-วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567
ณ สวนจตุจักร กรุงเทพมหานคร


#toptotravel

01 ธันวาคม 2567

“หินซ้อน” เปิดตัวเทศกาลท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ “มหัศจรรย์การอาบป่า“

เริ่มแล้ว !! “หินซ้อน”  เปิดตัวเทศกาลท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์กับการท่องเที่ยวแนวใหม่  “มหัศจรรย์การอาบป่า“  ขานรับลมหนาวช่วงปีใหม่      


เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลหินซ้อน สมาคมท่องเที่ยวสระบุรีและอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี  ร่วมกับตำบลหินซ้อน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และคณะผู้ร่วมผจญภัย จัดกิจกรรมเปิดตัวเทศกาลท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ “มหัศจรรย์การอาบป่า”ในลำน้ำป่าสัก ( Forest Bathing ) ” เพื่อนำนักท่องเที่ยวสู่เส้นทางธรรมชาติและดูแลสุขภาพและชุมชน ต้อนรับปีใหม่ ปี 2568  โดย มีนายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแก่งคอย นายกิตินันท์ แม้นเลขา ประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลหินซ้อน นางสาววัณณิกา รัตพงศ์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดสระบุรี นส.จุฑามาศ สายสุวรรณ์ เลขาธิการ สมาคม ฯ นายบุญมี สรรพคุณ อุปนายก สมาคม ฯ และ คณะองค์การบริหารส่วนตำบลหินซ้อน ณ ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี      






นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแก่งคอย กล่าวว่า ที่นี่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักสายแอดเวนเจอร์ รักธรรมชาติ ด้านหลังคือแม่น้ำป่าสัก ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันล่องแก่งหนึ่งครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นกิจกรรมคลิกอ๊อฟหลังจากน้ำในแม่น้ำป่าสักเริ่มใส สวย และน้ำไม่เชี่ยวและปลอดภัยแล้ว หินซ้อน! “แหล่งท่องเที่ยวสำหรับคนรักสุขภาพและการผจญภัย” A Wellness Adventures, Ecotourism & Forest Bathing Destination สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม)     


วันนี้ทีมงาน มีโอกาสท่องเที่ยวจังหวัด สระบุรี อีกหนึ่งกิจกรรมทางธรรมชาติ การล่องป่าสัก พายเรือ
แคนนู พายเรือคายัคกัน ก็ทั้งหมด 15 ลำ ระยะทาง 3 กิโลเมตร จากท่าที่ วัดศรีวังม่วง ไปสิ้นสุดและขึ้นที่
ท่าสะบก ระหว่างสองฟากฝั่ง  สามารถสัมผัสทั้งป่าทั้งธรรมชาติสวยงาม เสน่ห์ของการพายเรือคายัค
ในครั้งนี้ นอกจากจะได้ชมความสวยงามทางธรรมชาติ เสน่ห์อีกจุดหนึ่งคือ หยุดพัก เล่นน้ำ ถ่ายภาพ และชมผาหมีเหนือ เสือใต้  Unseen แห่งใหม่ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งเมื่อล่องลำน้ำไปได้สักระยะ แวะที่จุดชมวิวผาหมีเหนือ เสือใต้ ตรงนั้นจะเป็นจุดไฮไลท์ซึ่งสวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทยที่อยากแนะนำ   


นางสาวปนัดดา มาศศรีไสย หนึ่งในคณะกรรมการชมรมฯ สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจที่จะมาท่องเที่ยวกับชมรมฯ ของเรา หินซ้อน สามารถเข้าชมรายละเอียดได้ที่ Facebook Fanpage : ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหินซ้อน จะสามารถจองได้ในวันเสาร์ วันอาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ วันธรรมดาจองเป็นกรุ๊ป 10 คนขึ้นไป เราจะประสานงานทุกอย่างให้ ทั้งเรือและเจ้าหน้าที่ไว้ให้บริการ  


ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อร่วมต้อนรับปีใหม่ 2568 ด้วยการท่องเที่ยวแนวใหม่ ‘Forest Bathing’ ที่จะพาให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมดูแลสุขภาพและชุมชนไปพร้อมกัน “มหัศจรรย์การอาบป่าในลำน้ำป่าสัก ด้วยการพายเรือคายัคและแคนนูมผาหมีเหนือ เสือใต้ สัมผัสกลิ่นไอธรรมชาติรอบตัวคุณ“ (Kayaks & Canoe Forest Bathing) เปิดบริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และ
วันหยุดนักขัตฤกษ์ ◦ วันธรรมดาพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเท่านั้น โดยจัดเตรียมอาหารว่างระหว่างเดินทาง น้ำดื่ม ค่าเช่าเรือ เสื้อชูชีพ วิทยากร บุคลากรสอนพาย Life Guard บริการรถรับ-ส่ง และประกันภัยฯ ประชาสัมพันธ์ชมรมฯ 







สนใจร่วมกิจกรรมติดต่อ
คุณตุ๊กตา - พริตา ยอดประสาท โทร : 097 0633742
คุณแอน - สุพัตตรา เชื่อมขุนทศ 092 8617872